ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 165 ตาต้วนแผลงฤทธิ์

            ถึงแม้ว่าพลังของทั้งสามจะสู้กับศพพิษไม่ได้แต่พวกเขาก็ยังมีชุดเกราะราชันเงินขาวที่ได้มาจากหลินหยางซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังต่อสู้ให้สูงขึ้นจนถึงขีดสุดได้

            ด้วยร่างกายอันแข็งแรงบึกบึนของผู่อาหมานความเร็วอันน่าตกใจของโม่เชาหยัน รวมกับพลังจิตที่ใช่โจมตีระยะไกลได้ของเป้ยเค่อทำให้พวกเขาสามารถสกัดการโจมตีของศพพิษเอาไว้ได้หนึ่งร่าง

            แต่แค่นั้นมันยังไม่พอ

            ยังมีศพพิษอีกสองร่าง และศพนักรบอีกสองร่างที่กำลังบุกโจมตีเข้าใส่พลพรรคฝ่ายธรรมะคนอื่นๆอยู่

            “พวกเราจะจัดการไอ้เดรัจฉานขนแดงอีกหนึ่งตัวให้เอง!”

            อีกด้านหนึ่ง เถ้าแก่ใหญ่ทั้งสามคนของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าก็ได้ออกโรงแล้ว

            ฮว๋างฉาง หลานห่าย จีหยูยี่ตอนนี้ล้วนสวมใส่ชุดเกราะราชันเงินขาวเอาไว้แล้วเช่นกันพวกเขาได้เอาสุดยอดสมบัติที่แข็งแกร่งที่สุดของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าออกมามันคือกระจกวิเศษแห่งอัสนีที่เปล่งประกายแวววับทั้งหมดสามบาน

            กระจกสายฟ้าทั้งสามบานนี้สามารถส่งพลังถึงกันได้ซึ่งสามารถสร้างเป็นค่ายกลอัสนีทรงสามเหลี่ยมล้อมรอบศพพิษตัวนี้ไว้โดยผลลัพธ์ของมันคือสามารถสะกดข่มพลังชั่วร้ายและพิษโลหิตของศพพิษได้ในระดับหนึ่งบวกกับการที่ทั้งสามคนได้รับการเสริมพลังจากชุดเกราะราชันเงินขาวมาแล้วทำให้ทั้งสามคนนี้เองก็สามารถสกัดศพพิษตัวนี้เอาไว้ได้เช่นกัน

            แต่ปีศาจร้ายเหล่านั้นยังเหลืออีกสามตน

            “สามตนก็มากพอแล้ว ไปฆ่าพวกมันให้หมด!”

            ยินว่านเสียได้นำเหล่าคนที่เหลืออยู่ทั้งร้อยกว่าคนบุกเข้าใส่นักรบฝ่ายธรรมะอีกครั้ง

            ไอ้พวกที่เก่งที่สุดของฝ่ายธรรมะล้วนกำลังติดพันอยู่ในศึกหนักทั้งสิ้นคราวนี้ก็ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือไอ้พวกที่เหลือนี่ได้แล้ว!

            แต่น่าเสียดาย

            เงาร่างสีดำสายหนึ่งได้ไปยืนอยู่ตรงหน้ากองทัพของพวกปีศาจร้ายพวกนั้น

            หนึ่งคนกับหนึ่งดาบ

            ต้วนเทียนหยา

            “ตาต้วน!! เจ้าไหวรึเปล่านี่!”

            เซวี่ยเทียนตอนนี้ได้กลายเป็นลูกพี่ใหญ่ในกลุ่มนักรบฝ่ายธรรมะที่เหลืออยู่ไปโดยปริยาย

            เขาดีดตัวทีหนึ่งมาอยู่ที่ข้างกายของต้วนเทียนหยาเผชิญหน้ากับซากศพสามตัวและเหล่าพลพรรคอสูรทั้งหลาย ถึงแม้เขาจะรู้สึกตึงเครียดจนหน้าซีดเผือดแต่ก็ยังคงยืนหยัดอยู่ตรงนั้นโดยไม่คิดจะหนีไปไหนเลยสักนิด

            ชายผู้นี้ ต้องขอชมจริงๆ

            ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ซากศพทั้งสามตัวก็ได้พุ่งเข้ามาหาพวกเขาแล้ว

