ตอนที่ 114 นายท่านที่ห้าแห่งยอดเขาฮาดา
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เฟิร์สก้าวเดินอย่างไม่หยุดยั้ง ทว่าจู่ๆ ก็มาหยุดเดินไปเสียดื้อๆ สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก
“เธอเป็นอะไรไป หรือมาได้แค่นี้เองหรือ?” นูฟูอินกล่าวอย่างสงสัย
สีหน้าของแต่ละคนปรากฏความผิดหวัง
ทั้งที่หญิงสาวก้าวเดินด้วยความเร็วอย่างคงที่มาตลอด จู่ๆ ก็มาสะดุดอยู่ที่บันไดขั้นนั้นเสียอย่างนั้น
ทว่า
วินาทีหญิงสาวก็ได้ทำให้ผู้คนทั้งหมดที่เฝ้ามองดูต้องรู้สึกแปลกใจอีกครั้งเมื่อเธอที่เคยสุขุมก้าวบนบันไดอย่างมั่นคง จู่ๆ ร่างกายก็ค่อยๆ โงนเงน เปลือกตาค่อยๆ พับปิดลง แล้วร่างก็เอนเอียงตกไปจากบันไดขั้นนั้นไปเสียอย่างนั้น
“หืม ... ถึงกับตกจากบันไดอย่างนั้นหรอ?”
หลายคนมองอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
จริงอยู่ที่ว่าบันไดแต่ละขั้นมีแรงกดดันมหาศาลปะทุขึ้นมาทุกครั้งที่เหยียบ จนถึงขั้นสามารถผลักผู้ก้าวขึ้นมาบันไดให้ตกลงไปได้
แต่หญิงสาวที่มาจากบ้านนอกผู้นี้ก้าวมาถึงบันไดขั้นที่แปดพันกว่า คิดจะตกก็ตกลงไปเสียง่ายๆ นี่จะไม่ทำให้พวกเขาต้องแปลกใจได้อย่างไร
“ตกไปแล้ว เธอตกไปแล้ว ...” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นมาอย่างอึ้งๆ
การตกลงจากบันไดแน่นอนว่าเธอคนนั้นต้องถูกผลักออกจากยอดเขาแห่งนี้และไม่มีทางเข้าสู่มิติบันไดทางเข้าได้อีกเป็นครั้งที่สอง
แต่ทว่า ...
ในเวลานั้นเองบุรุษผู้มีรัศมีที่สูงสง่ายกมือข้างขวาขึ้นแล้วคว้าอากาศด้านหน้าออกไปอย่างลวกๆ
หญิงสาวที่ควรถูกเนรเทศออกจากยอดเขา บัดนี้กลับมาปรากฏบนยอดเขาฮาดาเสียอย่างนั้น
มิหนำซ้ำเธอยังมาปรากฏอยู่ต่อหน้าหนึ่งในสองตัวตนที่ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรฮาดาอีกด้วย
หญิงสาวที่ดูเหมือนตกอยู่ในห้วงนิทราบัดนี้ได้ตื่นขึ้นมาเพราะเหตุการณ์ตกจากที่สูง ซึ่งนั่นทำให้วิญญาณที่อยู่ในร่างได้กลายเป็นอีกคนหนึ่ง
ใช่แล้ววิญญาณที่อยู่ในร่างหญิงสาวในตอนนี้ก็คืออีวานั้นเอง
เหตุที่ทำให้เฟิร์สนั้นหยุดก้าวเดินก็คือมันเป็นช่วงเวลาที่ดวงจันทร์สีเงินปรากฏขึ้น ด้วยผลของปรากฏการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จึงทำให้พวกเขาทั้งสองคนต้องสลับร่าง
แต่โชคดีที่เฟิร์สนั้นได้บันทึกเหตุการณ์ลงในโลกลวงอยู่ตลอดเวลา
ช่วงหลังๆ พวกเขาจึงไม่ต้องติดต่อกันผ่านสมุดไดอารี่อีกต่อไป จึงเข้ามาอ่านความทรงจำของอีกฝ่ายในโลกลวงเป็นประจำ นั่นจึงทำให้พวกเขาทั้งสองเข้าใจในอีกฝ่ายมากขึ้น และอีวาก็ได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวศาสตร์อักขระมากขึ้นอีกด้วย
จนแทบจะเรียกได้ว่าอีวาในตอนนี้มีความรู้ความเข้าใจไม่ต่างไปจากเฟิร์สเลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะการมีอยู่ของโลกลวงทั้งสิ้น
อีวาในตอนนี้ได้เข้าใจทุกเรื่องที่เฟิร์สได้กระทำมาแล้ว เมื่อปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าบุรุษผู้สูงศักดิ์ก็เข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่างในทันที
“อีวา พบท่านจอมปราชญ์” อีวาเอ่ยพร้อมกับแสดงความเคารพ
แน่นอนว่าเธอรู้ว่าชายคนนี้คือจอมปราชญ์เพราะความยิ่งใหญ่ของพลังอักขระที่แผ่ออกมา
หากเป็นคนทั่วไปพวกเขาอาจจะสัมผัสได้ถึงพลังบ่มเพาะที่สูงล้ำเพียงเท่านั้น แต่ย่อมไม่สามารถระบุได้ว่ามีพลังในระดับใด ยิ่งเป็นอีวาที่เป็นดยุกขั้นสูงด้วยแล้ว เธอคงไม่อาจวัดได้อย่างแม่นยำว่าคนผู้นี้คือตัวตนขอบเขตจักรพรรดิ
