bloodbath หนี้เลือดตระกูลซือ

    บทที่9 หญิงสาวปริศนา

    ท่ามกลางความเงียบของช่วงเวลาดึกสงัด คนอื่นที่อยู่ไกลออกไปถูกความมืดและความเหนื่อยล้าเข้าปกคลุม กอปรกับพวกของหนิงเทียนเป็นเพียงคนที่รับเข้ามาใหม่ จึงไม่มีใครให้ความสนใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
    หนิงเทียนก้าวเท้าเข้าไปในมุมมืดโดยด้านหลังมีบุรุษหนุ่มและชายชราเดินตามหลังไปไม่ห่าง เมื่อมาถึงหลังต้นไม้ใหญ่ สิ่งที่คิดกลับไม่เป็นเหมือนเช่นที่เห็น หนิงเทียนหรี่สายตาหดแคบ จ้องมองไปยังภาพตรงหน้าด้วยความแปลกใจ
    มันได้พบว่า หญิงสาวกำลังถูกชายฉกรรจ์คนหนึ่งรังแกข่มเหงอย่างโหดร้าย เสื้อผ้าในตัวหลุดลุ่ยออกมากองไว้ข้างนอก เหลือเพียงชิ้นน้อยๆปิดบังของสำคัญเท่านั้น
    ชายฉกรรจ์อีกสองคนที่เป็นฝ่ายดูต้นทาง เผยให้เห็นสีหน้าตกใจ ก่อนที่ชายคนหนึ่งจะยกยิ้มขึ้นด้วยสีหน้าประจบสอพลอสองมือยกขึ้นประสานกันข้างหน้า“กุนซือท่านสนใจร่วมวงกับพวกเราด้วยหรือไม่?? หลังจากพี่ใหญ่เสร็จกิจแล้ว พวกข้าจะให้ท่านเป็นคนที่สองต่อได้เลย”
    ชายฉกรรจ์อีกคนมองผ่านร่างของหนิงเทียน มันได้ยกมือขึ้นมากุมศีรษะ เมื่อเห็นว่าบุรุษหนุ่มและชายชราตามหลังมา ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ “แม่สาวน้อย คืนนี้เจ้าเหนื่อยแน่ อย่าตายไปก่อนละ”
    การกระทำของชายฉกรรจ์ผู้ที่ถูกเรียกเป็นพี่ใหญ่ ดุร้ายและบ้าคลั่งมากขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นการกระทำที่สัตว์เดรัจฉานกระทำต่อผู้หญิงที่ไร้ทางต่อสู้ เสื้อผ้าที่มีน้อยชิ้นอยู่แล้วถูกฉีกขาดจนเผยให้เห็นทรวงอกอล่างฉ่าง
    ใบหน้าเปื้อนน้ำหูน้ำตาของสาวน้อยจ้องมองมาที่หนิงเทียนและคนอื่นๆ เสียงร้องขอความช่วยเหลือแหบแห้งไร้กำลังแผ่วเบาด้วยความพยายาม“นะ..นายท่านช่วยข้า ช่วยด้วยย ชะ...ช่วย”
    ทว่าเพียงแค่อึดใจต่อมา เสียงเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวด เมื่อหน้าอกทั้งสองข้างถูกฝ่ามือขนาดใหญ่ขย้ำคล้ายจะบีบรัดให้แตกออก
    ภาพที่น่าเวทนาเช่นนั้นทำให้ผู้ที่มองดูรู้สึกสงสารและเกิดเป็นอารมณ์ความแค้น บุรุษหนุ่มร้องตะโกนข้างหูของหนิงเทียน “ท่านเป็นหัวหน้าบอกให้พวกมันหยุดสิ??”
    เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่ตอบคำใดกลับมา มันสบถเสียงดัง “ระยำ ท่านยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?? เหตุใดถึงยังไม่รีบช่วยเหลือนาง” กล่าวจบบุรุษหนุ่มเตรียมที่จะพุ่งตัวเข้าขัดขวาง แต่มันถูกชายชราที่ตามมาด้วยรั้งดึงเอาไว้
    เพียงเท่านี้ก็บอกได้แล้วว่า ทั้งสองคนรู้จักกันมาก่อนจริงๆ และการทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการแสดงละครเพื่อลดทอนความสำคัญของภูมิหลังที่บุรุษหนุ่มมี ทว่าสิ่งที่ได้รับรู้ หาใช่ความสนใจของหนิงเทียนในตอนนี้ไม่....สำหรับมันแล้วมีบางสิ่งที่ยังไม่ถูกต้อง หนิงเทียนหยุดนิ่งเพ่งมองทุกการกระทำต่ำช้าอย่างตั้งใจ แต่มันก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดเลย
    สองหูได้ยินเสียงเร้าของบุรุษหนุ่มและชายชราดังไม่ขาดช่วง “กุนซือท่านยังไม่ช่วยนางอีก??”
    แต่ถึงกระนั้นหนิงเทียนก็ไม่ได้ทำตาม มันเพียงปิดเปลือกตาลง พยายามนึกคิดว่าพลังวัตรที่มี เปรียบเสมือนลมปราณที่เคยฝึกฝนและเริ่มโคจรในร่างกายอย่างช้าๆ
    การโคจรพลังวัตรไปตามแขนและขาเสริมกำลังกายและความเร็วคือเทคนิคขั้นสูงของผู้เยี่ยมยุทธหรือปรมาจารย์ยุทธ แต่การโคจรพลังวัตรไปที่ดวงตาคือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
    หนิงเทียนเองก็ไม่แน่ใจว่าเหตุใดมันถึงต้องเสี่ยงลงมือเช่นนี้ เพียงแต่สัญชาตญาณของมันกำลังบอกว่าภาพที่เห็นอาจมีบางสิ่งที่ผิดปกติไปจากความจริง ด้วยร่างกายของมนุษย์การเคลื่อนพลังวัตรไปที่ดวงตาจะทำให้เกิดความเสียหายได้ หนิงเทียนจึงใช้วิธีการรุกรับในพริบตา มองเห็น ตัดการเคลื่อนไหวและกลับคืนสู่สภาพเดิม ทั้งสามเกิดขึ้นในเสี้ยวลมหายใจเดียว
    หนิงเทียนได้พบว่าสิ่งที่ชายฉกรรจ์กำลังกอดรัดฟัดด้วยตัณหาอยู่นั้นเป็นเพียงท่อนไม้ ส่วนหญิงสาวปริศนา กำลังยืนยกริมฝีปากบางฉีกกว้าง ดวงตาเล็กเรียวจ้องมองไปที่อีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มขบขัน
    ใบหน้าของหนิงเทียนถูกแทนด้วยความรู้สึกสับสนงุนงง หว่างคิ้วขมวดเข้าหากัน ตลอดชีวิตสามสิบปีที่เป็นแม่ทัพใหญ่ฉิน ออกรบไปทั่วทุกสารทิศ ไม่เคยประจักษ์เห็นวิชาลวงตาเช่นนี้มาก่อน ผิดวิสัยการฝึกยุทธของผู้คนในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำมากนัก

    ท่ามกลางความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น หนิงเทียนกล่าวออก “น่าเหลือเชื่อจริงๆที่ผู้ใช้คุณไสยมีตัวตนอยู่จริงๆ??”
