"พัศดีขอรับ สบายดีไหมเอ่ย"
"อ้าว เกล ไปไงมาไงไม่ได้เจอกันตั้งนาน มาๆๆนั่งคุยกันก่อนสิ"
ทหารสวมชุดเกราะคนหนึ่งเดินเข้าประตูมาพร้อมกับแผ่นกระดาษอย่างหนาในมือ ผมของเขาดูสั้นสีดำเข้มเกรียนเสมอกันทั้งสองข้างปล่อยยาวด้านบนให้ตั้งทาเจลเซ็ดเอาไว้ดูสง่าเกินกว่าทหารทั่วไป นัยตาสีน้ำตาลเข้มริบฝีปากใหญ่อวบ กล่าวทักทายบุรุษผมสีบรอนหยักศกยาวปกไหล่ สวมชุดคลุมสีดำยาวปรกทั้งลำตัว มองดูเป็นคนมีอายุไม่เกิน50 ไว้หนวดเคราเล็กน้อยสีเดียวกันกับเส้นผม นั่งอยู่บนโต๊ะทำงาน ภายในห้องที่ประดับด้วยไม้หรูหราอลังการซึ่งทากำแพงด้วยสีเทาปนดำเล็กน้อย เขากำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในตอนแรกที่อีกฝ่ายเปิดประตูเข้ามาพบวางเท้าพาดโต๊ะเอนหลังอย่างสบายใจ
"ได้ข่าวว่าเลื่อนขั้นเป็นนายพันใหญ่โตแล้วนี่ หมู่นี้ถึงไม่ค่อยเห็นหน้าเลย ไปไงมาไงล่ะรอบนี้ ถึงกับต้องคุมนักโทษมาส่งด้วยตัวเองเลยเหรอ จำนวนมีมากเกินกว่าทหารในเมืองจะต้อนไหวหรือไง"
"ไม่หรอกขอรับ แค่20กว่าคนเอง แต่ว่าเรื่องมันยาวน่ะขอรับท่านอะเบลโล่ เป็นงานที่ผู้พิพากษาสูงสุดซานซาร่าขอร้องให้ข้ามาด้วยตนเอง ก็ไม่รู้เหตุผลจริงๆเหมือนกัน แต่เท่าที่สรุปได้ดูเหมือนในกลุ่มของเจ้าพวกนี้จะมีนักโทษอุกฉกรรจ์อยู่คนหนึ่งซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ"
"อย่างนั้นเชียว แสดงว่าไอ้หมอนี่ต้องเป็นตัวปัญหามากๆเลยสิท่า ถึงกับต้องให้ท่านเกลเป็นคนคุมขบวนมาเองแบบนี้ เอาล่ะช่างเถอะมันจะร้ายกาจสักแค่ไหนพอมาถึงสถานที่แห่งนี้แล้วมันก็ไม่ต่างอะไรจากหนูตัวเล็กๆ เจอมาเยอะแล้วไอ้พวกมหาวายร้ายทั้งหลายที่ทำเป็นวางท่า รับรองวันนี้มันจะถูกรับน้องอย่างสาสมใจเลยทีเดียว เดี๋ยวข้าจัดให้ ฝากไปบอกท่านผู้พิพากษาด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง"
"ขอบคุณมากขอรับท่านพัสดี เพียงแต่..."
"แต่อะไรรึ?"
