
สนามประลองคัดเลือกขุนพลนักษัตรเมืองปตานีคือสนามเดียวกับที่จะใช้ประลองาาสิบสองนักษัตรในอีก๓ เดือนข้างหน้า ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือนอกกำแพงเมือง มีทั้งหมด ๒ สนาม
สนามแรกสำหรับการประลองฝีมือธนูและฝีมือดาบสร้างค่ายเชิงเทินสูงสองวาล้อมรอบลานประลองกว้างรูปวงกลมสำหรับประจำตำแหน่งพลแม่นธนูระดมยิงใส่ผู้เข้าแข่งขันด้านล่างถัดจากเชิงเทินออกไปเป็อัฒจันทร์ที่นั่งยกระดับพื้นสูงขึ้นเป็ชั้นเป็วงสำหรับผู้ชมขึงตาข่ายหลังแนวเชิงเทินป้องกันลูกธนูที่อาจพุ่งหลงขึ้นมา มีช่องบันไดขึ้นลงสำหรับผู้ชมจากด้านนอกสนามทั้งหมด๘ ช่อง กระจายอยู่ตามทิศต่างๆ
อีกสนามอยู่ด้านทิศเหนือของสนามแรก เป็ลานโล่งกลางแปลงสำหรับการประลองต่อสู้บนหลังม้าและหลังช้างมีอัฒจันทร์ที่นั่งปลูกยาวเป็แนวเส้นตรงเพียงด้านเดียว ด้านหลังของอัฒจันทร์ประชิดติดกับอัฒจันทร์ของสนามแรกที่ใช้ประลองธนูและดาบ
่สายใกล้พ้น่ยามแรกของวัน (เวลา๙ นาฬิกา) ฝูงชนชาวปตานีต่างแห่แหนเข้ามาอยู่บนอัฒจันทร์ด้านทิศใต้และทิศตะวันตกจนแน่นขนัดปะปนไปด้วยพ่อค้าและชาวต่างเมือง ส่วนด้านทิศตะวันออกเต็มไปด้วยขุนนางและเ้าพนักงานระดับกลางและล่างส่วนขุนนางระดับสูงกำหนดให้เข้าชมบนอัฒจันทร์ฝั่งทิศเหนือ ซึ่งตรงกลางปลูกปะรำที่ประทับขององค์กษัตริย์และราชวงศ์บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ประจำเฝ้าแหนรอบที่ประทับ นั่งลดหลั่นตามลำดับตำแหน่งออกไป
ชาวเมืองล้วนพูดคุยกันด้วยเสียงเริงร่ายินดีเพราะเป็วันที่รอคอยมานานนับปีวันที่จะได้ชมการประลองอาวุธเฟ้นหาผู้มีฝีมือสูงสุดของเมืองปตานีในรอบ ๑๓ ปี ต่างวิจารณ์ถึงฝีมือผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่เชื่อกันว่าสิงขรบุตรท่านขุนพลใหญ่จะเป็ผู้ชนะ บ้างก็เห็นว่าองค์ชายอัศวเมฆอาจมีพระปรีชาสามารถเหนือกว่าถึงได้ทรงเข้าร่วมการแข่งขันรวมถึง บางส่วนก็พูดถึงฝีมือดาบของรองหัวหน้าครูฝึกทหารและผู้ช่วยนายกองเรือวัยฉกรรจ์
อย่างไรก็ตามอดมีคำตำหนิถึงการเข้าร่วมประลองอาวุธของเ้าทิพไม่ได้..ว่าไม่เหมาะสม มิได้เจียมฝีมือตนเองเลย สองสามวันก่อนยังโดนองค์ชายอัศวเมฆทรงทุบตีาเ็ครั้งนี้หาเื่ใส่ตัวอีกแท้ๆ
ไม่นานนักได้ยินเสียงประโคมปี่กลองนำพระเ้าศรีมหาราชและพระเ้าฤทธิเทวาเสด็จพร้อมพระราชวงศ์และเซียงจือกงในฐานะพระราชอาคันตุกะเสียงชาวเมืองและขุนนางบนอัฒจันทร์พลันเงียบลง สักครู่เห็นเ้าชีวิตทั้งสองทรงปรากฏพระองค์ขึ้นมาจากช่องทางเสด็จด้านหลังข้างปะรำที่ประทับเมื่อทรงพระดำเนินเข้าประทับบนพระที่นั่งทั้งสองพระองค์แล้วบรรดาขุนนาง เ้าพนักงานและชาวเมืองต่างพากันถวายบังคมและกล่าวสดุดีพร้อมเสียงปี่กลองยุติลง
จากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่พิธีการประลองอาวุธคัดเลือกขุนพลฉลูนักษัตรแห่งเมืองปตานี
ขุนพลสิงหลผู้อยู่ในลานประลองเบื้องหน้าปะรำที่ประทับกราบบังคมทูลด้วยเสียงอันดังถึงรายละเอียดของพิธีการและเบิกตัวผู้เข้าประลองสู่สนามแข่งขันเพียงไม่นานผู้ชมทั้งสนามจึงได้เห็นนักสู้ที่มีวัยั้แ่รุ่นหนุ่มถึงวัยฉกรรจ์จำนวน๘ คนเดินเรียงกันออกมาจากช่องประตูทางทิศใต้ของลานประลอง
คนแรกคือ องค์ชายอัศวเมฆ
การประลองไม่ถือยศศักดิ์สูงต่ำทุกคนคือนักสู้เหมือนกันหมด ทำให้องค์ชายทรงคุกชานุกับพื้นเช่นเดียวกับนักสู้คนอื่นแต่กระนั้นการเรียงลำดับแนะนำตัวก็ยังเรียงตามยศศักดิ์
“ผู้เข้าประลองคนแรกคือองค์ชายอัศวเมฆ พระราชบุตรแห่งนครปตานี นอกจากทรงเชี่ยวชาญการเมืองการปกครอง ยังทรงศึกษาฝึกฝนเพลงอาวุธทั้งหลายจนทรงพระปรีชาสามารถเหนือนักรบทั่วไป”ขุนพลสิงหลกราบทูล ในขณะที่องค์ชายใหญ่ทรงถวายบังคมไปพร้อมกัน ซึ่งผู้รับการขานนามถัดไปก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
“คนที่สอง คือพลาสินรองหัวหน้าครูฝึกทหารประจำกองทัพ เป็ผู้มีฝีมือรบสูงสุดในบรรดาครูฝึกทั้งหมด”
“คนที่สาม คือสิงขรราชองครักษ์ชั้นเอกประจำวังหลวงเป็ผู้มีฝีมือเชิงอาวุธเก่งกล้าที่สุดในบรรดาราชองครักษ์ทั้งหมด”
“คนที่สี่ คือ อาโปผู้ช่วยนายกองเรือ ได้ออกรบและเป็ผู้สังหารหัวหน้าโจรสลัด ครั้งจัดทัพเรือไปช่วยเมืองปะหังปราบพวกโจรทะเลเมื่อ๒ ปีก่อน”
“คนที่ห้า คือ พายัน หัวหน้ากองม้าจู่โจมเร็ว๑,๐๐๐ ตัว สังกัดนายกองม้า เคยนำกำลังไปช่วยปราบโจรที่เมืองสายบุรีเมื่อ ๓ ปีก่อน”
“คนที่หก คือ สะเทิงรองหัวหน้าด่านไทร ด่านชายแดนข้ามเมืองไทรบุรี มีผลงานจับกุมและสังหารโจรร้ายกว่า๒๐ คนที่หนีข้ามชายแดนสองฝั่งในรอบ ๓ ปี”
“คนที่เจ็ด คือ ปาหัตผู้ช่วยหัวหน้ากองพระตำรวจ สังกัดเ้ากรมเมืองผู้ไล่ล่าจับตัวผู้ร้ายก่อคดีอุกฉกรรจ์กว่า ๒๐ คดี”
ตลอดเวลาที่บุคคลทั้งเจ็ดได้รับประกาศนามชาวเมืองต่างปรบมือโห่ร้องต้อนรับ แต่เมื่อเริ่มประกาศนามสุดท้ายกลับคล้ายมีบางอย่างก่อตัวขึ้นทำให้บรรยากาศชะงักลง
“คนที่แปด คือเ้าทิพ บุตรชายพระเ้านครปตานี”
เป็เพียงนามสั้นๆ ไม่มีศักดิ์ไม่มีสรรพคุณให้เอ่ยอ้าง ไม่มีเสียงโห่ร้องต้อนรับ...
