โจวหยวนเฉิง ลูกชายเพียงคนเดียวของคุณพ่อและคุณแม่โจว ครอบครัวของเขาเปิดร้านขายเครื่องเขียนเล็กๆ อยู่แถบชานเมือง ถึงแม้ร้านจะเล็กไปสักหน่อย แต่ของในร้านกลับมีครบครัน แถมคุณพ่อโจวกับคุณแม่โจวยังขึ้นชื่อว่าเป็เ้าของร้านที่ใจดีที่สุดในย่านนี้อีกด้วย ดังนั้นเด็กนักเรียนในชุมชนส่วนใหญ่จึงชอบแวะเวียนมาซื้ออุปกรณ์การเรียนกับร้านค้าของครอบครัวโจวอยู่เสมอ
โจวหยวนเฉิงเรียนจบครุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศ ที่เขาเลือกเรียนสาขานี้ก็เพราะเขาอยากจะเป็ครูเพื่อสานฝันให้กับพ่อของเขา ความจริงแล้วคุณพ่อโจวเป็คนที่เรียนหนังสือเก่งมาก แต่เพราะคุณปู่มีลูกหลายคน คุณปู่จึงตัดสินใจส่งลูกชายคนโตหรือลุงใหญ่ให้ได้เข้าเรียนในระดับที่สูงกว่าลูกคนอื่น ทำให้พ่อของเขามีโอกาสเรียนจบแค่ชั้นประถมศึกษาเท่านั้น
การที่พ่อของเขามาเปิดร้านขายเครื่องเขียนก็เพราะยังไม่ลืมความฝันของตัวเอง ท่านคิดว่าถึงแม้ท่านจะไม่มีความรู้ที่จะเอาไปสอนใครได้ แต่ท่านก็ยังสามารถแนะนำอุปกรณ์การเรียนที่ดีให้กับเด็กนักเรียนคนอื่นได้ บางครั้งเมื่อพ่อของเขาเห็นเด็กที่มีฐานะยากจนหรือมีเงินไม่พอที่จะซื้ออุปกรณ์การเรียน ท่านก็จะลดราคาหรือบางครั้งก็ตั้งใจแถมสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ให้กับเด็กนักเรียนเ่าั้อยู่เสมอ
ถึงแม้คุณพ่อโจวจะเรียนจบแค่ชั้นประถม แต่ท่านเป็คนที่ชอบอ่านหนังสือมาก เมื่อมีเวลาว่างท่านก็มักจะหาหนังสือมานั่งอ่าน พร้อมกับมองดูลูกชายทำการบ้านไปด้วย โจวหยวนเฉิงจึงกลายเป็เด็กที่รักการอ่านหนังสือเหมือนกับพ่อของเขา จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าผลการเรียนของเขาจะออกมาดีและชื่อของเขามักจะติดอยู่ในลำดับต้นของชั้นเรียน
เมื่อครั้งที่โจวหยวนเฉิงสอบเข้าเรียนที่คณะครุศาสตร์ได้ คุณพ่อโจวดีใจมาก ถึงแม้ท่านจะทำความฝันของตัวเองไม่สำเร็จ แต่ลูกชายคนเก่งอาจจะได้เป็ครูในอนาคต เท่านี้ก็ถือว่าความฝันของคุณพ่อโจวสำเร็จไปแล้วมิใช่หรือ โจวหยวนเฉิงเรียนจบมหาวิทยาลัยในระดับเกียรตินิยมด้วยซ้ำ แต่ก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ทุกครั้งที่มีการสอบคัดเลือกบุคลากรเข้าบรรจุไม่ว่าจะเป็โรงเรียนสังกัดรัฐหรือโรงเรียนเอกชน ก็จะต้องมีเหตุให้เขาพลาดการสอบไปเสียทุกครั้ง
โจวหยวนเฉิงจึงต้องอยู่ที่บ้านในฐานะบัณฑิตตกงาน แต่ก็ยังดีที่มีคนเรียกให้เขาไปสอนพิเศษให้เด็กๆ แถวนั้นอยู่บ้าง ซึ่งนอกเหนือจากงานสอนพิเศษแล้ว เขายังสอนศิลปะให้เด็กๆ อีกด้วย ต้องยอมรับเลยว่าฝีมือการวาดภาพและคัดอักษรโบราณนั้นเป็งานถนัดของเขาเลยทีเดียว โดยเฉพาะการวาดภาพเหมือน เขาจะวาดออกมาได้เหมือนจริงอย่างที่สุด งานรับจ้างวาดภาพก็เลยเป็อีกงานหนึ่งที่ทำให้เขามีรายได้พิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย
ไม่ใช่แค่เื่งานเท่านั้นที่ไม่รุ่ง เื่ความรักของเขาก็ไม่รุ่งเช่นเดียวกัน ที่จริงแล้วโจวหยวนเฉิงถือเป็คนหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งเลยทีเดียว หญิงสาวที่เขาเคยคบด้วยก็ล้วนแต่หน้าตาดี แต่ไม่รู้ทำไมเขามักจะโดนเทอยู่ตลอด คนที่เขาคบด้วยส่วนใหญ่จะคบกันได้ไม่เกินหกเดือน แต่มีหญิงสาวคนสุดท้ายที่คบกันได้นานเกือบปี อีกไม่กี่วันพวกเขาก็จะได้ฉลองครบรอบหนึ่งปีกันแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็โดนเทอีก
หลายครั้งที่เขาก็นึกสงสัยว่าเพราะอะไรผู้หญิงพวกนั้นถึงชอบทิ้งเขาไปก่อน ทั้งๆ ที่ตอนที่เริ่มคบกันก็เป็พวกเธอทั้งนั้นที่เป็ฝ่ายมาขอคบกับเขา จนในที่สุดเพื่อนสนิทของเขาก็มาเล่าให้เขาฟังว่า เพราะมีคนไปปล่อยข่าวลือว่าถ้าใครได้มาคบกับผู้ชายดวงซวยอย่างโจวหยวนเฉิง เมื่อเลิกกันไปแล้ว คำอธิษฐานของพวกเธอมักจะสมหวังหนึ่งข้อเสมอ
ยกตัวอย่างหญิงสาวคนสุดท้ายนี้ เธอเที่ยวไปเล่าให้ใครต่อใครฟังว่าเธออธิษฐานไว้ในใจว่าถ้าเธอคบกับโจวหยวนเฉิงได้นานกว่าผู้หญิงคนอื่นที่เขาเคยคบ ก็ขอให้เธอได้งานทำก่อนที่จะเรียนจบ แต่ไม่รู้เป็เพราะโชคของใครระหว่างโจวหยวนเฉิงกับหญิงสาวคนนั้น บังเอิญว่าวันหนึ่งมีตัวแทนของบริษัทชั้นนำมาร่วมฟังการนำเสนอโปรเจคของนักศึกษา ปรากฏว่าโปรเจคของหญิงสาวคนนั้นได้รับความสนใจจากบริษัทชั้นนำดังกล่าว ทำให้เธอถูกทาบทามให้ไปร่วมงานทันทีหลังจากที่เธอเรียนจบ
เพราะโชคดีของหญิงสาวในครั้งนั้น โจวหยวนเฉิงจึงได้ฉายาว่า ‘เทพเ้าโจวผู้ศักดิ์สิทธิ์’ ประจำมหาวิทยาลัยทันที นั่นก็เป็เื่ราวที่ชวนปวดใจไม่น้อยของโจวหยวนเฉิง
หลังจากเรียนจบ โจวหยวนเฉิงก็ไม่เคยคบกับสาวคนไหนอีกเลย ไม่ว่าคนที่เข้าหาเขาจะดูจริงใจแค่ไหน แต่เขาก็ไม่เชื่อ เขาไม่ใช่นายโจวหยวนเฉิงจอมซื่อบื้อที่จะให้ใครมาหลอกได้อีกต่อไปแล้ว แต่ถึงยังไงโจวหยวนเฉิงก็เป็ลูกชายเพียงคนเดียว ถึงแม้คุณพ่อกับคุณแม่โจวจะไม่ได้กดดันเขาในเื่ของการสอบเข้าทำงาน แต่พวกท่านก็อดที่จะกังวลเื่คู่ครองของลูกชายไม่ได้ ดังนั้นพวกท่านจึงมักจะมาบ่นกับเขาเื่ขอให้เขามีครอบครัวมีทายาทเหมือนลูกบ้านอื่นเสียที โจวหยวนเฉิงไม่ตอบรับ แถมเขายังเคยพูดหยอกพ่อกับแม่ด้วยซ้ำว่าเนื้อคู่ของเขาต้องไม่ใช่คนในยุคนี้แน่ๆ เขาอาจจะต้องนั่งไทม์แมชชีนไปหาถึงจะเจอ
คุณพ่อโจวกับคุณแม่โจวได้ฟังก็ได้แต่อ่อนใจ คิดเอาไว้แล้วว่าชาตินี้พวกท่านอาจจะไม่ได้เป็ปู่เป็ย่าเหมือนคนอื่นเขาแน่นอน พวกท่านจึงเลิกสนใจลูกชาย แล้วหันไปสนใจหาแหล่งท่องเที่ยว ใช้ชีวิตให้เหมือนกับคนแก่วัยเดียวกันแทน
เป็เพราะโจวหยวนเฉิงมีเวลาว่างมากและไม่อยากฟังพ่อกับแม่บ่นเื่การหาคู่ให้เขาอีก เขาจึงอาสาดูแลร้านเครื่องเขียนให้ แล้วสนับสนุนให้พวกท่านใช้ชีวิตหลังเกษียณไปท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจ
คุณพ่อกับคุณแม่โจวจึงออกไปเที่ยวได้อย่างสบายใจหายห่วง เรียกได้ว่าพวกท่านใช้ชีวิตหลังเกษียณได้เป็ที่น่าอิจฉาของเพื่อนบ้านมากๆ
แต่เมื่อสองปีก่อน ข่าวร้ายก็มาเยือนโจวหยวนเฉิงอย่างกะทันหัน รถยนต์ที่พวกท่านนั่งไปนั้นประสบอุบัติเหตุจากคนเมาแล้วขับ ที่ขับรถข้ามเลนมาชนรถยนต์ของพวกท่านเข้าอย่างจัง ทำให้ทั้งคู่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที
ั้แ่นั้นมากิจการร้านขายเครื่องเขียนจึงตกเป็ของโจวหยวนเฉิงไปโดยปริยาย แต่เพราะพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยและการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ธุรกรรมออนไลน์มีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ร้านของเขาจึงซบเซาลงเหมือนกับธุรกิจและร้านค้าอื่น
โจวหยวนเฉิงจึงหันมาวาดการ์ตูนขายเป็อาชีพเสริมอีกอาชีพหนึ่ง รายได้ของเขาจึงมาจากร้านขายเครื่องเขียน งานวาดภาพ งานวาดการ์ตูน และงานสอนพิเศษ ถึงแม้งานที่เขาทำจะดูเยอะ แต่รายได้ก็ไม่ได้เยอะตามไปด้วย เพราะเขาไม่ใช่คนที่จะเรียกเก็บค่าบริการในราคาสูง เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็คนในละแวกบ้านและเป็คนรู้จักกันทั้งนั้น ดังนั้นเงินจำนวนนี้จึงเป็เงินที่ทำให้เขามีพอใช้ไปวันๆ เท่านั้นเอง
แต่ไม่นานมานี้ก็มีข่าวดีเกิดขึ้น เพราะที่ดินแถวบ้านของเขาตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่จะมีการพัฒนาที่อยู่อาศัย ทำให้มีนายทุนจำนวนมากสนใจเข้ามาเจรจาขอซื้อที่ดินกับผู้คนในย่านนี้ เพื่อนบ้านของเขาบางคนก็ได้ทำสัญญาซื้อขายไปบ้างแล้ว บางคนยังอยู่ใน่ของการต่อรองและตัดสินใจ
โจวหยวนเฉิงก็เป็เหมือนกับคนอื่นอีกหลายคน เขาก็้าขายบ้านและร้านของเขาเหมือนกัน แต่เขาแค่อยากจะขอขึ้นราคาอีกสักหน่อย เขาจึงยังไม่ได้รีบตกลงซื้อขายเหมือนเพื่อนบ้านคนอื่นในทันที
กลางดึกคืนหนึ่งก็เกิดไฟไหม้ขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ โจวหยวนเฉิงคิดเป็อย่างอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากการวางเพลิงไล่ที่ เพราะบ้านของเขาอยู่ใกล้ๆ กับชุมชนแออัดที่อยู่ถัดไปอีกแค่สองบล็อก
ไฟไหม้เกิดขึ้นเร็วมาก แถมเขายังนอนอยู่บนชั้นสามของร้านอีกด้วย จะวิ่งขึ้นดาดฟ้าก็ติดที่ชั้นบนมีเหล็กดัดกั้นอยู่ เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจที่จะไปตรวจสอบความเรียบร้อย ถ้าคิดที่จะไปหากุญแจมาเปิดตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว ในเมื่อวิ่งขึ้นชั้นบนไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจวิ่งไปหาผ้าขนหนูชุบน้ำแล้วเอามาปิดปากและจมูกไว้เพื่อป้องกันควันไฟลอยเข้าทางเดินหายใจ ก่อนที่เขาจะวิ่งลงชั้นล่างไปอย่างรวดเร็ว แต่เพราะร้านของเขาเป็ร้านขายเครื่องเขียน พอไฟไหม้ก็ทำให้เกิดควันเป็จำนวนมาก ทำให้เขาเกิดอาการสำลักควันขึ้น ไม่นานภาพตรงหน้าก็ค่อยๆ พล่าเลือนไป และเขาก็หมดสติไปในที่สุด