บทที่ 46 การจากลา (รีไรต์)
ลั่วฉิงเทียนพูดพลางนึกอะไรขึ้นได้ เธอล้วงเอาขนมปังไส้เนื้อสี่ชิ้นกับนมสองกล่องออกจากกระเป๋าเป้
“ฉันเหลือแค่นี้ พวกคุณเอาไปเถอะ!”
คราวนี้เฉินฮ่าวตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่รับสิ่งของจากลั่วฉิงเทียนอีกแล้ว ตอนที่อยู่ที่ห้องทดลองเขาก็กินของลั่วฉิงเทียนไปแล้ว
“ไม่ได้หรอก ตอนนี้อาหารมีค่ามาก คุณก็รู้ คุณเอาสิ่งนี้กลับไปเถอะ พวกเราเป็นผู้ชายตัวโต ๆ ไม่กลัวอดตายหรอก!”
ลั่วฉิงเทียนชี้ไปที่เชิงเขาแล้วพูดว่า
“รถบ้านของฉันอยู่ข้างล่าง ในรถยังมีของกินอยู่บ้างพวกคุณต้องอยู่ในภูเขานี้อีกนานไม่ใช่หรือไง! ไม่ต้องเกรงใจฉันหรอก ถือว่าฉันเป็นหนี้พวกคุณ…”
ประโยคหลังลั่วฉิงเทียนพูดออกไปเสียงเบามาก จนเฉินฮ่าวไม่ได้ยิน
“หา? คุณพูดว่าอะไรนะ”
เฉินฮ่าวเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย แต่ลั่วฉิงเทียนกลับส่ายหน้าแทนคำตอบ
“ไม่มีอะไร ฉันไปล่ะ บาย ๆ ” ลั่วฉิงเทียนยิ้มแล้วหันหลังโบกมือลา ก่อนจะหายไปจากสายตาของทั้งสองคน
ตี้เจียงมองตามหลังลั่วฉิงเทียนที่จากไป ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย เฉินฮ่าวที่อยู่ข้าง ๆ ยื่นซาลาเปาสองลูกกับนมหนึ่งกล่องให้เขา
“หัวหน้า กินนี่สิ”
ตี้เจียงไม่ปฏิเสธ รับซาลาเปามากินหนึ่งลูก แล้วดื่มนมหนึ่งกล่องตามไป
“นายเคยเจอเธอมาก่อนไหม?” คำว่า ‘เธอ’ นี้หมายถึงลั่วฉิงเทียน เฉินฮ่าวส่ายหน้าพลางกินซาลาเปา
“ไม่เคย แต่เธอรู้จักผม น่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นของน้องสาวผม”
พูดจบเฉินฮ่าวก็นึกถึงภาพที่เขาเห็น ลั่วฉิงเทียนในอนาคตจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์อย่างนั้นหรือ?
แต่เมื่อนึกถึงสีหน้าของลั่วฉิงเทียนในนิมิตรนั่นแล้วเธอดูเศร้า เหมือนถูกความเศร้าโศกอันใหญ่หลวงบีบคั้นให้ทำอย่างนั้น? เขาส่ายหน้าไปมาเพราะไม่อยากคิดอะไรอีก
ไม่ถูก พลังของเขามันไม่แน่นอน ภาพนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น
ลั่วฉิงเทียนและตี้เจียงแยกทางกัน พวกเขาทั้งคู่มีสีหน้ายิ้มแย้มขณะเดินทางกลับยอดเขา
ลั่วฉิงเทียนเปิดใช้งานทักษะที่สามของเธออย่างต่อเนื่อง ในไม่นานเธอก็พบรังกระต่ายกลายพันธุ์รังใหม่ พร้อมกับตัวตุ่นกลายพันธุ์ตัวเล็ก ๆ อีกสองสามตัว
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมีตัวตุ่นปรากฏตัวขึ้นในเวลานี้ แต่ลั่วฉิงเทียนก็ไม่มีเวลามาคิดมาก เธอใช้เถาวัลย์จับพวกมันทั้งหมดโยนเข้าไปในพื้นที่มิติ
จากนั้นลั่วฉิงเทียนก็เดินลงเขา
ในเวลานี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ลั่วฉิงเทียนไม่กล้าออกไปไหนไกลเป็นเวลานาน
ก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดสนิท ลั่วฉิงเทียนก็ลงจากภูเขา เธอหยิบรถบ้านออกมาแล้วรีบเข้าไปข้างใน
