จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 61 คาบเรียนเกินคาด

    ระหัดวิดน้ำยังคงหมุนช้า ๆ ดึงสายน้ำขึ้นสูงก่อนไหลลงรางลาดสู่พื้นที่เกษตร สายตาทุกคู่ในห้องยังจับจ้องการทำงานไม่วางตา

    แต่ความคิดกลับแตกต่างกันไป บ้างหัวเราะเยาะ มองว่าไร้ประโยชน์ ใช้อุปกรณ์เวทก็ทำได้เร็วกว่าหลายเท่า บ้างกลับมองเห็นหลักการที่อาจต่อยอดไปสู่สิ่งอื่นได้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น…ที่สัมผัสถึง “การเปลี่ยนแปลง” หนึ่งในนั้นคือ เอเวลีน โกลด์เวล

    “เจ้าคิดจะเก็บสิ่งนี้ไว้เป็นธุรกิจของตนเองหรือไม่?”

    อาจารย์หญิงเอ่ยถามด้วยแววตาจริงจัง เธอเห็นโอกาสมากมาย หากสิ่งนี้ถูกนำไปต่อยอดอย่างถูกทาง

    นิโคลัสหยิบแบบร่างระหัดวิดน้ำออกจากถุงเก็บของ ส่งมอบให้อย่างสุภาพ

    “ศิษย์เพียงหวังว่าอาจารย์จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

    เอเวลีนเผยยิ้มพึงพอใจ ก่อนขอบคุณและรีบสรุปการสอนอย่างกระชับ

     

    “วันนี้พอแค่นี้ พวกเจ้ากลับไปอ่านบทแรกของ ‘พื้นฐานการประดิษฐ์’ และทำความรู้จักวัตถุดิบพื้นฐานให้ครบ คาบหน้าเราจะเริ่มจากตรงนั้น…ไปได้แล้ว นิโคลัส เจ้ารอสักครู่ ข้ามีเรื่องถามเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ของเจ้า”

     ทั้งคู่สนทนาอยู่พักหนึ่งว่าด้วยแนวทางการสร้าง การประยุกต์ใช้งาน และการบำรุงรักษา กว่าชายหนุ่มจะออกจากห้องก็ยังมีเวลาเหลือเกือบชั่วโมงก่อนจะถึงเที่ยง เขาจึงรีบตรงไปที่โรงอาหารเพื่อรับประทานกลางวัน ก่อนเตรียมเข้าคาบวิชานักเวทในช่วงบ่ายครึ่ง

     

    ขณะกำลังทานอาหาร อุปกรณ์นักศึกษาที่ห้อยคอพลันสั่นเบา ๆ แจ้งเตือนข้อความใหม่ เขาหยิบขึ้นมาดู แล้วถึงกับเลิกคิ้ว

    ‘คะแนนเกียรติยศ +10 สำหรับแนวคิดสิ่งประดิษฐ์เพื่อสามัญชน’

    นิโคลัสไม่แปลกใจนักเรื่องคะแนนนี้ เพราะรู้ดีว่าคะแนนเกียรติยศในสาขานักประดิษฐ์หาได้ยากที่สุดในชั้นปีต้น ๆ หากแต่เมื่อใดสามารถสร้างสิ่งของขึ้นเองได้ ก็กลับเป็นสาขาที่ทำคะแนนได้ง่ายมาก เป็นรองเพียง ผู้รักษา, อัลเคมิส และนักยุทธภัณฑ์ เท่านั้น

     

    เขากวาดตามต่อจนสะดุดกับข้อความใหม่

    ‘ต้องการเปิดเผยคะแนนเกียรติยศหรือไม่?’

    “มีระบบแบบนี้ด้วยหรือ…”

    เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนกดเลือก ‘ไม่’ โดยไม่ต้องลังเล เพราะทั้งโลกเก่าและโลกนี้ เขาไม่เคยชอบการเปิดเผยตัวตน

     

    ทว่าไม่ทันให้โล่งใจ อุปกรณ์ก็สั่นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงนักศึกษาในโรงอาหารพากันอื้ออึง

    “อะไรกัน! ทำไมตารางอันดับคะแนนขึ้นแล้วล่ะ เพิ่งวันแรกเองนะ!”

