3
ไร้น้ำตามาแต่กำเนิด
คนงามชุดแดงเผยอปากสีชาด เริ่มเป่าบรรเลงขลุ่ยหยกเขียวเสียงขลุ่ยเปี่ยมล้นด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง ปลุกเร้าความรู้สึกอย่างนิ่มนวลราวกับเปิดม่านเวทีเชื้อเชิญผู้ฟังทุกคนให้ร่วมดื่มด่ำสายลมจันทรา
แม่ของซ่งชิงสือเป็นักเปียโนที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้วยการหล่อหลอมจากแม่ดนตรีจึงกลายเป็งานอดิเรกเดียวของซ่งชิงสือนอกเหนือจากการเรียนในวาระสุดท้ายของชีวิตขณะสมรรถภาพร่างกายเสื่อมสลายหมดสิ้นก็มีเพียงสติสำนึกที่ยังกระจ่างแจ่มชัด
แม่ลงทุนติดตั้งชุดเครื่องเสียงครบวงจรในห้องผู้ป่วยของเขาเปิดเพลงให้ฟังแบบไม่มีหยุดพัก แถมใช้เส้นสายเชิญนักดนตรีระดับแนวหน้าจากวงการต่างๆ มาจัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมให้กับเขาทุกวัน
ดนตรีฉุดยื้อเขากลับมาจากปากเหวแห่งความสิ้นหวังและปลอบประโลมหัวใจของเขา่เวลาแสนพิเศษนี้ทำให้ซ่งชิงสือเข้าถึงอารมณ์ของบทเพลงได้ดีกว่าปกติเขาสามารถััความอ่อนโยนของนักดนตรีท่ามกลางเสียงเปียโนเกรี้ยวกราดและสามารถค้นพบกำลังใจที่แฝงเร้นอยู่ในท่วงทำนองกู่เจิงอันเศร้าสร้อย...
บัดนี้เขาถึงกับได้ยินการดิ้นรนอย่างสิ้นหวังอันคุ้นเคยจากเสียงขลุ่ยไพเราะกินใจ
ซ่งชิงสือเงยหน้าขึ้นในที่สุดเหม่อมองไปยังหงส์ฟ้าวิจิตรพิสดารตนนั้น ไม่อาจละสายตาได้อีก
จินเฝ่ยเริ่นเห็นว่าซ่งชิงสือสนใจคนงามกับเขาบ้างเสียทีจึงกล่าวอย่างยินดียิ่ง “ท่านปรมาจารย์ซ่งสนใจทาสผู้นี้หรือ เขาชื่อเยวี่ยอู๋ฮวนรูปโฉมงามล้ำ ทั้งมีรากปราณเดี่ยวธาตุไม้ชั้นยอดซึ่งหาได้ยากยามอยู่บนเตียงอึดทนทาน ยิ่งชำเรายิ่งเมามัน ใครลองแล้วเป็ต้องเอ่ยปากชมท่านปรมาจารย์อยากลิ้มรสหรือไม่”
ซ่งชิงสือฟังเขาแนะนำอย่างโจ๋งครึ่มจนกกหูแดงเรื่อพลันรีบถอนสายตากลับ เอ่ยเสียงแหบแห้ง “ไม่ต้อง”
“ท่านปรมาจารย์แห่งหุบเขาเ้าโอสถครองตนบริสุทธิ์ไม่ฝักใฝ่เื่พวกนี้ สหายอย่าไปคะยั้นคะยอเลย” ปรมาจารย์หลิงเป่าเดินเข้ามาชี้เยวี่ยอู๋ฮวนแล้วทอดถอนใจกล่าว“ข้าจำได้ว่าเป็ของดีที่เซี่ยเชวียขายให้ใช่หรือไม่ในพิภพเซียนเขาเลี้ยงคนงามเก่งที่สุดแล้ว คนใหม่ยิ่งมีรสชาติกว่าคนเก่า เฮ้ออย่างไรเขาก็เห็นแก่มิตรไมตรีต่อสหาย มีของดีอะไรจึงขายให้ท่านก่อน”
จินเฝ่ยเริ่นโบกมือตอบ “ใช่ที่ไหนกันเขาเห็นแก่มุกเงือกสามสิบหู[1]ต่างหาก”
ปรมาจารย์หลิงเป่าหัวร่อลั่น“หากโลกนี้ใช้เงินผูกมิตรได้ละก็ สหายย่อมเป็ผู้มีมิตรมากที่สุดในใต้หล้าแล้ว มาๆ ๆ ให้ข้าร่วมดื่มกับสหายสักสามจอก ฉลองค่ำคืนหฤหรรษ์”
