ความมืดคลี่ตัวลงช้า ๆ เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบเขา แนวป่าหินเงียบสงบกว่าที่ควรจะเป็ ลมพัดผ่านซอกหินเกิดเสียงต่ำยาว คล้ายลมหายใจของบางสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด หลัวอวิ๋นนั่งพิงโขดหินขนาดใหญ่ ด้านหลังเป็หน้าผาชันที่ยากต่อการปีนขึ้น
เสื้อคลุมถูกถอดวางไว้ข้างตัว เหงื่อแห้งกรังเกาะตามิั แขนขวาของเขายังชา ไม่ถึงกับไร้ความรู้สึกแต่หนัก ทุกครั้งที่ขยับจะมีแรงตึงลึก ๆ แล่นผ่านข้อศอกถึงหัวไหล่
หลัวอวิ๋นไม่ฝืน เขาหลับตา ปรับลมหายใจให้ช้าลง รับรู้จังหวะการเต้นของหัวใจที่ค่อย ๆ สงบลง หลังจากผ่านการปะทะที่บีบขีดจำกัด ร่างกายของเขาไม่ได้พัง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน นี่คือราคาที่ต้องจ่าย
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
ความอุ่นแผ่ซ่านออกมาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปะทุ ไม่พุ่ง กล้ามเนื้อที่เกร็งตึงเริ่มคลายตัว ความชาในแขนค่อย ๆ ลดลงเล็กน้อย แม้ยังไม่หาย แต่พอให้ขยับได้สะดวกขึ้น
เขานั่งอยู่อย่างนั้นนานพอสมควร ปล่อยให้ร่างกายปรับตัวเอง เขาเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้วว่า การฝืนใช้พลังที่ยังควบคุมไม่ได้ จะไม่พาเขาไปไกล มันจะหยุดเขาไว้กลางทาง
เมื่อความรู้สึกกลับมาในระดับที่ควบคุมได้ หลัวอวิ๋นจึงลืมตา มองไปยังพื้นที่โล่งด้านหน้า เขายกมือขึ้นเล็กน้อย ความคิดเคลื่อนไหวไปยังแหวนมิติ ค้อนโลหะปรากฏขึ้นในมือ เขาวางมันลงกับพื้นหินอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะเคารพน้ำหนักของมัน
ค้อนนี้ช่วยเขาไว้หลายครั้ง แต่ก็เกือบทำให้เขาพัง หลัวอวิ๋นยืนขึ้นช้า ๆ ยืดร่างกายเล็กน้อย จากนั้นถอยออกมาไม่กี่ก้าว จัดท่ายืนให้มั่นคง เท้าทั้งสองวางห่างกันเล็กน้อย เขาไม่ยกค้อนขึ้น ไม่โจมตี ไม่ฝึกแบบเดิม เขาเปลี่ยนวิธี
หลัวอวิ๋นหลับตา ไม่ขยับไม่พึมพำ เขาเรียก “ความรู้สึก” นั้นขึ้นมาอีกครั้ง แรงพุ่ง แรงชน แรงดิบที่เคยปะทุออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ คราวนี้เขาไม่ผลักมันออกแต่ก็ไม่ปล่อย เพียงแค่ััเบาๆ
ลมหายใจของเขาหนักขึ้นเล็กน้อย เืสูบฉีดแรงขึ้นแต่ยังไม่ถึงจุดแตก หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้น ดวงตานิ่งแต่ลึกลงไปมีความระวัง เขาพึมพำเสียงต่ำ ชัด และสั้น
