ไอแดดอุ่นๆของต้นฤดูใบไม้ผลิที่ฉาบไล้ไปทั่วแนวปราการดาวแห่งเฮเซลบรุคดูเหมือนจะช่วยปัดเป่าร่องรอยของความหนาวเหน็บให้มลายหายไป ทว่าสำหรับอีไลอัสความสงบสุขหลังพายุครั้งนี้กลับแฝงไปด้วยความรู้สึก ‘ไม่ชอบมาพากล’ บางอย่างที่อธิบายไม่ได้ด้วยสัญชาตญาณมนุษย์
เขายืนอยู่บนยอดป้อมแบสชันทิศเหนือซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของกำแพงเมือง ทอดสายตาข้ามผืนป่าที่กำลังผลิใบสีเขียวอ่อนทันใดนั้นเด็กชายตัดสินใจเปิดใช้งานสกิลที่เพิ่งได้รับมาเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยรอบสุดท้าย
“ [ดวงตาแห่งวัสดุ] ”
แสงสีเงินเจิดจ้าพุ่งผ่านรูม่านตาของอีไลอัสโลกในสายตาของเขาเปลี่ยนจากภาพสีธรรมชาติกลายเป็นแผนภาพโครงสร้างความร้อนและมานาที่ซ้อนทับกัน ปกติแล้วเมื่อเขามองไปยังทิศเหนือกระแสมานาธรรมชาติควรจะไหลเวียนเป็นเส้นสายสีฟ้าอ่อนที่สงบและเยือกเย็นประดุจลำธาร
ทว่าในวันนี้ สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาทำให้อีไลอัสถึงกับต้องสะดุ้งสุดตัวมือเล็กๆ เผลอกำขอบกำแพงหินแน่น
“นั่นมันอะไรกัน...” เขามึนพึมพำด้วยความตกใจ
ที่เส้นขอบฟ้าทางทิศเหนือไกลออกไป ลึกเข้าไปใน 'เขตป่าต้องห้าม' ที่ยังไม่มีใครเคยไปถึงกระแสมานาไม่ได้เป็นสีฟ้าอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น สีม่วงเข้มข้นจนเกือบดำกระแสมานาเหล่านั้นไม่ได้ไหลตามธรรมชาติ แต่มันกำลัง ‘บิดเบี้ยว’และหมุนวนเป็นเกลียวสว่านมหึมาพุ่งทะลักออกมาจากพิกัดหนึ่งราวกับท่อส่งพลังงานความดันสูงที่แตกกระจายแสงสีม่วงที่รุนแรงนั้นแผ่ขยายออกมาเป็นวงกว้าง บิดเบือนมวลอากาศรอบข้างจนเห็นเป็นภาพสั่นไหวประดุจเปลวแดดในหน้าร้อน
อีไลอัสขยับดวงตาตรวจสอบดู ‘ค่าความเข้มข้นของมานา’ ในอากาศ เขาก็พบว่ามันกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติกระแสมานานี้มีความถี่ที่รุนแรงจนน่ากลัว มันไม่ใช่มานาแห่งการสร้างสรรค์แต่มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการผุพัง การกัดกร่อน และความวุ่นวาย
“เหตุผลที่พายุหิมะลูกนั้นมันบ้าคลั่งผิดปกติ...ไม่ได้มาจากสภาพอากาศ แต่มันมาจากการ 'รั่วไหล' ของพลังงานมหาศาลจากที่นั่น!”