    “สิบคะแนนเต็ม ๆ นี่มันระดับภารกิจสองดาวตั้งสองภารกิจนะ จะมากไปไหน หรือว่ามีเส้นสาย?”

    เสียงบ่นดังก้องทั่วโรงอาหาร จนนิโคลัสรู้สึกเหมือนถูกด่าเอง เขารีบลุกออกจากที่ทันที

    ‘โชคดีที่ไม่เผยชื่อ…ใครจะคิดว่ามีตารางอันดับด้วย’

    คาบเช้าวันนี้เลิกเร็ว ทำให้เขามีเวลาเกือบชั่วโมงก่อนเรียนวิถีนักเวท เขาจำได้ว่ามีสวนป่าติดอาคารนั้น พอเหมาะสำหรับฝึกดูดซับมานา

     

    ท่ามกลางร่มไม้สูงใหญ่ ร่างชายหนุ่มกำลังร่ายรำอย่างเชื่องช้า ประสานลมหายใจลึกเป็นจังหวะ อากาศรอบกายสงบงามราวต้องมนตร์ หากมีผู้ฝึกเทียร์สามผ่านมา จะสัมผัสได้ทันที พลังมานารอบด้านถูกดูดซับเข้าสู่ร่างเขามากกว่าปกติ ขัดแย้งกับการเคลื่อนไหวที่อ่อนโยนราวสายน้ำ

    นิโคลัสยังคงฝึกไท่จี๋ฉวน วิชาที่เขาสอนให้กลุ่มเขี้ยวอัสดง และในผืนป่าแห่งนี้ ความเร็วในการฝึกกลับทวีขึ้นเป็นเท่าตัว

    “ซิลฟี่ คอยดูต้นทางให้หน่อยนะ ถ้ามีใครเข้ามา รีบบอกทันที”

    “ได้เลย! …แต่พรุ่งนี้อย่าลืมถามเรื่องหนอนอ้วนให้ข้าด้วยนะ”

    “รับรอง”

    ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ เพราะไม่อยากให้ใครเห็นวิธีฝึกของตน การมี “ยามเฝ้า” อย่างซิลฟี่จึงเป็นสิ่งจำเป็น

     

    เมื่อใกล้เวลา เขารีบตรงไปยังห้องเรียนเพราะเกรงว่าจะไม่มีที่นั่งดี ๆ โดยเฉพาะเมื่อวิชานักเวทรวมคนมากถึงร้อยยี่สิบคน และยังมีเอลฟ์อีกสิบคน ทำให้ห้องบรรยายอาจแน่นจนรู้สึกอึดอัด

    แต่เมื่อไปถึงกลับพบป้ายประกาศแปะอยู่หน้าประตู

    ‘คาบเรียนวิถีนักเวท ปีหนึ่ง จัดที่สนามฝึกซ้อมที่หนึ่ง ด้านหลังอาคาร ตรงเวลา ผู้ที่มาสายจะถูก ลงโทษ’

    เพียงอ่านก็อดนึกถึงใบหน้าเคร่งขรึมของจอมเวทรอยไม่ได้ เขาส่ายหัวพึมพำเบา ๆ กับความคิดไร้สาระ ก่อนรีบเร่งไปสนามฝึก

    ความรู้สึกบอกว่าหากมาถึงตรงเวลา คงไปสนามไม่ทันแน่นอน เขาควรบอกคนอื่นด้วย

    “ซิลฟี่ ช่วยไปที่โรงอาหาร บอกทุกคนเรื่องนี้ที หากเจอใครระหว่างทางก็บอกด้วย”

    “หนอน ๆ”

    “ตกลง”

    นกน้อยกระพือปีกบินลิ่ว ส่งเสียงเจื้อยแจ้วตลอดทาง

     