“อาคม… ควายธนู”
ไม่มีภาพไม่มีรูปร่าง มีเพียงแรงสั่นะเืเบา ๆ ที่แล่นผ่านหน้าอก ราวกับมีบางสิ่งชนจากด้านใน ความรู้สึกนั้นหยุดอยู่แค่นั้น ไม่พุ่ง ไม่ะเิ
หลัวอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารู้สึกได้นี่คือขอบเขตที่ปลอดภัย ถ้าฝืนมากกว่านี้ร่างกายจะไม่รับ เขาค่อย ๆ ถอนลมหายใจ ยอมปล่อยความรู้สึกนั้นสลายไปเอง ไม่ดึง ไม่กด เมื่อทุกอย่างกลับสู่สภาพเดิม เขาจึงหยิบค้อนขึ้นมาอีกครั้ง
คราวนี้เขาไม่ฟาด เขาเพียงถือ เดินและวาง การเคลื่อนไหวเรียบง่ายแต่ทุกก้าวมีน้ำหนัก นี่ไม่ใช่การฝึกพลังแต่มันคือการ “ฝึกคุม”
เวลาผ่านไปอย่างเงียบงัน เมื่อดวงจันทร์ลอยสูงขึ้น หลัวอวิ๋นจึงหยุดฝึก เก็บค้อนกลับเข้ามิติ ก่อนจะนั่งลงพิงหินอีกครั้ง เขาหยิบถุงหนังเล็ก ๆ ออกมา จากนั้นเทเม็ดสมุนไพรสีหม่นลงบนฝ่ามือ
ไม่ใช่ของหายากไม่ใช่ของล้ำค่าแต่มันจำเป็ เขากลืนมันลงไปโดยไม่รีรอ ความร้อนอ่อน ๆ แผ่ซ่านในท้อง ช่วยฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอ แม้ไม่มาก แต่พอประคองได้อีกคืน
หลัวอวิ๋นรู้ดีทรัพยากรของเขาไม่พอ และถ้าเป็แบบนี้ต่อไป เขาจะติดอยู่ตรงนี้ ความคิดนั้นไม่ทำให้เขาร้อนรนแต่มันทำให้เขาต้องเลือก
รุ่งเช้าเขาจะต้องเคลื่อนไหว ไม่ใช่เพื่อฝึกแต่เพื่อ “หา” ในขณะเดียวกัน ห่างออกไปไม่ต่ำกว่าสิบลี้
กลุ่มชายสามคนหยุดยืนอยู่บนสันเขาอีกลูกหนึ่ง พวกเขามองลงไปยังเส้นทางการค้าด้านล่าง เงาร่างของพวกเขานิ่งสงบ ลมปราณถูกเก็บงำอย่างแเี
“ร่องรอยชัดขึ้นแล้ว” คนหนึ่งพูด
“คงอยู่ไม่ไกลนัก” อีกคนพยักหน้า
“ภารกิจง่ายๆ แค่ยืนยันตัวก็พอ”
ชายคนที่สามไม่พูดอะไร เขามองไปยังทิศทางเดียวกับที่หลัวอวิ๋นอยู่ ดวงตาเย็นเฉียบ
การล่าเริ่มต้นแล้ว แต่หลัวอวิ๋นยังไม่รู้ เขาลืมตาขึ้น มองท้องฟ้ายามคืนอย่างสงบนิ่ง พรุ่งนี้เขาจะออกจากที่นี่
รุ่งเช้ามาเยือนอย่างเงียบงัน หมอกบางลอยอ้อยอิ่งตามแนวหุบเขา แสงอาทิตย์ส่องผ่านชั้นหมอกเป็ลำยาว พื้นดินยังชื้นจากไอค้างยามค่ำคืน หลัวอวิ๋นลุกขึ้นจากที่พักชั่วคราว เก็บร่องรอยทุกอย่างอย่างเป็ระเบียบ ไม่มีเศษกิ่งไม้ ไม่มีรอยเท้าที่เด่นชัด เขาไม่ทิ้งสิ่งใดไว้เื้ั นี่ไม่ใช่สัญชาตญาณแต่มันคือความเคยชิน
หลัวอวิ๋นสะพายเสื้อคลุมขึ้นบ่า ก่อนจะออกเดินทางตามแนวป่าหิน เขาเลือกเส้นทางที่ไม่ตรง ไม่อ้อมเกินไป แต่ยากต่อการตามรอย เส้นทางแบบนี้ทำให้คนที่ชำนาญเท่านั้นถึงจะติดตามได้
หลัวอวิ๋นเดินมาได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ความรู้สึกบางอย่างก็ผุดขึ้นในใจ ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่ภาพ แต่เป็แรงกดเบา ๆ ที่กดลงบนสติ ราวกับมีสายตามองมา
เขาหยุดทันที นิ่งไม่ขยับไม่หัน เพียงฟังลมพัดผ่าน ใบไม้ไหวทุกอย่างปกติแต่ “จังหวะ” ไม่ใช่
หลัวอวิ๋นค่อย ๆ ขยับมือไปที่แหวนมิติ ไม่เรียกค้อนออกมา เขายังไม่้าเปิดเผยตัวเร็วเกินไป จากนั้นพึมพำเสียงต่ำ
“โอมจังงัง… กำบังกาย”
เงาร่างพร่าเลือน เขาเปลี่ยนทิศทางทันที เคลื่อนตัวขึ้นพื้นที่สูงโดยไม่เร่งฝีเท้า ใช้โขดหินและพุ่มไม้เป็ที่กำบัง การเคลื่อนไหวของเขาเงียบสนิท ราวกับเป็ส่วนหนึ่งของภูมิประเทศ
ไม่ถึงสิบอึดใจเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น สามคนลมปราณนิ่งเก็บงำดี นี่ไม่ใช่พวกนักล่าธรรมดา ชายสามคนหยุดตรงจุดที่หลัวอวิ๋นเคยยืน หนึ่งในนั้นก้มลงดูพื้น ใช้นิ้วแตะเศษดินก่อนจะขมวดคิ้ว
“รอยใหม่” เขาพูดเสียงต่ำ
“ยังไม่ไกล”
อีกคนพยักหน้า “การเคลื่อนไหวไม่เร่ง แปลว่าเจ็บ หรือกำลังล่อ”
หลัวอวิ๋นฟังอยู่จากที่สูง เขาไม่ขยับ แต่สมองทำงานเร็วขึ้น สามคน สภาพพร้อมสู้แต่เขายังไม่เต็มที่ ถ้าปะทะกันตรง ๆ เขาเสียเปรียบ
หลัวอวิ๋นถอยหลังช้า ๆ เลี่ยงการเผชิญหน้า แต่ในวินาทีนั้น เสียงกระทบเบา ๆ ก็ดังขึ้นใต้เท้า ก้อนหินเล็ก ๆ กลิ้งหล่นลงไปตามทางลาด หนึ่งในสามเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังทิศทางของเขา
“ข้างบน”
ไม่มีการเตือนไม่มีการถาม ทั้งสามแยกย้ายอย่างเป็ระบบ คนหนึ่งอ้อมซ้าย คนหนึ่งอ้อมขวา อีกคนพุ่งตรงขึ้นมา หลัวอวิ๋นกัดฟันตอนนี้หนีไม่ทันแล้ว เขาตัดสินใจทันที
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
ความร้อนแผ่ซ่านออกมาอย่างรวดเร็ว ร่างกายตอบสนองช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในขอบเขต เขาพุ่งออกจากเงาหิน ใช้ความต่างระดับโจมตี
ค้อนโลหะปรากฏขึ้นในมือฟาดลงทันที ชายที่พุ่งตรงยกอาวุธขึ้นรับ เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่น แรงสะท้อนแล่นขึ้นแขนหลัวอวิ๋นจนชา แต่เขาไม่หยุด เขาเหวี่ยงซ้ำในแนวราบ บังคับให้อีกฝ่ายถอย
ในจังหวะนั้นชายจากด้านซ้ายพุ่งเข้าใส่ หลัวอวิ๋นถอยหนึ่งก้าว บิดเอวหลบคมอาวุธที่เฉือนผ่านอากาศ ก่อนจะฟาดค้อนใส่พื้นตรงหน้า เสียงดังหนัก พื้นหินแตกร้าว ฝุ่นฟุ้งกระจาย
“อาคมแมลง… จงกลายเป็ต่อแตน”
ฝูงแมลงพุ่งออกมาจากฝุ่นและเศษหิน บินวนปิดทัศนวิสัยอย่างฉับพลัน เสียงสบถดังขึ้นพร้อมความโกลาหล ชายทั้งสามเสียจังหวะในเสี้ยววินาที
เขาพุ่งเข้าใกล้ชายที่อยู่ใกล้ที่สุด ฟาดค้อนใส่ขา เสียงกระดูกแตกดังชัด ร่างนั้นล้มลงทันที หลัวอวิ๋นไม่หยุด เขายกค้อนขึ้นฟาดซ้ำลงที่ศีรษะ เสียงร้องเงียบลง หนึ่งคน
ชายที่สองฝืนพุ่งเข้ามา แม้ดวงตายังแดงจากการถูกแมลงโจมตี หลัวอวิ๋นรับอาวุธนั้นด้วยค้อน ก่อนจะปล่อยมือข้างหนึ่ง คว้าข้อมืออีกฝ่าย บิดอย่างรุนแรง เสียงกระดูกหักดังแ่ ค้อนฟาดลงตามมา ร่างนั้นทรุดลงโดยไม่มีเสียง คนที่สอง
คนสุดท้ายถอยหลัง สีหน้าเปลี่ยนจากความมั่นใจเป็ความตื่นตระหนก เขาไม่คิดว่าการล่าจะกลายเป็การถูกล่าในพริบตา
“หยุด!” เขาะโ “พวกเรามาแค่—”
หลัวอวิ๋นไม่ฟัง เขาพุ่งเข้าใกล้ ฟาดค้อนในแนวเฉียง เสียงโลหะกระแทกเนื้อและกระดูกดังสนั่น ร่างนั้นกระเด็นไปกระแทกโขดหิน เืไหลอาบพื้น สาม
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง หลัวอวิ๋นยืนอยู่กลางพื้นที่ หอบหายใจแรง แขนสั่นเล็กน้อย ความเจ็บแล่นผ่านทั้งร่าง เขารู้ดีว่าเขาฝืนเกินไป แต่เขาไม่มีทางเลือก
เขาไม่ตรวจสอบซ้ำ ไม่เก็บของเพียงเก็บค้อนกลับเข้ามิติ แล้วถอยออกทันที การฆ่าสามคนนี้ไม่ใช่ชัยชนะ แต่มันคือสัญญาณ เขากำลังถูกตามล่า
หลัวอวิ๋นเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว เลือกเส้นทางที่ชันและอันตรายกว่าเดิม ร่างกายประท้วงทุกก้าว แต่เขาไม่หยุด จนกระทั่งแน่ใจว่าห่างพอ เขาจึงหยุดลงใต้หน้าผาอีกแห่งหนึ่ง
เขาทรุดนั่งหายใจหนัก มือสั่นหัวใจเต้นแรง หลัวอวิ๋นหลับตา พึมพำเสียงต่ำอย่างฝืน
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
พลังอุ่นแผ่ซ่านออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้อ่อนแรงกว่าทุกครั้ง เขารู้ทันทีว่าร่างกายใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
ถ้าไม่มีรากฐานที่มั่นคง เขาคงจะตายกลางทางไปนานแล้ว หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้น ดวงตานิ่ง แข็ง และชัดเจนกว่าเดิม
จากนี้ไปเขาจะไม่ฝืนอีก เขาจะสร้างฐานไม่ว่าแลกด้วยอะไร การล้างแค้นไม่ใช่การวิ่งแต่มันคือการยืนให้ได้นานพอ นานพอที่จะกลายเป็คนสุดท้ายที่ยืนอยู่