    คำพูดสั้นๆแต่ทำให้ ทุกคนๆหยุดการกระทำและฉุกคิดตาม ไม่นานนักสีหน้าของพวกมันจะกลายเป็นความหวาดกลัว เมื่อได้ยินชื่อของผู้ใช้คุณไสย บนแผ่นดินสามเหลี่ยมทองคำ ผู้ฝึกยุทธแบ่งออกเป็นสี่คุณลักษณะ หนึ่งผู้ฝึกปรือพลังกายส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นพวกแม่ทัพ และ ทหารกำศึก คนเหล่านี้น่ากลัวเวลาอยู่ในสนามรบและอยู่เป็นกลุ่มก้อนสอง ผู้ฝึกฝนเคี่ยวกรำด้วยพลังวัตรให้เข็มแข้ง พลังวัตรน่ากลัวที่การปะทะกันตัวต่อตัว ส่วนใหญ่จะเป็นชาวยุทธพบเห็นได้ทั่วๆไป สาม พวกโจรลักเล็กขโมยน้อยและเหล่าองครักษ์หลวง คนจำพวกนี้จะเน้นไปที่วิชาตัวเบาเพื่อใช้ในการตามล่าหรือหลบหนี และสุดท้ายคุณลักษณะที่น่ากลัวที่สุดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ กลุ่มคนที่มีอยู่เพียงในตำนานและเรื่องเล่า บางหนแห่ง เล่ากันว่า 'คุณไสย' เป็นทักษะวิชาที่ฝึกฝนได้ยากที่สุด มีตำนานกล่าวถึงผู้ใช้คุณไสยสามารถติดต่อกับภูตผีวิญญาณได้ อีกทั้งยังสามารถใช้ผีร้ายเหล่านั้นคร่าสังหารศัตรูได้โดยที่มือของตัวเองไม่ต้องเปื้อนเลือด ด้วยเหตุนี้ ชื่อของผู้ใช้คุณไสยจึงเป็นที่หวาดกลัวต่อทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินใหญ่เป็นอย่างมาก
    ในชีวิตก่อนของหนิงเทียน มันเคยได้ยินถึงเรื่องเล่าของผู้ใช้คุณไสยมาก็มาก หากแต่ระยะเวลาที่บุกเหนือลงใต้กลับไม่เคยพบเจอผู้ฝึกวิชาแขนงนี้แม้แต่คนเดียว ส่วนตัวแล้ว มันจึงเชื่อเพียงว่า ผู้ใช้คุณไสยเป็นเพียงนิทานหลอกเด็กเรื่องหนึ่งเท่านั้น

    หนิงเทียนจ้องมองไปที่เงามืด พร้อมกล่าวออกไป “ในตอนที่พวกเราอยู่โรงเตี๊ยม ไม่ใช่แค่ข้าเพียงคนเดียวที่รู้การมาถึงของกองโจรหุบเขา เจ้าเองก็ด้วยงั้นสินะ ผู้ใช้คุณไสย”
    ได้ยินเช่นนั้น เสียงดีดนิ้วท่ามกลางความมืดดังขึ้น ฟึ่บบ....
    เงาร่างของหญิงสาวปรากฏขึ้นพร้อมๆกันนั้นในอ้อมกอดของชายฉกรรจ์กลับกลายเป็นเพียงท่อนไม้เท่านั้น ดวงตาของพวกมันทั้งสามคนเบิกกว้างราวกับได้เห็นภูตผี แม้แต่บุรุษหนุ่มและชายชรายังต้องยืนนิ่งดวงตาแข็งค้างด้วยความตกใจ ทั้งหมดพยายามข่มสะกดความกลัวไม่ให้สองขาต้องสั่นไหวไปกับเรื่องราวตรงหน้า คงจะมีเพียงหนิงเทียนเท่านั้นที่จ้องมองอีกฝ่ายด้วยความสนใจ
    หญิงสาวมองหนิงเทียนกลับมาด้วยรอยยิ้มก่อนจะกล่าวออก “เจ้าน่าสนใจจริงๆ ใช้วิธีใดถึงมองภาพลวงตาของข้าได้กัน??”
    หนิงเทียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าเองก็มีดีอยู่เหมือนกันนา ว่าแต่เจ้าเถอะยอมถูกจับ และ ไม่ยอมหนีไป เจ้าเป็นใครและต้องการอะไรกันแน่??”