ทว่าพลังอักขระนั้นต่างออกไป เนื่องจากเฟิร์สเคยพบกับนูฟูอินมาแล้ว ความรู้ความเข้าใจที่เขาถ่ายทอดมาให้อีวาจึงสามารถประเมินได้ว่า บุรุษผู้สง่างามตรงหน้านี้มีพลังอักขระที่เหนือกว่านูฟูอินไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า จึงสามารถสรุปได้ว่าบุรุษผู้นี้ก็คือจอมปราชญ์ที่เป็นตัวตนในตำนาน
‘อาณาจักรฮาดาเป็นอาณาจักรเล็กๆ หลายคนคิดว่าที่อาณาจักรอื่นไม่บุกแล้วกลืนกินอาณาจักรนี้เป็นเพราะชื่อเสียงของกษัตริย์ผู้เป็นวีรบุรุษในอดีต แต่แท้จริงแล้วพวกเขาอาจเกรงกลัวในบุรุษที่อยู่ตรงหน้านี้ต่างหาก’ อีวาคิดในใจเมื่อได้เห็นอำนาจอักขระของอีกฝ่ายที่ครอบคลุมทั้งภูเขาเทพที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้
พลังอำนาจนี้เหนือกว่าของเฟิร์สที่อยู่ในอีกโลกหนึ่งมากมายคณานับ
จากความเข้าใจของอีวาที่ได้รับถ่ายทอดมาจากเฟิร์ส จอมปราชญ์ผู้นี้คงจะอยู่ในขั้นสีม่วงหรือสูงกว่านั้นก็เป็นได้
นั่นจึงไม่แปลกใจเลยถ้าหากอาณาจักรอื่นๆ จะเกรงกลัวในการมีอยู่ของจักรพรรดิผู้นี้
หากจอมปราชญ์สนใจในการเมืองเสียหน่อย ไม่แน่ว่าอาณาจักรฮาดาอาจจะไม่ถูกกลืนกิน มิหนำซ้ำยังสามารถขยายขอบเขตออกไปให้กว้างไกลยิ่งกว่านี้ก็เป็นได้
“เธอมาที่นี่คงมีธุระกับข้าสินะ ว่าธุระของเจ้ามาสิ” บุรุษผู้สูงศักดิ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความลึกล้ำ
แน่นอนว่าทั้งอีวาและเฟิร์สมีความต้องการตรงกัน เธอจึงไม่ลังเลที่จะเอ่ยคำขอของเธอออกมาทันที
“เรียนท่านจอมปราชญ์ ฉันต้องการเป็นศิษย์ของท่าน ได้โปรดรับฉันเป็นศิษย์ด้วยเถอะ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นับตั้งแต่ที่เธอก้าวข้ามผ่านบันไดขั้นที่ร้อย เธอก็มีคุณสมบัติที่จะเอ่ยคำขอนี้แล้ว เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นที่หนึ่งพันแน่นอนว่าฉันต้องรับคำขอของเธออย่างแน่นอน หากเธอสามารถก้าวข้ามขั้นที่หนึ่งหมื่นได้ ต่อให้เธอไม่ต้องการเป็นศิษย์ของฉัน ฉันก็จะต้องตามหาเธอเพื่อรับมาเป็นศิษย์อย่างแน่นอน น่าเสียดายที่เธอหยุดลงเสียก่อน ... ฉันจึงอยากจะถามว่าทำไมเธอถึงหยุดอยู่ตรงนั้น ทั้งๆ ที่ด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างเธอคงจะไม่หยุดเพียงแค่นั้นแน่”
คำถามของจอมปราชญ์ทำให้อีวาต้องอึ้งไป เธอนั้นไม่สามารถบอกว่าตนเองนั้นสลับร่างกับเฟิร์สได้ ไม่ต้องเอ่ยว่าเฟิร์สเป็นคนที่มาจากอีกโลกหนึ่ง
หากเรื่องนี่แพร่งพรายออกไป ไม่แน่ว่าเธออาจจะถูกจับในโทษฐานเป็นสายลับอย่างแน่นอน
สิ่งที่มนุษย์กลัวมากที่สุดคือเรื่องที่พวกเขาไม่รู้ เพราะความมืดมิดบดบังไม่ให้มองเห็น ผู้คนจึงไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในความมืด ผู้คนจึงหวาดกลัวในความมืด เช่นกันหากพวกเขานั้นรู้ว่าเฟิร์สนั้นมาจากโลกที่ไม่รู้จัก พวกเขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเค้นหาความลับอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี
อีกอย่างพลังโลกลวงของเธอก็เป็นความลับ ตอนนี้เธอรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของมันแล้ว และยิ่งไม่สามารถเปิดเผยความสามารถนี้ออกไปภายนอกได้ เว้นเสียแต่ว่าเธอจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดและไม่มีใครมาคุกคามเธอได้เท่านั้น
ทว่าด้วยสติปัญญาที่ไม่ธรรมดาเธอก็เอ่ยตอบคำถามนี้ได้อย่างรวดเร็ว
“เพราะฉันต้องการให้ท่านจอมปราชญ์สนใจ” อีวาเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ
“หืม ... ต้องการให้ฉันสนใจอย่างนั้นหรือ?”
