หลังจากที่พักฟื้นพลังอยู่เล็กน้อย เทียนจุนก็ตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปยังป่าใหญ่เทียนหวิน
ซึ่งสถานที่แห่งนั้นอยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านนี้ประมาณสามร้อยลี้
มันเป็ผืนป่ากว้างใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ และกลุ่มโจรเงามายาก็ลงหลักปักฐานอยู่ในสถานที่แห่งนั้น
อยู่ในส่วนลึกของป่าใหญ่เทียนหวิน หลบซ่อนตัวตน ไม่ทำตัวโดดเด่น
ใช้ความชำนาญในภูมิประเทศ ทำการเคลื่อนย้ายฐานของตนเองไปเรื่อยๆ ทว่าอีกสาเหตุนึงก็น่าจะเป็เพราะมีใครบางคนหนุนหลังมันอยู่ ถ้ามีพวกทางการที่เป็ผู้ฝึกตนแข็งแกร่งเข้าไปกวาดล้าง พวกมันจะหลบหนีออกไปได้ล่วงหน้าก่อนตลอด
เทียนจุนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“หึ การที่พวกมันสามารถหลบหนีได้ทุกครั้ง แสดงว่ามีใครบางคนคอยแจ้งข่าวให้พวกมันอยู่จริงๆสินะ?”
เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกวาดตามองไปยังร่างของพวกโจรเงามายาที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่ทั่วหมู่บ้าน พร้อมทั้งม้าที่พวกมันขี่มา
“ถ้าเดินทางไปเองก็คงจะเหนื่อย..”
“งั้นใช้ม้าของพวกมันเลยละกัน!”
เทียนจุนก้าวเข้าไปใกล้ฝูงม้า พวกมันยืนอยู่รวมกันด้วยความหวาดระแวง
ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงกลิ่นอายที่แปลกประหลาดและอบอุ่น ทว่าในสายตาของเทียนจุน พวกมันไม่ต่างไปจากเครื่องมือเดินทางที่เหมาะสมที่สุด ยังไงซะ ม้าพวกนี้ก็ยังมีความรวดเร็วและความทนทานที่เหนือกว่าผู้ฝึกตนระดับหลอมกายา
เขาะโขึ้นไปบนหลังม้าตัวหนึ่ง พร้อมทั้งกระชับบังเหียนแน่น
“ไปกันเถอะ.. ถึงเวลาส่งพวกมันไปกราบพระพุทธองค์แล้ว!”
พอพูดจบ ม้าก็ส่งเสียงร้องก่อนจะพุ่งทะยานออกไป นำพาเทียนจุนมุ่งหน้าสู่ผืนป่าเทียนหวิน
ในเส้นทางระหว่างเมือง เทียนจุนควบม้าด้วยความสงบนิ่ง
สายตาของเขากวาดมองเส้นทางเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง
แม้ว่าเส้นทางระหว่างเมืองแห่งนี้จะไม่ได้อันตรายมากนัก แต่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ย่อมไม่มีสิ่งใดสามารถคาดเดาได้
เสียงฝีเท้าม้ากระทบพื้นดินเป็จังหวะสม่ำเสมอ แ่เบาแต่มั่นคง
สิ่งเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เื่แปลกอะไรสำหรับปุถุชนคนธรรมดาและผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำ
และมันเป็วิธีการเดินทางที่นิยมอย่างมากสำหรับผู้อ่อนแอ เพราะสามารถย่นระยะเวลาเดินทางได้อย่างรวดเร็ว
แต่มิใช่ว่าพาหนะจะมีเพียงแค่ม้าเท่านั้น ในโลกแห่งนี้ สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่าสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งยังคงมีอยู่นับไม่ถ้วน
บางตนได้รับปราณเซียนผสานเข้าไปในร่างกาย ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรได้ไม่ต่างจากมนุษย์ พวกมันบางตนถึงขั้นเปิดสติปัญญา บรรลุเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ สามารถแปลงร่างเป็มนุษย์ได้อย่างอิสระ มีพลังอำนาจไม่แพ้ผู้ฝึกตนระดับสูงเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่เทียนจุนกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงหวีดร้องกึกก้องของบางสิ่งก็ดังขึ้นจากฟากฟ้า
“กรร!!”
เป็เสียงที่แหลมคมและทรงพลัง ราวกับสามารถฉีกกระชากท้องฟ้าออกเป็สองส่วน
ม้าที่เขาขี่อยู่ถึงกับหยุดชะงัก ส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่เงาขนาดใหญ่จะบดบังแสงอาทิตย์จากเบื้องบน
เทียนจุนเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะเห็นัขนาดใหญ่หลายสิบเมตรทะยานผ่านท้องฟ้า มันมีเส้นขนสีทองเรืองรอง สยายปีกกว้างครอบคลุมท้องฟ้า แรงลมจากการกระพือปีกทำให้กิ่งไม้ไหวสะท้าน ฝุ่นทรายกระจายปลิวไปทั่ว
“นั่นมัน.. ัปีกทองคำ?”
และที่น่าสนใจไปกว่านั้น—บนหลังของมัน มีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง
ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางพินิจมองกลุ่มคนบนหลังอินทรีตัวนั้น ก่อนจะพ่นลมหายใจเบาๆ แล้วเบือนสายตากลับมา
“หึ? ใช้ัปีกทองคำเป็พาหนะ เ้าพวกนี้คงเป็ศิษย์ของสำนักใหญ่อย่างแน่นอน!”