            โดยเฉพาะไอ้ศพนักรบที่มีพละกำลังมากที่สุดนั่นมาถึงก็ชกหมัดเข้าใส่ต้วนเทียนหยาทันที แรงลมที่เกิดจากการต่อยครั้งนี้ได้พัดเอาเซวี่ยเทียนที่อยู่ข้างๆจนปลิวกระเด็นออกไปทันทีส่วนซากศพที่เหลืออีกสองตัวก็ได้เงื้อมกรงเล็บอันแหลมคมที่ชุ่มโชกไปด้วยพิษร้ายอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นหมายจะเข้ามาฟาดฟันใส่ต้วนเทียนหยา

            ต้วนเทียนหยาที่เผชิญหน้ากับการบุกโจมตีของปีศาจร้ายจอมอำมหิตทั้งสามตนอยู่นั้นกลับมีท่าทีที่ค่อนข้างเชื่องช้าเอื่อยเฉื่อย

            เขาไม่ได้หลบหนี แต่แค่ยกดาบสะบั้นฟ้าในมือของตัวเองขึ้นมาในแนวนอนต้านรับการโจมตีของศพนักรบที่รุนแรงราวกับโดนภูเขาถล่มใส่

            เพล้ง

            เกิดเสียงแตกหักดังขึ้น

            บนพื้นด้านล่างของต้วนเทียนหยาพลันเต็มไปด้วยเศษดาบที่กระจัดกระจาย

            ทั่วทั้งสนามรบพลันตกสู่ความเงียบทันที จากนั้น พวกของเซวี่ยเทียนก็ตะโกนขึ้นมาด้วยความกราดเกรี้ยวทันที

            “ตาต้วน!!”

            เห็นเพียงแค่เงาร่างสี่สายที่ยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ราวกับรูปปั้นแกะสลักวางอยู่ตรงนั้น

            ดาบของต้วนเทียนหยาตอนนี้ได้หักเป็นสองท่อนไปแล้วดาบยาวที่เป็นแค่ยุทธภัณฑ์ระดับวิญญาณเล่มนั้นมันไม่มีทางสามารถต้านรับการโจมตีของยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ได้อยู่แล้ว

            หลังจากที่ดาบหักลงไปแล้วหมัดอันหนักหน่วงของศพนักรบก็ได้ชกเข้าใส่ไหล่ซ้ายของต้วนเทียนหยาเต็มๆพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวนั่นแค่จินตนาการก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาแล้วแล้วต้วนเทียนหยาที่โดนเต็มๆ จะไปรอดได้อย่างไร?

            และที่ยิ่งทำให้น่าเป็นห่วงก็คือ ศพโลหิตอีกสองตัวก็ได้ใช้กรงเล็บอันแหลมคมของมันแทงทะลุเข้าไปในร่างกายของต้วนเทียนหยาแล้วพิษโลหิตอันน่าหวาดกลัวนั่นก็ได้ไหลออกจากกรงเล็บอันแหลมคมเข้าไปด้วยเช่นกัน

            นี่ต่างหากที่เป็นการโจมตีที่ร้ายแรงถึงชีวิตของจริง!

            “ตาต้วน!! เจ้า!!”

            เซวี่ยเทียนได้แต่ตะโกนเรียกอย่างเกรี้ยวกราดไม่กล้าขยับเข้าใกล้

            เพราะเกรงว่าอีกไม่นานต้วนเทียนหยาก็คงจะกลายเป็นซากศพบ้าคลั่งที่ไร้ความคิดไปแล้ว

            แบบนี้มัน...น่าสิ้นหวังเกินไปแล้ว!!

            อีกด้านหนึ่งหลินหยางที่กำลังปะทะกันอย่างดุเดือดกับเมี่ยงชางเซิงอยู่นั้น

            ก็ได้ยินเสียงตะโกนก้องของเซวี่ยเทียนด้วยเหมือนกันพอหันกลับไปดูก็ต้องตกใจขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

            เป็นไปได้อย่างไร?

            ต้วนเทียนหยาน่ะหรือจะแพ้?

            เขาเพิ่งให้ไพ่ตายอีกฝ่ายไปอย่างหนึ่งไม่ใช่รึอย่างไร?

            “ไอ้หนู กล้าวอกแวกรึ อย่างนั้นก็ตายซะ!”

