“ อุ๊ยเด็กคนนั้นน่ารักจัง ”
เด็กสาวคนหนึ่งมองไปยังเป่าเป้ยน้อยด้วยท่าทางเอ็นดู วันนี้เธอมาในชุดเสื้อกั๊กสีน้ำตาลอ่อนราวกับกำลังจะไปเดินป่า คุณพ่อของเธอสวมใส่เสื้อผ้าไม่ต่างกัน ด้านหน้ากระเตงลูกน้อยส่วนด้านหลังมีกระเป๋าหนังกันน้ำสะพายเอาไว้ ข้างๆห้อยกระทะทอดไข่ มองดูแล้วราวกับต้องการไปผจญภัยหลายวัน
“ หวัดลีค่ะพี่ฉาวคนฉวย ”
นักศึกษาประจำคลาสของเฉินห่าวผลัดกันเข้าไปจิ้มแก้มของเป่าเป้ย ยิ่งได้ยินคำว่าพี่สาวสุดสวยนักศึกษาสาวต่างก็เข้าไปรุมล้อมเด็กสาวที่ลงมาจากกระเป๋าหน้าท้องของคุณพ่อ
“ อาจารย์เหวินครับ จะให้ลูกสาวไปด้วยเหรอครับ ”
นักศึกษาชายเกิดความสงสัย เขากลัวว่าเป่าเป้ยจะป่วยเพราะด้านนอกมีสภาพอากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ต่อให้เหล่าอาจารย์จะอยู่ภายในยานมีบางครั้งที่ต้องเข้าสู่พื้นที่ล่าหากว่าเกิดเหตุการณ์อันตรายกับเหล่านักศึกษา
“ เอาไปด้วยแหละดีแล้ว ไม่มีใครช่วยดูแล ”
“ หวังว่าลูกสาวอาจารย์จะแข็งแรงนะครับ ไม่งั้นคงป่วยแน่ๆ ”
เป่าเป้ยเห็นว่าพี่ชายกังวลกลัวว่าเธอจะป่วยจึงเบ่งกล้ามโชว์ พี่สาวหลายคนที่อยู่รอบๆจึงกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่
“ เอาล่ะพอแค่นี้ก่อนนะ ฉันต้องไปรวมกลุ่มกับเหล่าอาจารย์แล้ว ขอให้ทุกคนทำเต็มที่ ”
“ ค่ะอาจารย์ ”
เฉินห่าวให้เป่าเป้ยกลับเข้ามาในกระเป๋าหน้าท้องแล้วพาเดินทางไปรวมกลุ่มกับอาจารย์ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความสงสัย หลายคนคงคิดว่าเขาบ้าที่พาลูกสาวไปเดินป่าอันตราย
เฉินห่าวทำเป็นมองไม่เห็น แม้เขาจะเป็นห่วงเหมือนกันกับคนอื่นๆก็ตาม ด้วยเลเวลของลูกสาวคงไม่ป่วยง่ายๆเขาจึงมั่นใจว่าเธอจะต้องปลอดภัย
“ เอาล่ะ ก่อนออกเดินทางเราจำเป็นต้องคุยกันก่อน ”
เฉินห่าวก้าวเท้าขึ้นมาบนยาน ในห้องรับรองที่เข้ามาถึงมีอาจารย์อยู่ทั้งหมด 15 ท่านและมีผู้อำนวยการหวังรุ่ยนั่งอยู่ด้วยหนึ่งคน
“ ตามที่เราได้วางแผนเอาไว้การล่าในครั้งนี้จะใช้เวลาเพียง 7 วันเท่านั้น กฎยังคงเป็นเหมือนเดิม ใครก็ตามที่ออกจากอาณาเขตจะถูกปรับตกเพราะเจตนาออกจากพื้นที่ปลอดภัยของทางมหาวิทยาลัย ”
“ผู้อำนวยการครับ ผมขอถามได้ไหมครับ ”
“ เชิญเลยอาจารย์จื่อหาน ”
“ เราแน่ใจใช่ไหมครับที่จะให้เด็กเดินทางไปด้วยเนื่องจากครั้งนี้เราไม่สามารถนำยานไปด้วยได้ ”
เฉินห่าวไม่ได้แสดงสีหน้าใดออกมา เขาเห็นกำหนดการณ์ตั้งแต่ 7 วันก่อนเกี่ยวกับวิธีการเดินทางไปยังพื้นที่ล่า
ภายในเขตที่เดินทางไปมีต้นไม้กลายพันธุ์ตั้งตระหง่าน พวกมันตอบสนองต่อสิ่งที่พยายามจะบินผ่านด้วยการยิงหนามแหลมโจมตี