“ถูกต้องแล้ว การที่ฉันมาที่นี่เพราะฉันต้องการเป็นลูกศิษย์ของจอมปราชญ์ หากฉันเดินขึ้นไปได้มากกว่านี้ ท่านจะไม่คิดว่าฉันต้องการมาเป็นศิษย์ แต่เป็นปรมาจารย์จารึกผู้หนึ่งที่ต้องการมาเยี่ยมเยือนแทน และฉันคิดว่าฉันสามารถทำมันได้สำเร็จ” อีวากล่าวอย่างยิ้มๆ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... ใช่ เธอสามารถทำให้ฉันสนใจได้จริงๆ เอาล่ะตกลงเธอต้องการเป็นลูกศิษย์ของฉันใช่หรือไม่” จอมปราชญ์กล่าวออกมาอย่างอารมณ์ดี
แน่นอนว่าเขายินดีที่จะรับศิษย์ที่ฉลาดและมีพรสวรรค์
แม้เขาไม่อาจเรียกตนเองว่าเป็นปรมาจารย์จารึกที่เก่งกาจที่สุดในโลก แต่ก็เชื่อว่าตนเองนั้นอยู่ในแถวหน้าอย่างแน่นอน
จอมปราชญ์รับลูกศิษย์มาสี่คนแล้ว แต่ก็ไม่มีวี่แววมาศิษย์ทั้งสี่จะมีความสามารถที่เหนือกว่าเขา เขาต้องการหาผู้สืบทอดเจตจำนง เมื่อสวรรค์ประทานอีวามาให้ถึงมือ เขาจะไม่รับเธอเป็นลูกศิษย์ได้อย่างไร
“ขอบคุณท่านอาจารย์” อีวารีบคุกเข่าทำความเคารพอาจารย์ในทันที
ในช่วงเวลานั้นเองภายในห้องโถงนี้ก็ปรากฏระลอกคลื่น
ตัวตนทั้งสี่พลันก้าวออกมาจากระลอกคลื่นเหล่านั้น
หนึ่งคือบุรุษผู้มีเรือนผมสีเงินที่ทอดยาวถึงพื้น ทุกการเคลื่อนไหวล้วนเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของสีเงิน เพียงแค่มองไปที่เขาก็สัมผัสได้ถึงความทรงพลังแม้จะไม่แผ่พลังออกมา
เขาก็คือ “เอสโตร” หรือนายท่านที่หนึ่งแห่งยอดเขาฮาดานั่นเอง
ชายอีกคนที่มีรูปร่างอ้วนท้วมในชุดขนสัตว์สีขาว เขาคือคนที่เฟิร์สเคยพบก่อนหน้านี้ นายท่านที่สอง “นูฟูอิน”
อีกตัวตนหนึ่งที่สวมชุดคลุมสีดำทั้งร่าง ใบหน้าถูกปิดบังด้วยหน้ากากสีดำจนเผยให้เห็นแค่ดวงตาสีทอง เขาก็คือท่านสาม “ไซเรน”
คนสุดท้ายรูปลักษณ์ดูเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุด เป็นชายชราเคราสีแดงที่ยาวจนถึงกลางอก แม้ลักษณะของเขาจะดูเป็นผู้อาวุโส แต่คนผู้นี้กลับมีสถานะอ่อนเยาว์มากที่สุด เขาก็คือ “ไฟเซอร์” หรือนายท่านที่สี่แห่งยอดเขาฮาดานั่นเอง
พวกเขาทั้งสี่พลันมาปรากฏตัวพร้อมกันที่นี่
“นี่น่ะหรือศิษย์น้องคนใหม่ของพวกเรา”
“ฮ่า ในที่สุดข้าก็ไม่ใช่ศิษย์คนเล็กของอาจารย์อีกต่อไปแล้ว”
ดูเหมือนว่าอีวาจะถูกพวกเขาต้อนรับอย่างเป็นมิตร ซึ่งใช่แล้ว ... สถานะของเธอในตอนนี้ได้กลายเป็น “อีวา” นายท่านที่ห้าของยอดเขาฮาดาเรียบร้อยแล้ว