            เมี่ยชางเซิงไม่ยอมปล่อยให้โอกาสในการโจมตีดีๆ แบบนี้หลุดรอดไปง่ายๆแน่เขาประทับฝ่าเท้าเข้าใส่หน้าอกของหลินหยางอย่างหนักหน่วงจนอีกฝ่ายปลิวลงไปกระแทกพื้นด้านล่างอย่างรุนแรง

            ตูม!!

            หลินหยางรู้สึกเหมือนกับว่ากระดูกทั่วทั้งตัวกำลังจะแตกหักแล้วก็ไม่ปาน

            แต่สิ่งแรกที่เขาคิดจะทำหลังยันตัวกลับขึ้นมาได้แล้วคือการไปช่วยฝั่งของพวกเซวี่ยเทียนอย่างเร่งด่วน เพราะหากช้าไปแม้แต่ก้าวเดียวเกรงว่าฝั่งนั้นคงได้เกิดการหลั่งเลือดครั้งใหญ่ขึ้นแน่

            แต่เมี่ยชางเซิงมีหรือจะยอมปล่อยให้เป็นไปตามที่หลินหยางต้องการ

            “จะไปช่วยหรือ? ข้าบอกเจ้าแล้วข้าจะทำให้เจ้าต้องมองไอ้คนพวกนั้นตายไปต่อหน้าทีละคนเลย!”

            ตูม

            ดาบโครงกระดูกเมื่อก่อนหน้านี้ได้บินแหวกฟ้ามาจากบนอากาศอีกครั้ง

            เมี่ยชางเซิงเองก็เป็นยอดฝีมือด้านพลังจิตเหมือนกันจึงได้ใช้พลังจิตควบคุมดาบเข้าลุกไล่หลินหยางเพื่อสกัดอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ปล่อยให้มันมีโอกาสไปช่วยเหลือคนอื่นๆปล่อยให้มันได้สัมผัสกับความรู้สึกเจ็บปวดจากความตายของพรรคพวกอย่างสาสม

            ไอ้บ้าเอ๊ย!!

            หลินหยางไม่คิดเลยว่าต้วนเทียนหยาจะพลาดท่าแบบนี้ถ้ารู้อย่างนี้เขาคงไม่มอบไพ่ตายชิ้นนั้นไปหรอก

            ในเมื่อเรื่องกลายเป็นแบบนี้ เขาก็มีแต่ต้องงัดไพ่ตายสุดท้ายนั่นออกมาใช้ก่อนกำหนดแล้ว

            แต่ในตอนที่เมี่ยชางเซิงกำลังแสดงท่าทีโอหังและตอนที่หลินหยางกำลังจะงัดไพ่ตายออกมาอยู่นั่นเองก็มีเสียงแหบแห้งเสียงหนึ่งดังขึ้น

            “ไม่ต้องกังวล ข้าบอกแล้วอย่างไรที่เหลือปล่อยให้ข้าจัดการเอง”

            ต้วนเทียนหยายังมีแรงพูดอยู่อีกรึ?

            แถมยังดูท่าทางจะไม่ได้รับผลกระทบจากพิษโลหิตเลยแม้แต่น้อยยังสามารถประคองสติให้แจ่มใสชัดเจนได้อีกด้วย?

            เกิดอะไรขึ้น?

            ผู้คนทั้งหลายมองไปที่ต้วนเทียนหยาด้วยแววตาเหลือเชื่อดวงตาที่เหมือนลูกไฟวิญญาณดวงเล็กๆ ทั้งสองดวงของเขาพลันระเบิดขึ้นจนกลายเป็นเปลวเพลิงที่ลุกโหมอย่างร้อนแรง

            พลังสุดลึกลับพิสดารสายหนึ่งพลันหลั่งไหลออกมาจากในร่างกายของเขาพุ่งเข้าหาดาบที่หักไปของเขาในเสี้ยวพริบตาจากนั้นตรงส่วนที่หักไปของดาบก็มีคมดาบพลังฟ้าดินสายหนึ่งที่ถูกเสริมขึ้นมาแทน

            ศพนักรบหนึ่งร่างและศพพิษอีกสองร่างนั้นไม่มีความคิดเป็นของตัวเองพวกมันแค่เห็นว่าต้วนเทียนหยายังไม่ตายก็ระเบิดพลังชั่วร้ายอันเกรี้ยวกราดออกมาอีกครั้ง และเตรียมจะโจมตีเข้าใส่อีกระลอกหนึ่งเพื่อบดขยี้มนุษย์ตรงหน้าพวกมันให้แหลกเป็นชิ้นๆ

            แต่ต้วนเทียนหยาขยับตัวก่อนแล้ว

            “โดดเดี่ยวอยู่ต่างแดน... เป็นคนต่างถิ่น...”