แม้ว่าัปีกทองคำจะเป็สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งสำหรับเหล่าผู้ฝึกตนในอาณาเขตระดับต่ำ
สำหรับไท่ซวนเจียนจุนผู้เคยเป็ราชันย์เทพะในชาติก่อน สัตว์อสูรระดับนี้ก็นับว่าเป็เพียงสิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไป
จากนั้นเทียนจุนก็ไม่ได้ใส่ใจกลุ่มคนเ่าั้อีก เขาเพียงเอื้อมมือไปลูบหัวม้าที่กำลังหวาดกลัวของตน
“ไม่ต้องกลัว!”
ทันใดนั้น เขาได้ใช้ปราณเซียนพุทธะหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของม้า
ทำให้ห้วงอารมณ์ของมันค่อยๆสงบลง ม้าส่งเสียงร้องเบาๆ ก่อนจะเริ่มขยับกีบเท้า ก้าวเดินและเริ่มวิ่งต่อไปตามเส้นทางเดิม
เทียนจุนหันกลับไปมองเงาของัปีกทองคำที่กำลังบินห่างออกไปด้วยสายตาเฉยชา ก่อนจะกระตุกบังเหียนให้ม้าวิ่งต่อ
“ยังไงก็เป็แค่สัตว์อสูรสายเืระดับต่ำ..”
“ถ้าได้เห็นพาหนะที่พวกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใช้กัน พวกเขาคงพูดอะไรไม่ออกอย่างแน่นอน!”
เขาเพียงส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนจะเร่งฝีเท้าม้า มุ่งหน้าสู่ผืนป่าเทียนหวินโดยไม่เสียเวลาอีก
ขณะเดียวกัน บนหัวของอินทรีปีกทองคำ เหล่าชายหนุ่มและหญิงสาวนับสิบคนก็ได้สังเกตเห็นเทียนจุนที่กำลังควบม้าอยู่เบื้องล่าง
แต่พวกเขาก็เพียงแค่เหลือบมองเพียงเล็กน้อย ประหนึ่งว่าไม่ได้สนใจและให้ค่าเลยสักนิด
เพราะอย่างไรเสีย พวกเขาก็เป็ศิษย์ของขุมพลังอำนาจที่แข็งแกร่ง ต่างไปจากปุถุชนคนธรรมดายิ่งกว่าฟ้ากับเหว
“นั่นมันอะไรกัน?”
ทว่ามีชายหนุ่มผมสีแดงเพลิงคนหนึ่งที่กำลังขมวดคิ้ว
ภายในั์ตาของเขาเปล่งแสงสีฟ้าครามและมีสัญลักษณ์อันแปลกประหลาด
เขาไม่ได้บอกกล่าวเื่นี้กับคนอื่นๆ แต่กลับกำลังครุ่นคิดอยู่ภายในใจของตนเอง
ชายหนุ่มเพ่งสายตามองเทียนจุนผ่านพลังของดวงตาเทพ์ แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เกิดความสับสนขึ้นมาในใจ
“ดวงตาเทพ์ของข้ามองไม่ผิดใช่ไหม?”
“ปราณเซียนของชายผู้นั้น—มันแปลกประหลาดเกินไป!”
เขามีสายเืพิเศษหรือว่าเป็บุตรแห่งโชคชะตาที่กายศักดิ์สิทธิ์?”
ถึงตอนนี้เทียนจุนจะมีระดับเพียง หลอมกายาขั้นสี่ ซึ่งยังถือเป็เพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางการบำเพ็ญเพียร
แต่ปราณเซียนในร่างของเขากลับแข็งแกร่งและหนักแน่นผิดปกติ พลังอำนาจของมันมิใช่เพียงแค่ปราณเซียนธรรมดา กลับแฝงไปด้วยพลังที่ศักดิ์สิทธิ์ ลึกซึ้งและมิอาจหยั่งถึง
ชายหนุ่มผมแดงเพลิงขมวดคิ้วแน่น พลางเพิ่มพลังของดวงตาเทพ์
หวังจะมองลึกลงไปเพื่อวิเคราะห์พลังของเทียนจุนให้ถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น ทว่าหัวใจของเขาสั่นไหวไปชั่วขณะ
“เป็ไปไม่ได้! ข้ามองไม่ทะลุ!?”
“ดวงตาเทพ์ของข้า สามารถมองเห็นโครงสร้างปราณเซียนของผู้ฝึกตนได้ทั้งหมด
“แม้แต่ระดับบัญญติเทพ ข้าก็ยังสามารถมองเห็นโครงสร้างปราณของพวกเขาได้เลือนราง แต่ชายผู้นี้..”
เขากำหมัดแน่น ก่อนที่หัวใจจะเริ่มเต้นระรัวขึ้น
“ข้ามองไม่เห็นอะไรเลย.. ปราณเซียนของเขาเหมือนกับว่ามันอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้!”
ชายหนุ่มพยายามเก็บซ่อนความตกตะลึงของตนเอง ไม่ให้ศิษย์คนอื่นๆสังเกตเห็น
แม้ว่าตอนนี้เขาจะอยากลงไปตรวจสอบด้วยตนเอง แต่ตอนนี้พวกเขามีภารกิจที่สำคัญมากยิ่งกว่า จึงมิอาจแยกตัวออกไปได้ในทันที
“ชายผู้นั้นไม่ธรรมดาแน่นอน!”
เขาครุ่นคิดและหลุบตาลงอย่างจริงจัง ก่อนจะหันกลับไปสนใจเส้นทางข้างหน้า
ขณะที่ความรู้สึกบางอย่างบังเกิดขึ้นในจิตสำนัก ว่านี่อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะได้พบกับชายหนุ่มที่กำลังขี่ม้าผู้นั้น