จินเฝ่ยเริ่นหัวเราะด้วยเช่นกันเขาสั่งให้เด็กหนุ่มในอ้อมแขนรินสุราเต็มจอก แล้วร่วมดื่มกับปรมาจารย์หลิงเป่า
ปรมาจารย์หลิงเป่าดื่มไปเสียเยอะจนเริ่มเมามายจึงเอนกายพิงโต๊ะสดับฟังเสียงขลุ่ย ถอนใจกล่าว“ข้าจำตอนคนงามผู้นี้เพิ่งเข้าเรือนเมื่อปีโน้นได้ขนาดถูกตราร่วมเริงรมย์บีบบังคับให้รับแขกก็ยังไม่สมยอม ลองไปแล้วช่างหนำใจยิ่งทว่าเดี๋ยวนี้กลับปล่อยเนื้อปล่อยตัว อีกทั้งเปลี่ยนนิสัยเป็คนละคนเห็นได้ชัดว่าสหายฝีมือฉกาจนัก”
จินเฝ่ยเริ่นส่ายศีรษะ“เสียดายที่คนงามผู้นี้ชำเราอย่างไรก็ไม่ยอมร้อง ไร้น้ำตามาแต่กำเนิดเลยพานหมดสนุกไปไม่น้อย”
ซ่งชิงสือได้ยินปัญหาเฉพาะทาง ก็อดตอบแทนไม่ได้“การไร้น้ำตามาแต่กำเนิดอาจมีสาเหตุจากภาวะท่อน้ำตาอุดตัน”
จินเฝ่ยเริ่นนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ถึงเขามีใจอยากตีสนิทกับซ่งชิงสือแต่กลับรับลูกความคิดอ่านของคนบ้าวิชาแพทย์เช่นนี้ไม่ทันจริง ๆจึงได้แต่หัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน พร้อมเปลี่ยนหัวข้อสนทนา“พวกท่านอย่าได้มองคนงามผู้นี้เสเพล ก่อนนั้นเคยเป็ถึงโอรสกษัตริย์ผู้สูงศักดิ์ในโลกมนุษย์ตอนแปดขวบถูกเซี่ยเชวียที่ลงไปเสาะหาคนงามพบเข้าก็เห็นว่าคุณสมบัติดีเลิศจึงสำแดงอภินิหาร มอบยาอายุวัฒนะแก่ฮ่องเต้เม็ดหนึ่ง เยินยอว่าบุตรชายเขามีรากปราณ้ารับไว้เป็ศิษย์ ฮ่องเต้ชราผู้นั้นดีใจจนเนื้อเต้นยกบุตรชายให้กับท่านเซียนอย่างยินดีปรีดา เซี่ยเชวียก็นับว่าเป็ยอดคนเขารับปุถุชนผู้มีรากปราณมาเป็ศิษย์ได้เป็เื่เป็ราวหว่านล้อมจนพวกนั้นปักใจเชื่อมั่นจากนั้นก็หลอกให้ทำพันธสัญญายินยอมเป็ทาสถึงค่อยสอนวรยุทธ์อันตื้นเขินรอจนเติบโตถึงวัยงามสะพรั่งที่สุดแล้วก็ตีตราร่วมเริงรมย์ คงสีสันสวยสดชวนเด็ดดมไว้ตลอดกาลก่อนจะขายให้หอคณิกาเอาไปปรนนิบัติรับใช้บนเตียง
แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าเขาชุบมือเปิบแต่ก็ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นอะไร ยอมรับวิธีการค้าทาสเช่นนี้โดยดุษณี”
ยาอายุวัฒนะใช้ได้แค่ครั้งเดียว สามารถยืดอายุขัยได้ถึงร้อยปี
ขอเพียงผู้ฝึกตนบำเพ็ญเพียรขั้นจู้จีสำเร็จอย่างน้อยก็มีชีวิตอยู่ได้ถึงสามร้อยปี ไม่ต้องพึ่งของกระจอกพรรค์นี้แต่อย่างใดส่วนใหญ่จึงมักขายให้ทาสปุถุชนกิน ราคาถูกแสนถูกจ่ายด้วยหินิญญาชั้นเลวแค่สองก้อนเท่านั้นผลกำไรอย่างมหาศาลทำให้ผู้ฝึกตนค้าทาสกันมากขึ้นเรื่อย ๆทว่าพวกเขาล้วนเลี้ยงได้ไม่ดีเท่าเซี่ยเชวีย
ซ่งชิงสือตกตะลึงเมื่อเห็นภาพในความทรงจำว่าเ้าของร่างเคยพบกับเซี่ยเชวียมาก่อน
ฤดูใบไม้ผลิปีนั้นระหว่างเ้าของร่างปิดสำนักเพื่อศึกษาตำรับยาใหม่เซี่ยเชวียก็อุ้มเด็กน้อยที่สลบไสลมาขอรับการรักษา เด็กคนนั้นเป็ปุถุชนผู้หนึ่งอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี กายหยางบริสุทธิ์อย่างยากพบพาน รากปราณธาตุไม้ทั้งยังฝึกปราณสำเร็จถึงขั้นสาม พร์โดดเด่นกว่าทายาทไม่เอาถ่านในสำนักบำเพ็ญเซียนบางตระกูลเสียอีกเซี่ยเชวียบอกว่าศิษย์ที่เขาเพิ่งรับเข้ามาได้สามปีกว่าถูกงูหน้าผีกัดาเ็ตอนหนีไปฝึกอยู่บนเขาพิษของงูหน้าผีไม่นับว่าร้ายแรง แต่อาจทำให้ผู้ถูกพิษมีรอยฟกช้ำดำเขียวผุดบนหน้าแลดูเหมือนหน้าผี
เดิมทีเ้าของร่างไม่รักษาปุถุชนแต่เซี่ยเชวียคร่ำครวญวิงวอนทั้งน้ำตา บอกว่านี่คือศิษย์คนสำคัญที่สุดของตนยินดีจะจ่ายอย่างงามเพื่อช่วยชีวิตอีกฝ่าย ยามนั้นเ้าของร่างอารมณ์ดีทั้งเห็นคนร้องไห้จนรำคาญใจ ไหน ๆ พิษงูหน้าผีก็ถอนได้ง่ายสุดท้ายจึงยอมตกปากรับคำ สั่งเด็กรับใช้มอบยาแก้พิษให้สองเม็ดแล้วห้ามมิให้ร้องไห้อีก
เซี่ยเชวียเฝ้าศิษย์อยู่ข้างเตียงคอยดูแลไม่ห่างมาตลอดสามวัน เมื่อศิษย์ฟื้นคืนสติอีกครั้งร่างกายก็ไม่เป็ไรมากแล้ว เพียงแต่รอยจ้ำบนหน้าต้องใช้เวลาสักพักถึงจางหายเซี่ยเชวียยังคงไม่วางใจด้วยเกรงจะมีพิษหลงเหลือจึงรั้งอยู่ในหุบเขาเ้าโอสถเสียตั้งครึ่งเดือนรอกระทั่งใบหน้าศิษย์หายดีถึงยอมจากไป
ใน่เวลานั้น ดอกท้อในสวนสมุนไพรผลิดอกเบ่งบานดุจแพรแดงคลุมผืนฟ้ายามเ้าของร่างเจอปัญหาการหลอมยาที่แก้ไม่ตกก็จะไปนั่งบนที่สูงเป็ประจำชมดูดอกท้อพลางครุ่นคิด ทุกครั้งเ้าของร่างเลยมักเห็นเงาร่างเล็ก ๆกำลังฝึกกระบี่ใต้ร่มดอกท้อ อีกฝ่ายเริ่มฝึกแต่เช้า ฝึกต่อกลางวัน ตกเย็นก็ฝึกอีกราวกับกลายเป็ส่วนหนึ่งของทิวทัศน์ดอกท้อไปแล้ว
ปุถุชนบำเพ็ญเซียน ดุจปลาว่ายข้ามประตูัยากเย็นแสนเข็ญ ผู้ประสบความสำเร็จมีน้อยคนนัก
เซี่ยเชวียมักจะอยู่ข้างกายเด็กผู้นั้นเสมอสีหน้าเปี่ยมแววกังวล มิใช่กลัวกระบี่หลุดมือก็คงกลัวจะเหนื่อยจนหมดแรงพานให้ทั้งคู่โต้เถียงกันเพราะเื่นี้หลายครั้งครา เ้าของร่างพลันนึกสนใจเลยปล่อยกระแสจิตตรวจสอบ ได้ยินเด็กคนนั้นกล่าวกับเซี่ยเชวียว่า “อาจารย์แม้พื้นฐานปุถุชนมิอาจเทียบกับเซียน แต่เสด็จพ่อเคยสอนศิษย์ไว้ว่า์ย่อมตอบแทนคนเพียร ความเพียรย่อมทดแทนความเขลาฉะนั้นศิษย์ต้องพยายามเป็เท่าตัว มัวเสียเวลาเปล่าไม่ได้เด็ดขาด”
“เ้าพูดมาก็มีเหตุผล” เซี่ยเชวียทำหน้าลำบากใจก่อนพยายามโน้มน้าว “แต่แผลเ้ายังไม่หายสนิท ข้าเกรงว่าเ้าจะเจ็บตัวอีกอย่าง...เหตุใดถึงต้องฝึกกระบี่เล่าศิษย์สำนักเขานางแอ่นของข้าล้วนเข้าสู่วิถีด้วยดนตรีเ้าเรียนขลุ่ยเรียนฉินไปเสียแทนจะไม่ดีกว่าหรือ”
“อาจารย์สอนให้ศิษย์เข้าสู่วิถีด้วยดนตรีย่อมเป็สิ่งดียิ่ง”เด็กน้อยเกาศีรษะอย่างเก้อเขิน “แต่ศิษย์ชอบกระบี่ศิษย์อยากเป็เหมือนเช่นปรมาจารย์กระบี่ม่อซี อาจารย์โปรดวางใจบทเพลงที่ท่านสอนศิษย์ล้วนชำนาญแล้ว ฝึกซ้อมจนคล่องกว่าศิษย์พี่ทุกคนย่อมไม่ถ่วงการบำเพ็ญตนแน่นอน”
เซี่ยเชวียจนปัญญา จำใจกล่าว“เย็นนี้ข้าจะหาถุงมือไหมน้ำแข็งให้เ้า ยามเ้าฝึกกระบี่จงสวมมันไว้ตลอดกลางคืนก็ต้องเอามือแช่น้ำยาให้นุ่มทั้งสองข้าง อย่าให้มีหนังด้านเด็ดขาดจะได้ไม่ถ่วงการบำเพ็ญตนในภายหลัง”
เด็กน้อยโห่ร้องดีใจพลางะโโลดเต้น “อาจารย์ท่านช่างดีจริง ๆ”
“อย่าาเ็เล่า” เซี่ยเชวียเขกหัวเขาเบา ๆ ทีหนึ่งพร่ำบ่นว่า “เ้าเด็กจอมแสบเอ๋ย ทำให้อาจารย์ขวัญหายแล้วทีหลังอยู่บำเพ็ญตนในสำนักซะดี ๆ ห้ามออกไปเล่นหลังเขาอีกและห้ามโหมฝึกโดยไม่รู้วันรู้คืนเช่นนี้ จะได้ไม่อดนอนจนเสียสายตา”
เด็กน้อยขานรับทุกคำ
เซี่ยเชวียโน้มตัวลงลูบหัวของเขาอย่างแ่เบาถอนใจกล่าว “เ้าไม่รู้หรอกว่าอาจารย์คาดหวังในตัวเ้าเพียงไหน...”
“ศิษย์ทราบขอรับ” เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างจริงจัง “ศิษย์ทราบว่าพิภพเซียนดูถูกปุถุชนผู้ฝึกตนเป็เซียนจึงพลอยดูิ่อาจารย์ที่รับปุถุชนเป็ศิษย์ไปด้วย ศิษย์ไม่อยากให้อาจารย์เสียหน้าฉะนั้นศิษย์ต้องฝึกถึงขั้นจินตานให้ได้ เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าอาจารย์มองคนไม่ผิด!”
เซี่ยเชวียจ้องมองใบหน้าของเขานิ่ง ๆแววตามืดหม่นยากคาดเดา
เด็กน้อยดึงชายเสื้อของเซี่ยเชวียเบนสายตาหลบแล้วกล่าวอย่างเขินอาย “อู๋ฮวนชอบอาจารย์ที่สุดเลย!”
เซี่ยเชวียยื่นปลายนิ้วออกไปลูบไล้ใบหน้าที่มีแต่รอยด่างของเด็กน้อยพลางพินิจพิจารณาสุดท้ายก็หยุดค้างอยู่ที่ไฝแดงเม็ดเล็ก ๆ ใต้ตาซ้ายอย่างไม่อาจผละจากไฝน้ำตาเม็ดนั้นงดงามตราตรึง เขาเงียบงันไปเนิ่นนานก่อนเผยรอยยิ้มอันเมตตาปรานียิ่ง “อาจารย์ก็ชอบเ้าที่สุดเช่นกัน”
[1]หู คือเครื่องตวงวัดสมัยโบราณของจีนมีปริมาณความจุเท่ากับ 10 โต่ว (1 โต่ว = 6.9กิโลกรัม) นับแต่ยุคราชวงศ์ซ่งเป็ต้นมาเท่ากับ 5 โต่ว