    ได้ยินเช่นนั้นหญิงสาวส่ายศีรษะเบาๆ “คงไม่ต้องบอกว่าข้าเป็นใครกับคนที่กำลังจะตายหรอกจริงมั้ย?? ส่วนข้าต้องการอะไรกันนะหรือ?? อื้มม...ข้าก็แค่ต้องการจะกิน คร่าแรกข้าเจอเหยื่อสามคน พอตามพวกมันมาถึงโรงเตี๊ยมเหยื่อก็เพิ่มเป็นหกคน มาตอนนี้ดูสิ มีเหยื่อให้ข้าเลือกกินได้นับร้อยๆเลย โชคเข้าข้างจริงๆ”
    “กะ...กิน” ชายฉกรรจ์ที่อยู่ใกล้กับตัวหญิงสาวมากที่สุดพึมพำออกด้วยความกลัว จากนั้นหญิงสาวยกยิ้มให้กับอีกฝ่ายด้วยความอ่อนโยนก่อนจะกล่าว “แม้เป็นภาพลวงตา แต่เจ้าก็ได้ทำแบบนั้นกับข้าไปแล้ว เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนขอข้ากินเจ้าเถอะน๊า” สิ้นเสียงกล่าว ริมฝีปากบางหดหายเข้าไปในปากเผยให้เห็นฟันเล็กแหลมคมจำนวนมาก จากนั้นหญิงสาวโน้มใบหน้า เข้าหาชายฉกรรจ์และตวัดลำคอเพียงหนึ่งครั้ง เนื้อแก้มของอีกฝ่ายถูกฉีกขาด เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมา
    "....." ชายฉกรรจ์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด หากแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้เลย
    หญิงสาวเคี้ยวเนื้อของอีกฝ่ายอย่างเอร็ดอร่อย “อย่าพยายามร้องเลย ข้าได้ใช้มนต์ดำปิดปากเจ้าไปแล้ว”
    ชายฉกรรจ์อีกสองคนใบหน้าถอดสีด้วยความเงียบเมื่อเห็นพี่ใหญ่ของพวกมันกำลังจะกลายเป็นอาหารของผู้ใช้คุณไสย
    บุรุษหนุ่มพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่ขาดห้วงจากความกลัว “ปะ...ปีศาจ ปีศาจ!!!!”
    ชายชราที่คล้ายจะมีประสบการณ์มากที่สุดกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ว่ากันว่า ผู้ใช้คุณไสยระดับสูง เมื่อไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้น9ได้ จะถูกวิชาของตัวเองย้อนกลับมาจนกลายเป็นอมนุษย์ตนหนึ่ง เร็วเข้า!!! พวกเราต้องหนีกันแล้ว” ทว่าเมื่อคิดจะขยับตัว ทั้งบุรุษหนุ่มและชายชรากลับไม่สามารถขยับได้แม้เพียงก้าวเดียว
    “อย่าพยายามเลย พวกเจ้าทุกคนถูกข้าตรึงเงาไว้กับที่แล้ว” หญิงสาวกล่าวออกด้วยรอยยิ้มของผู้ที่เหนือกว่า
    แม้ทุกคนจะเรียกอีกฝ่ายเป็นผู้ใช้คุณไสย หากแต่สายตาของหญิงสาวเป็นสายตาที่ หนิงเทียนเคยพบและรู้จักดี มันเป็นเสมือนสายตาของเผ่าพันธุ์ที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่า มองเหยียดลงมายังเผ่าพันธุ์ที่ต่ำต้อยกว่า
    เวลานี้ทุกชีวิตตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัว ซึ่งได้สวนทางกับหนิงเทียนที่ยังคงสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ ทำให้หญิงสาวรู้สึกแปลกใจอยู่มาก “ดูเหมือนว่า เจ้าไม่กลัวข้าเลยสินะ”
    ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนยกยิ้มมุมปาก “เจ้ามีอะไรน่ากลัวงั้นรึ??” แม้อีกฝ่ายจะเป็นเรื่องแปลกสำหรับโลกใบนี้ หากแต่เมื่อเทียบกับชีวิตที่หนิงเทียนเผชิญพบมา มันเทียบไม่ได้แม้แต่กับมังกรตัวเป็นๆหนึ่งตัวด้วยซ้ำไป
    “อย่างที่คิดไว้เลย สายตาของข้าบอกว่าเจ้ามีบางสิ่งที่ผิดไปจากคนทั่วไป” หญิงสาวกล่าวออกพร้อมกับมองสำรวจร่างกายของอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ให้ข้าทดสอบดูดีมั้ย” สิ้นเสียงกล่าว ดวงตาของชายฉกรรจ์ที่ถูกกัดกินเนื้อแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง มันลุกขึ้นยืนราวกับคนไร้สติและพุ่งร่างเข้าหาหนิงเทียนอย่างดุร้าย