ตอนที่ 43 ความล้มเหลวของแคลนระดับประเทศ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
สายตาของเฟิร์สจับจ้องที่หน้าจอทีวีอย่างสนใจ เวเนเตอร์บัญชาเมฆออกมาบอกว่าภารกิจอบิสระดับสีน้ำเงินนั้นกลุ่มคนของเขานั้นทำไม่สำเร็จ จากกำลังพลสามสิบเจ็ดคนที่เข้าไปในอบิส
ตอนนี้พวกเขาสามารถรอดชีวิตกลับมาได้เพียงแค่สามสิบเอ็ดคนเท่านั้น เวเนเตอร์อีกหกนายเสียชีวิต ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นเวเนเตอร์ระดับดาราน้ำเงินหรือดาราแดงเก้าแฉกทั้งสิ้น
เมื่อบัญชาเมฆเป็นผู้กล่าวออกมา ทั้งบริเวณนั้นก็พลันเงียบงันไปชั่วครู่
ก่อนที่นักข่าวจะถามถึงเหตุผล
“เกิดอะไรขึ้นจากข้างในนั้นคะ? แล้วทำไมเวเนเตอร์ทั้งหกคนถึงตายได้”
“ไม่ทราบว่าเวเนเตอร์ทั้งหกคนนั้นเป็นใครบ้าง?”
“แล้วแคลนบัญชาเมฆมีแผนจะทำยังไงต่อกับอบิสแห่งนี้?”
นักข่าวหลายคนต่างแย่งกันยิงคำถาม เหตุการณ์เรื่องชุลมุนยิ่งขึ้นเมื่อทุกคนได้ยินข่าวร้าย
ต้องรู้ไว้ว่าเวเนเตอร์ของแคลนบัญชาฟ้านั้นมีแต่เวเนเตอร์ระดับสุดยอดของประเทศไทย การที่พวกเขาสูญเสียเวเนเตอร์ถึงหกคนในภารกิจครั้งนี้ นั่นหมายความว่าประเทศเองก็ได้รับความสูญเสียเช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องของอบิสระดับสีน้ำเงินก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก
หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ชุลมุนไปครู่หนึ่ง บัญชาเมฆก็ตอบคำถาม
“สำหรับที่ทุกท่านสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในนั้น ทางแคลนมีภาพบางส่วนจากในอบิสและจะส่งให้ทุกท่าน หลังจากที่ได้ดูวีดีโอคลิปนี้แล้ว พวกคุณน่าจะเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนรายชื่อของผู้สูญเสีย แคลนบัญชาฟ้าจะประกาศให้ทราบภายหลัง หลังจากที่แคลนได้แจ้งให้ญาติของผู้สูญเสียทราบ”
บัญชาเมฆเอ่ยทุกอย่างออกมาอย่างนิ่งสงบ
“สำหรับเรื่องการจัดการอบิสแห่งนี้แล้ว แคลนจะทำการปรึกษากับนิวโฮปประเทศไทยอีกทีว่าจะเอายังไงต่อไป”
หลังจากเอ่ยจำบัญชาเมฆก็หันหลังกลับและเดินจากไป
แม้นักข่าวจะต้องการสัมภาษณ์ต่อ แต่ตัวตนที่อยู่ข้างกายบัญชาเมฆได้ปลดปล่อยพลังที่น่าเกรงขามออกมา จึงทำให้เหล่านักข่าวไม่กล้าที่จะตอแยกับบัญชาเมฆต่อ
หลังจากที่นักข่าวจากทางช่องกล่าวรายงานสรุป แล้วสกู๊ปข่าวนี้ก็ถูกตัดจบไป
เฟิร์สปิดทีวีแล้วเอ่ยพึมพำ
“ดูเหมือนว่าอบิสระดับสีน้ำเงินจะเป็นอันตรายกับมนุษย์ไม่น้อย แม้แต่ชายผู้ที่นับได้ว่าเป็นเวเนเตอร์ร้อยอันโลกก็ยังรับมือไม่ไหว ฉันคิดว่าพวกเขาอาจจะขอความร่วมมือจากประเทศอื่นเพื่อมาจัดการกับอบิสแห่งนี้แน่”
ในสายตาของเฟิร์สบัญชาเมฆนับว่าเป็นคนที่แข็งแกร่งมากทีเดียว
อย่างไรก็ตามอบิสระดับสีน้ำเงินไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับประเทศทั่วโลก แม้จะเคยปรากฏขึ้นจำนวนไม่น้อยก็จริง แต่อัตราการปรากฏจะเว้นระยะห่างสามถึงสี่ปีจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่งเท่านั้น มันไม่เหมือนกับอบิสระดับสีขาวหรือสีแดง ที่เกิดขึ้นถี่ๆ นับเฉลี่ยเป็นรายวัน