    ด้านหลังอาคารคือพื้นที่กว้างใหญ่ ถูกแบ่งเป็นสี่สนามซ้อม ขนาดแต่ละสนามราวกับสนามฟุตบอล มีแนวไม้สูงเรียงรายเป็นแนวแบ่งเขต

    ด้านหน้าเขียนหมายเลขกำกับชัดเจน สัปดาห์นี้มีเพียงสนามหนึ่งที่ถูกใช้โดยนักศึกษาปีหนึ่งเนื่องจากปีอื่น ๆ จะเปิดเรียนสัปดาห์หน้า

     

    นิโคลัสก้าวเข้าไป สายตากวาดสำรวจรอบ ๆ ด้านหนึ่งคืออัฒจันทร์เรียงที่นั่งสำหรับนักศึกษา อีกด้านวางอาวุธสารพัดชนิด แม้ไม่แน่ใจว่ามีไว้ทำไม เพราะนักเวทแทบไม่ใช้อาวุธเหล่านี้อยู่แล้ว ด้านข้างยังเต็มไปด้วยหุ่นฝึกซ้อมรูปมนุษย์และสัตว์นานาชนิดเรียงราย

    นักศึกษาที่มาถึงแล้วมีประมาณครึ่งหนึ่ง และยังเหลือเวลาอีกสิบกว่านาที…ถ้าใครเริ่มวิ่งจากโรงอาหารตอนนี้ คงยังพอมาทันเวลาพอดี

     

    ไม่นานนัก เหล่านักศึกษาหลายสิบคนก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในสนาม เหงื่อท่วมตัว หอบหายใจจนไหล่โยน แม้แต่นักศึกษาชั้นนำก็แทบไม่ต่างกัน หากวัดกันที่สมรรถภาพทางกายแล้ว นักเวทถือว่าอ่อนแอที่สุดในสายต่อสู้ แม้แต่นักยุทธภัณฑ์ยังแข็งแรงกว่าหลายขุม

    และแล้วภาพที่ใครหลายคนรอคอยก็ปรากฏ…

    สองหนุ่มรูปงาม หนึ่งผมแดงเพลิง อีกหนึ่งผมขาวเงางามราวหิมะ วิ่งหอบเข้ามาทันก่อนหมดเวลาเพียงไม่กี่นาที สายตาทุกคู่หันไปจับจ้องทันที หลายคนแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ แต่ก็ต้องข่มไว้ เพราะหากเผลอหลุดแม้แต่นิดเดียว อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่

     

    ลูคัสไม่แม้แต่ชายตามาทางนิโคลัส เพราะบรรดาลูกสมุนเตรียมที่นั่งให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเฟรเดอริกที่ปกติไม่สุงสิงกับใคร กลับกวาดสายตาหาเป้าหมายจนพบง่ายดายจากสีผมอันโดดเด่น แล้วรีบเดินตรงมานั่งเคียงข้าง

    ‘ตัวปัญหาอีกคนแล้ว…เสียมารยาทไม่ได้ด้วยสิ’

    นิโคลัสบ่นในใจ แต่ยังคงยิ้มบาง ๆ ทักทายตามมารยาท

    เจ้าชายนั่งลงพลางเอ่ยขอบคุณ

    “ขอบคุณมาก หากเจ้าไม่ให้นกนั่นมาบอกข่าว คาบแรกของพวกข้าคงไม่สวยแน่”

    “ซิลฟี่ มันชื่อ ซิลฟี่ อย่าลืมให้รางวัลมันด้วยล่ะ"

    นิโคลัสมอบความดีความชอบให้เพื่อนตัวน้อย ก่อนกล่าวต่อ

    "ข้าก็คิดเช่นนั้น เลยรีบให้มันไปส่งข่าว ปกติข้าก็ชอบมาตรงเวลาเหมือนกัน แต่วันนี้คาบเช้าเลิกเร็ว ทำให้มีเวลาเหลือเลยโชคดี”

