อันเจิงมองเฉินเซ่าป๋ายในใจรู้สึกไม่ดีขึ้นมา
เฉินเซ่าป๋ายมองอันเจิง ทันใดนั้นก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที
อันเจิงรอเฉินเซ่าป๋ายเดินมาถึงตรงหน้าตนก่อนจะพูดขึ้น“ทุกครั้งที่เจอเจ้า ข้าก็มั่นใจตลอดว่าตนเองต้องทำเรื่องไม่ดีอะไรไว้แน่ยิ่งไปกว่านั้น รู้สึกว่าชีวิตนี้ข้ามีชะตากรรมที่แย่เหลือเกิน”
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะ “กลับกันทุกครั้งที่เจอเจ้า ข้าก็มั่นใจว่าตนเองต้องพยายามทำแต่เรื่องดี ยิ่งไปกว่านั้นข้ารู้สึกว่าชีวิตข้ามีโชคชะตาที่ดีอีกด้วย”
อันเจิงชี้ร่มกระดาษในมือเขา“ผิวเจ้าอ่อนแอขนาดนั้นเชียว”
“เจ้าอยากรู้ก็ลองจับดูสิ”
“ไสหัวไป”
เฉินเซ่าป๋ายยิ้มกว้างทันทีราวกับการหยอกล้อแบบนี้ทำให้เขามีความสุขที่สุด หรืออาจเป็นเพราะมีความสุขที่เห็นอันเจิงหงุดหงิดแบบนี้ก็ได้
“เจ้าไม่ถามหน่อยรึว่าข้ามาหาเจ้าทำไม?”
อันเจิงพูด “ไม่มีสิ่งดี ๆอะไรออกจากปากเจ้าหรอก”
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะแล้วพูด “หมดกันคำว่าคิดถึงใจจะขาดไม่มีวันออกมาแน่ แต่ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ต้องขอบคุณข้าเพราะข้ามาเพื่อช่วยเจ้า”
อันเจิงถาม “ดาวอะไรทำให้ข้าซวยอีกแล้ว?”
เฉินเซ่าป๋ายพูด “เลี้ยงเหล้าข้าหน่อยสิ”
อันเจิงเห็นโรงเหล้าอยู่ไม่ไกล จึงพากันเดินไปที่นั่น“เงินเดือนในวังไม่พอให้เจ้าดื่มเหล้ารึ?”
เฉินเซ่าป๋ายพูด “เหล้าพวกนั้นธรรมดาเกินไปรสชาติไม่ดี ข้าไม่ดื่ม”
อันเจิงถาม “แล้วเหล้าที่ข้าเลี้ยงเจ้ามันพิเศษรึ?”
ในที่สุดเฉินเซ่าป๋ายก็หาโอกาสจนได้เขารีบพูดขึ้น “ดื่มกับเจ้า เหล้าอะไรก็เป็นของดีทั้งนั้น”
อันเจิงหรี่ตา “หากเจ้าคิดจะทำให้ข้ารังเกียจเจ้าต้องแพ้แน่นอน เพราะข้าใจกว้างมาก”
เฉินเซ่าป๋ายถอนหายใจพลางพูด“หากเอาคำพูดพวกนี้ไปบอกกับแม่สาวน้อย พวกนางต้องหลงไปหลายวันแน่”
“เสียดายที่ข้าไม่ใช่แม่สาวน้อยของเจ้า”
เฉินเซ่าป๋ายเดินตามอันเจิงไปถึงโรงเหล้าจากนั้นก็เลือกที่นั่งแบบลวก ๆ “เจ้าแปลกใจมากใช่หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงเหมือนผีตามหลอกหลอนเจ้าไม่เลิก”
อันเจิงชูนิ้วโป้ง “คำนี้พูดได้ดีมาก”
เฉินเซ่าป๋ายพูดเบา ๆ “ชาติก่อนข้าเกิดเป็นงูที่เกือบถูกนายพรานฆ่าตายเป็นเจ้าในชาติก่อนที่ช่วยข้าไว้ ฉะนั้นข้าจึงตั้งใจหาเจ้าจนเจอในชาตินี้เพื่อมาทดแทนบุญคุณ”
อันเจิงพูด “หากเป็นแบบนั้นจริงข้าขออะไรสักอย่างได้หรือไม่?”