เฟิร์สศึกษาข้อมูลรายละเอียดของอบิสเหล่านี้ไว้ เขาต้องการเตรียมพร้อมเพื่อความไม่ประมาทของตัวเอง
“เอาล่ะ ฉันควรออกไปฝึกฝนได้แล้ว”
วันนี้คือวันที่เฟิร์สตัดสินใจที่จะปลีกวิเวกเพื่อบ่มเพาะ ข่าวได้บอกกล่าวเรื่องนี้กับพ่อของเขาแล้ว
ก่อนที่จะออกจากบ้าน เฟิร์สไม่ลืมวางค่ายกลตรวจจับเอาไว้รอบบ้าน เขาได้วางกฎเกณฑ์ที่ยกเว้นการตรวจจับพ่อของเขาเอาไว้แล้ว หากมีคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อของเขาเข้ามาในบ้าน เฟิร์สจะรับรู้ในทันที
“น่าเสียดายที่ฉันยังไม่แข็งแกร่งพอ หากสามารถทิ้งเศษวิญญาณส่วนหนึ่งไว้กับค่ายกลนี้ได้ มันอาจจะทำให้ฉันสอดส่องได้ง่ายมากกว่านี้”
เฟิร์สตรวจดูรอบๆ บ้านของตัวเอง เขานำเสบียงที่ตุนไว้ใส่ในแหวนมิติเก็บของอีกวง
ใช่แล้ว เฟิร์สได้สร้างแหวนมิติเก็บของเพิ่มขึ้นมาอีก
แม้คนอื่นจะมองว่ามันเป็นสิ่งของล้ำค่าและหายาก แต่สำหรับเฟิร์สที่เป็นผู้ใช้อักขระแล้ว มันสามารถสร้างขึ้นได้ทุกเวลาหากเขาต้องการ
ความจริงแล้วมิติเก็บของนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นแหวน มันสามารถเป็นวัตถุอื่นๆ ได้ แต่การพกแหวนนั้นสะดวกมากกว่า และสามารถใส่ได้หลายวง เหล่าผู้ใช้อักขระจึงนิยมที่จะสร้างมิติเก็บของลงไปในแหวนเหล่านี้
หลังจากที่เฟิร์สมาถึงถ้ำกระบี่แล้ว เขาก็เริ่มทำการบ่มเพาะในทันที
ครั้งนี้เขาเริ่มยัดอาหารใส่ท้องเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมมาก่อนแล้ว อย่างไรก็ตามพลังสปีริตไม่ใช่พลังปราณเซียน มันไม่สามารถทำให้เขาสูดไอดินกลิ่นฟ้าก็สามารถเจริญอาหารได้
การบ่มเพาะในแต่ละระบบล้วนมีจุดเด่นที่ต่างกัน เขาจึงทำได้แค่ยอมรับข้อแตกต่างเหล่านี้
“พลังสปีริตไม่สามารถให้ผู้ฝึกฝนอดอาหารได้ ไม่รู้ว่ามันจะสามารถยืดอายุอย่างที่ปราณเซียนทำได้รึป่าว” เฟิร์สอดไม่ได้ที่จะสงสัยในข้อนี้
อย่างน้อยๆ การฝึกฝนระบบเซียนก็มีเป้าหมายเพื่อทำให้ตนเองไม่ตาย สามารถยืดอายุขัยไปได้เรื่อยๆ แล้วระบบบ่มเพาะสปีริตเล่า
ต่อให้บ่มเพาะจนทรงพลัง แต่ก็ต้องหมดสิ้นอายุขัย แล้วเช่นนี้จะฝึกฝนไปเพื่ออะไร
ตอนนี้เฟิร์สยังหาคำตอบในข้อนี้ไม่ได้ เพราะระบบบ่มเพาะสปีริตนั้นพึ่งเกิดขึ้นมาในโลกเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ มันจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ฝึกฝนจะสามารถยืดอายุตนเองให้กลายเป็นผู้ไม่ตายได้หรือไม่
“หากผู้นิทราสามารถหยุดนาฬิกาชีวิตได้ ไม่แน่ว่าพลังสปีริตก็อาจมีคุณสมบัติที่ว่ามาเช่นกัน” เฟิร์สวิเคราะห์ออกมา
“ช่างเถอะ ... ฉันยังเหลือเวลาอีกมาก ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องนี้ หากวันหนึ่งถ้าฉันแก่แล้วค่อยมาคิดถึงเรื่องนี้ใหม่ก็แล้วกัน”
เอาจริงๆ แล้วเฟิร์สก็อดคิดถึงการมีอายุขัยนับร้อยปีไม่ได้
ในโลกก่อนเขาได้พบเห็นหลายคนที่คุ้นเคยต้องตายตกไป แต่เขายังคงอยู่มองพวกเขาตายไปทีละคน นั่นเป็นอะไรที่น่าเจ็บปวดใจ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ต้องการที่จะตายเหมือนคนอื่นๆ อยู่ดี
เขาจึงบ่มเพาะให้สูงขึ้นเพื่อหลีกหนีจากความตาย
เฟิร์สลอบคิดว่าหากวันใดที่เขาพบว่าระบบบ่มเพาะสปีริตไม่ได้ผล ในช่วงบั้นปลายชีวิตเขาอาจจะเริ่มบ่มเพาะระบบเซียนเพื่อยืดอายุขัยของตัวเอง ต่อให้จะต้องเจอทางตัน ต้องผ่านขั้นตอนการตัดวิญญาณอีกครั้ง เขาก็ยินดีที่เป็นนักเดินทางข้ามโลกต่อไป
แต่หากเส้นทางสปีริตนี้สามารถทำได้เหมือนระบบเซียน เขาก็จะพยายามส่งเสริมครอบครัวของเขาให้มีชีวิตยืนยาวต่อไป
เฟิร์สเริ่มทำการฝึกฝนอีกครั้ง
ครั้งนี้เขาตั้งใจปิดด่านฝึกฝนเป็นเวลานาน ถึงกับได้บอกกล่าวกับพ่อของเขา
เขาตั้งใจที่จะฝึกฝนกายากระบี่ขั้นแรกให้สำเร็จให้ได้
ร่างผอมบางนั่งลงบนวงแหวนอักขระที่รายล้อมไปด้วยแกนสปีริตอีกครั้ง จากนั้นก็ทำการกระตุ้นวงแหวนพร้อมกับเจตจำนงกระบี่ที่อยู่ตรงผนังถ้ำรอบด้าน
เริ่มบ่มเพาะกายากระบี่อีกครั้ง
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งแกนสปีริตทั้งสิบสองกองนั้นได้สลายกลายเป็นผุยผง
บนหน้าผากของเฟิร์สพลันปรากฏดาราขาวฉายแสงแฉกที่สี่ขึ้นมา
เฟิร์สในตอนนี้ได้ทะลวงระดับสี่แฉกได้สำเร็จแล้ว!
แต่ทว่าสีหน้าของเด็กหนุ่มกลับไม่ได้ดีใจเลยสักนิด ราวกับว่าการทะลวงระดับเป็นเรื่องที่สมควรจะเป็นอยู่แล้ว
“แกนสปีริตสี่ร้อยก้อนยังไม่เพียงพอจริงๆ ด้วย กายากระบี่ของฉันพึ่งทะลวงไปได้จุดเดียวเท่านั้น”
เฟิร์สไม่ค่อยพอใจกับผลลัพธ์ของมันมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำการบ่มเพาะต่อไป
เขารู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย เพราะคิดว่าทำไมในอีกโลกหนึ่งเขานั้นสามารถฝึกฝนกายากระบี่ได้อย่างง่ายดาย แต่ในโลกนี้ทำไมมันถึงฝึกฝนได้ยากเย็นนัก
ทว่าสิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้ก็แค่ได้แต่ไม่พอใจเท่านั้น
เขายังคงฝึกฝนต่อไป
โดยนำแกนสปีริตอีกแปดร้อยก้อนออกมา เพื่อฝึกฝนพลังสปีริตให้เข้าสูงขอบเขตดาราขาวห้าแฉก
หากคนภายนอกได้เห็นเฟิร์สทะลวงระดับขั้นได้รวดเร็วขนาดนี้พวกเขาจะต้องอิจฉาจนกระอักเลือดตายเป็นแน่
เด็กหนุ่มได้เข้าสู่สภาวะการฝึกฝนอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ดูเหมือนจะลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
จิตใจจดจ่ออยู่กับการบ่มเพาะกายากระบี่ สลักเจตจำนงกระบี่ลงบนชีพจรไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันร่างกายก็โคจรพลังค่ายกลดาวเคลื่อนดาราคล้อยพร้อมกับดูดซับแกนสปีริตทั้งแปดร้อยก้อนไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เด็กหนุ่มร่างผอมบางได้จมจ่อมอยู่กับการบ่มเพาะอย่างแท้จริง
จนกระทั่งในวันหนึ่งนั้นเอง ทั่วร่างของเขาก็ประทุรัศมีกระบี่ออกมา
บนร่างราวกับจะมีกระบี่เจ็ดเล่มโคจรอยู่ในนั้น มันปรากฏที่ศีรษะ กลางหน้าอก บนท้องน้อย สองแขน และสองขา
รัศมีกระบี่สว่างเจิดจ้าออกมา ร่างของเด็กหนุ่มในตอนนี้ดูราวกับจะเป็นกระบี่ที่แข็งแกร่งเล่มหนึ่ง!