    นิโคลัสละสายตามองทางเข้าสนาม แล้วพูดขึ้นอย่างเรียบ ๆ

    “อย่าเพิ่งคุยเรื่องอื่น ดูกันดีกว่าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใกล้หมดเวลาแล้ว”

    เฟรเดอริกพยักหน้ารับ

     

    “ยังมีอีกสิบกว่าคนที่กำลังวิ่งมา ข้าคิดว่าสี่ห้าคนแรกอาจเข้าทัน แต่ที่เหลือ…ถ้าไม่ใช้เวทลมช่วย คงไม่มีทาง”

    นิโคลัสเห็นด้วย และเป็นจริงตามนั้น สามคนแรกพุ่งเข้ามาทันในวินาทีสุดท้าย ขณะที่เสียงนับถอยหลังดังก้องไปทั่วอัฒจันทร์

    “5…4…3…”

    ราวกับเป็นเกมสนุก เสียงนักศึกษาหลายคนร่วมกันนับจังหวะ เห็นความทุกข์ของผู้อื่นเป็นเรื่องขำขัน

    อีกสามคนก้าวพ้นเข้ามาในสนามทันเวลา ก่อนเสียงสุดท้ายดังขึ้น

    “2…1…หมดเวลา!”

    “อ๊า!”

    เสียงร้องตกใจดังลั่น ห้านักศึกษาที่เหลือไม่เพียงพลาดเวลา แต่กลับถูกเถาวัลย์เส้นเขื่องพันรัดขา ลากลอยขึ้นห้อยกลางอากาศแล้วดึงเข้าสนาม

    “ทำไมข้ารู้สึกคุ้น ๆ กับเวทนี้นะ…”

    นิโคลัสพึมพำแผ่ว ๆ พลางขมวดคิ้ว

    เฟรเดอริกหันมาขาน

    “เวทไม้ธรรมดานั่นแหละ ธาตุไม้เทียร์สามทุกคนใช้ได้ เจ้าเคยเห็นมาก็ไม่แปลก”

    “อืม…ก็อาจใช่”

    แม้ตอบเช่นนั้น แต่ความรู้สึกแปลก ๆ ยังคงกวนใจเขา

     

    ไม่กี่อึดใจต่อมา นักศึกษาอีกสามคนที่มาช้าก็เจอเถาวัลย์เล่นงานเช่นเดียวกัน ถูกแขวนห้อยเรียงรายกลางอากาศ

    “ครบแล้ว!”

    เสียงหนักต่ำก้องสะท้อนกดทับทั่วสนาม คล้ายแรงกดมหาศาลทิ่มแทงลงมา ทุกคนหันหาต้นตอแต่ไม่เห็นแม้แต่เงาคน

     

    กระทั่งอากาศเบื้องหน้าอัฒจันทร์เริ่มบิดเบี้ยว แสงมานาคลี่ตัวออก เผยร่างนักเวทสวมฮู้ดชุดคลุมเทา มือกำไม้เวทแน่น

     

    นิโคลัสเบิกตาโพลงทันทีที่เห็นเงาร่างคุ้นตานั้น แม้ยังไม่เปิดฮู้ดก็รู้ว่าใคร

    “แย่แล้ว…พวกเราซวยแน่”

    เสียงพึมพำเบาราวลมพัดผ่าน ที่ดูเหมือนจะได้ยินเพียงคนข้าง ๆ กระนั้นชายชราด้านล่างยังหันสายตามองขึ้นมา

    ปลายไม้เวทชี้ตรงมาที่นิโคลัส ก้อนหินเล็กผุดขึ้นกลางอากาศ ก่อนพุ่งกระแทกหน้าผากเขาเต็มแรง

    “โอ๊ย!”

    “หากข้าไม่อนุญาต…ห้ามส่งเสียง”

    เสียงชราแฝงอำนาจสะกดทั้งสนาม พร้อมกับฮู้ดที่เลิกขึ้น เผยใบหน้าที่นิโคลัสรู้จักดี จอมเวทรอย

    “ใครที่นับเลข หัวเราะเยาะเพื่อน ออกมายืนด้านซ้าย! ส่วนใครที่เอาแต่มองเฉย ๆ ไม่คิดช่วยเหลือ ออกไปยืนด้านขวา!”

    น้ำเสียงนั้นเย็นเฉียบ ดุดันเกินกว่านักศึกษาหน้าใหม่จะกล้าขัดขืน ทุกคนจำต้องก้าวลงไปจัดกลุ่มตามคำสั่ง

     

    “มีใครบอกได้ไหม เหตุใดข้าจึงให้พวกเจ้าแบ่งกลุ่มเช่นนี้? ยกมือก่อนจึงตอบ”

    น้ำเสียงเย็นเฉียบดังขึ้นพร้อมกับสายตาคมกริบที่กวาดมองทั่วสนาม

    เงียบ…เพียงไม่กี่อึดใจ แต่ยาวนานจนชวนอึดอัด ไม่มีใครยกมือขึ้นตอบ จนในที่สุดชายชราก็เอ่ยต่อ

    “คนโง่เขลา สมควรถูกฝึกหนักกว่า หากยังไม่มีใครตอบ โทษของพวกเจ้าจะเพิ่มเป็นสองเท่า”

    สิ้นคำ หลายมือรีบชูขึ้นอย่างร้อนรน แต่เสียงชราก็กระแทกลงอีกครั้ง

    “หากคำตอบไร้สาระ ผู้ตอบต้องรับโทษเพิ่มสองเท่า คิดให้ดีก่อนเปิดปาก”

     

    ทันใดนั้น กว่าครึ่งรีบลดมือลงทันที ความกล้าหายวับไปกับแรงกดดันรอยไม่สนใจคนที่ลังเล แต่ชี้ไปยังหนึ่งในผู้ที่ยังกล้ายกมือขึ้น

    “เจ้าตอบมา”

    “เพราะพวกเราหัวเราะใส่เพื่อน มองความเดือดร้อนของผู้อื่นเป็นเรื่องขบขัน…ขอรับ”

    เด็กหนุ่มในกลุ่มผู้นำที่ยืนร่วมกลุ่มหัวเราะตอบอย่างมั่นใจ ถึงนิโคลัสจะจำชื่อเขาไม่ได้ แต่คำตอบนั้นชัดเจน

     

    “แล้วพวกที่ ‘ยืนเฉย’ ไม่ทำอะไรเลยเล่า?”

    เสียงชราแผ่วต่ำลง แต่กลับเย็นเยียบยิ่งกว่า

    เงียบ…ครั้งนี้ยิ่งอึดอัดกว่าเดิม ไม่มีใครยกมือขึ้นสักคน

    รอยจึงหันมาทางกลุ่มนั้น ดวงตาเย็นชาไร้ปรานี

    “กลุ่มที่หัวเราะ ได้บอกเหตุผลแล้ว โทษจึงเท่าเดิม ส่วนพวกเจ้า…ยังไม่พูดอะไร หากยังคิดจะนิ่งเงียบไม่อยากเป็นจุดเด่น ก็รับโทษเท่ากับพวกเขาเถอะ จะมีใครกล้าเอ่ยบ้างไหม?”

     

    ‘ตั้งใจเหน็บข้าใช่ไหม…ก็ได้ ข้าจะตอบเอง’

    นิโคลัสไม่คิดว่าเขาจะเล็งเป้าตรงมาที่ตน แต่ก็จำใจยกมือขึ้น และกลายเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ยก

    เฟรเดอริกซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ สะดุดใจกับทั้งคำพูดของอาจารย์และปฏิกิริยาของชายหนุ่ม

    “ว่ามา ให้ละเอียด อย่าให้ข้าต้องซักเพิ่ม”

    น้ำเสียงเย็นชาเช่นเคย

     

    นิโคลัสตั้งสติ ก่อนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ

    “คนที่ขาดเวลาไปเพียงเสี้ยววินาที ถ้าก่อนหน้ามีนักเวทลมช่วยดันจากด้านหลัง ก็จะพุ่งเข้ามาทันได้ หรือถ้ามีนักเวทน้ำแข็งช่วยสร้างพื้นเรียบลื่นให้ไถลเข้ามา ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสสำเร็จ การช่วยพวกพ้องยามคับขันเป็นหลักการของหน่วยรบ ทุกคนต้องค้ำจุนซึ่งกันและกัน ส่วนคนที่ช้ามาก ย่อมเป็นตัวถ่วง จนเสี่ยงที่อาจพากลุ่มพินาศได้ขอรับ”

    เสียงเขาดังชัดไปทั้งสนาม ไม่ต้องมีคำอธิบายซ้ำ

    “ดี ตอบได้ดี แสดงว่าเจ้ารู้ว่าควรทำอะไร แต่เลือก ‘ไม่ทำ’ เพราะฉะนั้น โทษของเจ้า เท่ากับพวกที่หัวเราะ”

    จอมเวทปรายตามองก่อนสะบัดไม้เวท คลายเถาวัลย์ปล่อยพวกที่มาสายลงสู่พื้น แล้วออกคำสั่งทันที

    “กลุ่มที่หัวเราะ วิ่งสี่รอบ! กลุ่มที่วางเฉย สองรอบ! พวกมาสาย สี่รอบ! วิ่งให้สุดกำลัง อย่ามัวชักช้า มันเสียเวลาเรียน ไป!”

     

    ไม่มีใครคาดว่าคาบแรกของนักเวทจะเปิดด้วยการวิ่งรอบสนาม ยกเว้นนิโคลัสที่คุ้นเคยกับจอมเวทผู้นี้อยู่แล้ว และก็ไม่มีใครอยากลองดี เพราะแค่เวทพรางตัวเมื่อครู่ก็บอกชัด ว่าอย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องเป็นเทียร์สามขั้นสมบูรณ์

    พอวิ่งออกห่างอาจารย์ได้ เฟรเดอริกที่วิ่งเคียงข้างก็เอ่ยถามทันที

    “เจ้ารู้จักเขามาก่อนหรือ?”

    นิโคลัสพยักหน้า หน้าตายังบึ้งตึงไม่หาย

    “เขาเก่งมากไหม?”

    พยักหน้าอีก

    “งั้น…เจ้าโกรธที่โดนเพิ่มโทษทั้งที่ตอบถูก?”

    คราวนี้ส่ายหน้า

    “อ้อ งั้นคงโกรธที่เขาบังคับให้เจ้าเปิดตัวสินะ?”

    นิโคลัสต้องเหลือบตามอง ‘เจ้าชายจิ้งจอกหิมะ’ ข้างกาย ก่อนตัดบท

    “วิ่งไปคุยไป มันเหนื่อย”

    “เจ้าเหนื่อยด้วยหรือ? การหายใจเจ้าลึกและสม่ำเสมอ เหมือนเดินเล่นมากกว่า ลองมองไปรอบ ๆ สิ นักเวททั่วไปเพิ่งรอบเดียวยังแทบแย่ แม้แต่พวกชั้นนำยังหอบอยู่เลย”

    นิโคลัสยกมือยอมแพ้ ขอวิ่งเงียบ ๆ ดีกว่า หากปล่อยให้คุยต่อ เจ้าชายคนนี้คงขุดความลับของเขาขึ้นมาอีก

     

    ราวสิบห้านาทีให้หลัง กลุ่มวิ่งสี่รอบกลับมาครบ เหงื่อท่วมกาย บางคนทรุดฮวบลงกับพื้น แต่ครั้งนี้ เพราะรู้ถึงผลลัพธ์ของการยืนดูเฉย ๆ เมื่อครู่ หลายคนช่วยกันพยุงเพื่อนที่หมดแรงจนถึงเส้นชัย โดยเฉพาะนิโคลัส ที่ต้องถ่ายพลังกายช่วยพยุงอีกหลายรายให้กลับมาให้ครบ

    “ข้านึกว่าจะมีคนถูกทิ้งไว้ข้างทางอีก นับว่าเรียนรู้ได้เร็ว”

    มุมปากชายชรากระตุกยิ้มบาง แต่ในสายตาหลายคน ยิ้มนี้ชวนขนลุกยิ่งกว่ายิ้มของนักล่า

    “ข้าให้เวลาพักสิบ นาที และจำไว้ สอบปฏิบัติปลายภาค พวกเจ้าต้องวิ่งสี่รอบก่อนสอบ โดย ‘ไม่มี’ เวลาพัก ฉะนั้น ไปฝึกร่างกายมาให้ดี”

    นักเวทฝึกหัดพากันอ้าปาก แต่ไร้เสียง ก่อนจะโดนคำพูดถัดไปทุบซ้ำ

    “นักเวทที่วิ่งไม่เป็น ก็เป็นเพียงเป้านิ่ง จำใส่ใจไว้”

     

    สิบนาทีนี้ อยากให้ยืดยาวขึ้น แต่ความจริงไม่เคยได้ดังใจหวัง

    “เอาล่ะ พวกมาสาย ช่วยกันแบก ‘หุ่น’ ไปวางกองไว้ห่างออกไปสามสิบเมตร แล้วรออยู่ตรงนั้น คอยสลับหุ่นและซ่อมแซม”

    แม้จะเหนื่อยล้า แต่ก็ต้องกัดฟันทำตาม

    “ส่วนพวกเจ้า มาทางนี้ คาบนี้ข้าจะ ‘วัดพื้นฐาน’ โดยใช้เป้าที่ ‘พุ่งเข้าใส่’ จะประเมิน ‘ความแม่นยำ’ ‘ความเร็วร่าย’ และ ‘ความคล่องตัว’ โดย ‘ไม่มี’ คนคอยป้องกัน เริ่มจากลำดับต้น”

    สายตาคมกล้ากวาดไปทั่ว น้ำเสียงไร้อารมณ์

    “ทำให้เต็มที่ คะแนนครั้งนี้นับเป็น ‘คะแนนเก็บ’ …ลูคัส ออกมา”

    จากนั้นเขาหันไปสั่งกลุ่มที่ขนหุ่น

    “ทดสอบแรก นำ ‘หุ่นสัตว์’ ออกมาตั้งที่เป้า เปลี่ยนตัวใหม่ทุกครั้งหลังจบคนหนึ่ง และเติมมานาให้มัน ‘ซ่อมแซมตัวเอง’ ทุกครั้ง หากการทดสอบสะดุด พวกเจ้าโดนลงโทษ ตั้งหุ่น!”

    พวกมาสายต่างปาดเหงื่อ เพราะการเติมมานาให้หุ่นซ่อมแซม กินแรงไม่ต่างจากลงสนามเอง งานของพวกเขาหนักกว่าเพื่อนบนอัฒจันทร์เสียอีก

     

    ลูคัส ก้าวออกมาด้วยท่าทางสุขุม นัยน์ตาสีทับทิมเป็นประกาย ผมแดงเงางาม กุมไม้เท้าเวทในมืออย่างมั่นใจจอมเวทรอยยังอดชื่นชมเงียบ ๆ ไม่ได้ ศักยภาพของเด็กคนนี้อาจเหนือกว่าพ่อของเขาเองด้วยซ้ำ

    “เจ้าทำอะไรก็ได้ จนกว่าหุ่นจะลุกไม่ขึ้น”

    สัญญาณเริ่มดังขึ้น หุ่นหมาป่าขนาดเท่าเอวพุ่งตัวใส่ ลูคัสยกคทาร่ายบอลไฟลูกใหญ่ทันที แล้วยังร่ายบทต่อไปพร้อมกัน มืออีกข้างคุมทิศกระสุนไฟให้โค้งเข้าหาเป้าที่กำลังพุ่งเร็ว เมื่อศัตรูเข้าใกล้ระยะยี่สิบเมตร

    “แยกจิต!”