"ท่านผู้พิพากษากำชับมาขอรับ บอกให้ขังเขาไว้ที่ชั้น12 ล็อคด้วยโซ่ตรวนอย่างหนาหลายทบพร้อมกับกรงขังเหล็กอีกหลายชั้น"
"นั่นมันชั้นของนักโทษอุกฉกรรจ์ เป็นชั้นที่ลึกที่สุด ทำไมท่านผู้พิพากษาซานซาร่าถึงกำชับมาแบบนี้ ประวัติเลวร้ายถึงขนาดนั้นเชียวเหรอ ไหนเอาคำตัดสินของหมอนั่นมาดูสิ"
ทหารหนุ่มในชุดเกราะยื่นแผ่นกระดาษที่ถือติดมือมาให้กับพัสดีที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
"ชาล์เรียส ไคลม์ คดีก่อกบฏจราจล ทำลายกำแพงเมือง,ทรัพย์สิน,ตึกการค้าชั้นในและทำร้ายเจ้าหน้าที่หลายนายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ลงลายมือเมื่อวันที่12เดือน7 อ.ท.321 (อ.ท. = ปีพ.ศ. หรือปีค.ศ.ใช้นับศักราชของโลกโอโทเปีย) พิพากษาให้ประหารชีวิต แต่บรรดาลูกขุนทั้งหลายลงความเห็นตรงกันให้จองจำในคุกกราวิตี้เฟรมตลอดชีวิต ประเภทนักโทษชั้นอุกฉกรรจ์ถือเป็นภัยพิบัติต่อบ้านเมือง โอ้โหแค่คนคนเดียวทำป่วนได้ขนาดนี้เชียว ข้าล่ะชักอยากเห็นหน้ามันเต็มแก่แล้วสิ"
คุกนรกกราวิตี้เฟรม ถือเป็นแหล่งจองจำนักโทษที่ใหญ่ที่สุดและยังเป็นทัณฑสถานที่สำคัญของราชอาณาจักรเรโมฮาน คุกที่ถูกสร้างขึ้นบนปล่องภูเขาไฟโบราณขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยทิวเขาสูงเหนือพื้นทะเลกว่า2,000เมตร ถูกแบ่งลำดับชั้นออกเป็น12ระดับ ยิ่งลึกลงไปมากเท่าไหร่ก็ถือว่าเป็นชั้นที่อันตรายมากเท่านั้น แบ่งตามชั้นไว้จองจำนักโทษต่างระดับความรุนแรง ความร้อนใต้ก้นปล่องภูเขาไฟซึ่งมีอายุยาวนานหลายหมื่นหลายแสนปีรอการปะทุอยู่ตลอดเวลา
เมื่อมองจากชั้นบนสุด จะเห็นมวลทะเลร้อนหรือลาวาเหลวไหลทะลักเคลื่อนไปมาอยู่ตรงก้นหุบด้านล่าง เป็นคุกที่มีความร้อนมากกว่าที่ไหนๆ เหมาะสำหรับใช้ทรมานผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ซึ่งไม่อาจให้อภัยได้ นักโทษที่ต้องคดีติดอยู่ในสถานที่แห่งนี้ถือเป็นความโชคร้ายที่สุดของชีวิตเหลือจะกล่าว
"นานเท่าไรแล้วนะที่เจ้าไม่ได้มาเหยียบที่นี่"
"ก็ราวๆ5-6เดือนได้ขอรับ"
"อืม ก็นับว่านานพอดู เห็นไหม ข้าสั่งให้ขุดขยายโครงสร้างออกไปอีกตั้งเยอะ หมู่นี้นักโทษถูกส่งมาจากทั่วทุกสารทิศราชอาณาจักรเรากว้างใหญ่ไพศาล อาชญากรรมก็เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน เหนื่อยกายหากจะมีคุกแค่เล็กๆเอาไว้ลงโทษพวกมัน โชคดีที่ท่านเจ้าเมืองมีเมตตามอบเงินทุนมาให้ข้าอีกมากโขเมื่อเดือนก่อนเราจึงมีเงินขยายคุกเพิ่มอีกตั้งเยอะเลย"
ทั้งสองคุยกันไปเรื่อยๆระหว่างที่ลิฟรูปกรงเหล็กค่อยๆเคลื่อนตัวลงมาช้าๆ มันทำงานโดยอาศัยแรงของกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยกว่า10ที่เดินเป็นวงล้มใช้มือหมุนคันโยกเหล็กขนาดใหญ่รูปวงกลมทำมาจากไม้คลายพวงมาลัยของเรืออันพ่วงติดกับโซ่คันชักด้านบน พัศดีอะเบลโล่และพันเอกเกลพร้อมกับกลุ่มทหารติดตามอีก4นายพกดาบติดตัวตลอดเวลา อาศัยพาหนะนี้หย่อนตัวลงไปข้างล่างอันเป็นคุกที่มีไว้สำหรับจองจำนักโทษชั้นฉกาจฉกรรจ์ที่สุด
"น่ายินดียิ่งนักที่ได้เห็นความเจริญของที่นี่ ระเบี่ยบวินัยของคุกกราวิตี้เฟรมและชื่อเสียงอันเลื่องลือ เห็นทีต้องยกความดีความชอบให้แก่ท่านพัศดีทั้งหมด"
อะเบลโล่ยิ้มน้อยๆและหัวเราะหลังได้ฟังคำชม
"ว่าแต่ว่า ท่านพัศดีขอรับท่านเจ้าเมืองฝากถามมา เกี่ยวกับเรื่องของชายคนนั้น"
อะเบลโล่จุ๊ปากลั่นใช้นิ้วสะกิดมือของเกลหันกระพริบตาให้แว๊ปหนึ่ง มันคือสัญญาณของการปรามห้ามถามเพราะอยู่ในสถานะการณ์ที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร เกลรับรู้ในสัญญานนั้นจึงเงียบปากไว้แล้วชวนเปลี่ยนเรื่องคุย
"ชายหนุ่มคนที่ต้องโทษในวันนี้ เจ้าชาล์เรียสไคลม์ ท่านจะทำเช่นไรกับเขาขอรับ?"