“ว่ามา” เฉินเซ่าป๋ายตอบอย่างกระตือรือร้น
อันเจิงมองไปยังเฉินเซ่าป๋าย“พาข้ากลับไปชาติที่แล้ว ข้าจะทำให้เจ้าตายด้วยน้ำมือข้าเอง”
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะเสียงดัง“หลายวันก่อนข้าใช้คำพูดประมาณนี้กับหญิงสาวคนหนึ่ง นางซึ้งจนแทบจะสลบไป ทำไมพอเป็นเจ้าเจ้ากลับไม่ไว้หน้าข้าเลย”
อันเจิงส่ายหน้า “ยังดีที่เจ้าชอบหยอกล้อสาวๆ แต่การหลอกคนอื่นสุดท้ายก็จะมีจุดจบไม่ดี”
เฉินเซ่าป๋ายพูด “ข้าไม่เคยหลอกใครหากชอบหญิงสาวคนไหนก็คือชอบ หลังจากนั้น หากไม่ชอบแล้วก็แค่ต่างคนต่างไป”
“เจ้ามาที่นี่ทำไม?”
“ช่วยเจ้าอย่างไรเล่า...งานเลี้ยงในตำหนักวิหารสวรรค์คืนนี้เจ้าอย่าไปเลยจะดีกว่า”
“เพราะอะไร?”
“เพราะเมื่อครู่เจ้าออกตัวอย่างยิ่งใหญ่เกินไปรีดเงินจากแคว้นโยวมามากขนาดนั้น เจ้าคิดว่าชาวโยวจะปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ รึ?พวกเขาขายหน้าเพราะเจ้า อย่างไรก็ต้องหาทางเอากลับคืนมาอย่างแน่นอน จนถึงตอนนี้ของดีที่แคว้นโยวมียังไม่ได้นำออกมาเลย พวกเขารอนำมันออกมาในงานเลี้ยงตอนอยู่ต่อหน้าราชาและไทเฮาวันนี้เจ้าทำชื่อเสียงไว้มาก เมื่อถึงเวลานั้น ราชาต้องให้เจ้าไปดูของวิเศษ และหากเจ้าดูไม่ออกว่าเป็นอะไรเกรงว่าจะไม่เป็นผลดี”
อันเจิงพูดอย่างมั่นใจ “หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว”
“เจ้ามั่นใจจริงหรือว่าจะไม่มีอะไรที่ตัวเองดูไม่ออก?”
“เท่าที่รู้ก็คือไม่มี”
เฉินเซ่าป๋ายถอนหายใจจากนั้นก็ใช้น้ำเสียงราวกับอันเจิงไม่มีวันเข้าใจ “ความจริงมันมีแล้วมันก็อยู่ในโรงจวี้ฉ่างนั่นแหละ เจ้ากลับดูมันไม่ออกเลยด้วยซ้ำ ฟังคำเตือนจากข้าหากเลือกได้ก็อย่าไปเลย”
อันเจิงขมวดคิ้ว“ของชิ้นนั้นก็อยู่ในโรงจวี้ฉ่างเมื่อครู่รึ?”
เฉินเซ่าป๋ายดื่มเหล้า “เหล้านี่ถือเป็นรางวัลที่ข้าช่วยเจ้าที่จะพูดข้าก็พูดจบแล้ว เจ้าคิดเอาเองเถอะ แน่นอนว่าข้าไม่อยากเห็นเจ้าตายแต่หากเจ้าเดินเข้าไปหาความตายเอง ข้าก็ไม่อาจรั้งเจ้าได้”
เขาลุกขึ้น“หวังว่าเจ้าจะไม่มั่นใจตัวเองมากเกินไปนัก”
เมื่อพูดจบ เขาก็เดินออกจากโรงเหล้าไป
อันเจิงครุ่นคิดครู่หนึ่งคำพูดของเฉินเซ่าป๋ายยังมีความหมายอื่นแอบแฝงอยู่หรือไม่จากนั้นก็ย้อนคิดอย่างอดใจไม่ได้ เมื่อครู่ในโรงจวี้ฉ่าง มีของอะไรที่ตนมองข้ามไปหรือก้อนหินเหล่านั้นเขาดูหมดแล้ว หรือเพราะเขาดูพลาดไป? เขานึกไปถึงกล่องใหญ่ที่ชาวโยวนำมาบอกว่าเป็นของวิเศษสามชิ้น แต่ถึงกระนั้น ชาวโยวก็ไม่ได้เปิดออกให้ทุกคนดู
หรือว่า...สิ่งที่เฉินเซ่าป๋ายพูดก็คือของในกล่องนั้น?