ไม่ว่าจะเป็นมอนสเตอร์หรือยานใดๆก็ตามที่พยายามจะบินผ่านเขตนี้ล้วนแล้วถูกโจมตีทั้งหมด ทางมหาวิทยาลัยจึงเปลี่ยนจากนั่งยานรบไปเป็นนั่งรถหุ้มเกราะไปแทน ไม่เว้นแม้แต่เหล่าอาจารย์
อุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลายอย่างที่อยู่บนยานถูกจำกัดเพราะรถหุ้มเกราะไม่ได้มีพื้นที่กว้างขวางมาก การนำเด็กน้อยอายุ 2 - 3 ขวบเดินทางไปด้วยอาจจะทำให้เกิดปัญหา
“ ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมติดต่อพี่เลี้ยงเอาไว้แล้ว ทุกเช้าและเย็นจะมีพี่เลี้ยงสับเปลี่ยนกันมาช่วยผมเลี้ยงลูก ผมไม่จำเป็นต้องฝากลูกสาวไว้กับใครเลย นอกจากนั้นแล้วผมพกของอำนวยความสะดวกไปเยอะพอสมควร มันไม่ต่างจากย้ายบ้านไปเลยครับเพราะงั้นไม่ต้องกังวล ”
“ อืม หากอาจารย์เหวินพูดเช่นนั้นฉันก็คงไม่ห้าม เอาล่ะขอให้ทุกคนโชคดี ”
ผู้อำนวยการหวังรุ่ยเดินลงจากยานก่อนที่อาจารย์แต่ละคนจะเดินขึ้นรถหุ้มเกราะแต่ละคนเตรียมตัวเดินทางไปยังพื้นที่ล่า
โดยเวลาเฉลี่ยในการนั่งรถอยู่ที่ 3 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ หากว่าไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นอาจจะเดินทางได้เร็วกว่านี้
หลังจากเฉินห่าวเดินขึ้นมาบนรถหุ้มเกราะพร้อมกับอาจารย์ 5 คนที่ต้องนั่งไปด้วยกัน เขาไม่ลืมใช้สกิลปรับแก้ข้อผิดพลาดมองดูรถเพื่อเลือกที่นั่ง ตำแหน่งใดมีสีแดงเขาจะเลี่ยงมันก่อนจะเลือกนั่งด้านหลังคนขับเพราะจุดสีแดงน้อยที่สุด
คาร์ซีทสำหรับพกพานำออกมากางด้านหน้าเก้าอี้ที่เขานั่ง จากนั้นก็หันหน้าลูกสาวเข้ามาหาตนเอง ตำแหน่งที่เขาเลือกมีกระจกบานเล็กเท่าจานพอให้มองเห็นข้างนอก
“ อาจารย์ครับ มีใครลืมอะไรหรือเปล่าครับ ”
เฉินห่าวส่ายหน้า เป่าเป้ยก็เช่นเดียวกัน อาจารย์อีก 5 ท่านส่ายหน้าไม่มีใครลืมสิ่งของ
หลังจากนั่งรอสักพักรถหุ้มเกราะก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากลานจอด โดยมีรถบัสหุ้มเกราะของนักศึกษาหลายสิบคันวิ่งตามมา
โดยการเดินทางจะให้รถอาจารย์วิ่งแทรกอยู่ภายในแถว หากเกิดอันตรายจะได้ลงไปช่วยเหลือนักศึกษาที่อยู่ภายในรถบัสหุ้มเกราะได้ทัน
เฉินห่าวเห็นว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับปี 1 อยู่บนรถกำลังเคลื่อนตัวไปพร้อมๆกัน เขาจึงพาเป่าเป้ยมองออกไปนอกหน้าต่างพลางบอกให้เธอเงียบเสียง วันนี้พวกเขาจะเล่นคุยกันผ่านกระแสจิตแทน
“ หืม? ”
อาจารย์หญิงสวมแว่นใสหันมองเฉินห่าวและลูกน้อย เธอเตรียมเครื่องปิดหูเอาไว้แล้วเพราะคิดว่าเด็กน้อยจะต้องร้องงอแงอย่างแน่นอน หากไม่ร้องก็ต้องพูดเสียงดังตลอดทาง แต่สิ่งที่เห็นสร้างความประหลาดใจให้เธอมากเนื่องจากเด็กน้อยทำเพียงนั่งเบิกตากว้างแล้วเลิกคิ้วขึ้นสูงราวกับว่าเจอของน่าสนใจข้างทาง
ไม่มีเสียงใดๆส่งออกมาเลยสักนิด มีเพียงคิ้วที่เลิกขึ้นสูงพร้อมกับอาการดีใจเท่านั้น
เมื่อมองไปทางฝั่งผู้เป็นพ่อเธอเห็นว่าเขาใช้การโบกมือปัดไปมาราวกับกำลังคุยกับลูกน้อย เพียงแต่ว่าการโบกมือของเขาไม่ใช่ภาษามือเธอจึงคิดว่าอาจจะใช้อุปกรณ์บางอย่างในการสื่อสาร
“ ขอดูหน่อยก็แล้วกัน ”
มือซ้ายแตะไปที่แว่นเพื่อเปิดเครื่องตรวจสอบ เธออยากรู้ว่าเฉินห่าวใช้ไอเทมอะไรสื่อสารกับลูกสาว สิ่งที่เห็นสร้างความตกใจให้เธอไม่น้อยเพราะรายการอุปกรณ์ที่เปิดใช้งานว่างเปล่า เธอจึงสงสัยมากกว่าเดิมว่าสองพ่อลูกนี้ทำอะไร
“ หวัดลีค่ะ ”
เสียงดังขึ้นภายในหัวหลังจากเด็กน้อยมองมาที่เธอ ไม่นานพ่อของเด็กน้อยก็หันตามมาก่อนจะพยักหน้าให้เชิงขอโทษที่ลูกสาวรบกวน
“ เมื่อกี้นี้มันอะไรกัน พลังจิตเหรอ ”
อาจารย์หญิงพูดภายในใจ หากว่านั่นคือพลังจิตหมายความว่าเด็กน้อยจะต้องมีอาชีพเกี่ยวกับพลังจิต ขณะที่กำลังสงสัยเกี่ยวกับอาชีพเธอก็พบว่าเด็กน้อยสร้างพื้นที่พิเศษคลุมทับตนเองจากนั้นก็สร้างด้ายพลังงานสีฟ้าออกมาจากปลายนิ้วเล็กๆทั้ง 10 สิ่งที่เธอทำต่อจากนี้น่าตกใจมากเพราะกำลังควบคุมตุ๊กตาให้กระโดดโลดเต้นไปมารอบๆตัวของเธอจนราวกับว่าพวกมันมีชีวิต
“ นี่มันจะน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว ”
ความรู้สึกตกใจเผยบนใบหน้า เธอไม่คิดสงสัยอาจารย์หนุ่มคนนี้อีกต่อไป มองภายนอกเธอเห็นเพียงความธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ แต่เมื่อเห็นสิ่งที่ลูกสาวของอาจารย์เหวินแสดงออกมาเธอจึงรู้สาเหตุที่ผู้อำนวยการทาบทามเข้ามาสอนด้วยตนเอง
เด็กตัวเล็กๆไม่ควรจะควบคุมพลังได้ดีเท่านี้ อีกฝ่ายเพียงอายุ 2 ขวบกลับมีความสามารถในการควบคุมพลังที่สูงมากแม้แต่คนตัวโตยังไม่สามารถทำแบบเธอได้
“ พี่ฉาวเล่นกันไหม ”
ตุ๊กตากบตัวสีเขียวกระโดดมาบนอากาศ ท่าทางของมันราวกับกระโดดอยู่บนพื้นดิน เธอไม่เคยเห็นใครควบคุมตุ๊กตาได้ดีเช่นนี้มาก่อน ในคลาสของเธอมีนักศึกษาที่สามารถเชิดหุ่นได้ ความสามารถกลับไม่สูงเท่าเด็กตัวเล็กๆคนนี้เลย
“ เป่าเป้ยอย่าซนสิลูก ”
เป็นครั้งแรกที่เฉินห่าวพูดก่อนที่เขาจะหันมาขอโทษอาจารย์หญิงที่นั่งอยู่ทางฝั่งซ้ายมือ
“ ลูกสาวกี่ขวบแล้วคะเนี่ย ”
“ อ๋อ 2 ขวบแล้วครับอีกเดี๋ยวก็ครบ 3 ”
“ 2 ขวบเองเหรอคะ ฉันก็นึกว่า 3 ขวบนานแล้วเก่งจริงๆเลยนะคะเนี่ย ”
เป่าเป้ยได้ยินคำชมจึงยิ้มรับพร้อมกับสวัสดีขอบคุณจนอาจารย์สาวยิ้มด้วยท่าทางเอ็นดู
“ อาจารย์เหวินคะ ลูกสาวอาจารย์ได้รับเลเวล 1 แล้วเหรอคะ ”
“ ครับ บังเอิญมีมอนสเตอร์หลุดเข้ามาในเมืองผมก็เลยแอบปิดตาเธอเพื่อฆ่ามันให้เลเวล 1 ”
“ ฉันขอถามได้ไหมคะว่าอาชีพอะไร ”
“ เธอไม่ให้ผมดูน่ะ มีเพียงมาม้าที่ดูได้ ”
เป่าเป้ยพยักหน้าสนับสนุนคุณพ่อ
“ คงไม่ใช่ผู้ใช้พลังจิตใช่ไหมคะ สิ่งที่ใช้น่าจะเป็นทักษะ ”
“ ใช่แล้วครับ ผมเห็นว่าเธอเหงาก็เลยสอนทักษะเล็กๆน้อยๆให้แก้เหงาเพื่อควบคุมตุ๊กตา ”
ทุกคนบนรถแสดงท่าทางตะลึงงันออกมา ต่อให้พวกเขาจะเป็นอาจารย์เช่นเดียวกัน การจะสอนเด็กสามขวบอันตรายมาก แม้จะเป็นเด็ก 5 ขวบยังกลัวพลาดเพราะบางคนไม่เข้าใจการชักนำมานา
อาจารย์เหวินกลับสอนลูกตั้งแต่ 2 ขวบพวกเขาจึงรู้สึกว่าอาจารย์เหวินกล้าและบ้ามากที่ไม่กลัวว่าลูกสาวจะเกิดอันตราย
“ อาจารย์เหวินคะ เสียมารยาทแล้ว ฉันขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ฉันชื่อเจียลี่ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ”
“ ผมเหวินครับ ยินดีที่ได้รู้จักหวังว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะครับ ”
เฉินห่าวยื่นมือไปจับมือกับอาจารย์เจียลี่ก่อนที่เป่าเป้ยน้อยจะควบคุมนกตัวหนึ่งให้บินไปเกาะไหล่อาจารย์สาวแล้วควบคุมมันให้บินกลับมา
---------------------------------------------------------------
“ ทำไมคนอย่างฉันต้องมาอยู่กับคลาสบ้าๆนี่ด้วย รถคันอื่นมีตั้งเยอะตั้งแยะ ”
เด็กหนุ่มผมสีบลอนด์พูดด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์พร้อมกับนำดาบออกมากอด เพื่อนอีก 5 คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆต่างก็แสดงสีหน้าไม่พอใจเช่นเดียวกัน
“ รถคันนี้มันไม่ดียังไง ” เด็กชายกล้ามโตภายในคลาสของเฉินห่าวถาม เขารู้สึกไม่ชอบขี้หน้าอีกฝ่ายเช่นกัน นับตั้งแต่ขึ้นรถพยายามพูดจาถากถางพวกเขาตลอดเวลา
“ ยังไม่รู้อีกเหรอว่ามันไม่ดียังไง เหม็นกลิ่นพวกไม่เจียมตัวอยากโดดเด่นจนต้องฝึกทักษะยากๆ เหอะ ”
“ ฉันก็นึกว่าฝึกทักษะยากๆจะหนักที่เท้าฉัน แต่ดันไปหนักหัวพวกเแกเหรอ ตายแล้ว ”
“ แก! ”
ดาบที่กอดอยู่ภายในอกชักออกมาจากปลอก เพียงแต่ว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่บนรถกลับทำเพียงชำเลืองมองแล้วกดดันด้วยจิตสังหารเพื่อระงับเหตุปะทะกันระหว่างนักศึกษา
“ รักษากฎด้วย เรากำลังจะเดินทางไปสนามสอบ หากเกิดเหตุการณ์แบบเมื่อกี้ขึ้นอีกฉันจะหักคะแนน ”
เด็กชายกล้ามโตยิ้มด้วยท่าทางพอใจ เขาไม่ได้เป็นฝ่ายหาเรื่องใคร อาวุธก็ไม่ได้ชักออกมา การตักเตือนเมื่อครู่กลุ่มคนที่พยายามหาเรื่องพวกเขาเป็นฝ่ายรับไป
“ ทุกคนดูนั่น ภูเขาทั้ง 10 ลูกนั่นคือสถานที่ที่เราจะต้องทดสอบ ”
เด็กสาวสวมแว่นกอดหนังสือชี้มือบอกเพื่อนในคลาสให้หันมองไปยังภูเขาทั้ง 10 ลูกที่อยู่ห่างออกไปไกล ต่อให้จะมองเห็นยอดเขาแล้วก็ตามระยะทางยังอีกยาวไกล
นักศึกษาที่เห็นพื้นที่ล่าล้วนแล้วกังวลใจเพราะสถานที่ตรงหน้าเป็นพื้นที่ใหม่ที่ทางมหาวิทยาลัยเตรียมการเอาไว้ แตกต่างจากพื้นที่ก่อนหน้าที่รุ่นพี่เคยสอบ