"เดิมทีโทษของมันคือประหารชีวิตไม่ใช่หรือไง ถึงจะเปลี่ยนบทลงโทษใหม่ให้เป็นจำคุกตลอดชีวิตก็เถอะ ข้าว่าเก็บมันไว้ก็รังแต่จะเปลืองข้าวเลี้ยงเปล่าๆ คุกเรายิ่งแคบๆอยู่"
"ท่านหมายความว่า.."
"อาหะ..ก็ตามนั้นแหล่ะ ในคำพิพากษาก็เขียนเอาไว้นี่ ว่าให้คุมขังในคุกนรกชั้นที่ลึกที่สุดตลอดชีวิต ในทะเลลาวาข้างล่างนี่ไง ไม่มีที่ไหนลึกเกินไปกว่านี้แล้ว เหมาะจะเป็นที่ใช้ชีวิตอยู่ของวิญาณมันนับแต่นี้ตลอดไป ฮ่าๆๆๆ"
"แบบนี้มันจะไม่เกินไปหน่อยเลยครับหากผู้พิพากษาส่งคนมาตรวจรายชื่อบรรดานักโทษแล้วก็"
"ก็ช่างมันสิ บอกว่ามันตายไปแล้ว ที่นี่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ยิ่งเป็นนักโทษที่ถูกคุมขังในชั้นล่างสุดติดกับธารลาวาแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องปกติเข้าไปใหญ่ไม่เห็นจะต้องไปคิดมากเลย"
พันเอกเกลขมวดคิ้วมองพัศดีอะเบลโล่จากด้านหลังด้วยความขุ่นเคืองแต่ไม่กล้าเอ่ยคำใดๆ นิสัยของเขาเป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับเหล่านักโทษชนิดที่วิปริตผิดมนุษย์ เล่ากันว่าผู้ใดก็ตามที่ถูกพัสดีคนนี้หมายหัว เพียงแค่ไม่กี่วันก็ต้องดับดิ้นสิ้นชีวิตกลายเป็นซากศพแห้งเหลือหนังกระดูกเพราะถูกปล่อยให้อดข้าวอดน้ำและถูกขังในห้องที่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่ามนุษย์จะสามารถอาศัยอยู่ได้ บ้างก็ว่าจับนักโทษเป็นๆโยนลงธารแม็กม่าทั้งเป็นเพื่อเซ่นความอำมหิตของตนเล่นเป็นงานอดิเรก และนี่ก็คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คุกกราวิตี้เฟรมได้รับสมยานามคุกนรก ที่พอใครๆได้ยินแล้วก็ต้องเป็นอันขาสั่นหวาดกลัวจนสุดขีด
ลิฟเลื่อนถูกปล่อยลงมาลึกเรื่อยๆ ในขณะที่เคลื่อนผ่านแต่ละชั้นก็มองเห็นกรงขังมากมายซึ่งต่างบริบทกันออกไป ตามแต่โทษของแต่ละบุคคลซึ่งถูกจัดเอาไว้ให้ในแต่ละชั้น บางชั้นก็เต็มไปด้วยเหล็กแหลมในลักษณะพื้นหนามผุดอยู่ตามทางเดินและเพดานรวมถึงกำแพงรอบข้าง บางชันมีเครื่องกลรูปใบพัดแนวนอนต่อกันยาวเป็นแท่งเรียงกันหมุนเป็นเกลียวอยู่รอบๆ ทำหน้าที่เสมือนกงจักรซึ่งคอยตัดเฉือนและผ่าล่างของนักโทษ หากกล้าหลบหนีออกจากกรงขังซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ถูกกำหนดเอาไว้ให้
ยิ่งลงลึกไปเท่าไหร่ความอำมหิตของคุกใบนี้ก็ถูกเผยออกมาให้เห็นมากเท่านั้น นักโทษบางกลุ่มถูกจับแขวนเอาไว้ด้วยตะขอเสียบทะลุไหล่ทั้งสองข้างแล้วผูกโยงหอยเต็มผนังเพดาน ยังมีอีกมากมายด้วย หลากหลายกลวิธีทรมานสุดจะกล่าวได้