แต่ของที่อยู่ในกล่องเขาไม่มีโอกาสได้เห็นเลยด้วยซ้ำ ฉะนั้นจึงพูดไม่ได้ว่าไม่รู้จักจากความหมายที่เฉินเซ่าป๋ายพูด ราวกับเขาได้เห็นมันกับตาแล้วแต่ทว่าละเลยไปเอง
มันคืออะไร?
ฉะนั้นอันเจิงจึงตัดสินใจว่างานเลี้ยงในคืนนี้เขาต้องไปแน่นอน
ขณะที่อันเจิงเตรียมตัวจากไปเขาสังเกตเห็นว่าเฉินเซ่าป๋ายลืมร่มเอาไว้จึงหยิบมันขึ้นมาแต่ทว่าเดินออกไปกลับไม่เห็นเฉินเซ่าป๋ายแม้แต่เงา อันเจิงกางร่มที่ดูธรรมดากลับไปที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เมื่อเข้าไปแล้วเขาก็ชะงักทันที
กู่เชียนเยว่กำลังจีบสาวกลุ่มใหญ่ประมาณสิบกว่าคนอยู่
หญิงสาวที่เขาและซางโหยวช่วยออกมาจากหอนางโลมขณะนี้กลายเป็นเหมือนวังหลังของกู่เชียนเยว่ไปแล้ว กู่เชียนเยว่ยืนอยู่กลางสนามกอดคนนู้นทีกอดคนนี้ที คำพูดคำจาและท่าทางไม่ต่างจากผู้ชายเลยหญิงสาวที่หนีออกมาจากใต้เงามืด ตอนนี้กลายเป็นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแล้ว ดูท่าวิธีการจีบหญิงของกู่เชียนเยว่จะเก่งกาจกว่าระดับพลังวัตรไปมาก
ชวีหลิวซีนั่งอยู่ด้านข้างแล้วช่วยหญิงสาวเหล่านั้นจับชีพจรอย่างเงียบๆ คนแล้วคนเล่า
ส่วนซางโหยวที่บุกเข้าไปช่วยคนอื่น ๆจากหอนางโลมยืนอยู่อีกด้าน ราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนางเลยสักนิด
อันเจิงเดินเข้าไปกู่เชียนเยว่ชี้อันเจิงแล้วพูด “มา นี่คือเจ้าของที่นี่ เจ้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อายุน้อยแต่ชื่อเสียงโด่งดัง ในเมืองฟางกู้ไม่มีใครไม่รู้จักเขา ในอนาคตใต้หล้านี้ก็จะไม่มีใครไม่รู้จักเขา”
อันเจิงยิ้มให้หญิงสาวเหล่านั้นอย่างเขินอายจากนั้นก็ลากกู่เชียนเยว่ไปด้านข้าง “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
กู่เชียนเยว่ถาม “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าแปลกไป?”
อันเจิงชะงักไป “เจ้าเป็นอะไร?”
“ข้าคิดว่าจะรับหญิงเหล่านี้เป็นศิษย์อีกหน่อยข้าก็คืออาจารย์ของพวกนาง เจ้าก็จะเป็นอาจารย์อาของพวกนางด้วยและแน่นอนว่า อีกหน่อยคนเหล่านี้ก็จะเป็นคนของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ ฉะนั้นเจ้าอย่าลำเอียงเชียวนะจริงด้วย...เราร่วมสาบานกันก่อนดีกว่า? นับจากวันนี้ไปเจ้ากับข้าก็เป็นพี่น้องกัน ไม่สนว่าจะเกิดวันไหนเดือนไหนหรือปีไหนสนเพียงว่าเราจะร่วมเป็นร่วมตาย เรามาเผากระดาษ ฆ่าไก่เซ่นไหว้จุดธูปให้ฟ้าดินเป็นพยาน”
อันเจิงโมโหขึ้นมาแล้ว “หุบปาก...นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่รึตอนนี้กว่าครึ่งเมืองฟางกู้กำลังตามหาพวกนางอยู่ แต่เจ้ากลับพาพวกนางเล่นเสียงดังในรั้วนี้เจ้าไม่กลัวเกิดเรื่องหรืออย่างไร?”
กู่เชียนเยว่เบ้ปาก “กลัวอะไรข้ายังอยากให้มีคนตามมาด้วยซ้ำ มากี่คนก็ฆ่าให้หมด”
อันเจิงถอนหายใจ “เจ้าเปลี่ยนนิสัยแบบนี้หน่อยได้หรือไม่ตอนนี้เจ้าไม่ได้ช่วย แต่กำลังเพิ่มปัญหาให้ ข้าช่วยพวกนางมาอย่างยากลำบากสุดท้ายก็จะกลายเป็นแค่ความว่างเปล่า สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็ต้องเข้าไปพัวพันด้วยทั้งหมดสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มีคนนับร้อยชีวิต หากเรื่องนี้เชื่อมโยงมาถึงที่นี่แล้วไทเฮาซูชิงนวนสืบเจอละก็นางจะปล่อยเราไปง่าย ๆ รึ?”
กู่เชียนเยว่กลอกตา “เจ้ากลัว?”
อันเจิงสะบัดมือ “ข้าไม่มีเวลามาพูดเรื่องนี้กับเจ้า”
เขาเดินไปด้านหน้าหญิงสาวเหล่านั้น“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ นับจากวันนี้ไปก็อยู่แต่ด้านหลังสำนัก ไม่มีคำสั่งจากข้าก็ห้ามออกมาต่อไปเรื่องของกินของใช้ข้าจะส่งคนเอาเข้าไปให้รวมไปถึงเสื้อผ้าก็จะมีคนจัดเตรียมให้ด้วย อีกเดี๋ยวทุกคนเขียนขนาดเสื้อผ้าของตัวเองเอาไว้ข้าจะให้คนไปซื้อมา รอเรื่องทั้งหมดเงียบลง ข้าจะส่งพวกเจ้าออกนอกเมืองฟางกู้”
หญิงสาวเหล่านั้นชะงักไปและคุกเข่าลงทันที“เจ้าสำนักอัน ขอร้องท่านอย่าไล่เราไปเลย เก็บเราไว้ที่นี่เถอะ ใต้หล้ากว้างใหญ่แต่เราไม่มีที่ไปแล้วหากพวกเราออกไป อย่างไรก็ต้องตกอยู่ในมือคนพวกนั้นอยู่ดี อยู่อย่างตายทั้งเป็น”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่ใช่ข้าอยากไล่พวกเจ้าแต่เพราะเรื่องนี้เชื่อมโยงกับคนจำนวนมากข้าจะจัดเตรียมที่ที่ปลอดภัยให้พวกเจ้าไปอยู่ดีหรือไม่?”
“ขอร้องล่ะ เจ้าสำนักอัน อย่าไล่เราไปเลย”
“จะให้เราเป็นหมูเป็นสุนัขก็ได้เราจะตอบแทนบุญคุณท่าน”
อันเจิงทำตัวไม่ถูกเขาหันไปเขม่นหน้ากู่เชียนเยว่ กู่เชียนเยว่มองกลับมาราวกับจะบอกว่าเจ้าจะทำอะไรได้ราวกับนางยังคงโมโหอยู่ เมื่อครู่เขาบอกไม่มีเวลาจะคุยด้วยเห็นได้ชัดว่ามันทิ่มแทงนางเล็กน้อย
อันเจิงพูด “กลับเข้าไปด้านหลังก่อนเถอะอย่าประเมินข้าสูงนักเลย พวกเจ้าวุ่นวายแบบนี้ หากทำให้คนอื่นสนใจข้าก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้”
“อันเจิง”
ซางโหยวที่ยืนด้านข้างพูดด้วยความลำบากใจ“ข้ารู้ว่าเรื่องนี้เป็นเพราะข้าคิดน้อยเกินไป สุดท้ายยังต้องให้เจ้ารับพวกนางไว้อีกนี่เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม ข้าเป็นคนบุกรุกแล้วพาพวกนางออกมา ทำให้เจ้าต้องมาร่วมรับผิดชอบแต่ว่า...ตอนนี้ข้าก็ไม่รู้จะจัดการกับพวกนางอย่างไรเหมือนกัน”
อันเจิงพูด “ข้าไม่ได้บอกว่าจะไม่ช่วยพวกนางเพียงแค่บอกว่าจะส่งพวกนางไปนอกเมืองเมื่อทุกอย่างสงบลง ก่อนจะถึงวันนั้นพวกนางก็ต้องอยู่ที่นี่ไปก่อน แต่พวกเจ้าเลิกก่อปัญหาได้หรือไม่ให้ข้าจัดเตรียมทุกอย่างก่อนได้หรือไม่?”
ซางโหยวก้มหน้า “ข้า...ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไร”
ชวีหลิวซีเดินไปลากมือของกู่เชียนเยว่และซางโหยวจากนั้นก็หันไปบอกหญิงสาวเหล่านั้น “วางใจเถอะ เจ้าสำนักอันไม่ไล่พวกเจ้าไปหรอกแต่ต้องเข้าใจกันบ้างนะ พวกเจ้าไม่ควรคิดว่า เมื่อเขาเป็นคนช่วยพวกเจ้าแล้วก็ต้องเป็นคนดูแลพวกเจ้าด้วยฉะนั้นการที่พวกเจ้าคุกเข่าลงไม่ใช่การขอร้อง แต่เป็นการบังคับเขา กลับไปด้านหลังกับข้าก่อนเถอะไม่ต้องเป็นห่วง”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ชวีหลิวซีพูดในใจอันเจิงก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นทันที เขาไม่ชอบคนชั่วและเรื่องชั่วแต่ก็ไม่ชอบการถูกมัดมือชกให้เป็นคนมีคุณธรรมเหมือนกัน
ชวีหลิวซีพาหญิงสาวคนอื่น ๆ ไปด้านหลังจากนั้นก็หยิบน้ำมายื่นให้อันเจิง “เป็นอะไรไป? เจอเรื่องทุกข์ใจอะไรหรือ?”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่มี”
ชวีหลิวซีให้เขานั่งลงจากนั้นก็ยกมือขึ้นไปนวดขมับเขา “เจ้าไม่รู้สึกว่าจิตใจตัวเองว้าวุ่นหรือ?ปกติแล้วเจ้าจะไม่โมโหง่ายขนาดนี้ หากไม่ใช่เพราะเจอเรื่องกลุ้มใจอย่างนั้นก็น่าจะเจอเรื่องอะไรที่ใหญ่พอจะส่งผลกระทบต่อจิตใจเจ้าได้”
อันเจิงชะงักไป “ส่งผลกระทบต่อจิตใจข้า?”
เขาทบทวนเรื่องที่เจอในวันนี้ก็พบว่าไม่มีอะไรเป็นพิเศษจากนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ทันที ก้อนหินเหล่านั้นไม่ได้ถูกผ่าออกทั้งหมด เพราะคนของแคว้นโยวห้ามผู้จะเดิมพันบอกว่าเงินที่ตัวเองนำมาไม่พอแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขากลัวขาดทุนมากกว่าก้อนหินที่เหลืออยู่ถูกใส่กลับเข้าไปในกล่องรวมไปถึงก้อนหินใหญ่ขนาดหนึ่งเมตรกว่าด้วย ก้อนหินใหญ่ขนาดนั้น ทั้งยังเป็นก้อนหินที่ไม่มีหยกแห่งวิญญาณอย่างนั้นจะเสียแรงเอามาทำไม?
อันเจิงลุกขึ้นจากนั้นก็เดินกลับไปในห้อง “ข้าต้องจัดการอะไรหน่อย คืนนี้ต้องไปตำหนักวิหารสวรรค์พวกเจ้าก็ระวังตัวด้วย หากเกิดเรื่องอะไรก็รีบเข้าไปในตราประทับท้าทายสวรรค์”
ชวีหลิวซีตื่นตระหนกขึ้นมาทันที“เรื่องอะไรร้ายแรงขนาดนั้น?”
อันเจิงพูด “เป็นข้าละเลยเองจึงถูกเขาหลอกใช้เรื่องนี้อย่างไรข้าต้องเป็นคนไปแก้ ไม่อย่างนั้นข้าไม่สบายใจ”
เขานำกระดิ่งแก้วและของที่เสวี่ยเหมยไต้ให้ไปด้วยเดินจูงม้าออกจากสำนักแล้วพุ่งไปทางตำหนักวิหารสวรรค์อย่างรวดเร็ว
กู่เชียนเยว่วิ่งออกมาจากด้านหลังสำนัก “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ชวีหลิวซีส่ายหน้า “ข้าไม่รู้”
กู่เชียนเยว่กัดฟันวิ่งตามไป“ต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนแน่เลย ปกติเจ้าบ้านั่นไม่กล้าขี่ม้า!”