บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX

    นักผจญภัยระดับมิธริล

    บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXนักผจญภัยระดับมิธริล







              "เจ้าจะเอาอย่างไรกันแน่ ท่านแม่ทัพ?"
              ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ขณะประสานมือสวมเกราะหนาวางไว้บนโต๊ะไม้ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนสะท้อนร่างของบุรุษร่างสูงใหญ่ครึ่งคนครึ่งเสือสวมชุดเกราะเหล็กนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ
              "อึก!"
              เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นจากสองฟากทั้งซ้ายขวาด้านหลัง เมื่อเหลือบสายตาไปมองก็พบกับสองเอลฟ์ กอร์ดอน และเซเลสทีนกำลังยืนเกร็งหลังตรง ใบหน้าของทั้งสองล้วนมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน
              หลังจากที่จัดการพวกออร์คซะเหี้ยน ผมก็ถูกเชิญตัวเข้ามาคุยกับแม่ทัพในกระโจมขนาดใหญ่เป็นพิเศษ โดยมีกอร์ดอน และเซเลสทีนเท่านั้นที่ผมชวนเข้ามาด้วย ส่วนฝั่งของแม่ทัพก็มีทหารสวมชุดเกราะเต็มยศคอยล้อมทั้งด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลัง พร้อมกับส่งสายตาหวาดระแวงมาทางผมมากเป็นพิเศษ
              จะกลัวอะไรกันขนาดนั้น... ทางนี้ก็แค่จะคุยกันดี ๆ แบบสุภาพชนเท่านั้นเอง
              แม่ทัพเกร็งตามองมาทางนี้ด้วยสีหน้าปั้นยาก ก่อนจะเริ่มทำท่าทางครุ่นคิดอย่างหนัก ผมเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรจึงปล่อยให้เขาได้มีเวลาคิดไตร่ตรอง
              "ไม่ได้... ร่างของหัวหน้าออร์คล้วนอัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบที่สำคัญ ในฐานะแม่ทัพแห่งเมืองปราการซาดีนข้าไม่มีทางมอบมันให้แก่คนไม่รู้ที่มาที่ไปแบบเจ้าอย่างเด็ดขาด"
              ครุ่นคิดอยู่นานสองนาน ในที่สุดแม่ทัพ ซิสเซอร์ก็เปิดปากกล่าวปฏิเสธด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คำตอบนั้นส่งให้ผมที่กำลังนั่งรออยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะต้องยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
              "แล้วยังไงล่ะ? ข้าไม่คิดจะนำศพของมันไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ใครทั้งนั้น อีกอย่างข้าเป็นผู้สังหารมันด้วยตัวของข้าเอง ไม่มีแม้แต่พวกเจ้า หรือทหารของกอร์ดร์นสอดมือเข้ามายุ่งเลยแม้แต่น้อย แต่เจ้ากลับกล้าหน้าด้านมาชุบมือเปิบขโมยสิ่งที่ควรจะเป็นของข้างั้นหรือ?"
              ผมยังคงท่าทีเคร่งขรึม พลางกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เมื่อได้ยินเช่นนั้นแม่ทัพ ซิสเซอร์จึงทำสีหน้าปั้นยาก สองมือกุมแน่นจนเหงื่อกาฬไหลซิบทุกขณะที่สบตากับผม
              "แม้เจ้าจะเอ่ยเช่นนั้น แต่ข้าก็ขอยืนยันคำเดิม ไม่ว่าอย่างไรสักวันมันจะต้องหลุดสู่ท้องตลาด และวัตถุดิบอันมีค่าของมอสเตอร์ระดับหายนะจะต้องไปตกอยู่ในมือของผู้ไม่ประสงค์ดีเป็นแน่ สู้ให้ทางกองทัพใช้งานเองเสียจะดีกว่า"
              สุดท้ายแม้ผมจะพูดออกไปแบบนั้น แม่ทัพก็ยังคงไม่ยอมถอยอยู่ดี ทำเอาผมต้องคิดหนักไปพักหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าจะชิงศพของหัวหน้าออร์คเลยผมก็ทำได้นะ แต่จุดจบคงลงเอยตรงที่ผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในเมืองนี้ได้อีกต่อไป เผลอ ๆ อาจจะถูกประกาศจับไปทั่วประเทศเลยก็เป็นได้
              "เอาอย่างนี้ดีไหม? ในเมื่อเราต่างคนต่างไม่ยอมซึ่งกันและกัน ถ้างั้นเจ้าก็จ่ายเงินให้ข้าเพื่อซื้อศพของหัวหน้าออร์คดีไหมล่ะ หากเจ้ามอบเงินให้ข้าในราคาที่เหมาะสม ศพของหัวหน้าออร์คก็จะเป็นของกองทัพไป แต่มีเพียงศีรษะของหัวหน้าออร์คเท่านั้นที่ข้าจะเก็บเอาไว้"
              ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว ก่อนที่ผมจะเอ่ยปากพูดข้อเสนออันแสนชาญฉลาดออกไป เล่นทำเอาทั้งแม่ทัพ และทหารรอบกายถึงกับเผยสีหน้าประหลาดใจ
              "นี่เจ้า!!! ข้าทนฟังมามากพอแล้ว! เป็นใครจากที่ไหนก็ไม่รู้ แต่กลับมาแต่งเรื่องหลอกลวง และยังกล้าไม่ให้ความเคารพท่านแม่ทัพอีก! ข้าจะดับปากโอหังของเจ้าเดี๋ยวนี้!"
              แต่ทันใดนั้นเอง ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำสวมเกราะเต็มยศคนหนึ่งพลันคำรามเสียงดังลั่น พร้อมกับกระทืบเท้าเดินตรงเข้ามาหาผมทั้งสีหน้าถมึงทึงโกรธขึง ต่อให้เพื่อนทหารคนอื่นจะพยายามร้องห้ามก็ไม่ฟัง
              "โฟส! อย่า!"
              ถึงขนาดแม่ทัพ ซิสเซอร์จะร้องห้ามก็ตาม แต่ชายคนนี้ก็ยังคงตรงปรี่เข้ามาหาผมที่กำลังนั่งอยู่ด้วยสีหน้าเดือดดาล ก่อนจะพุ่งฝ่ามือลงมาหมายจะคว้าคอของผม
         แกร็ก!
              พริบตานั้นหมวกเกราะสีดำพลันปกคลุมใบหน้าของอาทัสอัตโนมัติ พร้อมกับฝ่ามือสวมเกราะหนาของผมได้ยกขึ้นคว้าข้อมือของชายฉกรรจ์คนนี้เอาไว้
              "อึก! ปล่อยข้า!"
              การกระทำนั้นส่งให้เขาต้องเผยสีหน้าตื่นตระหนก พร้อมกับพยายามออกแรงกระชากมือกลับไป แต่ด้วยพละกำลังดุจพญาช้างสารของผม ทำให้เขาไม่สามารถดึงมือกลับไปได้เลยแม้แต่น้อย
              "เวลารุ่นใหญ่เขาคุยกัน ช่วยอย่ามาสอดจะได้ไหม?"
              ผมเลื่อนนัยน์ตาใต้หมวกเกราะไปสบกับชายคนนี้ พร้อมกับค่อย ๆ ออกแรงทีละน้อยบีบเกราะแขนของเขาให้ยุบลงไป เล่นทำเอาชายฉกรรจ์ท่าทางเลือดร้อนถึงกับร้องเสียงหลงพูดออกมาไม่เป็นภาษา
              "หยุดเถอะ! นักรบทมิฬ!!!"
              แม่ทัพผุดกายลุกขึ้นตะโกนเสียงดังลั่น ผมจึงยอมปล่อยมือออกแต่โดยดี ส่งให้ร่างของชายฉกรรจ์เลือดร้อนเสียหลักหงายหลังล้มลงไป ก่อนที่เขาจะรีบปลดเกราะแขนที่มีรอยยุบจากนิ้วมือของผมออกอย่างร้อนลน แม้จะทุลักทุเลไปบ้าง แต่เขาก็สามารถถอดเกราะแขนออกมาได้สำเร็จ เผยให้เห็นกล้ามแขนใหญ่ และรอยแดงจางตรงบริเวณข้อมือของเขา แต่มันก็ไม่ได้เป็นอะไรมากนอกจากความรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยเท่านั้น
         แกร็ก!
              หมวกเกราะสีดำที่ปกคลุมใบหน้าของผมพลันแยกตัวเลื่อนกลับลงไปยังต้นคอเช่นเดิม
              ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยที่ผมยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แข็งแรง ไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อนไปไหน...
              "บ-- บ้าน่า เกราะนั้นถูกสร้างขึ้นจากเหล็กกล้าเชียวนะ"
              "ทั้งที่ช่างตีเหล็กฝีมือดี แซนด์คอฟเป็นผู้สร้างขึ้นมาแท้ ๆ"
              "นั่นมันแรงของมนุษย์แน่เหรอ?"
              ทหารสวมชุดเกราะเต็มยศคนอื่นร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนกระคนแปลกใจ แต่ผมก็ไม่สนใจเบนสายตากลับมามองหน้าของแม่ทัพที่กำลังลุกขึ้นยืนจ้องมองมาทางผมเขม็ง
              "ข้าต้องขออภัยในความหุนหันพลันแล่นของหัวหน้าทหารหน่วยที่ 5 โฟส ด้วย เนื่องจากเขากำลังตรวจตราอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างห่างไกล จึงไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น"
              แม้จะมีท่าทางโกรธขึง แต่แม่ทัพก็ตัดสินใจกล่าวขอโทษ พลางก้มศรีษะลงเล็กน้อยเป็นการแสดงความจริงใจในคำพูด ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไรอยู่แล้ว
              "ไม่เป็นไร คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด แล้ว? เจ้าจะยอมรับข้อเสนอของข้าหรือไม่"
              ผมยักไหล่ไม่ใส่ใจ ก่อนจะวกกลับมายังข้อเสนอที่ได้พูดไปก่อนหน้านี้ กระนั้นแม่ทัพ ซิสเซอร์ก็ยังไม่ตอบทันที เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เผยสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
              "ข้าไม่สามารถตัดสินใจในเรื่องนี้ได้ วัตถุดิบของหัวหน้าออร์คมีค่าเป็นอย่างมาก ราคาย่อมสูงตามไปด้วย เรื่องนี้คงต้องส่งให้ท่านเจ้าเมืองเป็นผู้พิจารณาแทน"
              เกี่ยวโยงไปถึงคนใหญ่คนโตซะงั้น...
              ผมขมวดคิ้วมุ่นหรี่ตามองแม่ทัพเสือที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พร้อมกับชั่งใจครุ่นคิดถึงส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ แม้ผมไม่อยากจะหาเรื่องยุ่งยากเข้าตัวอย่างการไปพบกับคนใหญ่คนโตก็ตาม แต่หากเป็นเรื่องการค้าขายธรรมดาก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรมากนัก
              "แล้วเจ้าสามารถยื่นเรื่องนี้ให้แก่เจ้าเมืองได้หรือไม่?"
              "ย่อมได้อยู่แล้ว ข้าเป็นถึงแม่ทัพแห่งเมืองปราการซาดีนเชียวนะ มีอำนาจรองลงมาเพียงท่านเจ้าเมืองเท่านั้น"
              แม่ทัพซิสเซอร์กล่าวตอบคำถามของผมด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจไม่แสดงท่าทีโกหก ได้ยินเช่นนั้นก็ค่อยพอใจหน่อย แต่ยังมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมค่อนข้างสงสัย...
              "แล้วข้าจะเชื่อใจเจ้าได้อย่างไร? ไม่มีของอย่างพวกกระดาษสัญญาเวทมนตร์เลยรึไง?"
              ผมเอนหลังพิงเก้าอี้กล่าวถาม พลางยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกอดอก ขณะใช้นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของอาทัสจ้องประสานกับนัยน์ตาสีทองของแม่ทัพเสือ
              "ข้าเป็นถึงแม่ทัพย่อมมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี พูดคำไหนคำนั้น! แต่หากเจ้ายังข้องใจมันก็คงช่วยไม่ได้"
              แม่ทัพพ่นลมหายใจออกมาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องข้างกายไปนำกระดาษแข็งแผ่นหนึ่งมามอบให้แก่เขา
              "กระดาษแผ่นนี้คือสัญญาเวทมนตร์ หากผู้ทำสัญญาทำผิดสัญญาจะต้องมีอันเป็นไป! ถ้าเช่นนั้นข้าขอสาบานว่า แม่ทัพแห่งเมืองปราการซาดีนซิสเซอร์ผู้นี้ จะนำรายงานการค้าขายศพของหัวหน้าออร์คไปมอบให้แก่ท่านเจ้าเมืองแห่งเมืองปราการซาดีน หากข้าทำผิดสัญญาขอให้ข้ามีอันเป็นไป! พอใจเจ้าหรือยัง?"
              แม่ทัพซิสเซอร์ประกาศกร้าวเสียงดังกึกก้อง ทันใดนั้นกระดาษแข็งที่ถูกอ้างว่าเป็นสัญญาเวทมนตร์ก็พลันเรืองแสงสีม่วงขึ้นมาก่อนจะจางหายไปในเวลาต่อมา จากนั้นแม่ทัพก็ส่งกระดาษแข็งมาให้กับผม
              "รับไปซะ หากเจ้าพบว่าวงเวทบนกระดาษหายไปเมื่อไหร่ นั่นก็เท่ากับสัญญาระหว่างข้ากับเจ้าได้สิ้นสุดลง ไม่ว่าสัญญาจะบรรลุเป้าหมาย หรือคำสาปทำงานก็ตาม ข้ารับรองว่าภายใน 7 วัน ข้าจะส่งทหารมาแจ้งนัดสถานที่การเจรจาขายศพหัวหน้าออร์คให้กับเจ้า"
              ใจโคตรได้! ต้องเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อแม่ทัพคนนี้ใหม่ซะแล้วสิ
              ผมหันไปถามกอร์ดอนว่ากระดาษแผ่นนี้เป็นของจริงหรือไม่ เจ้าเอลฟ์ก็ยืนยันได้เพียงคำเดียวว่ามันเป็นของจริงแท้แน่นอน
              "ข้านับถือในเกียรติของเจ้ามาก ซิสเซอร์ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็คงไม่มีธุระอื่นใดอีกแล้ว"
              ผมกล่าวพร้อมกับเก็บกระดาษสัญญาลงในกระเป๋าสะพาย ก่อนจะตัดสินใจยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ เกิดเสียงเสียดสีของข้อต่อระหว่างชุดเกราะดังสนั่นในโสตประสาท ระหว่างนั้นแม่ทัพ ซิสเซอร์ก็เป่าปากออกมาอย่างโล่งอกด้วยเหตุผลใดก็ไม่อาจทราบได้
              แต่ก่อนที่ผมจะทันได้ก้าวเดิน ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาย้ำเตือนเสียก่อน
              "ถ้ายังไงข้าขอศีรษะของหัวหน้าออร์คไปล่ะนะ"
              "จะเอาไปต้มยำทำแกงอะไรของเจ้าก็ตามใจเถอะ! เล่นทวงกันตั้งแต่แรกแล้วนี่!"
              หลังจากนั้นผมก็เดินออกมาจากกระโจมของแม่ทัพ พร้อมกับกอร์ดอน และเซเลสทีนที่เดินตามหลังมาด้วยท่าทางผ่อนคลาย โดยมีสายตาหลากหลายอารมณ์ของทหารรอบด้านจับจ้องมาไม่วางตา
              ผมเดินอ้อมไปด้านหลังกระโจมของแม่ทัพอันเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่า ตรงไปยังศีรษะขนาดใหญ่ของหัวหน้าออร์คที่ตกอยู่กลางกองเลือดเหม็นคาวของมันเอง
              เชือกหนาถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง ก่อนจะทำการมัดศีรษะของหัวหน้าออร์คที่มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับล้อรถบรรทุกให้แน่น แล้วทำการจับเชือกยกขึ้นสะพายไว้บนหลังด้วยมือข้างซ้าย จากนั้นก็เดินกลับไปหยิบแบล็ค เกรทซอร์ดที่ปักอยู่บนพื้นด้านข้างกระโจมของแม่ทัพยกขึ้นมาพาดไว้บนบ่าด้วยมือข้างขวา
              ลำบากแฮะ... สมดุลทั้งสองข้างไม่เท่ากันสักนิด
              เมื่อเดินกลับไปหาพวกกอร์ดอนก็พบว่าพวกเขาเตรียมตัวจะเดินทางกลับกันแล้ว ผมจึงกระชับศีรษะของหัวหน้าออร์คที่พาดไว้บนบ่าด้วยมือซ้ายไว้มั่น ก่อนจะวิ่งตามหลังม้าของพวกเขาด้วยท่าทางทุลักทุเลเล็กน้อย 
              แต่ผมก็ยังสามารถวิ่งตามหลังม้าได้ทันอยู่ดี แม้ความเร็วในการวิ่งจะไม่มากก็ตาม เพราะต้องคอยประคับประคองศีรษะของหัวหน้าออร์คไม่ให้ส่ายไปมาจนเสียการทรงตัว
              วิ่งมาราธอนฝ่าความมืดรอบสองไม่นานนักพวกเราก็มาหยุดอยู่หน้าประตูเมือง ตอนนี้รอบข้างก็มืดลงมากแล้ว จึงทำให้นักเดินทางตรงจุดตรวจคนเข้าเมืองหน้าประตูเมืองไม่มีเหลืออยู่เลยสักคน นอกเสียจากทหารยามประจำการเท่านั้น
              ปล่อยให้กอร์ดอนคุยกับทหารยามอยู่สักพัก ในที่สุดเราก็ได้เข้าไปในเมือง แม้ผมจะถูกซักถามอยู่บ้างอันเนื่องมาจากศีรษะอันใหญ่โตของหัวหน้าออร์คที่แบกเอาไว้ แต่กอร์ดอนก็ช่วยไกล่เกลี่ยจึงสามารถเข้าไปในเมืองได้โดยไม่ติดปัญหาอะไร
              "แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อล่ะ? นักรบทมิฬ"
              กอร์ดอนดึงบังเหียนม้าให้หันมาทางผม ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย ผมจึงเหลือบไปมองเขาพลางขยับศีรษะของหัวหน้าออร์คให้เข้าที่เข้าทาง
              "ข้าจะแวะไปที่กิลด์นักผจญภัยสักหน่อยนะ ทำไมรึ?"
              "ไม่มีอะไรหรอก ถ้ายังไงก็... โชคดีนะ"
              ผมตอบไปตามความจริงด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วถามกลับไปด้วยคำสั้น แต่กอร์ดอนก็ไม่พูดอะไรมากนอกจากการอวยพรเท่านั้น ก่อนที่เขาจะโบกมือลาเล็กน้อยควบม้าเดินจากไป พร้อมกับทหารเอลฟ์อีกสิบชีวิต
              "เจ้าเองก็ต้องตามมาด้วย เซเลสทีน"
              แต่กอร์ดอนก็เป็นอันต้องชะงักม้าให้หยุดเดิน ก่อนที่เขาจะหันมาเรียกเอลฟ์สาวที่กำลังยืนจูงม้าอยู่ด้านข้างผม ส่งให้คนถูกเรียกถึงกับเผยสีหน้าประหลาดใจ
              "เอ๊ะ!? นี่ข้าต้องไปด้วยเหรอคะ?"
              "ก็ใช่น่ะสิ! หน้าที่ของหล่อนก็แค่คนนำทางเท่านั้น ในเมื่อทำหน้าที่เสร็จลุล่วงแล้วก็ต้องกลับสิ!"
              เซเลสทีนชี้หน้าตัวเองพร้อมกับเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเหรอหรา ส่วนกอร์ดอนที่ได้เห็นท่าทางเช่นนั้นก็ยกมือขึ้นเกาศีรษะตัวเองด้วยความระอา ก่อนจะกระแทกเสียงตอบแสดงสีหน้าหงุดหงิด
              "ดูเหมือนว่าข้าคงจะต้องไปแล้วล่ะค่ะ ท่านอาทัส แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่การได้มีเวลาร่วมกับท่าน มันทำให้ข้ารู้สึกสนุกมากเลยค่ะ"
              เอลฟ์สาวยิ้มแห้งต่อคำพูดของกอร์ดอน ก่อนที่นางจะหันมาพูดกับผมด้วยรอยยิ้มหวาน ส่วนผมก็ทำได้เพียงยกรอยยิ้มอันแข็งกระด้างตอบรับ ก่อนจะวางศีรษะของหัวหน้าออร์คลงบนพื้น แล้วยื่นฝ่ามือซ้ายสวมเกราะหนาไปทางเอลฟ์สาว
              "ทางนี้ก็เช่นกัน ต้องขอบคุณเจ้ามากที่คอยชี้แนะข้าในเรื่องต่าง ๆ"
              "มิได้ค่ะ มิได้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อตอบแทนในเรื่องที่ท่านได้ช่วยเหลือพวกข้าเอาไว้ด้วย"
              เอลฟ์สาวตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มเกรงใจ พร้อมกับยกมือขาวผ่องขึ้นจับมือกับผม ก่อนที่เราทั้งสองจะจากลาเดินกันไปคนละทาง โดยทางที่ผมกำลังมุ่งไปก็คือกิลด์นักผจญภัยนั่นเอง
              ท้องถนนยามค่ำคืนมิได้คราคร่ำไปด้วยผู้คนอย่างที่ผมเคยหวังไว้ แต่มันกลับเงียบเหงา และจำนวนคนเดินสัญจรน้อยกว่าตอนกลางวันหลายเท่า บรรยากาศโดยรอบค่อนข้างมืดสลัววังเวง ความสว่างที่มีอยู่เพียงน้อยนิดก็มาจากเสาไฟคริสตัลข้างถนนไม่กี่ต้นพอให้มองเห็นทางเท่านั้น
              กระนั้นเมื่อเดินเข้ามาอยู่ในเขตที่ใกล้กับกิลด์นักผจญภัยก็พบว่า บริเวณนี้ก็ยังมีผู้คน และนักผจญภัยเดินไปมาอยู่บ้าง และด้วยบาร์เหล้าหลายแห่งจึงทำให้พื้นที่นี้ดูครึกครื้นมากกว่าที่อื่นยามช่วงเวลากลางคืน
              ขณะเดินไปตามถนนเพื่อตรงไปยังกิลด์นักผจญภัยอยู่นั้น ผู้คนโดยรอบก็เริ่มชี้ไม้ชี้มือมาทางผมที่กำลังแบกแบล็ค เกรทซอร์ด และศีรษะของหัวหน้าออร์คด้วยความสนอกสนใจ แต่ผมก็ทำเป็นไม่สนใจเร่งฝีเท้าเดินตรงไปยังประตูของกิลด์นักผจญภัยให้เร็วขึ้น
              ทันทีที่เท้าของผมเหยียบเข้าไปในกิลด์นักผจญภัย ทุกสายตาที่กำลังนั่งสังสรรค์กันอยู่พลันจับจ้องมาทางผมพร้อมเพรียงกัน เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจพลันเงียบหายไป หลงเหลือเพียงเสียงกระซิบนินทาเท่านั้น
              ผมเมินทุกสายตาเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ด้วยฝีเท้าอันหนักแน่นมั่นคง ผ่านโต๊ะไม้ยาวที่เต็มไปด้วยอาหาร และนักผจญภัยมากหน้าหลายตากำลังดื่มกินเลี้ยงฉลองด้วยเรื่องอันใดผมก็ไม่อาจทราบได้ พลางเหลือบมองไปยังจุดหนึ่งของโต๊ะไม้ที่ผมเคยเป็นคนทำลายก็พบว่ามันถูกเปลี่ยนเป็นโต๊ะใหม่เรียบร้อยแล้ว
              "เจ้าว่าเองใช่ไหม? หากนำชิ้นส่วนของมอนสเตอร์ในภารกิจมาส่งก็ถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจเช่นเดียวกัน"
         ตึง!
              ผมตรงไปหาสาวพนักงานกิลด์คนที่เคยบอกข้อมูล พร้อมกับวางศีรษะอันใหญ่โตเท่าล้อรถบรรทุกของหัวหน้าออร์คลงบนพื้นเกิดเสียงดังสนั่น เรียกเสียงฮือฮาจากนักผจญภัยในกิลด์ได้เป็นอย่างดี
              ด้วยความที่ศรีษะของหัวหน้าออร์คถูกตัดออกมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้ว จึงทำให้ไม่มีเลือดไหลทะลักออกมาแต่อย่างใด มีเพียงก็แค่คราบเลือดจากบาดแผลตรงคอของมันเท่านั้นที่หยดลงมาเปื้อนพื้นเล็กน้อย
              "น-- นี่มัน!? รอสักครู่นะคะ!"
              พนักงานสาวเหม่อมองศีรษะของหัวหน้าออร์คด้วยแววตาตกตะลึงครู่หนึ่ง ก่อนที่นางจะร้อนรนวิ่งหายเข้าไปในประตูหลังเคาน์เตอร์ โดยมีพนักงานกิลด์อีกสามคนวิ่งตามเข้าไปด้วยหน้าตาตื่น
              เห็นแบบนั้นผมจึงเอนข้างกายพิง และวางแขนซ้ายพาดกับเคาน์เตอร์ สายตาสอดส่องดูปฏิกิริยาฮือฮาของพวกนักผจญภัย และเงี่ยหูฟังเสียงพูดคุยด้วยความสงสัยต่อศีรษะของหัวหน้าออร์คเพื่อฆ่าเวลา
              ยืนรออยู่สักพักในที่สุดเสียงเอะอะก็ดังขึ้นจากบันได ก่อนที่จะมีชายวัยกลางคนสวมผ้าคลุมดูดีเดินลงมา พร้อมกับพนักงานกิลด์ประมาณ 4 คนเดินตามหลัง ยังไม่ทันจะได้รู้ถึงตัวตนของชายวัยกลางคนสวมผ้าคลุมปริศนาคนนี้ ทันใดนั้นเขาก็ได้รีบปรี่ลงมาดูศรีษะของหัวหน้าออร์คอย่างว่องไว 
              "โอ้ว!!! นี่มันไม่ผิดแน่! นี่มันจะต้องเป็นศีรษะของหัวหน้าออร์คอย่างแน่นอน! เจ้าหนุ่ม! เจ้าไปเอามันมาจากไหน!?"
              ชายวัยกลางคนสวมแว่นตาไว้หนวดเคราเล็กน้อยเอ่ยถามขึ้นด้วยความตื่นตาตื่นใจเสียงดังก้อง ราวกับเด็กน้อยที่ได้พบกับของเล่นใหม่อย่างไรอย่างนั้น
              "ข้าไปพบมันเข้าในป่าร็อคเฮมฟ์ไม่ไกลจากเมืองมากนัก ข้าก็เลยสังหารมันด้วยดาบเล่มนี้ เห็นพนักงานกิลด์บอกว่า ถึงแม้นักผจญภัยจะมีระดับต่ำ แต่หากนำชิ้นส่วนของมอนสเตอร์ที่มีความอันตรายระดับสูงมาส่งก็นับได้ว่าสำเร็จภารกิจเช่นกันน่ะ ข้าก็เลยตัดหัวของมันมาส่งเป็นการยืนยัน"
              ผมตัดสินใจกล่าวตอบกลับไปอย่างรวบรัดตามความจริง ส่งให้ชายวัยกลางคนตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมองแบล็ค เกรทซอร์ดที่ผมแบกเอาไว้บนบ่าด้วยแววตาตะลึงค้าง ก่อนจะยันกายลุกขึ้นมากระแอมไอเล็กน้อย ปรับท่าทางให้ดูสุขุมเยือกเย็นเก็บซ่อนซึ่งความรู้สึกตื่นเต้นเอาไว้ในใจ
              "อะแฮ่ม... สิ่งที่เจ้าพูดมามันก็ถูกนั่นแหละนะ ขออภัยด้วยที่มิได้แนะนำตัว ข้าคือหัวหน้ากิลด์นักผจญภัยแห่งเมืองปราการซาดีนแห่งนี้ มีนามว่า ซาริเดียส ไม่ทราบว่าท่านนักผจญภัยไร้นามเป็นผู้ใดหรือ?"
              ชายวัยกลางคนสวมผ้าคลุมทำจากเนื้อผ้าชั้นดีที่อ้างตัวว่าเป็นหัวหน้ากิลด์นักผจญภัยกล่าวขึ้นด้วยท่าทางสุขุมเยือกเย็น พร้อมกับยื่นมือมาข้างหน้าเผยรอยยิ้มเป็นมิตรส่งมาให้ผม
              "ข้ามีนามว่า อาทัส พึ่งสมัครเป็นนักผจญภัยเมื่อตอนเย็นนี้ ระดับก็เลยยังเป็นดีบุกน่ะ"
              ผมเอ่ยตอบเอื้อมมือซ้ายสวมเกราะหนาไปจับมือกับเขาเป็นการทักทาย คำกล่าวนั้นส่งให้ชายวัยกลางคนต้องคิ้วขมวดเกิดเป็นรอยย่นบนใบหน้า นัยน์ตาเคลือบแคลงสงสัยจ้องมาที่ผมไม่วางตา
              "ระดับเพียงดีบุก!? แต่กลับสามารถสังหารหัวหน้าออร์คลงได้เนี่ยนะ? แม้เจ้าจะยืนยันว่าเป็นผู้สังหารหัวหน้าออร์ค และนำหัวของมันกลับมาก็ตาม แต่ยังไงเพื่อความถูกต้อง เจ้าก็ต้องผ่านการตรวจสอบว่าสิ่งที่เจ้ากล่าวมามันเป็นความจริงหรือไม่"
              "ย่อมได้"
             นักผจญภัยมือใหม่กลับสามารถล่ามอนสเตอร์ระดับบอสอย่างหัวหน้าออร์คมาได้ จะเกิดความสงสัยเคลือบแคลงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ผมเองก็คาดการณ์ล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว ผมจึงตอบตกลงกลับไปโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดให้มากความ
              "ถ้าเช่นนั้น เชิญตาม--"
              "เจ้าเองสินะ? ที่พึ่งมาสมัครเป็นนักผจญภัยเมื่อเย็นนี้น่ะ"
              ขณะที่หัวหน้ากิลด์กำลังผายมือเชิญให้ผมตามเขาไปอยู่นั้น ก็ได้มีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขัดขึ้นมาเสียก่อน พร้อมกับเสียงฝีเท้า และเสียงเสียดสีระหว่างข้อต่อของชุดเกราะกำลังใกล้เข้ามาจากทางด้านหลัง
              เมื่อผมเบนสายตาไปมองก็พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งผู้มีทรงผมสั้นสีทอง ใบหน้าหล่อเหลา สีผิวกร้านแดด สวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายอย่างน่าประหลาด ข้างเอวซ้ายเหน็บดาบยาวที่กำลังแผ่ออร่าออกมาจากฝักดาบบาง พร้อมกับผ้าคลุมหลังสีขาวโบกสะบัดตามการก้าวเดิน
              "ถ้าใช่แล้วจะทำไม?"
              ผมกล่าวตอบกลับไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายไม่เป็นมิตรจากใบหน้าอันฉุนเฉียวของชายหนุ่มคนนี้ได้เป็นอย่างดี เขาเดินมาหยุดยืนประจันหน้ากับผม ก่อนจะเงยสีหน้าอันแสนหงุดหงิดขึ้นมาสบตา
              "ช้าก่อน เอริค! นี่เจ้าคิดจะทำอะไร"
              หัวหน้ากิลด์ร้องบอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พร้อมกับเดินเข้ามาหมายจะห้าม แต่เขาก็ถูกชายหนุ่มสวมชุดเกราะเปล่งประกายนาม เอริค ใช้มือผลักหน้าอกให้ถอยออกไป
              "หัวหน้ากิลด์ไม่ต้องมายุ่ง! นี่เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างข้ากับเจ้าหมอนี่! ต่อให้เป็นเจ้าคิดจะมาขวางข้าก็ไม่เว้น!"
              ชายหนุ่มหัวทองท่าทางเลือดร้อนประกาศกร้าวด้วยสีหน้าหงุดหงิด ก่อนจะหันกลับมาจ้องตากับผม ส่วนผมเองก็ไม่ได้รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรจึงจ้องตากลับไปด้วยแววตานิ่งสงบ
              "ข้าจำไม่เห็นได้เลยนะ ว่าข้าเคยไปสร้างเรื่องบาดหมางอะไรกับเจ้าไว้"
              ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสุขุมพร้อมกับครุ่นคิดอย่างหนักว่า ตั้งแต่มาถึงเมืองนี้ผมเคยไปทำเรื่องอะไรไว้กับเจ้าหนุ่มหัวทองสวมชุดเกราะเปล่งประกายบาดตาคนนี้มาก่อนหรือไม่ แต่เท่าที่นึกได้ก็ไม่เคยทำอะไรไว้เลยนะ
              "จำไม่ได้? นี่เจ้าจำไม่ได้งั้นรึว่าเจ้าได้ทำร้ายสหาย 3 คนของข้าไปน่ะ!"
              แต่คำพูดของผมกลับไปยั่วโมโหของเขาให้ยิ่งทวีคูณมากขึ้นไปอีก เขาจึงยกนิ้วชี้ขึ้นจี้ตรงหน้าอกของผมพร้อมกับกล่าวย้ำด้วยสีหน้าเดือดดาล พอได้ยินคำพูดนั้นไปใบหน้าของไอขี้เมาทั้งสามตัวที่ผมพึ่งส่งพวกมันไปนอนวัดกับพื้นก็ได้ผุดขึ้นมาในความทรงจำ
              "เฮ้! หัวหน้ากิลด์ ไม่มีทางที่เจ้านี่จะสามารถเอาชนะหัวหน้าออร์คได้หรอก แม้แต่ทีมพญามังกรค้ำฟ้าของข้า ซึ่งรวมนักผจญภัยระดับมิธริลหลายคนยังไม่อาจฝ่าพวกออร์คเข้าไปถึงตัวของหัวหน้าออร์คได้เลยด้วยซ้ำ คิดเรอะว่าตัวมันเพียงคนเดียวจะสามารถทำได้น่ะ เหอะ! กุเรื่องขึ้นมาเองทั้งนั้น! หัวนี่น่ะมันจะต้องเป็นของปลอมอย่างแน่นอน!"
              เจ้าหัวทองหันไปพูดกับหัวหน้ากิลด์เสียงห้าว พลางชี้นิ้วไปทางศีรษะของหัวหน้าออร์ค หัวหน้ากิลด์ก็พยายามเอ่ยห้ามปรามด้วยน้ำเสียงใจเย็น แต่เจ้าหัวทองเลือดร้อนคนนี้ดูท่าจะไม่ฟังคำพูดของคนที่มีศักดิ์เป็นถึงหัวหน้ากิลด์เลยแม้แต่น้อย
              "ช้าก่อน ฟัง--"
              ผมยกมือขึ้นทำท่าจะปัดมือของเจ้าหัวทองที่ยังคงใช้นิ้วจิ้มตรงเกราะอก แต่แล้วเขากลับชักมือกลับไปพร้อมกับสวนหมัดขวากลับมาตรงเข้าใส่หน้าของผม แต่เคราะห์ดีที่หมวกเกราะประสานตัวขึ้นมาครอบคลุมใบหน้าได้ทันเวลาพอดี
         ปึก!
              เสียงเกราะมือของเจ้าหัวทอง และหมวกเกราะของผมปะทะกันดังสนั่น แม้ผมจะไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไร แต่ก็ค่อนข้างช็อคพอสมควรที่อีกฝ่ายเล่นต่อยหมัดสวนเข้ามาแบบไม่บอกไม่กล่าว 
              มันทำให้ความโกรธผุดขึ้นมาในใจของผมชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่ผมจะสูดลมหายใจตั้งสติ เก็บงำมันเอาไว้ไม่ให้แสดงออกมา
              "โอ้ย! แข็งโว้ย! หมวกบ้าอะไรของเจ้ากันวะ!? หนอยแน่... บังอาจทำร้ายทีม พายุทมิฬ สหายของข้า อย่าคิดนะว่าข้าจะปล่อยให้เจ้ากลับไปแบบปกติสุข!"
              คนเจ็บกลับเป็นเจ้าหัวทองแทน เขาสบถลั่นพลางสะบัดมือไปมาด้วยความเจ็บปวดจากการต่อยหมวกเกราะ ก่อนจะหันมาชี้หน้าตะโกนประกาศกร้าวใส่ผม
               "ช้าก่อน ช่วยฟังที่ข้าพูดหน่อย เมื่อตอนนั้นสหายของเจ้ากำลังเมาหัวราน้ำ ทำให้เขาขาดสติเข้าหาเรื่องข้า ข้าไม่มีเจตนาใด ๆ เพื่อทำร้ายสหายของเจ้าเลย แม้--"
              "ถุ้ย! พูดจาเหลวไหล! ฝีปากปลิ้นปล้อน! สหายข้าล้วนเชื่อใจได้ เขาบอกว่าเจ้าเป็นคนทำร้ายพวกเขาก่อน! ข้านักผจญภัยระดับมิธริล เอริค ขอสาบานว่าจะจัดการเจ้าจนปางตายให้ได้ในคืนนี้!"
              ผมพยายามใจเย็นพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงสุขุมเท่าที่จะทำได้ แต่เจ้าตัวกลับตะคอกปัดคำอธิบายไปเสียดื้อ ๆ แถมยังด่าสวนกลับมาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด ก่อนที่เขาจะชักดาบข้างเอวออกมา เผยให้เห็นใบดาบสีเงินส่องประกายเหมือนกับชุดเกราะที่สวมไม่มีผิด
              เฮ้อ... เจ้าหนุ่มเอ๋ย ความอดทนของผู้ใหญ่เองก็มีขีดจำกัดนะ

    _______________________________________________


    อัพเมื่อวันที่ 20/9/2563

    นิยายแนะนำ

    กลร้ายของนายเพลย์บอย (ปกรณ์+หนูตุ่น) รุ่นลูก

    กลร้ายของนายเพลย์บอย (ปกรณ์+หนูตุ่น) รุ่นลูก

    นิยาย รัก
    2K 62
    Shadow Mercenary : ทหารรับจ้างเงา

    Shadow Mercenary : ทหารรับจ้างเงา

    นิยาย สืบสวนสอบสวน-ระทึกขวัญ
    336 20
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    เรื่อง สตรีมเมอร์ตัวร้ายกับนายโดเนท

    เรื่อง สตรีมเมอร์ตัวร้ายกับนายโดเนท

    นิยาย รัก
    1K 9
    เส้นทางสู่วิถีเซียน ข้าขอเป็นเซียน!

    เส้นทางสู่วิถีเซียน ข้าขอเป็นเซียน!

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    451K 3927
    A+B=C แวมไพร์แห่งรุ่งอรุณ [นิยายแปล]

    A+B=C แวมไพร์แห่งรุ่งอรุณ [นิยายแปล]

    นิยาย Y (Yaoi)
    5K 152
    กงเฉินจื่อหมอหนุ่มอัจฉริยะทะลุมิติ

    กงเฉินจื่อหมอหนุ่มอัจฉริยะทะลุมิติ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4K 44
    Youre my sunshine เธอคือดวงดาว..ของหัวใจ

    Youre my sunshine เธอคือดวงดาว..ของหัวใจ

    นิยาย รัก
    806 5
    พลิกชะตามาเป็นสาวงาม

    พลิกชะตามาเป็นสาวงาม

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    14K 40
    สงครามพันธุ์อัจฉริยะ

    สงครามพันธุ์อัจฉริยะ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    2K 31