สถาปนิกน้อยรีบดับสกิลและกระโดดลงจากกำแพงเมืองทันทีเขาตรงดิ่งไปยังบ้านหินแกนกลางความร้อนเพื่อรวบรวมทีมเฉพาะกิจที่แข็งแกร่งที่สุด
“เรากำลังจะไปที่ไหนกันน่ะเจ้านาย?ข้าเพิ่งจะได้นอนอาบแดดตากขนให้แห้งเองนะ!” ฟินน์จิ้งจอกอสูรบ่นกระปอดกระแปดขณะที่กำลังสะบัดหางฟูๆ สีส้มของตน
“เราจะเข้าไปใน 'ป่าลึกเขตต้องห้าม' ทางทิศเหนือ” อีไลอัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขณะที่เขากำลังเตรียมกระเป๋าเป้ที่อัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ช่างและเสบียง “มีบางอย่างพังทลายอยู่ที่นั่น และถ้าเราไม่ไปตรวจสอบมันอาจจะระเบิดและเป่าเฮเซลบรุคให้หายไปจากแผนที่ก่อนที่จะถึงหน้าร้อนก็ได้”
บาร์นีย์ที่กำลังงัวเงียลุกขึ้นนั่งพยักหน้าช้าๆ พร้อมส่งเสียงครางต่ำในลำคอเป็นเชิงรับรู้คีแลนในชุดเกราะเอลฟ์นักรบเต็มยศกระชับคันธนูในมือแน่นแววตาของเขาฉายความกังวลอย่างปิดไม่มิดส่วนไพเพอร์ที่เกาะอยู่บนบ่าของอีไลอัสก็กางปีกเตรียมพร้อมสอดแนมทางอากาศ
เด็กชายเดินออกมายังลานกลางเมือง ก่อนเรียกทุกคนให้มารวมตัวกันเสียงสัญญาณฉุกเฉินระดับสำรวจพิเศษดังสะท้อนไปทั่วเฮเซลบรุคประตูบ้านต้นไม้ของเอลฟ์หลายหลังเปิดออกพร้อมกันเรนวิน หัวหน้าช่างปั้นเอลฟ์รีบวิ่งออกมาพร้อมกระเป๋าเครื่องมือดินเผาและคริสตัลตรวจจับแรงสั่นสะเทือน
ไม่นานนัก เสียงพิณอ่อนโยนก็ดังขึ้นจากใต้ต้นบลิสโอ๊คเอลาริน่าเดินออกมา เส้นผมสีเงินยาวพลิ้วไหวตามสายลมฤดูใบไม้ผลิ
เหนือท้องฟ้าเสียงปีกกระพือดังสนั่นไคโรและนักรบปักษาหลายคนร่อนตัวลงจากโดมลอยฟ้า
ขนสีน้ำตาลทองสะท้อนแสงแดดยามเช้า"พื้นที่ลาดตระเวนทางอากาศ... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกข้า"
ริมแอ่งน้ำม่านไพลินผิวน้ำแยกออกจากกันไลราโผล่ขึ้นมาพร้อมนักรบเงือกสองนาย
เดซี่กอดตะกร้าสมุนไพรแน่นเหล่ากระต่ายป่าหลายตัวกระโดดตามมาติดๆเลโอน่าวิ่งหอบกล่องเสบียงขนาดใหญ่ตามมา
อีไลอัสมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน จากทีมเล็กๆที่เคยเริ่มต้นจากเด็กชายเพียงคนเดียว...
บัดนี้มันได้กลายเป็นกองกำลังข้ามเผ่าพันธุ์เต็มรูปแบบ ทั้งหมดกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งที่รออยู่ในป่าต้องห้าม
อีไลอัสสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเอ่ยคำสั่งแรกของภารกิจ "เป้าหมายของเราไม่ใช่การต่อสู้"ดวงตาสีน้ำเงินของเด็กชายฉายแววเฉียบคม "เราจะไปหาว่า...อะไรคือสิ่งที่กำลังทำให้ธรรมชาติของโลกใบนี้พังลง"
อีไลอัสกวาดสายตามองผู้คนที่มารวมตัวกันกลางลานเขารู้ดีว่าการบุกเข้าไปยังป่าลึกชั้นในไม่ใช่เรื่องที่ยกคนไปเยอะแล้วจะปลอดภัยกว่า
"คีแลนแนวหน้าหลักและคุ้มกันทีม" เอลฟ์นักรบพยักหน้ารับทันที มือกระชับคันธนูแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ
สายตาของเด็กชายเลื่อนไปยังเลโอ "เลโอ นายไปด้วย นายผ่านการฝึกจากคีแลนแล้วและฉันต้องการคนงานโยธาเพิ่มอีกหนึ่งคน" เด็กหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยก่อนกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น "ครับ!"
