
(1 เดือนผ่านไป)
.....ณ ร้านตีเหล็กในตลาด เลี่ยหยางกลับมาทำงานได้ปกติแล้ว ป้าร้านขายหมูเดินมาตีก้นเลี่ยหยางดังเพี๊ยะ!
"เดี๋ยวนี้ก้นนิ่มจังเลยนะ! โน่น! คุณชายหน้าหล่อเอาอาหารมาให้เ้าแล้ว"
เลี่ยหยางเงยหน้ามองเห็นเยว่หลิงเดินมาแต่ไกล คุณชายในชุดขาวบริสุทธิ์ร่างสูงผมสีดำหน้าตาหล่อดุจเซียนจาก์ เขาช่างโดดเด่นกว่าทุกๆคน มองกี่ครั้งเลี่ยหยางก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อ เมื่อเยว่หลิงมาถึงหน้าร้านเขาจ้องมองหน้าของเลี่ยหยาง แม้ใบหน้าจะเ็า แต่แววตานั้นกลับดูสดใสมีความสุข
"วันนี้วาสนาปากข้าจะเป็สิ่งใดหนอ?" เลี่ยหยางทักทายแบบกวนๆ
เยว่หลิงเปิดปิ่นโตออกมา เป็อาหาร 2 อย่าง
1. ข้าวต้มทรงเครื่องราชสำนัก ประกอบด้วย ข้าวเหนียว, ถั่ว, ธัญพืช และผลไม้อบ ซึ่งปกติแล้วจัดเสริฟเฉพาะโต๊ะอาหารในคฤหาสน์ขุนนางขึ้นไปเท่านั้น
2. ปลาต้มไท่จื่อ เป็ปลาสดทั้งตัว นึ่งกับขิง, ต้นหอม และซอสพิเศษ วัตถุดิบหายาก ปรุงละเอียดเพื่อคงรสชาติเนื้อปลา เป็สัญลักษณ์ถึงความสง่างามและยศศักดิ์ของพวกขุนนางขึ้นไป
"โอ้โห! หลิงหลิง อาหารล้ำค่าเช่นนี้เ้าคิดว่าข้าเป็มหาเสนาบดีหรือไง?"
"ข้าทำเอง..." ไป๋เยวหลิงพูดเบาๆ
เลี่ยหยางไม่รอช้ารีบใช้ตะเกียบกินอย่างเอร็ดอร่อย แต่มูมมาม ไม่มีมารยาทผู้ดีเลย
"เ้าก็กินด้วยสิ หลิงหลิง ข้ากินคนเดียไม่หมดหรอก"
เยว่หลิงจับหยิบตะเกียบอีกอันที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อมานั่งกินร่วมกับเขา (ตั้งใจเตรียมตะเกียบมา 2 อันแต่แรกแล้ว ร้ายใช่เล่นนะคุณชายเ็า)
ทั้งคู่รับประทานอาหารไปสักพัก ทันใดนั้นทหารเกราะเหล็กมากมายก็มายืนออเต็มหน้าร้านตีเหล็ก
ป้าร้านขายหมูรีบเรียกลุงผ่าฟืน เ้าของร้านซาลาเปา และคนอื่นๆในตลาด เตรียมจะหยิบอาวุธมาช่วยเลี่ยหยาง
แต่ทันใดนั้นก็มีชายร่างเล็กแทรกขึ้นมายืนด้านหน้า ผิวขาวซีดไร้ชีวิตชีวา ดวงตาแฝงความเ้าเล่ห์และความเศร้า เสื้อคลุมของเขาเป็ผ้าสีหม่น ดำสนิท มีลวดลายประดับ เป็ชุดขันทีในวังหลวง เขาคือขันทีาุโสุ่นนั่นเอง
"ไป๋เยว่หลิงรับราชโอการ!"
เยว่หลิงรีบนั่งคุกเข่า เลี่ยหยางมีอาการรเงอะงะเยว่หลิงจึงรีบดึงขากางเกงให้คุกเข่าลงตาม เมื่อทั้งสองคุกเข่าแล้วขันทีก็อ่านราชโองการ
"คุณชายไป๋เยว่หลิง พร้อมสรรพด้วยความรู้ความสามารถและสง่างาม เรารู้สึกเสียใจกับเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเ้า เพื่อปลอบโยน เราจึงปรึกษากับผู้นำตระกูลไป๋แล้วเห็นควรแต่งตั้งให้เ้าเป็ราชบุตรเขยอภิเสกสมรสกับองค์หญิงลำดับที่ 14 โดยให้จัดพิธีที่จวนเ้าเมือง"
ไป๋เยว่หลิงมีแววตาจมลึกอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่แสดงอาการอะไร ขันทีสุ่นยื่นม้วนราชโอกงการให้เยว่หลิง
"ขอแสดงความยินดับกับคุณชายไป๋ ไม่สิ! ท่านราชบุตรเขย บัดนี้องค์หญิงลำดับที่ 14 ได้เสด็จมาพำนักที่เรือนรับรองเ้าเมืองแล้ว อีก 3 วันให้แต่งงานได้เลย ท่านไปเตรียมตัวเถอะ"
ไป๋เยว่หลิงยังคงนิ่ง ขันทีสุ่นจึงพูดซ้ำอีกครั้ง
"คุณชายไป๋ กรุณารับราชโองการด้วย!"
ไป๋เยว่หลิงยังคงนิ่ง
"ไป๋เยว่หลิง! เ้าคิดจะขัดราชโองการหรืออย่างไร!"
เลี่ยหยางจองมองไปที่ขันที่สุ่นด้วยแววตาโกรธ
"เ้า...พวกเ้า!"
ไป๋เยว่หลิงเห็นท่าไม่ดี จึงยื่นมือไปรับม้วนราชโองการ แล้วขันทีสุ่นและกองทหารก็เดินจากไปทันที
เลี่ยหยาง เก็บความรู้สึกในใจ แล้วเข้ามากอดคอแสดงความดีใจด้วย
"ดีใจด้วยหลิงหลิง นี่ข้าจะได้เป็สหายกับท่านราชบุตรเขยผู้สูงส่งแล้ว ฮ่า ๆ"
"เ้า้าแบบนี้หรือ?" เยว่หลิงหันมามองเลี่ยหยางด้วยเวลาตาจริงจัง
"เอ่อ...ข...ข้า...."
เยว่หลิงไม่รอคำตอบ เขาลุกขึ้น ถือม้วนราชโองการแล้วใช้วิชาตัวเบาะโขึ้นไปเกาะบนยอดต้นไม้ใหญ่ ทำเอาผู้คนในตลาดมากมายร้องว้าวทึ่งในความสามารถ แล้วเขาก็ใช้วิชาตัวเบาลอยหายไปไกล ราวกับเทพเซียนเหาะกลับ์ ทิ้งไว้แต่เลี่ยยางที่มองตามด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย
(3 วันผ่านไป)
.....คืนนี้จวนเ้าเมืองประดับตกแต่งไฟสวยงาม โคมแดงผ้าแดงมากมาย ชนชั้นสูงทั้งขุนนางและเศรษฐีมากมายเดินเข้ามาในงานแต่ง
ร่างสูงโปร่งสมบูรณ์แบบของไป๋เยว่หลิงถูกห่อหุ้มด้วยชุดเ้าบ่าวสีแดงเพลิง ทอลวดลายัทองเลื้อยพันผ้าอย่างวิจิตร ด้ายทองเมื่อสะท้อนกับแสงโคมไฟในห้องพิธี ยิ่งทำให้เขาดูคล้ายบุรุษเหนือโลกา ดวงตาคมกริบราวคมกระบี่จ้องมองตรงไปข้างหน้า ไม่หวั่นไหวต่อเสียงซุบซิบหรือสายตาผู้คน ผมยาวสีดำถูกรวบเกล้าสูง ประดับด้วยปิ่นหยกมันวาว ใบหน้าคมสันให้เด่นสง่า ไม่ใช่แค่คุณหนูต่างๆ แม้แต่ภรรยาขุนนาง,เศรษฐีก็จ้องมองไป๋เยว่หลิงตาเป็มัน ทำไมเขาช่างหล่อได้ขนาดนี้ ราวกับไม่ใช่บุรุษที่มีอยู่จริงบนโลกนี้
แต่ในแววตานั้น… มิได้มีเพียงความงดงามของเ้าบ่าวในพิธีสมรส หากแต่ยังแฝง แรงกดดัน อันตราย และความโศกเงียบงันบางอย่าง ที่ทำให้ผู้มองไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
และแล้วองค์หญิงก็เสด็จมาถึง ทุกคนในงานแม้แต่เ้าเมืองก็ต้องโค้งคำนับ ฉลองพระองค์เ้าสาวสีแดงชาด ปักดิ้นทองเป็รูปหงส์เหินร่ายรำรายล้อมด้วยดอกโบตั๋น เส้นไหมทองละเอียดจนแสงโคมไฟสะท้อนวูบวาบคล้ายเปลวเพลิง ผ้าแพรบางชั้นนอกคลุมไหล่ทิ้งชายยาวลากไปตามพื้นพรมแดง ศีรษะของนางประดับด้วยมงกุฎทำจากทองคำแท้ ประดับอัญมณีทับทิมและปีกนกกระเต็นน้ำเงินระยิบระยับ พู่ทองห้อยยาวเคลื่อนไหวทุกครั้งที่ก้าวเดิน ริมฝีปากแดงฉ่ำ ผ้าคลุมหน้าแดงสดทอลายหงส์คู่ปักดิ้นทอง ทุกการเคลื่อนไหวยังคงงดงามสง่า สมฐานะเชื้อพระวงศ์ผู้สูงส่ง
เสียงฆ้องมงคลดังสนั่นก้องทั่วโถงพิธี โคมไฟสีแดงพันด้วยแพรไหมแกว่งไกวอยู่เหนือศีรษะ ดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นกลางท้องฟ้า แต่ในสายตาของไป๋เยว่หลิงกลับไม่มีแสงใดเจิดจ้า มีเพียง ความเ็า เมื่อเข้าด้านในเพื่อเริ่มคำนับฟ้าดิน เยว่หลิงคุกเข่านิ่ง ไม่คำนับสิ่งใด
ขันทีชราในชุดหม่นใบหน้าซีด ก้าวออกมากลางโถง เสียงแหลมเล็กก้องชัด
“กองทหาร! บังคับให้มันคำนับตามพิธี!”
เสียงก้าวเท้าทหารหลายสิบคนเข้ามาพร้อมกัน กระบี่ยกขึ้นไขว้เป็กำแพงเหล็กกดดันจากรอบทิศ แสงสะท้อนคมดาบแลบวูบวาบเข้าตาไป๋เยว่หลิงราวกับเตือนว่าหากขัดขืน จะสังหารทันที
"คำนับ 1 ฟ้าดิน เพื่อแสดงความเคารพต่อ์และผืนดิน" ขันทีสุ่นเสียงเล็กแหลมสั่ง
ไป๋เยว่หลิงถูกบังคับกดตัวลง เขาก้มศีรษะช้าๆ ต่อหน้าฟ้าดิน แต่แววตาคมดุจคมกระบี่ยังคงจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างไม่ยอมศิโรราบ
"คำนับ 2 คำนับผู้ใหญ่ฝ่ายทั้งสอง เพื่อแสดงความกตัญญู" เสียงสั่งอีกครั้ง (ทั้งคู่ไม่มีญาติผู้ใหญ่มา จึงถูกให้คำนับม้วนพระราชโองการแทน)
"คำนับ 3 เ้าบ่าวเ้าสาวหันหน้าเข้าหากัน แล้วคำนับกัน เพื่อยอมรับกันและกันเป็สามีภรรยา"
เสียงขันทีพูดเสียงแหลมเล็กมาเป็ครั้งสุดท้าย ไป๋เยว่หลิงถูกบังคับให้หันไปเผชิญหน้าองค์หญิงในชุดเ้าสาวสีแดงที่อยู่ข้าง ๆ
เขาไม่ยอมก้มหัว ขันทีชราเหลืออดจึงเรียกทหารทั้งหมดช่วยกันจับกดหัวเขาลงให้ได้
เมื่อเขาก้มศีรษะลง ดวงตาคมกริบยังตรึงอยู่บนใบหน้าขององค์หญิง ราวกับไม่ใช่การคำนับของคู่บ่าวสาว แต่คือ คำประกาศกร้าวเงียบๆ ว่า แม้ในพันธะที่ถูกบังคับ เขาก็ยังคงเป็กระบี่ที่ไม่เคยหักโค้งงอ
เมื่อคำนับเสร็จ ขันทีสั่งทหารกระชากเสื้อผ้าไป๋เยว่หลิงออกเหลือแค่กางเกงขาวบางๆ ตัวเดียว เอาเชือกมามัดเยว่หลิงไว้ แล้วลากส่งตัวทั้งคู่เขาห้องหอทันที
....แสงตะเกียงน้ำมันสาดเงาสีแดงชาดไปทั่วห้อง ผ้าม่านแพรสีแดงเข้มปักลายหงส์และัโอบล้อมเตียงหอขนาดใหญ่ กลิ่นกำยานหอมหวานแต่ขมลึก ลอยอ้อยอิ่งปกคลุมจนแทบหายใจไม่ออก เสียงกลองและขลุ่ยที่ดังมาทั้งวันเงียบหายไปแล้ว เหลือเพียงความเงียบวังเวงจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
องค์หญิง 14 นั่งบนขอบเตียง ผ้าคลุมหน้าแดงยังปิดบังดวงตา นางไม่กล้าแม้แต่จะขยับ ราวกับกลายเป็หุ่นในพิธีกรรม ด้านหน้ามีเพียงถ้วยเหล้าแต่งงานคู่ที่ยังไม่ถูกแตะต้อง
เพียงชั่วขณะนั้น องค์หญิงเปิดผ้าออก แววตาของนางเผยให้เห็นความตึงเครียดและความหวาดหวั่นที่ซ่อนอยู่ลึก ดวงตาคู่งามสั่นไหว
ภายในห้องหอเงียบจนแม้แต่เสียงไหม้ของไส้ตะเกียงก็ได้ยินชัด ทว่าในความเงียบนั้นกลับแฝงความน่าหวาดหวั่น… นี่ไม่ใช่คืนแห่งความรัก แต่คือการผูกพันด้วยโซ่ตรวนที่หลีกหนีไม่ได้
"ข้าขอโทษ แต่ข้าทนไม่ไหวแล้ว" องค์หญิงร้องไห้
"ข้า....ข้าทำให้ท่านต้องมาพลอยลำบากไปด้วย ข้าขอโทษ"
"ข....ข้าท้อง!"
ไป๋เยว่หลิงในเงาสลัว ใบหน้างามดุจหยกเจียรไน เมื่อไร้เสื้อผ้า เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่ต้องแสงจันทร์สว่างไสว แม้จะดูผอมไปหน่อย แต่อกเอวหน้าท้องนั่นช่างดูเย้ายวนใจยิ่งนัก หากเป็หญิงอื่น อยู่เพียงลำพังกับเขาแบบนี้ คงอดใจไม่ได้ที่จะสนองราคะทั้งคืนเป็แน่
แต่องค์หญิงกลับก้มหน้าร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจที่อัดอ้้นมานาน เยว่หลิงไม่ได้มององค์หญิงแต่เขามองออกไปนอกหน้าต่างราวกับรอใครสักคนอยู่
องค์หญิงไม่ได้สนใจเยว่หลิง นางเพียงอยากระบายสิ่งที่กดดันนางมาตลอด แม้ฟังไม่ปะติดปะต่อเท่าไหร่ แต่ก็พอจับใจความได้ว่านางถูกฮ่องเต้ซึ่งเป็พ่อแท้ ๆ เมาแล้วข่มขืนนางจนท้อง ลูกที่ออกมาต้องมีปัญหาแน่ ๆ นี่เป็เหตุให้ฮ่องเต้และผู้นำตระกูลไป๋รวมหัวกันรีบโยนนางมาให้เศษสวะปลายแถวอย่างไป๋เยว่หลิงรับผิดชอบแทน
ขณะที่นางพร่ำบ่นระบายทุกข์อยู่นั้นลมเย็นๆ พัดจนผ้าม่านหน้าต่างพริ้ว ทำให้แสงจันทร์ลอดเข้ามา เผยให้เห็นกระบี่เงาคมวาววับจ่อที่คอองค์หญิงั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ตัวเลย!
กระบี่นี้อยู่ในมือชายชุดดำสนิทร่างสูงสง่า ผมยาวถึงไหล่ ผ้าปิดใบหน้าท่อนล่าง แต่เห็นแววตาเฉียบคมราวงกับราชสีห์พร้อมตระครุบเหยื่อ
เขาเข้ามาั้แ่เมื่อไหร่? ไม่มีใครสังเกตุเห็นเลย เงียบ...มาก เงียบยิ่งกว่าเสียงแมลงบินเสียอีก นิ่งจนไม่น่าเชื่อ รู้ชัดว่าชายผู้นี้คือนักฆ่าที่มีฝีมือสูงมาก
องค์หญิงนางกลัวจนน้ำตาหยุดไหล
"เ้ามาแล้วหรือ?" เยว่หลิงพูดน้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงความดีใจเป็ที่สุด
"อื้อ!" ชายชุดดำหลับตาข้างหนึ่งให้ มันคือสัญลักษณ์ยียวนการเล่นหูเล่นตาของเลี่ยหยางนั่นเอง
เลี่ยหยางอดใจไม่ได้ที่จะจ้องมองั้แ่คอ หน้าอก ลงไปถึงหน้าท้อง และผ้าขาวบางๆ ที่ปิดขาอ่อนไว้ จิตใจสับสน ผู้ชายอะไรทำไมผิวเนียนละเอียดยิ่งกว่าสาวงาม นี่ขนาดมีแค่แสงจันทร์ผิวยังขาวสว่างออร่าได้ขนาดนี้ อื้อหือ! เลี่ยหยางกลืนน้ำลายดังอึก
....ก่อนที่จะเพ้อไปมากกว่านี้ เยว่หลิงก็พูดขึ้นมา
"ไปกันเถอะ..." เยว่หยิงฝืนกระดูกข้อมือทีเดียวเชือกที่มัดอยู่ก็หลุด
"อ้าว! เ้าหนีได้ทำไมไม่หนีเอง?"
ไป๋เยว่หลิงมองดวงตาเขาดวงความรู้สึกที่ลึกซึ้ง
“ก็ข้าจะอยากให้เ้ามาช่วย...”