โจเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะอธิบายต่อว่า “สัตว์อวกาศเป็นสิ่งมีชีวิตที่หายากมาก มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความลึกลับและไม่มีใครรู้ว่าพวกมันมาจากไหน เกิดมาจากอะไร และวิถีชีวิตของพวกมันมีอะไรบ้าง”
โจเอามือไขว้หลังแล้วเดินไปสองสามก้าวก่อนจะพูดต่อว่า “พวกมันมีรูปแบบหลากหลายและพวกมันไม่โจมตีใคร อย่างไรก็ตามแม้ว่ามันจะไม่โจมตีก็ไม่ได้หมายความว่ามันอันตราย หากสิ่งใดก็ตามที่สัมผัสกับมันส่วนที่สัมผัสจะสลายเหมือนฝุ่นที่กระจัดกระจาย”
คำอธิบายของโจทำให้พวกเขาหน้าซีดเผือด หากไม่มีสัญญาณเตือนและพวกเขาพุ่งชนมัน พวกเขาคงตายโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดีคะ? ให้อ้อมไปหรือไม่คะ?” มายด์กล่าวถาม
แต่โจกลับส่ายหัว “ถึงจะบอกว่ามันอันตรายแต่พวกมันก็ถือเป็นโอกาสเช่นกัน”
“โอกาส?” ทุกคนกำลังจดจ่อรอให้เขาพูดมันออกมา
เห็นใบหน้าที่สงสัยของพวกเขาโจยิ้มเล็กน้อย “พวกมันมีสิ่งหนึ่งที่ชอบมากๆ นั่นก็คือ…แร่ไมนาลาส”
“แร่ไมนาลาส?” ทุกคนสงสัยและสนใจเช่นกัน มันเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินชื่อแร่ชนิดนี้
“แร่ไมนาลาสเป็นแร่ชนิดหนึ่งที่มีค่ามากแต่หายากมากเช่นกัน มันมีพลังงานชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย พวกคุณเคยสงสัยไหมว่ายานบัญชาการลำนี้ใช้พลังงานอะไรในการขับเคลื่อน?” โจกล่าว “มันเป็นพลังงานที่สกัดมาจากแร่ไมนาลาส เพียงแค่แร่ไมนาลาสขนาดเท่ากำปั้นมันสามารถทำให้ยานบัญชาการเดินทางได้ครึ่งรอบกาแลคซี่”
ทุกคนอุทานอย่างเหลือเชื่อ ไม่คิดว่าแร่ขนาดเท่ากำปั้นจะทำได้ขนาดนั้น แสดงว่าพลังงานของมันจะต้องมีคุณสมบัติสูงอย่างแน่นอน
“ตอนนี้พวกเราแค่รอพวกมันนำทาง” โจกล่าวขณะหันกลับไปเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตคล้ายปลาไหล
……
ดาวเคราะห์ไร้แสงสว่างแห่งหนึ่ง กลุ่มคนสองกลุ่มได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากผ่านไปสี่ปี
“ภารกิจตามหาคนแคระ พวกสหพันธ์ใกล้จะเสร็จภารกิจแล้ว” เสียงทุ้มต่ำที่ไม่รู้ว่าเป็นชายหรือหญิงดังขึ้น
“ยังไม่มีใครได้พบกับเผ่าคนแคระที่หายไป แม้แต่พวกเราเองก็ยังหาไม่เจอ” เสียงแหบแห้งที่ไม่รู้ว่าเป็นชายหรือหญิงดังขึ้น
เสียงแหบแห้งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “กลุ่มสำรวจมนุษย์ได้พบกับซากอารยธรรมหลายอย่าง พวกเขาโชคดีมาก”
“ได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกัน แต่ยากที่จะเข้าไปแทรกแซงเพื่อรับชิ้นเค้กสักก้อน พวกสหพันธ์ให้ความสำคัญกับซากอารยธรรมมาก” เสียงทุ้มต่ำกล่าว
“ไม่รู้ว่าพวกมนุษย์ได้อะไรดีๆไปบ้าง บางทีเราควรดักโจมตี?” เสียงแหบแห้งพูดเป็นเชิง
“เรื่องนี้ค่อนข้างลำบาก เพราะโจอยู่กับพวกมนุษย์ ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าเขาแข็งแกร่งแค่ไหน อย่าลืมว่าโจเองก็เป็นมนุษย์และมนุษย์มีความเข้ากันได้ดีกับพลังงาน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ย
“งั้นพวกเราควรส่งยานรบหนึ่งกองทัพโจมตีเขาดีหรือไม่?” เสียงแหบแห้งกล่าวถาม
“ไม่ดีแน่…ถ้าทำแบบนั้นพวกสหพันธ์จะต้องไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ”
“แล้วพวกเราควรทำยังไง?”
เสียงแหบแห้งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวถามว่า “คุณมียานรบดัดแปลงอยู่ไม่ใช่เหรอ? ถ้าใช้พวกมันก็ไม่ต้องกลัวว่าสหพันธ์จะรู้ว่าใครโจมตี”
“ไม่ได้!!” เสียงทุ้มต่ำกล่าวปฏิเสธโดยไม่คิดแม้แต่น้อย ยานรบดัดแปลงกว่าเขาจะได้มาต้องสูญเสียทรัพยากรไปมหาศาล พวกมันเป็นไพ่ใบสุดท้ายของเขา
“อย่าเพิ่งปฏิเสธ ฉันเข้าใจว่าคุณกังวลอะไรแต่ฟังฉันให้จบก่อน” เสียงแหบแห้งกล่าว “ผมจะให้ลูกแก้วแห่งไซโลแก่คุณแลกกับการให้คุณส่งกองกำลังยานรบดัดแปลงออกไปจัดการเขา”
“นี่…” เสียงทุ้มต่ำรู้สึกลำบากใจ ลูกแก้วแห่งไซโลเป็นสิ่งประดิษฐ์จากเผ่าพันธุ์โบราณ มันมีพลังอำนาจมาก ว่ากันว่ามันสามารถทำลายดาวเคราะห์ได้ทั้งดวงแต่ก็ต้องแลกกับการที่ต้องเสียมันไป อย่างไรก็ตามมันมีค่ามหาศาล
เจ้าของเสียงทุ้มต่ำคิดหนัก กองกำลังยานรบดัดแปลงเขาเองก็สูญเสียไปไม่ใช่น้อยกว่าจะสร้างพวกมันขึ้นมาได้
“ทำไมคุณถึงคิดมากนัก? ผมจะให้ลูกแก้วแห่งไซโลแก่คุณก่อนไม่ว่าคุณจะสำเร็จหรือล้มเหลวมันก็จะยังเป็นของคุณอยู่ดี และหากว่าคุณสามารถเอาชนะพวกมนุษย์ได้ไม่แน่คุณอาจเสียยานรบดัดแปลงไม่กี่ลำ” เสียงแหบแห้งกระตุ้น
“ก็ได้ งั้นเอาตามนั้น คุณเอาลูกแก้วแห่งไซโลมาให้ฉันก่อน” เสียงทุ้มต่ำกัดฟันตกลง
“ดี!!” เสียงแหบแห้งลำลูกแก้วสีขาวสว่างสดใสยื่นให้อีกฝ่าย ในขณะนั้นทั่วบริเวณก็สว่างขึ้นทำให้ความมืดมิดกลายเป็นกลางวัน กองกำลังทั้งสองกลุ่มมองเห็นกันและกัน แต่ทว่าพวกเขาต่างก็สวมผ้าคลุมและหน้ากาก
เมื่อเสียงทุ้มต่ำรับลูกแก้วแห่งไซโลมาและรีบเก็บมัน แสงสว่างราวกับกลางวันก็กลายเป็นมืดมิดเช่นเคย
เสียงทุ้มต่ำรู้เจตนาของอีกฝ่ายว่าต้องการดูตัวตนพวกเขา อย่างไรก็ตามพวกเขาเตรียมตัวมาดีและไม่เปิดเผยสิ่งใดที่จะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองเป็นใคร
ทั้งสองฝ่ายมักจะสืบหาเรื่องของอีกฝ่ายเสมอ และไม่แปลกที่จะรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นมีไพ่ใบไหนซ่อนอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามแต่ละฝ่ายก็ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นใคร ทว่าเรื่องที่สำคัญคือพวกเขามีความต้องการเหมือนกันจึงได้มาร่วมมือกัน นั่นคือ…การครอบครองกาแลคซี่ทางช้างเผือก
……
ผ่านไปราวหกชั่วโมง สิ่งมีชีวิตคล้ายปลาไหลเริ่มมีการเคลื่อนไหว
“เตรียมตัวตามพวกมันไป” โจกล่าว
สัตว์อวกาศคล้ายปลาไหลกลุ่มนั้นแหวกว่ายกลางอวกาศ มันมุ่งหน้าไปยังดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ดาวเคราะห์ดวงนี้มีลักษณะคล้ายหนามแหลม เมื่อมองดูจากด้านนอกจะเห็นว่าดาวเคราะห์ดวงนี้มียอดเขาที่สูงกระจายไปทั่วดาว ทำให้ภาพของดาวคล้ายกับหนามแหลม
อย่างไรก็ตามสัตว์อวกาศได้ลงไปที่ดาวเคราะห์ดวงนั้น ยานบัญชาการไม่อาจลงไปได้จึงต้องนำยานรบไปแทนยานสำรวจเพื่อสำรวจว่ามีอันตรายหรือไม่
เมื่อพวกเขาเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและผ่านเข้ามา ก็เห็นพวกสัตว์อวกาศกำลังแหวกว่ายไปรอบๆหนามแหลมเหล่านั้น
“ดูข้างล่างนั้นสิ!!" ใครบางคนส่งเสียงในช่องสื่อสาร
เมื่อพวกเขามองลงไปก็เห็นประกายแสงสีเขียวอมฟ้าระยิบระยับไปทั่วตีนเขา
“มันคือแร่ไมนาลาส” โจยิ้มขณะกล่าว
“เยอะขนาดนี้เชียว!!” ทุกคนตาลุกวาว
ต้องรู้ไว้ก่อนว่าแร่ไมนาลาสขนาดเท่ากำปั้นสามารถให้พลังงานแก่ยานบัญชาการเดินทางได้ครึ่งรอบกาแลคซี่ แต่ภาพตรงหน้าพวกเขาเห็นแร่ไมนาลาสเต็มไปทั่วดาว ด้วยจำนวนขนาดนี้สามารถทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ร่ำรวยมหาศาลในพริบตา
แม้แต่โจเองก็สูดหายใจด้วยความตื่นเต้น เขาเคยพบแร่ไมนาลาสมาก่อนแต่ไม่เคยพบจำนวนมากขนาดนี้ แม้แต่ยานบัญชาการก็สามารถขนพวกมันได้แค่ 1 ใน 4 เท่านั้น
สัวค์อวกาศแหวกว่ายไปรอบดวงดาว มันชื่นชอบแร่ไมนาลาสมากและกำลังมีความสุขกับการแหวกว่ายผ่านแร่เหล่านี้