จารชนหญิงข้ามภพสยบใต้หล้า (นิยายแปล)

    ตอนที่ 24 โชคดีเกินไปแล้ว (2)

    ตอนที่ 24 โชคดีเกินไปแล้ว (2)

            “บ้าเอ๊ย นี่หลอกข้าเล่นกระมัง ปลุกข้าขึ้นมาเพื่อรักษาบาดแผลที่ไม่นับว่าเป็นอาการบาดเจ็บด้วยซ้ำ หยวนจี้ตาเฒ่าหัวโล้น เจ้าเห็นว่าบิดาว่างมากนักหรือ” หลังเสียงด่ากราดจบ ร่างหนึ่งที่แม้จะสวมจีวรหลวงจีนแต่ยังไม่สำรวมระวังอยู่เช่นเดิมก็มาปรากฏที่ตรงหน้าบุคคลทั้งสอง

            หงเยี่ยนมองดูคนทั้งสองที่รออยู่ด้านนอก ดวงตาทอประกายแปลกใจขึ้นวูบหนึ่งแล้วหายวับ จากนั้นทำท่าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงปรายตามองคนทั้งสองแวบหนึ่ง จากนั้นพุ่งชนประตูใหญ่ออกไปเหมือนกับตอนผลักประตูห้องข้างในอย่างนั้น

            ดวงตาเชียนอวี่หยางฉายแววประหลาดใจ เมื่อครู่ตอนหลวงจีนหัวดื้อนั่นออกมา เขากลับมีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างหนึ่ง...รู้สึกผิดไปหรือเปล่านะ

            โอวหยางหลิงเย่ว์จุดยิ้มบางๆ ที่มุมปาก การปรากฏตัวของหลวงจีนหงเยี่ยนเพียงทำให้หัวคิ้วของเขายกขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น หากไม่ได้มองตามเขาอยู่ตลอด ย่อมจะไม่พบเห็นความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนี้ของเขา

            “เฮ้ ท่านอาจารย์อา...” หลวงจีนน้อยรู้สึกปวดศีรษะแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ เดิมทีคิดจะกล่าวอะไร แต่เมื่อไล่ตามออกมา ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของหงเยี่ยนแล้ว สายตากวาดมองไปยังชายหนุ่มทั้งสองที่รออยู่นอกห้อง คนหนึ่งมากด้วยยศศักดิ์ คนหนึ่งนุ่มนวลดุจหยก พอเทียบกับสองคนนี้แล้ว หลวงจีนน้อยรู้สึกหลอนว่ายามนี้ตนเองไม่ได้อยู่ที่เรือนรับรองของวัด แต่เป็นลานบันไดสู่คฤหาสน์สุดหรูเสียอีก

            “ประสกทั้งสอง ประสกฮวาไม่เป็นอะไรมาก พักผ่อนสักหลายวันก็หายแล้ว” หลวงจีนน้อยตั้งสติได้ กล่าวจบก็เดินจากไป

            “ท่านอัครมหาเสนาบดี นี่ก็ดึกมากแล้ว...” เชียนอวี่หยางเพิ่งเอ่ยปาก มือของโอวหยางหลิงเย่ว์ก็วางอยู่บนประตูของห้องด้านในแล้ว เขาได้ยินเสียงพูดจึงหันมองมา “องค์ชายเจ็ดคิดจะพูดอะไรหรือ”

            “...” เชียนอวี่หยางรู้สึกว่าตนเองพูดอะไรไปก็ไม่ส่งผลต่อการกระทำที่บุคคลเบื้องหน้าตัดสินใจไปแล้ว หากเป็นเช่นนี้ พูดไปก็เท่านั้น ดังนั้นจึงยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่มีอะไร”

            โอวหยางหลิงเย่ว์ไม่ได้คิดมากกับเรื่องนี้ พอได้คำตอบ ก็เดินเข้าห้องไปโดยไม่หันกลับมาอีก

            “ชิวเอ๋อร์ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว ข้า...” ฮวาอิ่งเม่ยห้ามชิวเอ๋อร์ไม่อยู่ ได้แต่นอนลงบนเตียง คอยปลอบโยนชิวเอ๋อร์ที่ปล่อยโฮออกมาหลังผ่านความตกใจไป เสียงฝีเท้าเข้ามาขัดคำพูดของนาง ฮวาอิ่งเม่ยเงยหน้าขึ้น สายตามองตรงไปที่ชายหนุ่ม บุคลิกอันทรงภูมิปัญญาทำให้นางรู้สึกตื่นตาขึ้นชั่ววูบ

            หลังความรู้สึกตื่นตา สายตาที่ฮวาอิ่งเม่ยมองมากลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

            “เป็นเจ้า!”

            ชิวเอ๋อร์ค่อยรู้ตัวว่าด้านหลังมีคนมา หันกลับไปมอง แล้วตะลึงลานอยู่กับที่ราวกับสูญเสียวิญญาณไปแล้วอย่างนั้น ชั่วครู่หนึ่งกว่าจะตั้งสติได้ สายตาลุ่มหลงเปลี่ยนเป็นตื่นกลัว นางหวาดกลัวจนถอยกรูดไปด้านหลัง แต่ยังปกป้องฮวาอิ่งเม่ยไว้ข้างหลังอย่างตั้งมั่น

            ท่าทางของนายบ่าวทั้งสองทำให้โอวหยางหลิงเย่ว์อารมณ์ดีขึ้นมา จนเขาหัวเราะออกมาเบาๆ

            เชียนอวี่หยางที่ตามมาด้านหลังขมวดคิ้วมุ่น นี่มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าพวกเขาสองคนรู้จักกันมาก่อน ความคิดเช่นนี้ทำให้เขาไม่เป็นสุขขึ้นมา คล้ายว่าขุมทรัพย์ที่ตนเองค้นพบแท้จริงแล้วเป็นของที่คนอื่นวางเอาไว้

            “ทำไมหรือ ท่านอัครมหาเสนาบดีรู้จักคุณหนูฮวาด้วยหรือ” คำพูดเร็วกว่าความคิด เขากลับหลุดปากโพล่งออกมา

            “อัครมหาเสนาบดี!” คำว่าอัครมหาเสนาบดีทำให้ฮวาอิ่งเม่ยสะท้านเยือก นางจำได้ไม่ผิดหรอก ชายหนุ่มท่าทางคล้ายสุภาพอ่อนโยนดูดีตรงหน้านี้คือโจรร้ายที่บุกเข้าห้องนางในคืนนั้น วันนั้นเขาโหดเหี้ยมเย็นชา ไหนเลยจะเป็นเช่นวันนี้

            ฮวาอิ่งเม่ยนึกไม่ถึงเลยว่า เขาจะเป็นอัครมหาเสนาบดีคนปัจจุบันที่อยู่ใต้บุคคลเพียงหนึ่งเดียว หากไม่ใช่โจรลักเล็กขโมยน้อย เหตุใดเขาจึงบุกเข้าจวนแม่ทัพใหญ่ เรื่องราวดูเหมือนจะซับซ้อนกว่าที่นางคิดเสียแล้ว

            “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว กระหม่อมเป็นขุนนางในราชสำนักเช่นเดียวกับแม่ทัพฮวา ย่อมเคยพบเห็นในงานเลี้ยง กระหม่อมลืมไปว่า หลายปีมานี้องค์ชายเจ็ดไม่ได้อยู่ในราชสำนัก ย่อมไม่ทราบเรื่องพวกนี้” โอวหยางหลิงเย่ว์ตอบอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสลักสำคัญ

            งานเลี้ยง...

            ฮวาอิ่งเม่ยพลันรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาบ้าง ฮวาอิ่งเม่ยตัวจริงนั่นทุกครั้งที่เข้าร่วมงานเลี้ยงเป็นต้องจับตามองแต่เชียนหงเยี่ยน ไหนเลยจะสังเกตเห็นผู้อื่นอีก อีกทั้งเนื่องจากฮวาโหรวหลาน ทุกคราที่นางร่วมงานเลี้ยงจะอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วธูป ย่อมไม่ทันได้สนใจอัครมหาเสนาบดีอะไรนั่น

            ฮวาอิ่งเม่ยนะฮวาอิ่งเม่ย ชายหนุ่มรูปหล่อระดับเทพเจ้ากลับไม่ปรายตามองเขาสักแวบ กลับทุ่มเทจิตใจให้กับผู้ชายเลวนั่น หากตอนแรกนางทราบว่าเขาเป็นอัครมหาเสนาบดี จะเรียกร้องแค่ยาขวดหนึ่งได้อย่างไร จะอย่างไรก็ต้องขู่เอาเงินทองมาบ้างละ...

            ในหัวของฮวาอิ่งเม่ยยามนี้มีแต่เรื่องพวกนี้

            “บ่าวคารวะองค์ชายเจ็ด คารวะท่านอัครมหาเสนาบดีเจ้าค่ะ” ชิวเอ๋อร์ตื่นตกใจแต่ยังไม่ลืมธรรมเนียมมารยาท หลังจากคำนับเสร็จ จึงกล่าวว่า “ขอองค์ชายเจ็ดและท่านอัครมหาเสนาบดีให้อภัยด้วย คุณหนูข้าได้รับบาดเจ็บ ไม่สะดวกจะลุกขึ้นมาคำนับเจ้าค่ะ”

            “...”ถือว่ามีนายเช่นไรก็มีบ่าวเช่นนั้นจริงๆ พวกเขาไม่อาจเอ่ยอะไรอีก คำพูดนี้ปิดทางไปหมดแล้ว

            พริบตาที่ฮวาอิ่งเม่ยตั้งสติได้ก็ได้ยินเสียงพูดของชิวเอ๋อร์ นางยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย พูดตามน้ำไปกับชิวเอ๋อร์ว่า “คารวะองค์ชายเจ็ดและท่านอัครมหาเสนาบดี หวังว่าท่านทั้งสองจะไม่ตำหนิที่ข้าน้อยเสียมารยาทเจ้าค่ะ”

            องค์ชายเจ็ด!

            ฮวาอิ่งเม่ยกวาดตามองเชียนอวี่หยางที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับโอวหยางหลิงเย่ว์แวบหนึ่ง นางแค่รู้สึกว่าเขามีศักดิ์สูง แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะเป็นถึงองค์ชาย

            

            คนหนึ่งองค์ชาย คนหนึ่งอัครมหาเสนาบดี โชคชะตาของนางมันดีเกินไปจริงๆ!