เสียงกรีดร้องมากมายระงมโหยหวนแว่วมาให้ได้ยินอยู่ตลอดระยะเส้นทางที่เคลื่อนลงผ่าน กลิ่นของเลือดและเถ้าภูเขาไฟพร้อมกับไอร้อนจากธารลาวาที่กำลังไหลหลากเดือดปะทุอยู่เบื้องล่าง ลอยขึ้นมา กระทบกับผิวหนังของพันเอกเกลและบรรดาทหารติดตามจนแสบร้อนไปหมด ลิฟเหล็กเริ่มมีควันระเหยออกมาน้อยๆและค่อยๆเปลี่ยนสีกลายเป็นสีส้มอย่างช้าๆ แสดงถึงอุณหภูมิที่มากขึ้นซึ่งเหล็กได้ทำปฏิกิริยากับความร้อนที่สูงเกินกว่าปกติ
เหงื่อของทุกคนที่อยู่ในลิฟท์ไหลซึมออกมาให้เห็นจนกระทั่งต้องควักผ้าเช็ดหน้าออกมาซับ เมื่อลงมาถึงชั้นสุดท้ายใกล้กับธารลาวาห่างเพียง8เมตรระหว่างของเหลวร้อนระอุกับขอบฝั่งด้านบนซึ่งเป็นหินผาแกร่งเต็มไปด้วยกรงขังมากมายซึ่งถูกยึดเหล็กเส้นออกมาจากห้องอันเป็นโครงสร้างของหินผา พัศดีอะเบลโล่ก็สั่งหยุดลิฟลงกลางคัน ทหารผู้ติดตามทำหน้าที่เปิดกรงลิฟออกให้ ทั้งหมดกระโดดลงพื้นแล้วเดินตามหัวหน้าผู้คุมซึ่งลงมารออยู่ก่อนแล้ว
"ยินดีต้อนรับท่านพัศดีและพันเอกเกลขอรับข้ามีนามว่าลาส เป็นหัวหน้าผู้คุมของชั้น12 เกี่ยวกับนักโทษใหม่ที่ท่านสั่งให้นำตัวมาคุมขังเอาไว้ นักโทษชายหมายเลข147 ชาล์เรียสไคลม์ ถูกจองจำอยู่ในห้องหมายเลขที่5 ดูถ้าเขาไม่ขัดขืนและยังดูเหมือนเต็มใจแปลกๆขอรับ ข้าไม่เคยเห็นนักโทษที่มีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อนเลย"
บุรุษศีรษะล้าน ตัวไม่สูงมากจนเกินไปใส่รองเท้าบูทและสวมชุดคลุมสีดำกันความร้อนพิเศษกล่าวกับผู้มาเยือนด้วยความนอบน้อม ในระหว่างที่เดินไปยังห้องหมายเลข5 อันเป็นสถานที่ใช้สำหรับคุมขังตัวบุรุษพเนจร ระหว่างทางที่เดินผ่านเกลสังเกตเห็นซากศพมากมายภายในห้องหมายเลขต่างๆซึ่งแห้งหนังติดกระดูกนอนกองเป็นภูเขาพะเนินเทินทึกอยู่เบื้องล่าง มีนักโทษที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นแต่สภาพรวยรินใกล้ตายเต็มทนเพราะอาการขาดน้ำกับอาหาร อย่างแรง บ้างก็ตะโกนร้องคร่ำครวญด้วยความทรมานเหลือจะกล่าว ไม่ต่างจากซากศพมีชีวิต ได้แต่อาศัยหยดน้ำจากท่อซึ่งต่อออกมาจากด้านบนติดเพดานอันมีไว้สำหรับโปรยละอองฝนเพื่อพรมปรับอุณหภูมิภายในห้องประทังชีวิต
อุณหภูมิที่ร้อนหลายองศาจนปรอทไม่สามารถวัดได้ ทำให้บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความอึดอัดและร้อนระอุสุดจะทน ชุดเกราะที่สวมติดตัวอยู่ของบรรดาผู้ติดตามและพันเอกเริ่มเป็นปัญหาสำหรับพวกเขาด้วยทำมาจากเหล็กซึ่งนำความร้อนได้เป็นอย่างดี
"ถึงแล้วขอรับห้องหมายเลข5"