    เสียงอื้ออึงด้วยความทึ่ง แค่ทำสองสิ่งพร้อมกัน คุมวิถีกระสุนพร้อมร่ายบทใหม่ ก็กินขาดนักเวทฝึกหัดทั่วไปแล้วเพียงโดนสองลูกเต็ม ๆ หุ่นหมาป่าก็แน่นิ่ง

    “ดี พลังโจมตีและการประสานเวทยอดเยี่ยม กลับที่เดิม คนต่อไป เฟรเดอริก”

    เสียงชมสั้น แต่เฉียบ

    “อย่ายอมเขานะ เจ้าชาย”

    นิโคลัสหยอดยิ้มกว้าง กลายเป็นเชื้อไฟให้เจ้าชายเล็ก ๆ

    เฟรเดอริกยิ้มตอบบาง ๆ แล้วก้าวลงไป

     

    เจ้าชายแห่งทุ่งน้ำแข็งกุมไม้เท้าสีขาวดั่งหิมะ ค้อมศีรษะคารวะอาจารย์ ก่อนประจำตำแหน่ง เมื่อสัญญาณดัง หมอกเย็นสีขาวก่อขึ้นหน้าตัวเอง แล้วพุ่งตัดเส้นทางวิ่งหุ่นหมาป่า เพียงสัมผัส หมอกก็เกาะตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง รัดรึงข้อต่อจนชะงัก ก่อนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งล้มครืนลง

    “ดี สมกับเจ้าชายแห่งฟรอสเฮล์ม เวทน้ำแข็งที่ยากจะต้าน”

    เฟรเดอริกขอบคุณสั้น ๆ กลับมานั่ง

    “เร็วไปไหม ข้ายังไม่ทันเห็นอะไรเลยนะ”

    นิโคลัสบ่นเบา ๆ

    “เจ้าอยากเห็นเพื่อหาวิธีรับมือข้าหรือไง?”

    “ขี้เหนียวจริง…”

    ทั้งสองยังไม่ทันคุยต่อ ด้านล่างก็เสร็จงานไปอีกหนึ่ง

    “อะไร ทำไมเร็วกว่าเจ้าอีกล่ะ?”

    “นางมาจากตระกูลจอมเวทเชียวนะ เวทลมเมื่อครู่ ทั้งเร็ว แม่น และเฉียบคม เวทเดียวสร้างใบมีดสายลมสองเส้นเข้าโจมตีก็จบงาน เจ้าอย่าประมาทเลย…รีบไป ได้เวลาเจ้าแล้ว”

     

    นิโคลัสไม่คิดว่าจะไวขนาดนี้ เขาลงจากอัฒจันทร์แทบจะกระโจน ยอมเสี่ยงข้ามหัวแถวล่างเพราะกลัวจอมเวทรอยมากกว่าอย่างอื่น ถึงพื้นแล้วไม่ลืมหันไปกล่าวขอโทษ ก่อนเดินเข้าจุดทดสอบ

    เมื่อเดินผ่าน ไคลอา เอเธริออส อันดับสามของวิถีนักเวท เขาอดพึมพำไม่ได้

    “เจ้าเร็วเกินไปหรือเปล่า ข้ายังไม่ทันเตรียมตัวเลย”

    มีเพียงสายตาเรียบเฉยไร้อารมณ์ตอบกลับมา

    นิโคลัสทำความเคารพ พร้อมส่งสายตาตำหนิน้อย ๆ ว่าทำไมชายชราไม่แจ้งใครในเขี้ยวอัสดงเรื่องมาเป็นอาจารย์เลย

    ทว่าชายชราทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ก่อนเตือนเสียงเรียบ

    “ถ้าอยากรักษาอันดับ จง ‘ทำให้ดี’”

    “เริ่มได้”

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน