นางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว

    บทที่ สี่สิบหก เริ่มแผนซ้อนแผน

     

    บทที่ สี่สิบหก

    เริ่มแผนซ้อนแผน

             

            เมื่อเข้าช่วงสารทเทศกาลโคมไฟก็เวียนมาถึงอีกปีครั้นยามตะวันเริ่มลับเหลี่ยมเขา แสงโคมก็นับหมื่นก็ส่องสว่างไปทั่วทุกตรอกซอกซอยริมถนนใหญ่แขวนโคมหลากสี รูปทรงทั่วไปยันรูปทรงแปลกตา ตั้งแต่สัตว์มงคล ดอกไม้ไปจนถึงโคมลายละเอียดอ่อน บ้านเรือนต่างพากันห้อยโคมหน้าประตูไม่เว้นสักหลังราวกับทั่วเมืองต่างประสานใจ

            ฟ่านหนิงก็ไม่พลาดเทศกาลครั้งนี้เช่นหรือไม่อาจจะพลาดทำตามแผนร้ายของใครสักคนที่วางไว้ตั้งแต่ช่วงสายหลังบิดากลับจากว่าราชการฟ่านลี่ที่ไปเอ่ยขอว่าอยากไปเทศกาลชมโคมนักหนาเมื่อบิดาอนุญาตก็ยังคะยั้นคะยอว่าให้พี่หญิงไปด้วยกันได้หรือไม่ฟ่านหนิงที่มองเห็นแผนการแทบจะทะลุไปถึงลำไส้มีหรือจะไม่ช่วยผลักดันนางตอบตกลงว่าจะไปงานเทศกาลด้วยอย่างไม่เรื่องมากแต่พอมาถึงงานบริเวณถนนใหญ่ฟ่านลี่กลับบอกว่าไม่อยากเดินด้วยกันพร้อมแยกออกไปทันที

            ฟ่านหนิงไม่คิดห้ามนางเดินสะบัดชายเสื้อแขนกว้างสีม่วงอมแดงลายทองวิจิตรล้อแสงโคมที่สะท้อนมาเป็นประกายโดยงานครั้งนี้นางพาจางไป๋ซินมาด้วยอย่างทุกที และที่ตามหลังมาอีกก็คือสาวใช้ประจำตัวสองพี่น้องหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยที่นานๆ ทีนางจะยอมออกมาชมงานเทศกาลทำให้ใบหน้าสาวใช้ทั้งสองที่ไม่ได้ออกมางานเทศกาลโคมอย่างต่ำก็สี่ห้าปีตอนนี้ประดับด้วยรอยยิ้มตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นโคมไฟหลากชนิด

            “คุณหนูใหญ่ดูสิเจ้าคะ! โคมรูปปลาเงินปลาทองตัวใหญ่เท่ากับเด็กเล็กเชียว!” หวังจิ้งเหมยชี้ตาโต ดวงหน้ากลมเนียนเงยมองด้วยความตื่นเต้น

            ฟ่านหนิงหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยเย้า “หากเจ้าอยากได้เจ้าก็ไปตอบคำถามดูสิ หรือไม่ข้าจะซื้อให้เจ้าสักตัวเอาไว้แขวนหน้าห้องนอนดีหรือไม่”

            “อะ...ไม่เอาหรอกเจ้าค่ะ”แต่หวังจิ้งเหมยกับส่ายหน้าแรง “ดูตอนนี้ก็สวยดี แต่จะแขวนไว้ที่ห้องแบบนั้นออกจะน่ากลัวไปสักหน่อย” หวังจิ้งหยูเห็นใบหน้าน้องสาวที่ซีดลงก็อดขบขันไม่ได้

            ระหว่างทางเดินชมโคมแม้ผู้คนจะเบียดเสียดเต็มถนนไม่สักหน่อยแต่ความสุขที่อวลในบรรยากาศ ผู้คนยิ้มแย้มพากันสนทนาเสียงคึกคักเสียงดนตรีพื้นเมืองคลอเบาๆ จากวงนักดนตรีริมทางเพิ่มความครื้นเครงขบวนการแสดงโคมมังกรยาวเหยียดก็เลื้อยไปตามจังหวะกลองดังตุบๆทุกคนพากันส่งเสียงโห่ร้องชื่นชมจึงทำให้ฟ่านหนิงที่ไม่ได้มาเทศกาลนี้นานแล้วก็เริ่มเพลิดเพลินไปด้วย

            จนเมื่อทั้งสี่เดินถึงลานกว้างหน้าศาลเจ้ามีแผงตั้งโคมแลกคำถามเชาว์อยู่หลายจุด เสียงเรียกเชิญชวนดังระงม “เชิญตอบปริศนา แลกโคมไฟสวยงาม!”

            ฟ่านหนิงจึงหยุดยืนสนใจ นางเหลือบยิ้ม “ไหนๆก็มาถึงแล้ว ลองดูสักหน่อยดีกว่า”สาวใช้ทั้งสามพากันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

            หญิงสาวเดินมุ่งหน้าตรงเข้าไปดูที่ปริศนาแรกเขียนบนแผ่นกระดาษแขวนที่โคมว่า‘กลางวันมีแต่เงียบ กลางคืนกลับเต็มเสียงผู้คนต่างร้องขับบ้างดีใจบ้างเศร้าใจ’

            จางไป๋ซินเลิกคิ้วครุ่นคิด ส่วนหวังจิ้งหยูพึมพำ “คงเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยินในยามค่ำ...”

            ฟ่านหนิงยิ้มพราวออกมา “คำตอบคือพิณ อย่างไรเล่า! กลางวันมักจะไม่ค่อยมีคนบรรเลงเพราะคนส่วนมากทำงานทำการแต่กลางคืนที่มีงานรื่นเริงถึงจะได้ยินเสียงขับขานเช่นเวลานี้อย่างไร”

            เจ้าของแผงตอบปัญหาตบมือชอบใจให้สตรีน้อยผู้ตอบปัญหาได้แล้วเขาก็ส่งโคมไฟรูปดอกบัวสีชมพูให้นางเป็นรางวัล “คุณหนูตอบได้รวดเร็วจริงๆ”

            หวังจิ้งเหมยตาโตยกมือดีดนิ้วเบา “บ่าวขอลองบ้างได้หรือไม่เจ้าคะ” ฟ่านหนิงจึงพยักพเยิดให้

            พอถึงปริศนาโคมต่อไปที่เขียนไว้ว่า ‘มีปากแต่ไม่กินมีหูแต่ไม่ฟัง มีตาแต่ไม่เห็น มีใจแต่ไม่รู้สึก’

            หวังจิ้งเหมยอ่านจบก็ขมวดคิ้วคิดอยู่นาน ทั้งคิดทั้งพึมพำแต่ก็ไม่รู้คำตอบจนต้องส่ายหน้ายอมแพ้ฟ่านหนิงเห็นอาการของสาวใช้ก็หัวเราะแผ่วๆ พลางก้มบอกเสียงเบาที่ริมหู “คำตอบคือ ตุ๊กตาไม้[1]”

            เจ้าของแผงจึงยื่นโคมไฟรูปผีเสื้อสีฟ้าอ่อนให้นางหวังจิ้งเหมยได้โคมไฟมาก็ยกขึ้นหมุนเล่นรอบตัวพลางหัวเราะร่า “ขอบคุณคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ”

            จากนั้นฟ่านหนิงก็พาสาวใช้เดินต่อไปลองอีกแผงหนึ่งดูบ้างเป็นหวังจิ้งหยูที่ก้าวเข้าไปก้มดูปริศนาบนโคม ‘ตัวเล็กแต่ส่องทางยามอยู่รวมมากมายก็สว่างดังกลางวัน’

            หวังจิ้งหยูที่เป็นคนเลือกปริศนาหันน้องสาวที่รีบหลุบตาเพราะนางก็คิดไม่ออกส่วนจางไป๋ซินก็ยังลังเลส่ายหน้าเบาๆ จนนายหญิงต้องก้าวมาช่วยอีกครั้ง “แน่นอนว่าหิ่งห้อย”

            เสียงของสาวใช้ทั้งสามร้องดีใจดังขึ้นทั้งรีบปรบมือให้อย่างพร้อมเพรียงแล้วเจ้าของแผงก็ยกโคมทรงกลมวาดภาพปลาหลี่ฮื้อมอบให้หวังจิ้งหยูทันที

            หลังจากที่ฟ่านหนิงกับสาวใช้ทั้งสามเดินชมงานเทศกาลโคมไฟอย่างเพลิดเพลินได้พักใหญ่ยิ่งเวลาล่วงเลยความครึกครื้นในเมืองกลับยิ่งคึกคักขึ้นกว่าเดิมผู้คนเบียดเสียดแน่นหนาเสียจนมองทางไม่เห็นทุกตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นอาหารหอมกรุ่น

            ฟ่านหนิงเหลือบสายตามองฝูงชนพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย นางหันมาเอ่ยกับผู้ติดตาม“คนมากเกินไป หากเดินต่อจะไม่ไหวแล้วเราเลี่ยงไปทางที่เงียบกว่าเถิด”

            หวังจิ้งเหมยที่ยังถือโคมรูปผีเสื้ออยู่รีบพยักหน้า “ได้เจ้าค่ะคุณหนูใหญ่”ส่วนหวังจิ้งหยูแม้จะพยายามทำสีหน้าใจเย็นแต่แววตาก็ยังจับจ้องรอบกายอย่างระแวดระวัง กลัวจะมีพวกมิจฉาชีพปะปนกับฝูงชนด้านจางไป๋ซินนั้นกลับยังมีท่าทางสงบไม่ได้หวาดกลัวผู้คนแม้แต่น้อย

            เส้นทางที่พวกนางเลือกเลี้ยวออกมาเป็นถนนเล็กๆมีตกแต่งโคมไฟเพียงประปราย ไม่มีร้านค้าหรือแผงซุ้มขายของสักร้าน ทำให้แสงสลัวกว่าด้านนอกที่เป็นเส้นทางหลักอย่างมากบรรยากาศสงัดลงทันตา หลังเดินมาได้ครึ่งทางทั้งสี่ก็หยุดลงเพื่อพักเหนื่อย

            แต่ก็เบาใจได้เพียงไม่นานจู่ๆกลุ่มชายฉกรรจ์สี่คนก็โผล่มาปิดล้อม ร่างกายกำยำดวงตากร้านแข็งกร้าวพวกมันพากันสวมผ้าคลุมดำปิดใบหน้า เห็นได้ชัดว่ามุ่งหมายไม่ได้มาดี

            “คุณหนูเจ้าคะ! ระวัง!”หวังจิ้งเหมยเป็นคนแรกที่ร้องเสียงหลงมือตวัดบังร่างของนายหญิงจนโคมที่อยู่ในมือตกลงที่พื้นไร้ความสนใจอีกต่อไป

            หากแต่ไม่มีใครสังเกตฟ่านหนิงที่ช่วงเวลาเช่นนี้กลับยกยิ้มมุมปากดวงตาเปล่งประกายลึกลับ ส่วนสาวใช้อีกคนหวังจิ้งหยูนั้นรีบเข้ามาประชิดแล้วดึงแขนผู้เป็นนายไว้“เรารีบหนีเถอะเจ้าค่ะ!”

            จบคำแล้วหวังจิ้งหยูก็ดึงให้ฟ่านหนิงวิ่งจริงๆไม่ได้ได้สนใจอะไรอีกโคมที่ฟ่านหนิงกับหวังจิ้งหยูถืออยู่ร่วงหล่นกระจัดกระจายไปพร้อมกันพื้นหินส่องแสงสลัวพร่างพรายชั่วขณะ ก่อนที่แสงในโคมจะหล่นหายไปกับความวุ่นวายตรงหน้า

            เหล่าคนร้ายไม่รอทีท่าก้าวพุ่งเข้ามาตามมาติดหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยหลังพาคุณหนูใหญ่ออกวิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าวจางไป๋ซินที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดก้าวตามมาแล้วยกมือฟาดเบาๆลงบนต้นคอหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยที่จุดสลบอย่างแม่นยำร่างทั้งสองอ่อนแรงลงอย่างไม่ทันตั้งตัว พลันทั้งสองช่วยประคองไปวางนั่งพิงกำแพงด้านข้าง

            โดยที่เหล่าชายฉกรรจ์ทั้งสี่กลับเบิกตางุนงงไปตามๆกันว่าเกิดอะไรขึ้น พวกมันชะงักฝีเท้า ไม่เข้าใจสถานการณ์ที่ทำร้ายพวกเดียวกันเอง ฟ่านหนิงคิ่ยๆหันไปหาพวกคนร้ายมีจางไป๋ซินที่ยืนซ้อนอยู่ข้างๆสตรีทั้งสองทอดมองชายทั้งสีไร้แววตาหวาดกลัวมองว่าทั้งหมดเป็นเพียงเบี้ยเสียด้วยซ้ำเพราะทั้งหมดนี่เป็นไปตามที่ฟ่านหนิงวางแผนไว้เพื่อมิให้สาวใช้สองพี่น้องล่วงรู้ถึงการตลบหลังครั้งนี้ไปด้วย

            จากนั้นเสียงสัญญาณเป่าปากเบาๆ ก็ดังขึ้นจากเหนือหลังคาเงาร่างหลายสายพุ่งออกมาจากความมืดอย่างรวดเร็วเป็นกู้อวิ้นศิษย์พี่ใหญ่ของจางไป๋ซินนำหน้ามาก่อน ร่างกายกำยำองอาจใบหน้าคมกริบใต้ผ้าปิดหน้าพร้อมเสียวหัวเราะเย็นๆ

            แล้วการต่อสู้ปะทุขึ้นทันที เงาไม้ไหววูบตามแรงก้าวชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งฟาดอาวุธใส่ กู้อวิ้นใช้ฝ่ามือปัดเบี่ยงปลายทวนกระแทกพื้นหินเสียงดังปังสะเก็ดหินกระเด็นอีกคนใช้มีดสั้นหมายแทงเข้าด้านหลัง ทว่าโดนเฟิงซวนสกัดด้วยแผงโลหะจนเกิดประกายวูบ

            จางไป๋ซินก็เริ่มเคลื่อนกายว่องไวราวกับเงาเข้าร่วมการต่อสู้เข้าถึงตัวศัตรูในชั่วพริบตา ใช้สันมือฟาดเข้าที่จุดเส้นเอ็นตรงไหล่คนร้ายร้องลั่นแขนอ่อนแรง มีดร่วงจากมือ แล้วถูกถีบจนกระเด็นไปนอนกองกับพื้น

            ฟ่านหนิงยืนนิ่งอยู่ห่างๆมองทุกอย่างด้วยสายตาเยือกเย็นแต่ริมฝีปากกลับยกยิ้ม “อย่าปล่อยให้หลบหนีแม้แต่คนเดียว”

            เสียงหมัด กระบี่ และทวนปะทะกันดังระงมอยู่ครู่เดียว กลับกลายเป็นศัตรูถูกควบคุมได้อย่างสิ้นเชิงพวกมันถูกกดร่างลงกับพื้น มือถูกมัดด้วยเชือกเหนียวแน่นเสียงร้องสบถแหบพร่าแต่ไร้หนทางดิ้นรนก่อนทุกทุบที่ต้นคอให้สงบปากสงบคำ

            กู้อวิ้นหอบลมหายใจเล็กน้อย ก่อนหันมากล่าว “คุณหนูใหญ่ ทั้งหมดจับได้ครบแล้ว”

            ฟ่านหนิงก้าวเข้ามาดูคนร้ายทีละคนสายตาคมกริบประเมินด้วยความพึงใจ “ดีมาก จับขึ้นรถม้าไป”

            จากนั้นรถม้าคันใหญ่สีดำถูกขับเข้ามาจอดที่ปลายถนนที่ไร้คนตรงข้ามกับถนนหลักสองคันกู้อวิ้นและพรรคพวกช่วยกันลากตัวคนร้ายขึ้นไปโยนพรวดเข้าไปทีละรายที่มีเชือกพันรอบจนแน่นหนาก่อนจะปิดประตูรถม้าดังปัง

            ฟ่านหนิงก้าวขึ้นรถม้าบ้างโดยมีจางไป๋ซินตามประกบโดยสองสาวใช้ที่สลบถูกพาขึ้นตามมาในรถม้าด้วย หลังทุกอย่างพร้อมนางก็ออกคำสั่ง “ไปได้”

            กู้อวิ้นพยักหน้ารับคำจากนั้นขบวนรถม้าก็เคลื่อนออกไปอย่างเร่งรีบ มุ่งหน้าสู่บ้านร้างที่เชิงเขา ซึ่งถูกจัดเตรียมไว้พร้อมอยู่แล้ว

            ขณะที่ขบวนรถม้าของฟ่านหนิงแล่นฝ่าความคึกคักออกจากถนนใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงโคมไฟมาได้เพียงครู่เดียวก็หยุดลงกะทันหันเสียงกีบม้ากระทบพื้นหินดังสม่ำเสมอพลันขาดหาย บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดฟ่านหนิงในรถม้ารู้ทันทีว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล

            พร้อมกันนั้นก็มีเสียงตะโกนดังลอดเข้ามา “ตรวจค้นรถม้า!มีคนแจ้งว่าการโจรกรรมในเทศกาลตอนนี้คนร้ายกำลังหลบหนีพวกมันอาจมาออกทางนี้!” เสียงทหารยามดังแข็งกร้าวสร้างความตึงเครียดในยามราตรี

            ฟ่านหนิงเม้มริมฝีปากแน่นทำไมต้องเป็นตอนนี้ ดวงตาคมสว่างวาบเพราะเข้าใจดีว่าหากทหารค้นรถม้าทุกอย่างที่วางแผนไว้คงพังพินาศ รถม้าด้านหลังยังมีชายชุดดำสี่คนที่ถูกมัดแน่นหนาและในรถม้าของนางเองยังมีหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยที่สลบอยู่สองร่าง หากถูกค้นพบย่อมเกิดความวุ่นวายใหญ่หลวง

            หญิงสาวหันไปมองเหล่าผู้ติดตามดวงตาเด็ดเดี่ยววาววับขณะคิดในใจ แม้ไม่ควรปรากฏตัว ‘แต่หากไม่แสดงการวางอำนาจบาตรใหญ่เวลานี้...เมื่อไรจะได้แสดงออกเล่า!’

            ฟ่านหนิงจึงเชิดใบหน้าขึ้นพลันประตูรถม้าเปิดออกอย่างสง่างามหญิงสาวก้าวลงมาในชุดสีม่วงแดงทับทิมเข้ม ผ้าที่ตัดเย็บอย่างประณีตลวดลายสีทองระยับแสงสะท้อนโคมไฟเผยรูปร่างระหงอรชร เส้นผมดำยาวรวบครึ่งหนึ่งประดับ ใบหน้าเรียวขาวผ่องดุจจันทร์ดวงตาเรียวยาวคมกริบจ้องนิ่งไปยังเหล่าทหารยาม

            ในยามค่ำคืนที่โคมไฟส่องสว่างไปทั่วสตรีผู้นี้ยืนบนเฉลียงรถม้าคนที่มองขึ้นมารู้สึกราวพบเห็นเทพธิดาเพิ่งเหยียบลงสู่โลกมนุษย์เหล่าทหารยามพลันหยุดชะงัก จ้องนางด้วยความตะลึง

            ขณะนั้นเองฟ่านหนิงก็เริ่มเอ่ยเสียงเรียบดังชัดกังวาน “ข้าคือบุตรีของเสนาบดีฟ่านเพียงตั้งใจจะขึ้นไปวัดบนเขาเพื่อชมโคมไฟจากที่สูง ในรถม้ามีเพียงข้า น้องสาวและบ่าวไพร่ติดตามเท่านั้น พวกท่านจะไม่เปิดทางให้หรือ?”

            ทหารยามชั้นผู้น้อยได้ยินหลายคนถึงกับอ้ำอึ้งบางคนก้าวถอยด้วยสายตาเหม่อลอยคล้ายถูกเสน่ห์หญิงงามสะกดแต่ยังไม่ทันเปิดทางให้อย่างเคลิบเคลิ้มหัวหน้าทหารร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาเอ่ยขัดเสียงห้าว “หืม...บุตรีเสนาบดีฟ่านอย่างนั้นหรือ? มีหลักฐานใดบ่งบอกว่าแม่นางคือบุตรีเสนาบดีจริง?”

            “...” ฟ่านหนิงชะงักเล็กน้อยหัวใจเต้นแรง ขมวดคิ้วคิดหาทางออก แม้นางจะเป็นตัวจริงแต่เวลานี้ไร้หลักฐานแล้วยิ่งถ้าหากให้พูดไปเรื่อยอาจยิ่งถูกสงสัยยิ่งกว่าเดิม

            แต่ขณะที่นางกำลังจะอ้าปากหาคำแก้หลีกเลี่ยงสถานการณ์เสียงบุรุษทุ้มผู้หนึ่งก็ดังขึ้นแทรกเสียก่อน “นางคือคุณหนูใหญ่ฟ่านตัวจริง”

            ฟ่านหนิงจึงหันขวับตามเสียงนั้น พลันพบชายร่างสูงบนหลังม้าบุรุษในชุดครามเข้มปักลายอัสนีด้วยด้ายเงินเส้นผมดำสนิทมัดด้วยแถบไหมเรียบง่ายแต่กลับขับความสง่ามีอำนาจ ใบหน้าเรียวคมเข้มดวงตาสีดำลึกล้ำส่องประกายคมกริบ คิ้วเรียวยาวรับกับสันจมูกโด่งได้รูปริมฝีปากหยักยกขึ้นเพียงน้อยแต่กลับทำให้คนสั่นสะท้าน เพียงปรากฏกายก็สะกดทุกสายตา

            บุรุษนั้นไม่ใช่ใครอื่น จ้าวจวิ้นหยาง!

            เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “หรือจะให้ข้าแสดงตัวด้วยว่าข้าเป็นใคร?”

            ด้านเหล่าทหารยามที่งุนงงหันไปมองกันว่านี้คือสถานการณ์อะไรทำไมถึงมีบุคคลผู้ดูสูงส่งมาปรากฏตัวพร้อมๆ กับขณะที่หัวหน้าทหารยามเพียงคนเดียวที่เมื่อมองชัดแล้วถึงกับเบิกตากว้างรีบก้มหัวโค้งคำนับทันที “คารวะซื่อจื่อ!”

            เมื่อสิ้นคำเหล่าทหารทุกนายตาเบิกกว้างตามๆ กัน หัวหน้าทหารยามสั่งการ“รีบเปิดทางให้ซื่อจื่อหลินฝูโหวสิ” ทุกคนต่างรีบถอยเปิดทางโดยไม่กล้าขัดขวางอีกรถม้าของฟ่านหนิงจึงเคลื่อนตัวผ่านจุดตรวจอย่างราบรื่น

            หลังรถม้าล่วงพ้นจากแนวทหารมาได้ไกลพอสมควรจนถึงลานทุ่งโล่งที่เงียบสงัด ฟ่านหนิงก็สั่งให้หยุดรถม้าแล้วนางเลื่อนบานหน้าต่างออกชะโงกหน้าออกไปดู พลันเห็นเงาร่างสูงบนหลังม้าควบตามมาอย่างเงียบๆจริงดังที่คาดคิด

            หญิงสาวไม่อ้อมค้อมรีบรุดลงจากรถม้าทันทีชุดม่วงทับทิมสะบัดไหวพลิ้วราวกลีบดอกไม้ต้องลม นางเดินตรงไปยังร่างสูงบนม้าคู่ใจดวงตาสุกใสสบประสานอย่างตั้งใจ “ซื่อจื่อขอบคุณท่านอย่างมากที่ช่วยออกหน้าในครั้งนี้ ข้าจะจดจำไว้ไม่ลืมแต่คืนนี้ข้ามีธุระสำคัญต้องสะสาง รบกวนซื่อจื่ออย่าตามมาอีกได้หรือไม่” ฟ่านหนิงกล่าวรวดเดียวจบไม่รั้งรอ

            ด้านจ้าวจวิ้นหยางเลิกคิ้วขึ้นมิได้ตอบทันที เพียงยกยิ้มมุมปากอย่างที่ชอบทำเป็นประจำพร้อมแววตายียวนก่อนผายมือเชื้อเชิญไปทางรถม้า

            แม้ไม่รู้ความหมายที่แท้จริงแต่ฟ่านหนิงขอคิดว่าหมายถึง ‘เชิญคุณหนูใหญ่ไปจัดการธุระตามสบายเถิด’ แม้จะก็รู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนจะหยุดมือง่ายยิ่งเมื่อเห็นรอยยิ้มยียวน นางก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเพียงประสานมือคารวะเล็กน้อย “ขอบคุณซื่อจื่อที่เข้าใจ”

            ว่าจบก็รีบหันกายกลับขึ้นรถม้ารถม้าเคลื่อนตัวออกไปอย่างเร่งรีบ ฟ่านหนิงยังชะโงกหน้ามองผ่านหน้าต่างอีกครั้งหัวใจเต้นระส่ำคิดว่าเขาจะยังตามมาหรือไม่?แต่เมื่อเห็นว่าจ้าวจวิ้นหยางยังหยุดอยู่ตรงนั้นไม่ได้ควบม้าตามมา นางจึงถอนหายใจโล่ง ก่อนสั่งเสียงหนักแน่น “เร่งม้าด้วย!หากชักช้าจะไม่ทันการ!”

            เพราะคืนนี้ไม่ได้มีเหตุการณ์เดียวที่รอให้นางต้องไปจัดการ

             

             

             


    [1] (ตุ๊กตาไม้หรือหุ่นจำลอง มักถูกแกะสลักให้มีรูปปาก หู ตาและแม้กระทั่งวาดรูปหัวใจ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสิ่งจำลอง ไม่มีชีวิตจริงจึงสอดคล้องกับเงื่อนไขที่ปริศนากล่าวไว้)




    ------------------------------------------------------------------


    รี้ดที่รัก เล่ม 5 (เล่มจบ) วางจำหน่ายที่ชั้นแล้วน้าาา ว่างๆ ปีใหม่ไม่รู้ทำอะไรดี ไปที่เว็บอีบุคเขียวๆ มาอ่านยาวๆ ได้เลยนะคะ 

    เชิงเชิงก็ขอชะแว้บเที่ยวแปบหนึ่งน้า อาจจะไม่ได้ตอบคอมเมนท์สองสามวัน กลับมาจะรีบมาหาทุกท่านค่า

    เดินทางปลอดภัยพักผ่อนสำราญใจ สวัสดีปีใหม่นะคะ รักรี้ดค่ะ

    คล้ายกับเรื่องนางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว ที่คุณอ่าน