--------------------------------------------------
ขุนพลใหญ่สิงหลเป็ผู้รับสนองพระราชโองการรับผิดชอบพิธีการประลองแต่เนื่องเพราะบุตรชายเข้าร่วมชิงชัยจึงขอพระราชทานอนุญาตให้ขุนพลธรณิน รองขุนพลใหญ่ทำหน้าที่เป็กรรมการตัดสินชี้ขาดการแข่งขัน
บัดนี้ขุนพลธรณินได้ก้าวเข้ามายังลานประลองพร้อมกลุ่มทหารซึ่งแบกแคร่มาสามตัววางเรียงเบื้องหน้าคณะผู้เข้าแข่งขัน แคร่ด้านซ้ายและขวาเป็แคร่ว่างเปล่า ส่วนแคร่ตัวตรงกลางมีคันธนูกองสุมอยู่
“ขอเดชะ ฝ่าพระบาท..” ขุนพลธรณินกราบบังคมทูลพระเ้าศรีมหาราชผู้เป็องค์ประธาน“การประลองจะเริ่มต้นจากการคัดเลือกคันธนูที่ผู้เข้าแข่งขันจักต้องใช้ในการประลองเป็คันธนูชั้นยอดซึ่งผ่านการคัดสรรมาแล้วจำนวน ๒๐ คัน ผู้เข้าแข่งขันต้องช่วยกันเลือกคันธนูที่ดีที่สุดให้เหลือเพียง๘ คัน เพื่อใช้ในการประลองยิงธนู.. ข้าพระพุทธเ้าขอพระราชทานพระาานุญาตเริ่มดำเนินการณ บัดนี้ พระพุทธเ้าข้า”
สิ้นคำกราบทูล ผู้เข้าแข่งขันต่างเดินเข้าไปรุมล้อมแคร่ตัวกลางที่มีคันธนูกองสุมอยู่องค์ชายอัศวเมฆและเ้าทิพซึ่งอยู่ลำดับหัวแถวและท้ายแถวเมื่อทรงดำเนินและเดินไปล้อมแคร่จึงอยู่ชิดติดกัน
ทุกคนแต่งกายในชุดทหารตามยศศักดิ์ของตนมีเพียงเ้าทิพที่แต่งกายชุดสามัญชน สะพายกระบอกไม้ไผ่อยู่กลางหลัง สองมือเกี่ยวจับเชือกที่คล้องสะพายด้านหน้าไว้มั่นประหนึ่งสิ่งของมีค่า
“เ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย..ตอนลงแข่งขันเขาจะจัดเตรียมซองใส่ลูกธนูให้ ไม่ต้องพกกระบอกไม้สะพายติดตัวมาเยี่ยงนี้หรอก”
พระดำรัสขององค์ชายเรียกเสียงหัวเราะลั่นจากผู้เข้าแข่งขันหลายคน
การประลองใช้วิธีจับสลากลำดับก่อนหลังผู้เข้าแข่งขันก่อนจะได้สิทธิ์เลือกคันธนูก่อน ดังนั้นทุกคนจึงต้องช่วยกันเลือกคันธนูที่ดีที่สุดทั้ง๘ คันเพราะตนเองอาจต้องหยิบคันธนูลำดับท้ายๆ ลงสู่สนามแข่งขันก็เป็ได้
การคัดเลือกคันธนูกลางลานประลองแท้จริงแล้วก็เพื่อให้ผู้ชมได้ยลบุคลิกภาพของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน..ก่อนจะลงสนามในสภาพปกปิดหน้าตา มิอาจจำแนกตัวตนได้
ผู้เข้าแข่งขันต่างหยิบฉวยคันธนูที่วางอยู่บนแคร่ขึ้นมาพิเคราะห์และทดสอบเสียงปล่อยสายเอ็นหนังดังเฟี้ยวฟ้าวไม่ขาดระยะ แม้ไม่มีลูกธนูมาทดสอบแต่ก็สามารถประเมินประสิทธิภาพของคันธนูได้บ้างกล่าวชมเชยหรือตำหนิคันธนูในมือของตน มีเพียงเ้าทิพที่ท่วงท่าการพิเคราะห์คันธนูไม่เหมือนใครการดึงสายเอ็นหนังมิได้กระทำสุดแรง บางครั้งก็เอานิ้วสอดเข้าไปตรงซอกมุมปลายคันธนูณ จุดเกี่ยวกับสายเอ็นหนัง แล้วยกขึ้นปล่อยให้แกว่งไกวไปมา สลับทำทีละข้างดูไปคล้ายกำลังละเล่นแต่สีหน้ากลับเคร่งขรึมจริงจัง
เมื่อทุกคนได้ทดสอบคันธนูทั้ง ๒๐คันแล้ว ต่างแย่งกันนำเสนอว่าคันไหนดีหรือไม่ดี แต่สิงขรได้ตัดบทเสนอให้องค์ชายอัศวเมฆเป็ผู้นำสรุปเพียงผู้เดียวเพื่อไม่ให้สับสนซึ่งทั้งหมดก็คล้อยตามแต่โดยดี
องค์ชายอัศวเมฆทรงหยิบคันธนูขึ้นมาทีละคันโดยทรงเลือกหยิบคันที่มีผู้ให้ความเห็นสอดคล้องไปในทางเดียวกันก่อนหน้าว่าดีหรือมีตำหนิขึ้นมาก่อนทรงสรุปพิเคราะห์ด้วยความเฉียบขาดและฉาดฉาน ซึ่งทั้งหมดต่างเห็นสอดคล้อง
มีเพียงเ้าทิพที่นิ่งเงียบมิได้ช่วยออกความเห็น..
หรือบางทีอาจมิกล้าออกความเห็นใด
--------------------------------------------------