เปิดประตูรถบ้าน เปิดเครื่องทำความร้อน ลั่วฉิงเทียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เธอเริ่มขับรถไปในทิศทางของเขตที่อยู่อาศัยหัวอัน
ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ลั่วฉิงเทียนรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าความเร็วของรถถูกแรงลมต้านอย่างต่อเนื่องขณะที่กำลังขับรถฝ่าไปอยู่
เมื่อขับไปสักพัก ลั่วฉิงเทียนก็จอดรถจากนั้นก็นำรถบ้านเข้าไปในพื้นที่มิติพร้อม ๆ กับตัวเธอเอง
ภายในพื้นที่มิติ เจ้าก้อนสาหร่ายสีเขียวตัวน้อยเห็นลั่วฉิงเทียนเข้ามา มันก็ดีใจหมุนตัวรอบ ลั่วฉิงเทียนลูบมันเบา ๆ จากนั้นก็ตรงไปที่บ้านเล็ก ๆ ของเธอ
ฉิงเทียนอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด เปลี่ยนเป็นชุดนอน แล้วก็ปีนขึ้นไปนอนหลับบนเตียง
ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน ลั่วฉิงเทียนลืมตาขึ้น แต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วก็ขับรถบ้านออกจากพื้นที่มิติไป
ข้างนอกสว่างแล้ว ลั่วฉิงเทียนสตาร์ทรถอีกครั้ง แล้วขับมุ่งหน้าไปยังย่านที่อยู่อาศัยหัวอัน
ตี้เจียงและเฉินฮ่าวออกมาได้ไม่นานก็พบกับพี่น้องคนอื่น ๆ ที่ออกมาจากบนเขา
ครั้งนี้เหล่าผู้คนที่ออกมาล้วนแต่เป็นผู้มีพลังวิเศษ พวกเขาตกลงกันว่าจะแยกกันไป แต่ยังไม่ทันได้แบ่งงานเสร็จสิ้นดีเฉินฮ่าวก็ตกลงไปในหลุม
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ตี้เจียงจึงให้พวกเขาออกไปหาเหยื่อก่อน ส่วนเขาจะไปช่วยคน
และในตอนนั้นเองที่พวกเขาก็ได้พบเข้ากับลั่วฉิงเทียน
เมื่อถึงตอนกลางคืนลมแรงมาก พวกเขาไม่สามารถล่าสัตว์บนภูเขาต่อไปได้ สุดท้ายพวกเขาจึงอยู่รอดได้ด้วยการปกป้องของผู้ที่มีพลังธาตุดิน
พวกเขานำสัตว์ที่ล่าได้ลงจากภูเขาตั้งแต่เช้าตรู่ มุ่งหน้าไปยังค่ายทหารโดยตรง
ระหว่างขับรถไปเฉินฮ่าวสายตาดีเห็นรถบ้านที่กำลังแล่นอยู่ไม่ไกลนัก
“หัวหน้า ดูนั่นสิ นั่นใช่รถบ้านที่ฉิงเทียนพูดถึงหรือเปล่า?”
ตี้เจียงที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับได้ยินเฉินฮ่าวพูดแบบนั้นจึงเงยหน้ามองไปไกล ๆ และก็เห็นรถบ้านคันหนึ่งกำลังแล่นไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ จริง ๆ
ตอนนี้เฉินฮ่าวเร่งความเร็วไล่ตามรถบ้านของลั่วฉิงเทียนไปแล้ว เมื่อไล่ทันก็เห็นลั่วฉิงเทียนกำลังถือซาลาเปาด้วยมือข้างหนึ่ง อีกมือจับพวงมาลัยขับรถ
“ฉิงเทียน ฉิงเทียน!”
เฉินฮ่าวเปิดหน้าต่างโบกมือให้ลั่วฉิงเทียน ตอนนี้ลั่วฉิงเทียนก็ได้ยินเสียง จึงหันไปมอง ยิ้มและโบกมือตอบ
“อรุณสวัสดิ์ เจอกันอีกแล้ว”
เฉินฮ่าวหัวเราะแล้วพูดว่า
“ใช่แล้ว! ฉิงเทียน คุณพักอยู่ที่ย่านที่อยู่อาศัยหัวอันหรอ”
ลั่วฉิงเทียนไม่ได้ตอบ เพียงแต่ยิ้มแล้วพูดว่า
“อืม ฉันจะกลับบ้านแล้ว บาย!”