            ไม่รู้ว่าต้วนเทียนหยานึกครึ้มอะไร อยู่ๆ เขาก็ท่องกลอนออกมาแต่ดาบในมือของเขาได้ปลดปล่อยประกายแสงสีเทาอ่อนที่ยากจะอธิบายได้ออกมา

            อะไรน่ะ?

            หลินหยางทันเห็นแค่แวบเดียวเท่านั้นก็ถูกเมี่ยชางเซิงรุกเข้าใส่อีกครั้ง

            แต่แค่แวบเดียวนั่นก็ทำให้เขาขนลุกขึ้นมาทันที

            กระบวนท่าที่ต้วนเทียนหยากำลังจะใช้นี้เป็นวิชาดาบที่เหนือกว่าเพลงดาบสามวิถีที่เขาเคยส่งต่อให้หลินหยางเสียอีกเป็นกระบวนท่าสังหารที่ทรงพลังอย่างร้ายกาจสุดขีด

            เจ้าต้วนเทียนหยานี่ ตลอดเวลาที่ผ่านมามันยังไม่เคยเอาจริงเลยสักครั้ง!! เพิ่งจะยอมงัดเอากระบวนท่าลับนี้ออกมาใช้เอาป่านนี้

            หลินหยางรู้สึกโล่งใจขึ้นมากเลยทีเดียวในที่สุดเขาก็สามารถตั้งสมาธิอยู่กับการต่อสู้ตรงหน้านี้ได้เสียทีส่วนทางฝั่งด้านต้วนเทียนหยานั้น เพลงดาบพิสดารของเขาก็ได้สำแดงเดชออกมาแล้ว

            “ชักดาบสะบั้นโศก กลับยิ่งเศร้าเท่าทวี!”

            ดาบสะบั้นฟ้าที่หักครึ่งพลันฟาดฟันใส่ศพนักรบ

            วินาทีที่ตวัดดาบลงมานั้นทั้งใบดาบส่วนที่เป็นพลังฟ้าดินและส่วนที่เป็นวัตถุล้วนสลายกลายเป็นความว่างเปล่าในเสี้ยวพริบตาราวกับว่าต้วนเทียนหยากำลังถือดาบอากาศฟาดฟันใส่ศัตรูก็ไม่ปาน

            แต่วินาทีต่อมานั่นเอง ศพนักรบที่มีร่างกายแข็งแกร่งทนทานราวกับว่าไม่มีวันพังทลายได้นั่นก็เซถลาไปด้านหลังทันที กำหมัดของมันที่ชกออกมานั้นก็ถูกผ่าครึ่งจนแบ่งเป็นสองซีกหมดสภาพอย่างสิ้นเชิง

            แม่เจ้า!

            โคตรโหด!!

            พวกเซวี่ยเทียนทำได้แค่ยืนกลืนน้ำลายเท่านั้น

            จากนั้นตาต้วนสุดโหดก็ได้ฟาดฟันเข้าใส่ศพพิษอีกสองร่างที่เหลืออีกครั้ง

            ผู้คนตอนนี้ยังคงรู้สึกงุนงงกันอยู่ พวกเขาเห็นชัดๆ ว่าตาต้วนถูกศพพิษโจมตีโดนเต็มๆแต่ทำไมเขาถึงได้ไม่เป็นอะไรเลย ซึ่งในขณะที่ผู้คนกำลังสงสัยเรื่องนี้กันอยู่นั้นตรงหน้าอกของศพพิษทั้งสองร่างนั้นก็ถูกคว้านจนเป็นแผลลึกซึ่งมีขนาดยาวประมาณเมตรกว่าจากนั้นพวกมันก็กระเด็นไปด้านหลังอย่างรุนแรง

            เพลงดาบนี้มันพิสดารเหลือเกิน

            พวกของเซวี่ยเทียนนั้นรู้สึกว่าดาบนั้นถูกฟันลงไปด้วยความเร็วที่ไม่สูงมากแต่มันกลับไม่สามารถหลบหนีได้ ราวกลับว่าวินาทีที่ตวัดดาบออกไป มันก็ได้เกิดบาดแผลขึ้นบนตัวศัตรูเล้ว