ทั้งหมดมาหยุดอยู่ตรงหน้ากรงขังขนาดใหญ่ซึ่งภายในเต็มไปด้วยไอร้อนระอุและโซ่ตรวนขนาดใหญ่จำนวนมาก ร่างของนักโทษที่อยู่ภายในถูกพันธนาการทั้งมือและเท้าด้วยกำไลแขนขาอย่างหนัก มีลูกตุ้มเหล็กจำนวนไม่ต่ำกว่า10ลูกถูกร้อยพ่วงติดกันเอาไว้เป็นพวงยาวกองอยู่เต็มพื้น สภาพของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อโทรมกายแต่ทว่าไร้เสียงร้องและท่าทางทรมานอย่างเช่นนักโทษคนอื่นๆ
"ไหนดูซิไอ้หมอนี่น่ะเหรอ ดูไม่เห็นจะเท่าไหร่เลย มีดีอย่างเดียวคือกล้ามที่ออกจะเทอะทะไปหน่อย เฮ้ยได้ข่าวว่าแกไปก่อเรื่องไว้เยอะเลยนี่ เป็นแหนมหรือไงวะ เปรี้ยวดีจัง"
ไร้คำตอบจากผู้ที่เป็นเป้าหมายการสื่อสาร ชายหนุ่มชำเลืองตาขึ้นมองเล็กน้อยส่งยิ้มให้บรรดาผู้ที่มาเยี่ยมเยียนก่อนจะยกนิ้วกลางแจกเป็นของแถมสำหรับพัสดีที่เป็นผู้ถามเชิงหาเรื่องเขาก่อน
"ชิชะ ไอ้เวรนี่กวนตีนเอาเรื่องนี่หว่า เห้ยไปเอามันออกมา ลากไปโยนในลาวาข้างล่างซะโทษฐานที่มันกล้าลบหลู่พัศดีอย่างข้า"
เมื่อได้รับคำสั่งหัวหน้าผู้คุมชั้นพร้อมด้วยทหารอีกจำนวนหนึ่ง ก็ไขกุญแจเปิดประตูเข้าไปปลดโซ่ตรวนและลูกตุ้มเหล็กออก พากันออกแรงลากร่างของชายหนุ่มออกมาจากห้องขัง แต่ด้วยน้ำหนักตัวอันมหาศาลเกินกว่าคนปกติทั่วไป หน่วยกำลังเสริมที่เดินลาดตระเวนอยู่รอบๆจึงถูกเรียกตัวเข้ามาสมทบด้วยอีกหลายแรง ในขณะที่เจ้าตัวเองก็ไม่แสดงทีท่าขัดขืนแต่อย่างใด มันเป็นการลากตัวนักโทษที่ชุลมุนวุ่นวายเกินกว่าปกติด้วยน้ำหนักตัวอันมากเป็นพิเศษของเขา ต่างช่วยกันฉุดกระชากลากถูกระทั่งพาตัวของบุรุษหนุ่มออกมาจากห้องขังได้
ชาล์เรียสไคลม์ หันมาสบตาพันเอกเกลในขณะที่เดินผ่าน ทั้งคู่จ้องมองกันด้วยนัยยะสื่อความหมายที่ต่างกันออกไป ทหารวัยกลางคนจ้องมองเขาด้วยความเวทนาแต่กับไคลม์มันล้วนปราศจากความหมาย เขาแสยะยิ้มให้ตรงมุมปากด้านซ้ายให้กับอีกฝ่ายโดยที่ไม่กล่าวคำใดๆด้วย ครั้นเมื่อถึงตรงขอบฝั่งอันเบื้องล่างเต็มไปด้วยลาวาร้อนเหลวเดือดระอุและปะทุขึ้นในหลายจังหวะ อะเบลโล่ ผู้รั้งตำแหน่งพัสดีคุกกดเดินเข้ามาจากทางด้านหลังและออกแรงยกเท้าถีบดันร่างของบุรุษหนุ่มพเนจรร่วงทิ้งลงไปในธารทะเลเพลิง
เสื้อผ้าซึ่งเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่ได้จากการเป็นนักโทษสีขาวขุ่น ที่ทั้งเก่าและขาด ลุกไหม้ติดไฟทันทีก่อนที่ร่างของเขาจะตกลงสัมผัสของเหลวสีแดงเดือดด้วยซ้ำ เสียงดังระเบิดตู้มอันเป็นผลมาจากร่างของมนุษย์พุ่งเข้าปะทะกับลาวาร้อนเหลวดังพร้อมกับมีประกายไฟโหมซัดออกมาให้เห็นอยู่แว๊ปนึงก่อนจะสงบลงและหายไปกลับคืนสู่สภาพปกติ