อีไลอัสหันไปหาไคโรเล็กน้อยน้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าตอนสั่งคนอื่น "ไคโร... ข้าขอความช่วยเหลือจากเจ้าได้ไหม? ฉันต้องการหน่วยลาดตระเวนทางอากาศ"ชายปักษาหัวเราะเบาๆ ก่อนกางปีกสีน้ำตาลทองออกเล็กน้อย "หลังจากที่เฮเซลบรุคช่วยชีวิตเผ่าของข้าไว้... เรื่องแค่นี้ถือเป็นเกียรติ"
"บาร์นีย์แนวรับและขนส่ง" หมียักษ์คำรามต่ำอย่างมั่นใจ
"ฟินน์สนับสนุนฉุกเฉิน" จิ้งจอกไฟสะบัดหางอย่างหงุดหงิด "ทำไมข้ารู้สึกว่างานข้าจะเหนื่อยที่สุดตลอดเลยนะ..."
สุดท้ายอีไลอัสยกมือแตะหัวไพเพอร์ที่เกาะอยู่บนไหล่
"ไพเพอร์ ทำหน้าที่สอดแนมระยะไกล"นกตัวน้อยส่งเสียงตอบรับอย่างกระตือรือร้น
เด็กชายมองทีมตรงหน้าแล้วพยักหน้าเบาๆ
"แค่นี้พอ"
ก่อนออกเดินทางเขาหยิบขวดโหลแก้วที่บรรจุเม็ดกลมสีฟ้าใสประดุจผลึกน้ำแข็งออกมาแจกจ่ายให้ทุกคน
"ก่อนเข้าไปข้างใน...ทุกคนต้องกินสิ่งนี้"
“นี่คือ 'ลูกอมสมุนไพรเกล็ดน้ำแข็ง'” สถาปนิกน้อยอธิบายหลักการทางชีวภาพ “ลึกเข้าไปข้างหน้าความเข้มข้นของมานาสีม่วงนั่นอยู่ในระดับที่อันตรายมากหากสิ่งมีชีวิตรับมานาที่เป็นพิษเข้าไปเกินกว่าที่วงจรในร่างกายจะกรองไหวจะเกิดอาการ 'เมามานา' ซึ่งจะทำให้คลื่นไส้ ประสาทหลอน และถ้ารุนแรงเกินไปมานาจะเข้าไปเผาผลาญอวัยวะภายในจากข้างใน”
“เดซี่กับเลโอน่าช่วยกันสกัดมินต์ป่าและรากไม้ซับมานามาปรุงเป็นลูกอมนี้มันจะช่วยสร้างเกราะป้องกันระดับโมเลกุลเคลือบผิวด้านในของกระแสเลือดเพื่อกรองมานาส่วนเกินทิ้งไป คอยอมไว้ใต้ลิ้นตลอดเวลาที่อยู่ข้างในนั้นนะ”
หลังจากทุกคนได้รับเสบียงป้องกันเป็นที่เรียบร้อยทีมสำรวจเฉพาะกิจทั้งเจ็ดชีวิตก็นำโดยอีไลอัส มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ เดินลัดเลาะไปตามแนวหน้าผาน้ำตกม่านไพลินมุ่งหน้าเข้าสู่เขตแดนทุรกันดาร... ทิ้งความปลอดภัยของสิ่งปลูกสร้างไว้เบื้องหลัง
ยิ่งเดินทางลึกเข้าไปในป่าลึกเขตต้องห้ามบรรยากาศก็ยิ่งกดดันจนหายใจลำบาก แม้จะเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิแต่พืชพรรณในแถบนี้กลับมีลักษณะที่ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็นใบของต้นไม้ใหญ่ที่ควรจะเป็นสีเขียวขจีกลับมีเส้นเลือดสีม่วงขยุกขยิกปูดโปนขึ้นมาตามเส้นใบ ลำต้นของพวกมันบิดงอผิดรูปประดุจว่ามันกำลังพยายามดิ้นรนหนีจากแรงกดดันบางอย่างในอากาศเลโอที่เดินตามหลังคีแลนมาตลอดเผลอกำด้ามขวานช่างแน่นขึ้นนี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เขาออกมานอกกำแพงเฮเซลบรุคในฐานะสมาชิกทีมสำรวจเมื่อเห็นป่าที่บิดเบี้ยวราวกับกำลังป่วยไข้ เด็กหนุ่มได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
แต่สิ่งที่ทำให้บรรยากาศน่าสะพรึงกลัวที่สุด ไม่ใช่รูปลักษณ์ของต้นไม้...แต่เป็น 'ความเงียบ'
ปกติแล้วป่าต้องห้ามชั้นในคือถิ่นอาศัยของมอนสเตอร์ระดับสูง หากเดินลึกเข้ามาขนาดนี้พวกเขาควรจะได้ยินเสียงคำรามของอสูรนักล่า เสียงการปะทะกันเพื่อแย่งชิงอาณาเขตหรืออย่างน้อยก็ต้องเห็นรอยเท้าและมูลสัตว์ขนาดใหญ่ทว่าตลอดระยะทางหลายกิโลเมตรที่ผ่านมา กลับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆปรากฏตัวเลยแม้แต่ตัวเดียว
“เจ้านาย...ข้าเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีแล้ว” ฟินน์กระซิบหูทั้งสองข้างลู่ลงแนบกับหัว จมูกสีดำของเขาดมฟุดฟิดไปในอากาศด้วยความระแวง “ข้าไม่ได้กลิ่นมอนสเตอร์เลย... ไม่มีแม้แต่กลิ่นของสไลม์ระดับต่ำสุดป่าทั้งป่านี้... มันว่างเปล่าเหมือนป่าช้า”
คีแลนดึงลูกธนูขึ้นพาดสายสายตาของเอลฟ์นักรบกวาดมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง “ในอดีตตอนที่พวกข้าหลงทาง การล่วงล้ำเข้ามาในเขตนี้หมายถึงการต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับB หรือ A ทุกๆ ระยะหนึ่งไมล์แต่ตอนนี้นอกจากเสียงย่ำเท้าของพวกเราแล้ว...มันเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น”
อีไลอัสหยุดเดิน เขาเปิดใช้งานสกิล[ดวงตาแห่งวัสดุ] สแกนดูสภาพแวดล้อมโดยรอบ แสงสีเงินในดวงตาของเขาสะท้อนภาพของละอองมานาสีม่วงที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศเหมือนหมอกควันพิษ
“พวกมอนสเตอร์ไม่ได้ซ่อนตัวหรอกคีแลน... พวกมันหนีไปแล้วต่างหาก”อีไลอัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
สถาปนิกน้อยชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตายอย่างผิดธรรมชาติ“มอนสเตอร์และสัตว์อสูรมีสัญชาตญาณในการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของมานาได้ดีกว่าพวกเราหลายเท่ามานาสีม่วงพวกนี้มันไม่ใช่แค่พลังงาน แต่มันคือ 'มลพิษ'ระดับรังสีทำลายล้าง...สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสั่งให้มอนสเตอร์ทุกตัวในรัศมีสิบกิโลเมตรนี้ทิ้งถิ่นฐานและอพยพหนีตายออกไปจนหมด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกมานาพวกนี้กัดกินจิตใจจนบ้าคลั่ง”
ทุกคนกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองหากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นที่มอนสเตอร์ระดับ A ยังต้องทิ้งรังหนีตาย...แล้วสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้ามันจะคือหายนะระดับไหนกัน?
“อมลูกอมเอาไว้ฟินน์อย่าคายออกมาเด็ดขาด” อีไลอัสเตือนพลางกระชับสายเป้ “เราต้องไปให้ถึงต้นตอของรอยรั่วนี้ให้เร็วที่สุดก่อนที่มันจะขยายวงกว้างไปถึงเฮเซลบรุค”
ไคโรกระพือปีกพุ่งทะยานขึ้นเหนือหมอกมานาสีม่วงขณะที่ไพเพอร์บินวนต่ำกว่าเพื่อทำหน้าที่ส่งสัญญาณระยะใกล้
ไม่นานนัก ชายปักษาร่อนตัวกลับลงมาด้วยสีหน้าตึงเครียด
“ท่านผู้นำ...ข้างหน้ามีลานโล่งขนาดมหึมา และมีสิ่งปลูกสร้างบางอย่างอยู่กลางหุบเขา”
ยิ่งเดินทางลึกเข้าไปในป่าลึกเขตต้องห้ามบรรยากาศก็ยิ่งกดดันจนหายใจลำบากสภาพแวดล้อมรอบตัวเริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาดใจ มันไม่ใช่เพียงแค่มานาสีม่วงที่หนาแน่นขึ้นแต่ภูมิประเทศกำลังบอกพวกเขาว่า พวกเขาได้มาถึงจุดสิ้นสุดของขอบเขตพฤกษาแล้ว
ต้นไม้ใหญ่ที่บิดเบี้ยวเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะกุมตามลำต้นทั้งที่ดวงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิยังคงส่องแสงพื้นดินที่เคยปกคลุมด้วยมอสส์สีเขียวค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยชั้นหิมะที่ไม่มีวันละลายและหินน้ำแข็งที่แหลมคมนี่คือบริเวณที่เรียกว่า "เส้นแบ่งพรมแดนหายนะ" จุดที่สีเขียวขจีของป่าต้องห้ามปะทะเข้ากับสีขาวโพลนอันเยือกเย็นของแดนเหมันต์นิรันดร์ ทิศเหนือสุดของทวีป
และ ณใจกลางรอยต่อที่สภาพอากาศแปรปรวนที่สุดนั้นเอง... สิ่งก่อสร้างทมิฬก็ปรากฏขึ้น
ท่ามกลางหุบเขาที่ซ่อนตัวมิดชิดระหว่างสันเขาหิมะและชายป่าทึบคือสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาที่แผ่กลิ่นอายความโบราณและทรงพลังออกมาอย่างล้นเหลือมันไม่ใช่ธรรมชาติสร้าง แต่มันคือสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงอารยธรรมที่สูญหาย มันคือ"มหาวิหารซิกกูแรตแห่งความทรงจำ" รูปทรงพีระมิดขั้นบันไดฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่สูงตระหง่านกว่าร้อยเมตรตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเส้นแบ่งพรมแดนประดุจหมุดหมายยักษ์ที่ใช้ตอกตรึงความสมดุลของโลกเอาไว้
วิหารนี้สร้างขึ้นจากก้อนหินสีดำสนิทราวกับนิลที่ถูกขัดเงาจนเลื่อมวาวความยิ่งใหญ่ของมันทำให้มนุษย์และอสูรที่ยืนอยู่เบื้องล่างดูเป็นเพียงมดปลวกที่ไร้ค่าแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบผิวหินออบซิเดียนไม่ได้ทำให้มันดูสว่างขึ้นแต่มันกลับถูกดูดกลืนลงไปในความมืดมิดของหินทมิฬเหล่านั้น
“นั่นมัน... ถูกสร้างขึ้นจาก 'หินออบซิเดียน' ทั้งหลังเลยนี่นา!” อีไลอัสอุทานด้วยความตกตะลึงจนลืมความหนาวเย็นที่กัดกินผิวหนัง
เขาปรับจูนดวงตาตรวจสอบเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างมหาวิหารตรงหน้าทันทีและสิ่งที่เขาเห็นผ่านเลเยอร์ความหนาแน่นของวัสดุก็ทำให้เขาแทบจะลมจับแสงสีเงินจากดวงตาสแกนลึกเข้าไปในเนื้อหินที่เย็นเฉียบหินออบซิเดียนแต่ละก้อนที่มีขนาดเท่ารถบรรทุกไม่ได้ถูกวางซ้อนกันด้วยปูนหรือยางไม้แต่มันถูกยึดโยงกันด้วย ‘แรงดึงดูดทางมานา’ และถูกจารึกด้วยอักขระเวทมนตร์กักขังโบราณที่สลับซับซ้อนอย่างมหาศาลจนดูเหมือนวงจรคอมพิวเตอร์ที่หนาแน่นที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา
ในโลกแห่งวิศวกรรมสถาปัตยกรรมเวทมนตร์หินออบซิเดียนไม่ได้มีค่าเพียงแค่ความแข็ง แต่คุณสมบัติพิเศษของมันคือการมี ความจุมานาที่สูงกว่าหินแกรนิตทั่วไปนับหมื่นเท่า มันทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘แบตเตอรี่และตัวเก็บประจุขนาดยักษ์’ การที่ใครบางคนลงทุนตัดหินชนิดนี้มาสร้างเป็นอาคารที่มีมวลมหาศาลขนาดนี้ ณจุดพรมแดนที่พลังงานจากแดนเหมันต์และป่าต้องห้ามมาบรรจบกัน...
“พิกัดที่ตั้งของมัน... ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”อีไลอัสพึมพำพลางใช้สกิลสแกนแนวฐานราก “มันตั้งอยู่บน'จุดตัดทางภูมิศาสตร์เวทมนตร์' ระหว่างป่ากับแดนหิมะพอดีเป๊ะในเชิงวิศวกรรม... วิหารแห่งนี้ทำหน้าที่เป็น 'วาล์วลดแรงดัน'ที่คอยสะกดและกักเก็บกระแสมานาที่ปั่นป่วนระหว่างสองเขตแดนเอาไว้ข้างใน”
เด็กชายกลืนน้ำลายเมื่อเห็นรอยร้าวที่แผ่ขยาย “เพราะมันตั้งอยู่ชายขอบแดนเหมันต์นิรันดร์มันจึงต้องรับศึกหนักจากความเย็นจัดที่แทรกซึมเข้ามาในรอยแตกตลอดพันปีเมื่อพายุหิมะลูกล่าสุดมาเติมเต็มรอยแยกเหล่านั้น น้ำแข็งที่ขยายตัวจึงกลายเป็นลิ่มที่ทรงพลังพอจะทำลายพันธนาการออบซิเดียนได้...สิ่งปลูกสร้างตรงหน้าไม่ใช่แค่ที่พักอาศัยหรือวิหารสำหรับสวดมนต์บูชาเทพเจ้าธรรมดาๆ แน่นอน...แต่มันคือเขื่อนมานาที่กำลังจะแตก!”
เสียงครืนนนน... ดังลึกออกมาจากใต้ฐานวิหารราวกับมีบางสิ่งขนาดมหึมากำลังดิ้นรนจะออกมาจากคุกหินสีดำที่ตั้งอยู่บนเส้นพรมแดนแห่งหายนะนี้!
“เจ้านาย... ดูที่รอยร้าวนั่นสิขอรับ” บาร์นีย์ชี้อุ้งเท้าไปที่บริเวณตอนกลางของตัววิหาร
เลโอทรุดตัวลงตรวจเศษหินออบซิเดียนที่แตกกระจายบนพื้นอย่างรวดเร็วก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ท่านอีไลอัส... แรงกดจากด้านในมันไม่ปกติเลยครับ” “เหมือนมีบางอย่างกำลังพยายามดันตัวเองออกมาจากข้างในจริงๆ” เลโอชี้ให้อีไลอัสดูรอยร้าวขนาดมหึมาที่แตกแขนงคล้ายใยแมงมุมลากยาวจากชั้นกลางของซิกกูแรตลงมาถึงฐานราก
“เกิดอะไรขึ้นกับมันหรือขอรับ?แผ่นดินไหวหรือการโจมตีจากเวทมนตร์?” คีแลนเอ่ยถาม
อีไลอัสส่ายหน้า “ไม่ใช่เวทมนตร์...แต่เป็นวัฏจักรของธรรมชาติที่เรียกว่า 'Frost Wedging' (การงัดด้วยลิ่มน้ำแข็ง)...เมื่อเดือนที่แล้ว พายุหิมะลูกประวัติศาสตร์พัดถล่มหุบเขานี้น้ำจากหิมะที่ละลายในตอนกลางวันได้ซึมเข้าไปสะสมตามรอยร้าวขนาดเล็ก ของหินออบซิเดียนเก่าแก่นี้และเมื่อตกกลางคืนอุณหภูมิที่ดิ่งลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็งทำให้น้ำพวกนั้นแข็งตัวและขยายปริมาตรขึ้น 9%!”
สถาปนิกน้อยกำหมัดแน่น “น้ำแข็งที่ขยายตัวในรอยแตกมันทำหน้าที่เหมือน 'ลิ่ม' ขนาดยักษ์ที่ค่อยๆงัดก้อนหินและทำลายโครงสร้างเวทมนตร์กักขังที่อยู่ด้านในให้ปริแยกออกอย่างช้าๆ!”
และจากรอยร้าวนั้นเอง ที่ ‘กระแสมานาสีม่วงเข้ม’ พุ่งทะลักออกมาเหมือนเลือดที่พุ่งกระฉูดออกจากบาดแผลขนาดใหญ่มันหมุนวนอย่างเกรี้ยวกราดจนบิดเบือนภาพความจริงรอบๆ วิหาร เสียงกระแสพลังงานที่เสียดสีกับอากาศดังหวีดหวิวแสบแก้วหู
“ผนังที่แตกร้าวนั่น... มันไม่ได้กำลังพังทลายอย่างเดียวแต่มันกำลังปล่อยพลังงานที่ถูกกักขังไว้นานนับพันปีออกมาสู่โลกภายนอก” อีไลอัสก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวเมื่อเห็นกระแสมานาสีม่วงเข้มกลุ่มหนึ่งพุ่งเฉียดหน้าไปปะทะกับก้อนหินจนหินก้อนนั้นสลายกลายเป็นผุยผง“ที่นี่ไม่ใช่แค่วิหารบูชาเทพเจ้า... แต่มันคือ 'คุกขนาดยักษ์' ที่ทำหน้าที่ผนึกบางสิ่งหรือพลังงานบางอย่างเอาไว้ข้างใน!”
ครืนนนนน!
เสียงหินลั่นเปรี๊ยะประดุจเสียงกระดูกของโลกกำลังแตกหักดังสะท้อนออกมาจากแกนกลางของวิหารซิกกูแรตพร้อมกับการระเบิดของกระแสมานาที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนทำให้ผืนดินใต้เท้าของทีมสำรวจเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
อีไลอัสยืนประจันหน้ากับมหาวิหารสีทมิฬที่กำลังปริแตกแววตาของเด็กชายวัยสิบสองปีไม่ได้มีเพียงความกลัว แต่สมองของเขากำลังเร่งประมวลผลความรู้ทางวิศวกรรมโยธาทั้งหมดที่มีเพื่อหาวิธี ‘ซ่อมแซม’ รอยแตกร้าวนี้...ก่อนที่คุกโบราณแห่งนี้จะพังทลายลงอย่างสมบูรณ์และปลดปล่อยหายนะที่จะกวาดล้างเฮเซลบรุคให้กลายเป็นเพียงเถ้าธุลี!