ลั่วฉิงเทียนพูดจบก็เร่งความเร็วรถแซงรถของตี้เจียงไปอย่างรวดเร็ว ตี้เจียงมองรถของลั่วฉิงเทียนคิ้วของเขาขมวดแน่น
“เฉินฮ่าว ฉันจำได้ว่าลั่วฉิงเทียนเป็นผู้มีพลังพิเศษธาตุพืชไม่ใช่เหรอ”
เฉินฮ่าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ
“น่าจะเป็นทั้งพลังพิเศษธาตุพืชและธาตุไฟ รู้ไหมหัวหน้า แต่ก่อนผมนับถือหัวหน้าที่สุด แต่ในตอนนี้ฉันมีลั่วฉิงเทียนเพิ่มมาอีกคนแล้ว!”
เฉินฮ่าวเล่าเรื่องราวที่เขาและลั่วฉิงเทียนร่วมมือกันฆ่าซอมบี้ให้ตี้เจียงฟังอย่างละเอียด
ตี้เจียงเริ่มครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“ไป ไปตั้งหลักที่ค่ายกันก่อน เดี๋ยวตามฉันไปที่ย่านหัวอัน”
เฉินฮ่าวถึงกับผงะ ก่อนจะตะโกนด้วยความดีใจ
“หัวหน้า หัวหน้าจะไปหาลั่วฉิงเทียนเหรอ? หัวหน้าก็คิดว่าเธอเป็นคนมีความสามารถสินะ ถ้าลั่วฉิงเทียนมาอยู่ในทีมเรา อาหารการกินของพวกเราก็คงไม่ลำบากแล้วล่ะ!”
ตี้เจียงเหลือบมองเฉินฮ่าวอย่างเอือมระอาไม่ได้พูดอะไรออกไป แล้วหลับตาพักผ่อนต่อ
ตอนเที่ยง ลั่วฉิงเทียนมาถึงย่านที่อยู่อาศัยหัวอัน เธอหาที่ลับตาคนก่อนจะนำรถบ้านเข้าไปในพื้นที่เก็บของจากนั้นก็ตรงไปที่ชั้นบน
เมื่อกลับถึงบ้าน เสิ่นอวิ๋นหรานและเหอเสี่ยวยังคงออกกำลังกายอยู่ในห้องฟิตเนส เมื่อเห็นลั่วฉิงเทียนกลับมา ทั้งสองคนก็รีบลงจากลู่วิ่งแล้วเดินไปหาเธอทันที
“พี่ฉิงเทียน เธอกลับมาแล้ว! วันนี้ฉันทำเนื้อตุ๋นไว้ แล้วยังเก็บข้าวไว้ให้เธอด้วยนะ อ้อ ฉันเห็นมันฝรั่งในตู้เย็น เลยทำแพนเค้กมันฝรั่งด้วย พี่กินหน่อยสิ!”
เสิ่นอวิ๋นหรานพูดพลางวิ่งออกไปเสิร์ฟอาหารที่อุ่นไว้บนโต๊ะ ลั่วฉิงเทียนนั่งลงที่โต๊ะแล้วถามว่า
“ต้าไป๋ ตื่นรึยัง”
“ยังเลย!” เหอเสี่ยวตอบพลางเช็ดเหงื่อ ลั่วฉิงเทียนพยักหน้าเธอกินอาหารไปเล็กน้อย จากนั้นก็หยิบกระต่ายกลายพันธุ์ตัวหนึ่งออกมาฆ่ามัน แล้วส่งให้เสิ่นอวิ๋นหราน
“จัดการมันให้เรียบร้อยแล้วใส่ไว้ในชาม ฉันจะเอาอาหารไปให้ต้าไป๋!”
เสิ่นอวิ๋นหรานรีบรับมาทันที จากนั้นก็เริ่มจัดการกับกระต่าย เหอเสี่ยวเห็นเสิ่นอวิ๋นหรานไปจัดการกระต่ายจึงรีบพูดอย่างยิ้มแย้มว่า
“ฉันจะไปช่วยเอง!”
ทั้งสองคนรีบจากไป ลั่วฉิงเทียนก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
หลังจากกินอิ่มเต็มที่แล้วลั่วฉิงเทียนถือกระต่ายที่จัดการเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับเนื้อวัวอีกจำนวนมาก เดินขึ้นบันไดไป
ตอนนี้ต้าไป๋ยังคงนอนหมอบอยู่บนพื้น ตอนที่ลั่วฉิงเทียนเข้าประตูมา มันทำเพียงแค่ขยับหูเล็กน้อยไม่มีปฏิกิริยาอื่นใดนอกจากนั้น
ลั่วฉิงเทียนเดินเข้าไปวางชามอาหารไว้ตรงหน้าต้าไป๋แล้วพูดว่า
“ต้าไป๋ ลุกขึ้นมากินข้าวก่อนแล้วค่อยนอน”