ชุนจางมินมองมายังจิวฟงพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัยนางเห็นกับตาว่าจิวฟงวิ่งตามหลังพวกต้าไคมาต้อยๆ แต่เจ้าเปี๊ยกกลับมาถึงที่นี่ได้ก่อนนางจะว่าไปแล้วนางก็นึกไม่ออกว่าจิวฟงหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไรแต่นี่ไม่ใช่เวลามาสนใจเรื่องดังกล่าวนางเห็นภาพเบื้องหน้าก็เดาได้ว่าจิวฟงกำลังขวางทางมู่ฉีเชิ่งไม่ให้เข้าไปยังหอหลอมศาสตราไม่แน่ว่าอาจจะยังไม่มีผู้ใดเข้าไปยังสถานที่เก็บศาสตราวุธของสำนักซึ่งนั่นก็หมายความว่ายังไม่มีผู้ใดได้กระบี่เงาพรายไปครอบครอง
“ขอบคุณ”ชุนจางมินพูดเบาพร้อมกับพุ่งไปที่ประตูซึ่งจิวฟงก็รีบเบี่ยงตัวเพื่อหลีกทางให้นางประทับป้ายประจำตัวลงที่แท่น แล้วประตูสีเงินบานก็เลื่อนขึ้นในทันใด
มู่ฉีเชิ่งโมโหถึงขีดสุด เขาตวัดกระบี่มังกรสลับลายสุดแรงเกิดคราวนี้อาคมแปดทิศชั้นสุดท้ายแตกเป็นเสี่ยงๆและสลายไปในที่สุด
จิวฟงเหลือบตามองก็เห็นว่าพวกต้าไคจวนจะถึงหอศาสตราอยู่รอมร่อเด็กชายตัวจ้อยดีใจที่ภารกิจถ่วงเวลาของเขาลุล่วงเสียทีเจ้าเปี๊ยกไม่รั้งรออีกต่อไป ในตอนนี้เขาไม่มีเครื่องป้องกันตัวเหลืออีกแล้วเขารีบดีดตัวหนีออกไปทางตรอกแคบๆในทันที
มู่ฉีเชิ่งไม่มีเวลาจะจัดการกับจิวฟงบัดนี้ชุนจางมินอยู่ในหอหลอมศาสตรา ยังมีคนอื่นๆวิ่งมายังสถานที่แห่งนี้เป็นขบวนเขาพุ่งไปที่ประตูแล้วเข้าไปด้านในให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในหอหลอมศาสตราชุนจางมินวิ่งตรงไปยังชั้นวางกระบี่โดยมีมู่ฉีเชิ่งตามเข้ามาติดๆ ครู่เดียว ต้าไคหลางชี่เชี่ย และชูฉงก็เข้ามาด้านใน จากนั้นคนอื่นๆก็กรูกันเข้าไปยังห้องกว้างพวกเขาสอดส่ายสายตา เมื่อเห็นว่ามุมที่วางกระบี่อยู่ติดกับผนังห้องเด็กๆก็วิ่งตรงไปยังที่นั่น
“กระบี่เงาพราย”
“อยู่ไหน”
“อยู่ที่ไหน?”
...
พวกเขาอ่านป้ายชื่ออาวุธที่วางเรียงเป็นแถวยาวด้วยใจเต้นตึกๆมู่ฉีเชิ่งไปยืนอยู่ข้างหน้าสุดโดยมีคนทั้งหลายเบียดเสียดกันเข้ามาเสียงพึมพำจากหลายสิบชีวิตดังหึ่งๆประหนึ่งเสียงผึ้งไม่ช้าเสียงนั้นก็ค่อยๆดังขึ้นๆกลายเป็นเสียงจ้อกแจ้กและกลายมาเป็นเสียงตะโกนดังในเวลาต่อมา
“ไม่มี! ทำไมจึงไม่มีกระบี่เงาพราย!” เด็กชายคนหนึ่งอ่านป้ายทั้งหมดได้เร็วกว่าใครเมื่อแน่ใจว่ามุมวางกระบี่นี้ไม่มีกระบี่เงาพรายอยู่ เขาก็ร้องดังออกมา
“ไม่มีจริงๆด้วย!”
“หรือว่าทางสำนักเกิดเปลี่ยนใจไม่มอบกระบี่เงาพรายให้!!”
มู่ฉีเชิ่งกัดฟันกรอดๆ นัยน์ตาฉายแววแห่งความสับสนเขาเองก็แน่ใจว่าในชั้นหนึ่งของหอหลอมศาสตรานี้ไม่มีกระบี่เงาพราย
“หรือว่าจะมีใครได้กระบี่เงาพรายไปแล้ว!?”
“เป็นไปไม่ได้ข้าไม่ได้ยินว่ามีผู้ใดบรรลุขั้นที่หนึ่งก่อนหน้านี้”
“ใช่ ศิษย์บ้านประกายหมอกเพิ่งจะข้ามขั้นแรกได้”
“บ้านพายุหวนก็ด้วย” “บ้านเทียมฟ้าก็เช่นกัน”
มู่ฉีเชิ่งใช้ความคิดหนักชุนจางมินก็พยายามกวาดสายตาสำรวจทั่วทั้งห้องส่วนหลิวจิงยี่แห่งบ้านพายุหวนหลับตาใคร่ครวญหาสาเหตุว่าเหตุใดในหอหลอมศาสตราจึงไม่มีกระบี่เงาพราย
ขณะที่ทุกคนกำลังไปเบียดกันอยู่ที่มุมกระบี่มีเพียงผู้ฝึกตนสองคนเท่านั้นที่ไม่ได้ยืนอยู่ที่นั่น คนแรกคือต้าไคอีกคนคือหลางชี่เชี่ย พวกเขาไม่ได้กำลังจะเลือกอาวุธแต่กำลังมองหาศาสตราเวทในมุมที่ต่างกันออกไปไม่ช้าเจ้าอ้วนก็พบค้อนใหญ่สีดำสนิทที่มีชื่อว่าถล่มหินผา ต้าไครีบคว้าค้อนหนักด้วยสองมือแล้วมองมันอย่างพึงพอใจ
หลางชี่เชี่ยก็พบแส้อสรพิษแล้วใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกของเจ้าเฉื่อยมีรอยยิ้มผุดขึ้นเขารู้สึกว่าแส้อ่อนที่มีสีเทาไม่เว้นแม้แต่ตัวด้ามให้ความรู้สึกที่เนิบนาบคล้ายกับตัวเขาเสียจริงเจ้าเฉื่อยมองแส้นี้แล้วก็นึกถึงจิวฟงผู้เป็นสหายเขารับแส้นี้ไปโดยที่ไม่ชายตามองศาสตราชิ้นอื่น
ชูฉงเหลือบมองต้าไคและหลางชี่เชี่ยเป็นระยะเมื่อเห็นว่าทั้งสองเจออาวุธแล้วเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวเขาที่ยืนนิ่งมานานแทรกตัวไปยังด้านหน้าแล้วคว้ากระบี่สีอำพันมาถือไว้จากนั้นก็โยนกระบี่คู่ทิวาราตรีไปให้ชุนจางมิน
“ในนี้ไม่มีกระบี่เงาพราย เอากระบี่คู่ทิวาราตรีไป!”ชูฉงสุ่มหยิบสมุดบันทึกแล้วเปิดหน้ากระดาษที่มีลายมือยึกยือให้ชุนจางมินอ่านเขาบอกกับเด็กหญิงว่ากระบี่คู่ที่อยู่ในฝักสีเงินและฝักสีดำเป็นเงานี้คืออาวุธที่ร้ายกาจ
ชุนจางมินได้สติ นางมั่นใจแล้วว่าในหอหลอมศาสตราไม่มีกระบี่เงาพรายแน่นางพิจารณากระบี่คู่ในมือก็รู้สึกถูกใจยิ่งเจ้าหนอนหนังสือยืนยันด้วยตัวอักษรที่นางอ่านไม่ออกด้วยแล้วนางก็ยิ่งคล้อยตามคำพูดของชูฉงพอนางชักกระบี่ทั้งสองเล่มออกจากฝักก็คมกระบี่ก็ต้องแสงไฟเป็นประกายระยิบไอสังหารของกระบี่เคล้าไปกับความรู้สึกที่อ่อนโยนช่างเป็นส่วนผสมที่แตกต่างทว่าลงตัวชุนจางมินพยักหน้าให้เจ้าหนอนหนังสือพร้อมกับกล่าวขอบคุณ
คำพูดของชูฉงปลุกสติเหล่าผู้ฝึกตนแต่ก็ทำให้พวกเขาเสียสติในเวลาเดียวกันบางคนก็คร่ำครวญถึงกระบี่เงาพรายที่ไม่มีอยู่ คนพวกนี้ฝึกตนอย่างหนักหน่วงเมื่อรู้ว่าบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งเป็นคนแรกๆแสงแห่งความหวังที่จะได้กระบี่เงาพรายมาครอบครองก็ถูกจุดขึ้น แต่แล้วแสงนั้นก็พลันดับลงโดยไม่ทราบสาเหตุและก่อให้เกิดความรู้สึกมืดมนในหัวใจของพวกเขาจึงไม่น่าแปลกใจที่คนเหล่านี้จะอยู่ในอาการเหมือนกับคนที่ไร้วิญญาณ
อีกหลายคนวิ่งวุ่นให้ทั่วหอหลอมศาสตราเพื่อเลือกอาวุธพวกเขาเห็นด้วยกับการกระทำของชูฉง ในเมื่อไม่มีกระบี่เงาพรายสิ่งที่พวกเขาควรทำคือการเลือกศาสตราวุธที่ดีที่สุดให้กับตน
กระบี่หลายเล่มถูกชักออกจากฝัก ศาสตรายาวถูกกวัดแกว่งไปมาอาวุธต่างๆนานาถูกยกขึ้นและวางลงบนชั้นศิษย์ใหม่มองอาวุธที่อยู่ในมือของคนอื่นแล้วพิจารณาอาวุธที่ตนถือพวกเขาวิ่งไปยังมุมต่างๆเพื่อลองอาวุธที่ตนคิดว่าดี
ผู้คนที่ยืนนิ่งเห็นเพื่อนๆเลือกอาวุธประจำตัวก็ไม่อาจยืนเฉยอีกต่อไปคนเหล่านั้นเริ่มมีการเคลื่อนไหว พวกเขาวิ่งไปยังมุมนั้นมุมนี้แล้วคว้าศาสตราเวทมาแกว่งไกวเช่นเดียวกับที่คนอื่นๆทำในเวลานี้มีเพียงคนเดียวที่ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้ามุมวางกระบี่คนผู้นั้นก็คือมู่ฉีเชิ่ง
ตระกูลมู่มีศาสตราเวทอื่นมากมายแต่ก็ไม่มีอาวุธใดมีอานุภาพเท่ากับกระบี่เงาพราย คำกล่าวถึงกระบี่เงาพรายที่ว่า “พลานุภาพร้ายคล้ายกับถูกสร้างมาให้สยบทุกสิ่ง”ติดตรึงอยู่ในหัวของมู่ฉีเชิ่งมาตั้งแต่เยาว์วัยถึงกระนั้นเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าจะได้ครอบครองกระบี่ประจำสำนักวายุจำรัสล่วงเลยผ่านไป จนกระทั่งสามปีที่แล้วมีคำทำนายรั่วไหลออกมาให้ทางตระกูลมู่รับรู้
คำทำนายว่าอีกสามปีข้างหน้าจะมีเด็กผู้เก่งกล้าและโดดเด่นกว่าใครนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่สำนักวายุจำรัสทำให้เหล่าผู้อาวุโสประชุมหารือกันเป็นการด่วนเหล่าผู้อาวุโสมั่นใจว่าเด็กในคำทำนายจะก้าวผ่านขั้นที่หนึ่งได้เป็นคนแรกของรุ่นดังนั้นพวกเขาจึงตกลงกันว่าจะมอบกระบี่เงาพรายให้กับผู้ที่บรรลุถึงขั้นแรกได้ก่อนใคร
ครั้งนั้นมู่ฉีเชิ่งอายุสิบสองและเข้ารับการทดสอบของสำนักฝึกตนธาตุลมข่าวเร่งด่วนถูกแจ้งให้นายน้อยแห่งตระกูลมู่ได้รับทราบมู่ฉีเชิ่งถอนตัวจากการทดสอบปักหอกวายุเวทกลางคัน เขายินดีรอรออีกสามปีแต่ได้กระบี่เงาพรายมาครอบครองนับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มแต่แล้วสามปีที่ผันผ่านกลับเป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอยที่สูญเปล่าแม้แต่ฝักของกระบี่เงาพรายเขาก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็น
“กระบี่เงาพราย...” มู่ฉีเชิ่งพึมพำอยู่คนเดียวในขณะที่คนอื่นๆต่างวิ่งไปมาเพื่อสำรวจอาวุธต่างๆ บรรยากาศในหอหลอมศาสตราเริ่มวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆเด็กบางคนพอใจในศาสตราที่คนอื่นถืออยู่จึงทำให้เกิดการยื้อแย่งอาวุธ
ทันใดนั้นสายลมก็พัดวูบประตูด้านในถูกเปิดออกพร้อมกับเงาๆหนึ่งที่ปรากฏขึ้นเมื่อเจ้าของร่างมายืนอยู่ที่กลางห้องก็ยังให้ทั่วทั้งชั้นหนึ่งของหอหลอมศาสตราเงียบสนิท
“ผู้อาวุโสหวงหยินฟา”ผู้ฝึกตนพึมพำแต่ก็ไม่มีเสียงลอดออกจากริมฝีปากเจ้าของหอหลอมศาสตราปรายตามองศิษย์ใหม่ สายตานั้นประหนึ่งกระบี่ที่คมกริบเด็กๆรู้สึกอึดอัดราวกับถูกมีดมาจ่อที่คอหอยในเวลานี้เหล่าศิษย์ใหม่ของสำนักวายุจำรัสได้แต่ก้มหน้านิ่งเงียบ
“เลือกศาสตราได้แล้วก็จงออกไป!” สิ้นคำพูดของหวงหยินฟาสหายทั้งสามของจิวฟงและชุนจางมินก็รีบเดินออกไปข้างนอกโดยพลัน
“กระบี่สีอำพัน แส้อสรพิษค้อนถล่มหินผาและกระบี่คู่ทิวาราตรีล้วนแต่เป็นของดี”เสียงพูดเรียบๆทำให้คนทั้งสี่ที่กำลังเดินออกไปด้านนอกชะงักฝีเท้าศิษย์คนอื่นๆมองอาวุธในมือคนทั้งสี่ด้วยสายตาอิจฉา ต้าไคชูฉงและหลางชี่เชี่ยยังคงยืนนิ่งอยู่ที่นั่นมีเพียงชุนจางมินเท่านั้นที่หันหลังกลับมาประสานมือแล้วคำนับผู้อาวุโสตาเดียวพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณ
“เจ้าเลือกศาสตราชิ้นนั้นเองรึ”ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉยของหวงหยินฟา มีรอยยิ้มมุมปากที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจมองเห็นซ่อนอยู่
“เพื่อนของข้าเป็นผู้เลือกให้”ชุนจางมินชี้ไปที่ชูฉงซึ่งยืนอยู่ใกล้พร้อมกับยอมรับตามตรง
เจ้าหนอนหนังสือรีบชี้ไปที่เจ้าเฉื่อยแล้วกล่าวว่า
“สหายของของข้าผู้นี้เป็นคนแนะนำเรื่องอาวุธ”
“เจ้าอ้วนเป็นคนสอนวิธีเลือกอาวุธให้ข้าอีกที!”หลางชี่เชี่ยรีบโยนไปให้ต้าไค
“เอ่อ...ข้า...เอ่อ...ไปกันเถอะ!”ต้าไคลากแขนหลางชี่เชี่ย หลางชี่เชี่ยดึงแขนชูฉงชูฉงคว้าข้อมือของชุนจางมินแล้วทั้งหมดก็รีบวิ่งออกไปจากหอหลอมศาสตรา
ขณะที่เหล่าศิษย์ใหม่กำลังเลือกศาสตราอย่างเงียบๆท่ามกลางการจ้องมองของหวงหยินฟามู่ฉีเชิ่งก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วเอ่ยถามผู้อาวุโสว่า
“กระบี่เงาพรายอยู่ที่ไหนหรือว่าทางสำนักไม่ได้คิดจะมอบกระบี่เงาพรายให้ศิษย์ตั้งแต่แรก”ใครฟังก็รู้ว่าน้ำเสียงของนายน้อยแห่งตระกูลมู่เต็มไปด้วยความแดกดันทุกคนเงียบกริบ ไม่มีใครคิดว่ามู่ฉีเชิ่งจะใช้น้ำเสียงเช่นนั้นกับหวงหยินฟา
“มีศิษย์ใหม่ที่บรรลุถึงขั้นที่หนึ่งก่อนเจ้ารับกระบี่นั้นไปแล้ว”รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นบนใบหน้าของชายตาเดียว
คำกล่าวของหวงหยินฟาทำให้คนทั้งหลายเงียบไปพวกเขาจะส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่กล้า เด็กๆได้แต่มองหน้ากันแล้วใช้สายตาสอบถามแทนคำพูดแต่ละคนส่ายหัวไปมา บ้างก็ยกไหล่เป็นเชิงปฏิเสธเหล่าผู้ฝึกตนไม่รู้จริงๆว่าใครคือคนผู้นั้น
“มันผู้นั้นคือใคร!” มู่ฉีเชิ่งนัยน์ตาแดงก่ำเขาถามด้วยน้ำเสียงกระชาก พอรู้ว่ามีคนได้กระบี่เงาพรายไปร่างกายของนายน้อยแห่งตระกูลมู่ก็ถูกสุมด้วยไฟแค้น
“ข้าไม่จำเป็นต้องบอกให้เจ้ารู้แล้วอีกอย่างจงจำไว้ว่าที่นี่ไม่ใช่ตระกูลมู่ ออกไป!”หวงหยินฟาส่งสายตาประหนึ่งคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกสิ่งชายตาเดียวตวัดมือน้อยๆเพียงครั้งเดียวสายปราณอัดแน่นก็กระแทกเข้าไปที่ร่างของมู่ฉีเชิ่ง
มู่ฉีเชิ่งลอยละลิ่วออกไปนอกประตูแล้วกระแทกกับพื้นอย่างจังจนนายน้อยแห่งตระกูลมู่กระอักเลือดออกมาเด็กๆที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันตะลึง
ถึงแม้เหล่าผู้คุมกฎจะยำเกรงในอำนาจบารมีของตระกูลมู่แต่ระดับผู้อาวุโสแล้วย่อมไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งคนผู้นั้นเป็นหวงหยินฟาด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง
มู่ฉีเชิ่งชอกช้ำทั้งทางร่างกายและจิตใจเขาลุกขึ้นยืนอย่างซวนเซแล้วมองหอหลอมศาสตราด้วยแววตาที่เจ็บช้ำจากนั้นก็มองไปยังที่ที่จิวฟงเคยยืนอยู่
“เป็นเพราะยาของมันทำให้ศิษย์ใหม่ก้าวหน้าได้รวดเร็วถึงเพียงนี้แม้ว่ามันจะไม่ใช่คนที่เอากระบี่เงาพรายไปแต่มันก็คือผู้ยื่นกระบี่เงาพรายให้กับคนอื่น จิวฟง ข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างสาสม!”เพลิงแค้นสุมอกนายน้อยตระกูลมู่ หากไม่ดับด้วยเลือดไฟแค้นก็ยากที่จะมอดลง
หลังจากหลีกหนีจากมู่ฉีเชิ่งไปแล้วจิวฟงก็ตรงไปยังร้านหมื่นศาสตรา วัตถุประสงค์ของเขามีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการซื้อกระจกแปดทิศเพื่อชดเชยเครื่องป้องกันตัวที่หมดไปคราวนี้เขาซื้อกระจกแปดทิศมาติดตัวไว้สิบห้าอันเมื่อได้เครื่องป้องกันเวทแล้วจิวฟงก็กลับเข้าไปยังบ้านและรอฟังข่าวจากสหายทั้งสาม
ชุนจางมินไม่โผล่หน้ามาพบจิวฟง มีเพียงเจ้าอ้วนเจ้าหนอนหนังสือและเจ้าเฉื่อยเท่านั้นที่มาหาเจ้าเปี๊ยกทันทีที่เสร็จธุระเมื่อจิวฟงรู้ว่าคนทั้งหมดรวมถึงชุนจางมินได้อาวุธที่เขาหมายตาเจ้าเปี๊ยกก็ดีใจเป็นที่สุดซ้ำพอรู้ว่าทั้งสี่ได้คัมภีร์ยุทธ์ที่เขานำไปซุกไว้ที่ชั้นล่างสุดของชั้นหนังสือชั้นสุดท้ายจิวฟงก็หัวเราะร่าด้วยความยินดี
วันรุ่งขึ้นจิวฟงได้สะกดเสาปราณย้อนกลับให้เข้าไปอยู่ด้านในเสาปราณปกติและแล้วหัวหน้าบ้านประกายหมอกก็บรรลุถึงขั้นแรกตามความเข้าใจของผู้คนจิวฟงรู้สึกโล่งใจไม่น้อยที่ไม่ต้องซ่อนเร้นปราณอีกต่อไป
ไม่กี่สัปดาห์ให้หลังเหล่าศิษย์ใหม่ในสำนักทยอยบรรลุถึงขั้นแรกอีกหลายสิบคนจิวฟงอยากจะเก็บตัวอีกครั้งเพราะไม่อยากให้ผู้ใดไล่ตามทันนี่เป็นนิสัยติดตัวเขามาตั้งแต่ไหนแต่ไร จิวฟงไม่เคยยอมแพ้เขาจะต้องเป็นที่หนึ่งอยู่เสมอ
ขณะที่เขาจะเดินออกไปนอกบ้านเพื่อบอกเรื่องนี้กับเพื่อนๆเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เอ๋...ผู้คุมกฎกุ้ยชาง” จิวฟงมองชายเคราแพะที่ยืนอยู่หน้าประตูอย่างสงสัย
“ข้าได้รับคำสั่งให้นำตัวจิวฟงหัวหน้าบ้านประกายหมอกไปเก็บตัวเพื่อเตรียมลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานรุ่นในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า!”