เป็นเรื่องน่าแปลกที่ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงกรีดร้องโหยหวนทรมานจากเจ้าของร่างซึ่งถูกทิ้งลงจมสู่ธารอัคคีเหลวอันร้อนแรงเกินกว่าสิ่งไหน เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของเกลผู้สังเกตการณ์ ช่างเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังสำหรับอะเบลโล่ที่อยากเห็นความทรมานของนักโทษดิ้นทุรนทุรายไปในทะเลร้อนระอุ เข้าเฝ้ามองเหตุการณ์ตั้งแต่แรกจนถึง ร่างของบุรุษหนุ่มจมหายไปไม่มีแม้แต่การดินตะกายแสดงออกมาให้เห็น
"ชิ มันอวดดีจนถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆไอ้หมอนี่ แต่ช่างมันเถอะพวกเรากลับกันดีกว่า อยู่ที่นี่นานๆร้อนเป็นบ้า"
บรรดาผู้ติดตามตอบรับคำชวนของเขา ต่างพากันมุ่งตรงไปที่กรงลิฟเหล็กแล้วทะยานขึ้นสู่ชั้นบนโดยแรงยกของปั่นจั่นมนุษย์
ลึกลงไปใต้ทะเลร้อนระอุหลายพันองค์ศา มวลของเหลวสีส้มทรงพลังเข้าห่อหุ้มร่างเปลือยเปล่าของมหาบุรุษราวกับจะละลายทุกสิ่งอย่างให้สลายหายสิ้นไป แต่ทว่าของเหลวอุณหภูมิ มากมายขนาดนั้น กลับไม่สามารถทำอันตรายอะไรเขาได้เลยแม้แต่เผาไหม้ขนที่อยู่บนผิวหนังตามร่าง ชายหนุ่มหลับตาดำดิ่งจมลึกลงไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็วไม่รู้ว่าลึกประมาณเท่าใด แรงดึงดูดของใจกลางโลกในตอนนี้เหมือนกับทำหน้าที่ฉุดร่างของเขาลงมาอย่างรวดเร็วแบบไม่มีเหตุผล ร่างที่อวัยวะทุกส่วนรวมไปถึงสติรับรู้อุณหภูมิและเหตุการณ์ต่างๆภายใต้ทะเลความร้อนเป็นอย่างดี แต่กลับไม่แสดงอาการทรมานใดๆออกมาราวกับว่ากำลังจมลงแม่น้ำธรรมดาๆที่ไร้พิษสงค์อย่างไงอย่างงั้น
"กี่ครั้งแล้วนะที่ต้องเจอกับความร้อนแบบนี้ จำไม่ได้เลย ข้าจำอะไรไม่ได้เลย พอรู้ตัวอีกที ก็พบว่าร่างนี้ มันไม่ตอบสนองต่อความตายด้วยวิธีการทั้งปวงเสียแล้ว ร่างที่...ห่อหุ้มด้วยสปีริตเข้มข้นมหาศาล"
ชายหนุ่มพูดกับตัวเองภายในใจเสียงของเขาดังก้องท่ามกลางความเงียบสงบและแรงกดดันอันมหาศาลจากใต้พื้นโลกไม่มีเสียงใด สงัดขึ้นในความรู้สึกอันอ้างว้างของเขา ไม่มีภัยอันตรายใดทำลายล้างเซลล์ผิวของเขาได้แม้แต่ปลายเล็บ บรรยากาศอันหนักอึ้งที่รั้งแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆสร้างความอึดอัดให้แก่ชายหนุ่มอยู่บ้างเล็กน้อย ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไรเหตุใดเขาจึงสามารถมีชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้ แต่ที่แน่ๆมันต้องเกี่ยวข้องกับพลังอำนาจของสปิริต ภายในร่างของเขาอย่างแน่นอน
"มาแล้วหรือ นายท่าน"
ท่ามกลางความสงัดที่แม้แต่เสียงเดือดระอุของลาวาก็ไม่อาจส่งผลใดๆต่อประสาทรับเสียงของเขาได้ ปรากฏเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบอันเคว้งคว้างราวกับเป็นจักรวาลขนาดใหญ่ที่ไร้อากาศ บุรุษพเนจรผู้ดำดิ่งลงสู่เบื้องลึกของใจกลางโลกค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมองรอบๆบริเวณด้วยความสงสัยอย่างที่สุด
"ใครหน่ะ เสียงของใครกัน ใคร..กำลังเรียกข้าอยู่" เขากล่าวในใจ
ไม่มีสิ่งใดปรากฏต่อสายตาคู่นั้นนอกจากธารลาวาอันมหาศาล ซึ่งเป็นของเหลวยากแก่การมองเห็น เคราะห์ดีแค่ไหนแล้วที่มันไม่ทำลายล้างดวงตาของเขาเพราะถูกเคลือบเอาไว้ด้วยสปิริตอันแข็งแกร่ง ไคลม์พยายามจ้องมองหันไปรอบทิศแหวกว่ายลาวาราวกับเป็นท้องทะเลธรรมดาทั่วไปไม่มีผิด แต่ก็ไม่พบที่มาของเสียงซึ่งการเรียกตัวเองก่อนหน้านี้
"เจ้าเป็นใครกัน ข้ามั่นใจว่าข้าไม่ได้หูฝาดไปอย่างแน่นอน มีใครบางคนกำลังร้องเรียกข้า จงเผยตัวออกมาซะเจ้าของเสียงผู้นั้นคือใคร"
บุรุษหนุ่มกล่าวภายในใจอีกครั้ง ครั้นแล้วเมื่อสิ้นเสียงเอ่ยภายในความคิด ม่านทะเลเพลิงซึ่งเคยล้อมรอบร่างของเขาก็แหวกออกเป็นวงกว้าง ดวงตาคู่ใหญ่สีครามโผล่ออกมาพ้นลาวาพร้อมกับศีรษะขนาดยักษ์พอๆกับรถไถ่ทั้งคัน เขาสีทองที่อยู่ตรงกลางหน้าผากลักษณะโค้งยาวเหมือนดาบสายฟ้าตรงโคนใหญ่กว้างส่วนตรงปลายแหลมคมดุจหอก ใบหน้าเต็มไปด้วยขนสีขาวสลับแดงยาวปรกคลุมทั้งหัวลามไปถึงแผงคอด้านหลังดุจพญาราชสีห์
เขี้ยวด้านบนยาวโง้วลงมาเลยปากด้านข้างพ้นคางลงไป สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สูงจากพื้นราวๆ7-8เมตร เป็นประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม4เท้า กำลังยืนจ้องมองมายังร่างของชายหนุ่มด้วยแววตาที่ดุดันห้าวหาญหน้าหวั่นเกรง ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากันในระยะเผาขนอย่างกระชั้นชิดชายหนุ่มแหงนหน้ามองตั้งแต่เช้าจรดปลายหัวความใหญ่โตมโหฬารของเจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่เขาเป็นอย่างมาก
"ในที่สุด ท่านก็มาหาข้าจนได้ นายท่านของข้า"
รัศมีเปลวเพลิงพุ่งผ่านทั้งร่างลอยออกมาห่อหุ้มขนอันยาวเฟื้อยของมันสะบัดไหวไปมาท่ามกลางมวลของเหลวอัคคีอันบ้าคลั่ง มันคือหมาป่าขนาดยักษ์ ซึ่งเต็มไปด้วยสัมผัสแห่งพลังอำนาจเร้นลับแห่งสปีริตอันมหาศาลหาสิ่งใดเปรียบมิได้
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง