บทที่ 58 กลับบ้านตัวเองยังต้องอกสั่นขวัญแขวน
ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ เสิ่นปี้เหลียนได้รับมอบหมายงานที่ค่อนข้างเบา แต่หลังจากเยี่ยเสิ่นเหยียนกลับมา เสิ่นชิงชิงนั่นก็มาเตือนเธอ หลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะแจกงานที่ค่อนข้างหนักมาให้เธอ เสิ่นปี้เหลียนเชื่อว่านี่ต้องเป็นเพราะเสิ่นทิงหงไปยุยงแน่ ตอนนี้เธอเกลียดมันแทบตาย
เสิ่นทิงหงไม่คิดจะสนใจ และเดินเข้าบ้านของตัวเอง แต่เสิ่นปี้เหลียนกลับไม่ปล่อยเสิ่นทิงหงไป
“เสิ่นทิงหง!”
เธอได้ยินเสียงเสิ่นปี้เหลียนเรียกแต่ก็ไม่คิดจะสนใจ แต่เดินอย่างไม่แยแส
“เสิ่นทิงหง นี่หมายความว่ายังไง เธอไม่เห็นหัวฉันเลยเหรอ” เสิ่นปี้เหลียนรีบตะโกนมา
เสิ่นทิงหงหันมามองเสิ่นปี้เหลียนที่หน้าเง้าหน้างอ
“ทำไมฉันต้องเห็นหัวเธอด้วย”
น่าสนใจแฮะ ไม่เคยเข้าใจใครแบบนี้มาก่อน คนเขาไม่คิดจะยุ่งด้วย ยังไม่ได้อีก
“แก!” เสิ่นปี้เหลียนโมโหจนแทบจะเตะเธอได้
“ถ้าไม่มีอะไรงั้นฉันไปละ” เสิ่นทิงหงพูดเสร็จก็เดินจากไป
ท่าทางของเธอแบบนี้ยิ่งทำให้เสิ่นปี้เหลียนรู้สึกว่าเสิ่นทิงหงไม่เห็นหัวตัวเอง
มีอะไรน่าผยองนักฮะ ก็ร้ายไม่ต่างกับตัวเธอเองเหมือนกัน เสแสร้งอะไรกัน
เสิ่นปี้เหลียนได้แต่ทำงานของตัวเองต่อไป ความรู้สึกนี้ไม่ต่างอะไรกับการชกเข้าปุยฝ้าย เธอรู้สึกอึดอัดมาก
คนงานที่อยู่ข้าง ๆ ต่างกำลังมองดูเรื่องสนุก เรื่องที่ครอบครัวเสิ่นแยกบ้านก่อนหน้านี้ถูกทำจนเป็นเรื่องเอิกเกริก ทุกคนรู้เรื่องดี แม้แต่ที่มาของเรื่องแยกบ้านก็พอจะรู้กันอยู่บ้าง เลยคิดไม่ถึงว่าเสิ่นปี้เหลียนจะเป็นฝ่ายเริ่มหาเรื่องเสิ่นทิงหงในครั้งนี้
“เสิ่นปี้เหลียน เหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของเธอสองคนจะไม่ค่อยดีละมั้ง” มีคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเสิ่นปี้เหลียนถามขึ้นอย่างยินดีในคราวเคราะห์ของคนอื่น
“โอ้ย เป็นฉันก็คงรู้สึกอึดอัดเหมือนกันแหละ หลังจากแยกบ้านคนเขาก็ได้อยู่บ้านอิฐบ้านปูนแถมยังไม่ต้องออกมาทำงาน ไหนจะเหมือนพวกเรา ใช่ไหมล่ะ”
เสิ่นปี้เหลียนจ้องไปยังคนที่พูด “พูดมากจริง”
“เชอะ!” คนพูดนั้นไม่ตอบโต้ ยังไงซะทุกคนก็รู้ว่า หลังจากครอบครัวเสิ่นแยกบ้าน บ้านใหญ่คือบ้านที่ใช้ชีวิตกันลำบากที่สุด
ก่อนหน้านี้เสิ่นโหย่วเหวยยังหาคนที่จะมาเป็นคู่ครองไว้ได้ เดิมทีเขาก็เป็นคนเกียจคร้าน ถ้าไม่ใช่เพราะจำนวนสินสอดไม่เลวคนเขาก็คงไม่ตอบตกลงด้วย
แต่แล้วตอนแยกบ้านกลับต้องเสียเงินไปก้อนใหญ่ ตอนนี้จะหาเงินสักร้อยหยวนก็แทบจะเป็นเรื่องที่ทำให้บ้านใหญ่ถังแตกได้ และเพราะพ่อเฒ่าเสิ่นกับแม่เฒ่าเสิ่นยังโมโหไม่หายก็เลยไม่คิดจะยื่นมือช่วย
เรื่องนี้ทำให้เรื่องของเสิ่นโหย่วเหวยต้องถูกเลื่อนออกไป ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้แต่ง พอเห็นเสิ่นปี้เหลียนเลยอดไม่ได้ที่จะกระแหนะกระแหนสักคำสองคำ
เดิมที่เสิ่นโหย่วเหวยก็เกียจคร้านมาก ถ้าสาวที่พูดคุยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ไม่ยอมแต่งด้วย ดูท่าก็คงไม่มีใครยอมแต่งด้วยแล้ว
คนนอกหมู่บ้านอาจจะไม่รู้ชัด แต่แค่ให้คนมาสืบดูก็รู้แล้ว ว่าเสิ่นโหย่วเหวยเป็นได้แค่ตัวสำรองตลอดมา
เสิ่นปี้เหลียนก็พอจะรู้ตัวว่าคนกำลังพูดถึงเธอ หลังจากนั้นเลยไม่พูดอะไร ก้มหน้าทำงานงก ๆ ต่อไป
ให้บอกว่าคนในยุคนี้เป็นพวกจิตใจโหดร้ายจิตใจหยาบกระด้างนั้นไม่มี แต่ยังมีที่รับไม่ได้กับการกระทำของเสิ่นปี้เหลียนที่มีต่อลูกพี่ลูกน้องอยู่บ้าง
ถ้าให้บอกว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ก็ไม่มีใครรับได้กับการทำที่โหดเหี้ยมของเสิ่นปี้เหลียนที่มีต่อลูกพี่ลูกน้องด้วยกัน ดังนั้นหลังจากเรื่องแยกบ้านถูกพูดต่อ ๆ กันไป ความคิดที่มีต่อเสิ่นปี้เหลียนจึงไม่ค่อยดีนัก
เวลานี้พอเห็นว่าเสิ่นปี้เหลียนได้รับความคับข้องใจ เลยมีคนที่คอยหาเรื่องจับผิดเธอ แล้วยังคอยขัดแข้งขัดขาเวลาเธอทำงาน สุดท้ายเสิ่นปี้เหลียนก็ได้แต่โกรธจนร้องไห้ออกมา
เดินทางได้ครึ่งทาง เสิ่นทิงหงคิด ๆ ดูก็คิดได้ว่าจะเอาโสมที่ปลูกไว้ในห้วงมิติออกมาหนึ่งต้นให้เสิ่นต้าเฉียงเอาไปประเมินราคาที่จุดซื้อขายดูสิว่าจะได้ราคาสักเท่าไหร่
ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หาได้ตามป่าเขา รวมถึงเมล็ดพันธุ์พืชที่ได้รับแจกจ่ายมาสามารถเอาไปขายที่จุดซื้อขายได้ แค่ไม่ตั้งราคาให้สูงเป็นใช้ได้
เมื่อเทียบกับราคาที่ร้านสหกรณ์ถือว่าได้ถูกกว่าเล็กน้อย เทียบไม่ได้กับราคาที่ตลาดมืดแต่ว่าปลอดภัยกว่า และนับเป็นรายได้ที่ถูกกฎหมาย
ยังไงก็เป็นโสม น่าจะขายได้ราคาดีอยู่บ้าง ที่บ้านจะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องเงินอีก
ตอนสร้างบ้านก่อนหน้านี้ดูเหมือนหลิวเยว่จะไม่ได้เขียมสักเท่าไหร่ เสิ่นทิงหงถึงได้คิดแผนแบบนี้ไว้
เดินมาถึงหน้าประตูบ้านเสิ่นทิงหงถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเวลานี้น่าจะมีเยี่ยเสิ่นเหยียนอยู่ที่บ้านคนเดียว เลยยั้งเท้าเอาไว้ครู่หนึ่ง
ช่วยด้วย จะมีใครเป็นเหมือนเธอบ้างเนี่ย ที่กลับบ้านตัวเองยังต้องอกสั่นขวัญแขวน
จังหวะที่เสิ่นทิงหงกำลังลังเล เยี่ยเสิ่นเหยียนก็เปิดประตูลานบ้านออกมา
“กลับมาแล้วเหรอ” ท่าทางของเยี่ยเสิ่นเหยียนสงบนิ่งมาก
“อืม” เสิ่นทิงหงก็ไม่ได้พูดอะไรแล้วตรงเข้าบ้านไป
เยี่ยเสิ่นเหยียนรู้ดีว่าเวลานี้เธอคงยังไม่อยากยุ่งกับเขา จึงไม่ได้พูดอะไรแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ ยุ่งกับของบางอย่างในมือต่อ
เสิ่นทิงหงรู้สึกสงสัย มองออกไปจึงเห็นว่าเขาทำอะไรอยู่
ปรากฏว่าเขากำลังปรับแต่งไม้อะไรสักอย่างอันหนึ่งอยู่
พอรู้สึกได้ถึงสายตาของเสิ่นทิงหง เยี่ยเสิ่นเหยียนไม่แม้แต่เงยหน้าขึ้นมอง แล้วพูดออกไปว่า
“ผมหาอะไรทำสักหน่อย เห็นเครื่องมือในบ้านชำรุด ผมเลยเอาออกมาซ่อม”
ประโยคนี้พูดได้ธรรมชาติมาก ไม่เห็นตัวเองเป็นคนนอกแม้แต่น้อย เสิ่นทิงหงเองก็ไม่ได้แย้งอะไร คิดว่าของที่ตัวเองเอาออกมา เยี่ยเสิ่นเหยียนน่าจะพอรู้จักบ้าง
แม้จะอยากถาม แต่ก็รู้สึกว่าที่พวกเขาวิสาสะกันอยู่แบบนี้ในตอนนี้มันดูแปลก ๆ สุดท้ายเลยได้แต่ยั้งคำถามเอาไว้
“เป็นอะไร” เยี่ยเสิ่นเหยียนสังเกตเห็นท่าทางที่แปลกไปของเธอ จึงถามขึ้น
เขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไรที่อยู่กันสองคนแบบนี้ ยังไงพวกเขาก็เป็นว่าที่สามีภรรยากัน เยี่ยเสิ่นเหยียนสัมผัสได้ว่าเสิ่นทิงหงเองก็ดูจะไม่ต่อต้านเขา จะมีก็แต่เรื่องแต่งงานที่ต่อต้าน
มาคิด ๆ ดูก็ใช่ ถึงพวกเขาสองคนจะหมั้นหมายกันแล้ว แต่จะว่าไปก็ยังไม่เคยได้คบหากันจริง ๆ จัง ๆ เลย ถ้าเธอไม่ต่อต้านเลยสิแปลก
เด็กผู้หญิงค่อนข้างจะขี้อาย เรื่องนี้เขาได้ยินจากเพื่อนร่วมทัพอยู่บ่อย ๆ
ตอนนี้เยี่ยเสิ่นเหยียนจึงไม่รู้สึกท้อเลยแม้แต่น้อย เขาจะให้เวลาเธอคิดทบทวนจนพอ ถ้าเธอไม่เต็มใจ เขาก็จะกลับไปเข้ากองทัพ ต้องมีสักวันแหละหน่าที่เธอจะยอมตกลง
“คุณรู้ไหมว่าจุดรับซื้อของเขารับซื้อวัตถุดิบทำยาหรือเปล่า” ไหน ๆ เยี่ยเสิ่นเหยียนก็ถามออกมาแล้ว เสิ่นทิงหงก็ไม่อยากแสร้งต่อ เลยถามขึ้น
เยี่ยเสิ่นเหยียนมองหน้าเธออย่างสงสัย “รับสิ แต่ของพวกนี้หาได้ยาก คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก”
เสิ่นทิงหงพยักหน้าและหยิบโสมที่เปื้อนดินออกมาจากตะกร้าสะพายหลัง โสมอันนี้มีขนาดไม่ต่างกับโสมป่าที่เธอหาเจอบนภูเขา
“คุณดูให้หน่อยว่าอันนี้ใช่ไหม เคยเห็นเมื่อตอนเรียนน่ะ”
เยี่ยเสิ่นเหยียนวางของในมือลง แล้วรับโสมไปดูอย่างระมัดระวัง
ถึงเขาจะไม่รู้เรื่องพวกนี้ดีนัก แต่ที่กรมก็มีทั้งยาและแพทย์ภัณฑ์ครบครัน เขาเลยพอจะดูออกว่าเป็นของจริงของปลอม
“นี่เป็นวัตถุดิบยาจริง ๆ คุณหามันเจอบนภูเขาเหรอ” เยี่ยเสิ่นเหยียนดูเสร็จก็ยื่นส่งคืนให้เสิ่นทิงหง
หลังจากเสิ่นทิงหงรับกลับไปก็พยักหน้า “ใช่”