            พวกของเซวี่ยเทียนต่างก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาถ้าหากตัวเองต้องเผชิญกับเพลงดาบนั่นละก็เกรงว่าคงไม่มีทางตอบโต้ได้ทันจนร่างกายถูกฟันขาดออกเป็นสองส่วนอย่างแน่นอน

            แต่ฝ่ายที่รู้สึกเสียวสันหลังมากกว่า ย่อมต้องเป็นพวกลัทธิหมื่นวิญญาณอยู่แล้ว

            แต่เดิมแล้วพวกมันแต่ละคนก็ล้วนมีใบหน้าที่ขาวซีดอยู่แล้วตอนนี้พวกมันยิ่งซีดกว่าเดิมจนน่าตกใจ

            โธ่สวรรค์

            อุตส่าห์หยุดหลินหยางได้แล้วทำไมถึงยังมีนักดาบชุดดำที่แข็งแกร่งอย่างไม่มีเหตุผลเพิ่มมาอีกคนได้ล่ะนี่!

            โดนศพนักรบชกใส่หนึ่งหมัดเต็มๆ ก็แล้ว ถูกพิษโลหิตเข้าไปเต็มๆ ก็แล้วแต่มันยังดูสบายๆ อยู่เลยแถมยังฟันสวนใส่ซากศพทั้งสามจนปลิวกระเด็นออกไปได้ในพริบตาอีกด้วย!

            ไอ้การต่อสู้นี่มันยังมีทางชนะอยู่หรือเปล่า?

            “อ้อ... เกือบลืมเลยรู้สึกเหมือนจะยังมีของอีกอย่างหนึ่ง”

            ดูท่าทางตาต้วนผู้นี้จะอยู่กับหลินหยางนานเกินไปหน่อย เลยเริ่มติดนิสัยกวนประสาทของเขามาบ้างแล้ว

            ทั้งๆ ที่สามารถสยบศัตรูจนอีกฝ่ายไม่มีทางสวนกลับได้แล้วแท้ๆแต่เขากลับยังคว้าเอาโลงศพหยกดำขนาดจิ๋วโลงหนึ่งออกมาจากในอกเสื้ออยู่อีกซึ่งของชิ้นนั้นมันดูคุ้นตาอย่างมาก มันคือโลงศพสีดำที่ใช้บรรจุศพโลหิตในเหตุการณ์ที่ทะเลสาบเมฆาอัสนีนั่นเอง

            ต้วนเทียนหยายืนพึมพำคนเดียวอยู่ครู่หนึ่งเหมือนว่าจะกำลังนึกวิธีใช้งานโลงศพนี้อยู่

            ด้าหน้าเขานั้น ซากศพทั้งสามร่างก็ได้ลุกขึ้นมาอีกครั้งแล้ว

            ถึงแม้ว่ามือข้างหนึ่งของศพนักรบจะใช้การไม่ได้แล้ว แต่มันยังมีมืออีกข้างที่น่ากลัวไม่แพ้กัน

            ศพพิษอีกสองตัวเองก็ไร้ซึ่งความเจ็บปวดอยู่แล้วถึงแม้ว่าบาดแผลของมันลึกจนแทบจะมองเห็นกระดูกอยู่แล้วแต่ความดุร้ายของมันก็ยังคงน่ากลัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

            “อ้อ ใช่แล้ว ต้องทำอย่างนี้”

            ต้วนเทียนหยาพลันโยนโลงศพสีดำนี่ออกไป จากนั้นกลไกบางอย่างในนั้นก็เริ่มทำงาน

            ครืดด

            โลงศพหยกดำโลงนั้นพลันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วฝาโลงด้านบนพลันดีดออกอย่างรุนแรงราวกับถูกระเบิดออกพร้อมกับที่ฝานั่นได้พุ่งเข้าใส่ศพนักรบที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด

            ขณะเดียวกันก็มีเงาร่างสีเงินสายหนึ่งกระโดดออกมาจากในโลงนั้นอย่างรวดเร็วราวกับประกายสายฟ้าราวกับอสูรร้ายที่ถูกกักขังไว้เป็นเวลานานที่ในที่สุดมันก็ได้ถูกปลดพันธนาการออกจากคุกของมันเสียที

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน