นิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว**

    Re-new ตอนที่ 91 เงินมัดจำ

    ตอนที่ 91 เงินมัดจำ

     

    พี่หกจับสีหน้าของแววตาของเสี่ยวเฉาได้ดูเหมือนนางจะแปลกใจงั้นรึ ? เขาห้ามตนเองมิให้เอามือมาลูบแผลเป็นบนใบหน้าความรู้สึกสงสัยและสับสนผุดขึ้นมาในใจของเขา พวกเขาเจอกันเมื่อบ่ายวานแล้วมิใช่รึ ? ตอนนั้นเด็กหญิงคนนี้ตกใจกลัวรอยแผลเป็นบนใบหน้าของเขามากเสียจนหน้าซีดขาวราวกับผีแล้วเหตุใดปฏิกิริยาของนางในวันนี้ถึงมีแค่อารามประหลาดใจเท่านั้น  ทั้ง ๆ ที่ใบหน้าของเขาน่ากลัวจนทำให้เด็กตัวเล็กๆ ร้องไห้ได้เลยด้วยซ้ำ เขาต้องแปลความหมายในสีหน้าแววตาของนางผิดไปแน่ ๆ !

     

    เขามองเสี่ยวเฉาและคิดจะเอ่ยอะไรบางอย่างสุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะไม่เอ่ยและหันหลังกลับแล้วไปเดินช้า ๆ ทางบริเวณที่มีเหล่าพ่อค้าแม่ค้ากำลังขายอาหารเช้าเสี่ยวเฉามองไปรอบ ๆ และสังเกตเห็นว่าไม่มีใครอยู่สักคน จึงรีบตามเขาไปโดยเร็ว นางไม่อยากอยู่แถวนั้นเพียงลำพังอย่างแน่นอนถ้าอันธพาลกลุ่มนั้นกลับมา นางก็ตายน่ะสิ

     

    พอเสี่ยวเฉาหายไปนานหยูไห่ก็เริ่มกระสับกระส่าย เขารอนางอยู่ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวอย่างร้อนใจ เมื่อเห็นลูกสาวเดินตัวลีบกลับมาโดยคนข้างๆ นางเป็นผู้ชายที่ดูดุร้ายเคร่งขรึมมีแผลเป็นบนใบหน้าความคิดแรกของเขาก็คือลูกสาวสุดที่รักของเขากำลังถูกรังแกเขารีบเดินกะเผลกเข้าไปและดันตัวลูกสาวไปอยู่ข้างหลังทันทีเขามองพี่หกอย่างระมัดระวังและเอ่ยว่า “มิต้องกลัวลูกพ่อ พ่ออยู่นี่แล้ว พ่อจะมิให้ผู้ใดรังแกลูกได้เด็ดขาด”

     

    เสี่ยวเฉารู้สึกซึ้งใจไปพร้อม ๆ กับรู้สึกขนลุกกับการปกป้องของเขานางยิ้มขอโทษให้พี่หกแล้วดึงพ่อให้กลับไปนั่งที่ม้านั่ง พร้อมกับอธิบายว่า “ท่านพ่อเจ้าคะท่านพี่หกมิได้ทำอะไรข้า ตรงกันข้ามเขาเพิ่งช่วยข้าจากพวกอันธพาลเจ้าค่ะ”

     

    หลังจากนั้นนางก็อธิบายให้เขาฟังคร่าว ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นหยูไห่ดึงมือนางมาสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า หลังจากไม่พบสิ่งผิดปกติเขาก็โล่งอกและเอ่ยว่า“ท่าเรือวุ่นวายเป็นอย่างมาก ต่อไปพ่อมิอนุญาตให้เจ้าเดินเที่ยวเล่นโดยลำพังแล้วนะ! น้องชายท่านนี้ เมื่อกี้ข้าหยาบคายกับท่าน แต่ขอบคุณท่านเป็นอย่างมากที่ช่วยลูกสาวของข้าเอาไว้! ”

     

    ใบหน้าของพี่หกเฉยเมยเช่นเดิมเขาพยักหน้าเบา ๆ เป็นคำตอบเท่านั้น แล้วเขาก็อ้าปากเอ่ยออกมาเป็นคราแรกกับเฒ่าหลิว“ขอก๋วยเตี๋ยวน้ำ 1 ชาม ไม่เอาเส้นแป้งถั่ว...”

     

    เฒ่าหลิวรีบฉีกแป้งออกจากชามใบเล็ก แล้วรีดและตัดแป้งเป็นเส้นๆอย่างชำนาญ  ไม่นานก๋วยเตี๋ยว 1 ชามก็ถูกทำจนเสร็จ

     

    หยูไห่รีบเอาหัวหมูตุ๋น 1 ห่อกับปลาหมัก1 ห่อจากตะกร้ามาวางลงตรงหน้าชามก๋วยเตี๋ยวของพี่หกแล้วเอ่ยว่า “น้องชายกินสองอย่างนี้กับก๋วยเตี๋ยวด้วยนะ รับไว้เป็นคำขอบคุณจากข้าที่ช่วยชีวิตลูกสาวของข้าเอาไว้เมื่อครู่”

     

    พี่หกเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่ปฏิเสธข้อเสนอแต่พอเขากินเสร็จก็วางเงิน 2 อีแปะเอาไว้บนโต๊ะ เมื่อหยูไห่เห็นเงิน เขาก็อยากตามเอาเงินไปคืนแต่เสี่ยวเฉาห้ามเอาไว้และเอ่ยว่า 

    “ช่างเถอะเจ้าค่ะท่านพ่อ เงินเพียงแค่ 2อีแปะแค่นี้มิสะเทือนเขาหรอก จะได้เวลาคนงานพักกินข้าวแล้วนะเจ้าคะ”

     

    แน่นอนว่าเมื่อพวกเขามองไปทางท่าเรือ  พวกเขาก็เห็นผู้ชายท่าทางหยาบกระด้างกลุ่มหนึ่งกำลังพูดคุยและหัวเราะขณะเดินมาทางนี้บางคนที่ใจร้อนกว่าก็เดินเร็ว ๆ มาตลอดทางและตะโกนเรียกเสี่ยวเฉาจากที่ไกล ๆ“เสี่ยวเฉา ขอหัวหมูตุ๋น 2 ห่อ เอามันเยอะ ๆ ”

     

    “เสี่ยวเฉา เสี่ยวเฉา ! เอาไส้หมู 1 ห่อกับกระเพาะหมู 1 ห่อ...”

     

    “มีปลาแบบเมื่อวานอีกหรือไม่ ? ข้าอยากได้2 ห่อ”

     

    ..............................

     

    แม้จะเคยได้ยินลูกชายบรรยายสถานการณ์ให้ฟังอยู่หลายคราแล้วแต่หยูไห่ก็ยังตกตะลึงอยู่ดีเมื่อได้มาเห็นด้วยตาตนเอง

     

    แต่เสี่ยวเฉาคุ้นเคยกับเรื่องนี้แล้วและจัดการกับฝูงชนอย่างใจเย็นพร้อมกับโฆษณาสินค้าใหม่ของนาง“ท่านลุงห่าวเจ้าคะ วันนี้ข้าทำอาหารแบบใหม่มาด้วยนะเจ้าคะ มันเรียกว่าไส้กรอกเลือดท่านลุงอยากซื้อไปลองสักห่อหรือไม่เจ้าคะ ? ”

     

    “เจ้ามีอาหารตุ๋นแบบใหม่มารึ ?เอาไส้กรอกเลือดให้ลุงหนึ่งห่อ ! ”เขาตะโกนอยู่ด้านหลังฝูงชนที่รุมล้อมนางอยู่ และไม่ว่าจะพยายามกระโดดไปรอบ ๆ เพื่อขึ้นไปด้านหน้ายังไงเขาก็ไม่สามารถเบียดเข้าไปได้เลย

     

    “เอาให้ข้าห่อหนึ่งด้วย ! ”

     

    “ไอ้พวกข้างหน้าน่ะ อย่าซื้อเยอะสิเหลือไส้กรอกเลือดไว้ให้ข้าห่อนึงด้วย ไอหยา ! ข้าเชื่อฝีมือทำอาหารของเสี่ยวเฉานะ”

     

    ...............................

     

    สองพ่อลูกช่วยกันขายช่วยกันเก็บเงินจนมือเป็นระวิงพวกเขาง่วนกับการขายราวครึ่งชั่วยามโดยไม่มีโอกาสได้พักหายใจเลย  ฝูงชนค่อย ๆ แยกย้ายกันไปเมื่อตะกร้าเหลืออาหารตุ๋นอยู่ประมาณหนึ่งในสิบจากเดิมที่มีอยู่

     

    ถึงตอนนี้ร้านก๋วยเตี๋ยวของเฒ่าหลิวก็มีคนนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่เต็มร้านสองพ่อลูกจึงได้แต่หาก้อนหินข้างถนนเพื่อนั่งพักเท้า ท่านยายหลิวกำลังยุ่งแต่ก็ส่งซุปก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ มาให้พวกเขาคนละถ้วย นางยิ้มและเอ่ยว่า “หยูไห่ เสี่ยวเฉา หิวน้ำกันใช่หรือไม่ ?ซดน้ำซุปนี่หน่อยเถอะ จะได้ชุ่มคอ”

     

    “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านยายหลิว มิต้องรอพวกเราหรอกเจ้าค่ะข้ารู้ว่าท่านยายมีอย่างอื่นต้องทำอีก ใช่หรือไม่เจ้าคะ ? ” เสี่ยวเฉาหยิบถ้วย 2ใบจากหญิงชราและส่งให้พ่อของนางหนึ่งถ้วย ส่วนอีกถ้วยนางก็ได้ถือเอาไว้ในมือแล้วยกขึ้นมาจิบ

     

    เสี่ยวเฉาสังเกตเห็น หลิวเป่ย, ลุงใหญ่, หลิวฮั่น,ลุงรอง และหลิวจื้อเหว่ย ลูกพี่ลูกน้องคนโตของนางอยู่ที่ร้านโจ๊กใกล้ ๆ นางจึงวางถ้วยลงและหยิบปลาหมัก,ไส้กรอกเลือด และหัวหมูตุ๋นเดินไปที่นั่นทันที

     

    “ท่านลุงใหญ่, ท่านลุงรอง, ท่านพี่จื้อเหว่ยกินมื้อเช้ากันอยู่นี่เอง...วันนี้ท่านลุงรองมาหางานทำที่ท่าเรือด้วยเหมือนกันรึเจ้าคะ? ” เสี่ยวเฉาทักทายทั้งสามคนอย่างอบอุ่น เมื่อ 2 วันก่อนนางเจอเพียงแค่ลุงใหญ่กับพี่จื้อเหว่ยนี่เป็นคราแรกที่นางเจอลุงรองที่ท่าเรือ

     

    หลิวเป่ยกับหลิวฮั่นเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้นาง“อ้าว ! เสี่ยวเฉา วันนี้ขายของเป็นเยี่ยงไรบ้าง ? ดูสิ เหงื่อออกเต็มเลย เหนื่อยมากใช่หรือไม่? ”

     

    “ข้ามิเป็นไรเจ้าค่ะ มิเป็นไร ! วันนี้ท่านพ่อก็มากับข้าด้วย ท่านลุงใหญ่ท่านลุงรอง นี่เจ้าค่ะอาหารตุ๋นกับปลาหมักที่ข้าทำพวกท่านลองชิมดูหน่อยนะเจ้าคะว่ารสชาติเป็นเยี่ยงไรบ้าง  2 วันมานี้ข้าทำมาไม่พอก็เลยมิได้เก็บเอาไว้ให้พวกท่านเลย...”เสี่ยวเฉาตอบอย่างขัดเขิน

     

    หลิวฮั่นผู้ซื่อสัตย์และขี้เกรงใจรีบส่ายหน้าและเอ่ยว่า“ป้าใหญ่ของเจ้าห่อผักดองมาให้พวกเราแล้ว เมื่อครู่ลุงเห็นอาหารตุ๋นของเจ้าขายดีมากนี่เจ้าเก็บไว้ขายเถอะ ตอนนี้ครอบครัวของเจ้าต้องการใช้เงินมิใช่รึ...”

     

    เสี่ยวเฉายิ้ม “วันนี้ข้าทำมาเยอะเกินไปหน่อยน่ะเจ้าค่ะนี่ในตะกร้ายังมีเหลืออยู่เลย ! ตอนข้าทำบ้านใหม่ ท่านลุงใหญ่กับท่านลุงรองก็ช่วยพวกเราเอาไว้เยอะข้าตอบแทนน้ำใจของท่านลุงก็ถูกต้องสมควรแล้วนี่เจ้าคะ รับไปเถอะเจ้าค่ะ ท่านพี่จื้อเหว่ยลองกินปลาหมักนี่ดูนะ ข้าพนันเลยว่าท่านจะชอบรสชาติของมันเป็นแน่”

     

    ชายทั้ง 3จากตระกูลหลิวเอาแค่แผ่นแป้งธัญพืชหยาบมาแค่ไม่กี่แผ่นกับหัวไชเท้าดอง 3หัวมาจากบ้านเป็นอาหารเช้าเท่านั้น พวกเขาซื้อซุปถั่ว 3 ถ้วย ถ้วยละ 1อีแปะที่ร้านโจ๊ก  แม้ว่าหลิวจื้อเหว่ยจะมีรูปร่างสูงกำยำแต่เขาก็อายุแค่ 14 - 15 ปีเท่านั้น ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กหนุ่มอย่างเขาจะหิวอยู่บ่อยๆ อยู่แล้ว

     

    ถ้าคนที่ขายอาหารตุ๋นห่อละ 1 อีแปะมิใช่เสี่ยวเฉาเขาก็คงไปต่อแถวซื้ออาหารแล้ว  บางครั้งเขาเห็นเพื่อนคนงานกินอาหารตุ๋นอย่างเอร็ดอร่อยและเขาทำได้เพียงแต่สูดกลิ่นหอมน่ากินนั้นช่วงเวลาเหล่านั้นเขาแทบจะเก็บน้ำลายเอาไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ

     

    เมื่อเสี่ยวเฉาเปิดห่อกระดาษออก กลิ่นหอมน่ากินของอาหารตุ๋นก็ลอยเข้าจมูกของเขา  หลิวจื้อเหว่ยกลืนน้ำลายที่ไหลออกมาเต็มปากเขามองพ่อกับลุงด้วยสายตาเป็นประกายเว้าวอนเช่นเดียวกับฉีโตวตอนที่เขาอยากจะกินอะไรสักอย่าง

     

    เสี่ยวเฉากลั้นหัวเราะแล้วคว้าแผ่นแป้งจากมือเขามานางจัดการวางปลาหมักทอดและเนื้อหัวหมูติดมันสองชิ้นตรงกลางจากนั้นก็บรรจงวางมันกลับลงไปบนมือของเขาและเอ่ยว่า “ท่านพี่จื้อเหว่ย ลองชิมดู ข้าทำทั้งหมดนี้เองเลยนะ...”

     

    ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหยูไห่มีลูกค้าเข้ามาอีกสองสามคนเพื่อซื้ออาหารหลังจากนั้นนอกจากอาหารตุ๋นที่เก็บไว้ให้หัวหน้าซุนแล้ว อาหารที่เหลือก็ถูกขายไปจนหมดเขาวางตะกร้าลงบนรถเข็นแล้วเดินไปหาเสี่ยวเฉากับคนอื่น ๆ พอไปถึงเขาก็ช่วยกล่าวด้วยอีกแรง“พี่ใหญ่, พี่รอง อาหารพวกนี้แค่ 3 อีแปะเท่านั้น เสี่ยวเฉาแสดงความกตัญญูต่อพวกท่านก็กินหน่อยเถอะขอรับ”

     

    เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้หลิวเป่ยกับหลิวฮั่นจึงหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อหัวหมูตุ๋นคนละชิ้นและเอาใส่ปากเพื่อลิ้มรสอย่างช้าๆ รสชาติแสนเข้นข้นสัมผัสกับลิ้นของพวกเขาทันทีพวกเขาไม่เคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนจึงพากันเอ่ยชมไม่หยุด สองพี่น้องลองชิมอาหารอีกสองอย่างกันคนละคำสองคำเท่านั้นแล้วก็ทิ้งที่เหลือเอาไว้หลิวจื้อเหว่ยกินเนื่องจากเขาเป็นวัยที่กำลังโต

     

    พอหลิวเป่ยกินมื้อเช้าเสร็จเขาก็มองไปที่ขาของน้องเขยแล้วถามด้วยความเป็นห่วง  “ช่วงนี้ข้ายุ่งเลยมิมีเวลาไปเยี่ยมเจ้าเลยเดินมาไกลถึงเพียงนี้ขาของเจ้ามีปัญหาอันใดบ้างหรือไม่ ? ”

     

    หยูไห่ตบขาของตนเองสองทีแล้วยิ้ม “มิมีปัญหาเลยขอรับ! หมอในเมืองยังบอกให้เดินมาก ๆ ตอนที่มีเวลาว่างต้องขอบคุณเสี่ยวเฉาที่คอยนวดขาให้ข้าทุกคืน มิเยี่ยงนั้นขาของข้าคงมิหายเร็วมากถึงเพียงนี้หรอก! ใครจะรู้ อีกหน่อยข้าอาจจะมาหางานทำที่ท่าเรือก็ได้”

     

    สองพี่น้องตระกูลหลิวชมเชยน้องสาวและน้องเขยที่เลี้ยงลูกสาวได้ดีเช่นนี้หยูไห่รู้สึกมีความสุขที่ได้ยินคำชมมากกว่าเรื่องที่ขาของตนเองดีขึ้นเสียอีก

     

    คนกลุ่มเล็ก ๆ นี้สนทนากันอีกเล็กน้อยจนได้เวลาเริ่มงานอีกคราหยูไห่กับลูกสาวก็ได้พักผ่อนมากพอแล้วเช่นกันพวกเขาทิ้งอาหารตุ๋นที่เก็บไว้ให้หัวหน้าซุนไว้ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวของเฒ่าหลิวและเตรียมตัวเข้าเมืองเพื่อซื้อของที่ตลาดในเมือง

     

    ตอนนี้เองพี่หกก็เดินเข้ามาเขาโยนเงินไปให้เสี่ยวเฉาและเอ่ยว่า “พรุ่งนี้ข้ามีลูกค้าคนสำคัญ เจ้าช่วยเตรียมอาหารไว้ให้พวกเขาได้หรือไม่? ”

     

    เสี่ยวเฉามองเงินในมือแล้วคาดว่าน่าจะประมาณ2 ตำลึง นางจึงถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับลูกค้าของเขา เช่น มีกี่คน ?เป็นคนเหนือหรือคนใต้ ? มีรสชาติอาหารที่ชอบเป็นพิเศษหรือไม่ ? พี่หกตอบคำถามของนางทีละข้อหลังจากนั้นเสี่ยวเฉาก็มีความคิดดี ๆ ว่านางต้องเตรียมอะไรบ้าง

     

    หัวหน้าซุนรีบวิ่งมาจากท่าเทียบเรือและไม่มีเวลาได้พักหายใจหายคอได้ถนัดเขามองเงินในมือของเสี่ยวเฉาแล้วขมวดคิ้ว “เกิดอันใดขึ้นรึเสี่ยวเฉา ?มีคนพยายามสร้างปัญหาให้กับเจ้าเยี่ยงนั้นรึ ? ถ้ามีก็บอกกับข้าได้มิต้องเกรงใจ เจ้ามีข้าหนุนหลังอยู่นี่ลืมไปแล้วรึไง ? ”

     

    พี่หกมองเขาพร้อมกับยิ้มบาง ๆ จนแทบมองไม่เห็นเขามองจนหัวหน้าซุนรู้สึกอึดอัด แล้วพี่หกก็เอ่ยขึ้นมาว่า “หัวหน้าซุน ข้ารู้ว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่ ! หัวใหญ่แค่ไหนก็ต้องสวมหมวกใหญ่เท่านั้น !ระวังจะรับงานมากเกินความสามารถตนเอง !เสี่ยวเฉาเป็นคนที่ทำการค้ากับทุกคน มิใช่เครื่องมือให้ท่านใช้ดึงลูกค้า ! ท่านซุน ลูกค้าพรุ่งนี้มิใช่คนที่ท่านนึกอยากจะขโมยก็ขโมยไปได้หรอกนะ ! ”

     

    หัวหน้าคนงานซุนถูจมูกอย่างอับอายและเอ่ยว่า“อ่า ! ลิ่วซือ อย่าคิดเล็กคิดน้อยไปเลย เสี่ยวเฉาเคยช่วยข้าเอาไว้นิดหน่อย ข้าก็กลัวว่านางจะถูกผู้อื่นรังแก...”

     

    พี่หกมองเขาอย่างเฉยเมยและหันกลับไปมองเสี่ยวเฉาพร้อมกับเอ่ยว่า “เยี่ยงนั้นพรุ่งนี้ข้าต้องพึ่งเจ้าแล้วล่ะ...” 

     

    หลังจากนั้นเขาก็เดินจากไป

     

    หัวหน้าคนงานซุนหงุดหงิดกับท่าทางของเขาและลอบบ่นพึมพำออกมา“ทำหยิ่งเข้าไปเถอะ ! นี่ถ้าข้ามาทำงานที่ท่าเรือเร็วกว่านี้สัก2 ปีล่ะก็คงมิต้องเจอกับการวางมาดใหญ่โตของเจ้าแล้ว เสี่ยวเฉาเจ้าโง่ลิ่วซือนั่นจะให้เจ้าทำอันใดให้รึ ? เขาให้เงินเจ้ามากถึงเพียงนั้น คงมิได้ขอให้ทำเรื่องผิดกฎหมายหรอกใช่หรือไม่? ”

     

    เสี่ยวเฉามองเขาพร้อมกับยิ้มบาง ๆ และเอ่ยว่า“ท่านลุงซุนเจ้าคะ เขาเพียงแค่ชอบฝีมือการทำอาหารของข้า ก็เลยอยากให้ทำอาหารอร่อย ๆให้เขาพรุ่งนี้น่ะเจ้าค่ะ เงินนี่เขาให้มาซื้อวัตถุดิบ... ท่านลุงเจ้าคะอาหารตุ๋นที่ท่านจองไว้อยู่ที่ร้านท่านตาหลิว สายแล้ว ข้าต้องรีบเข้าเมืองไปซื้อเครื่องเทศกับเครื่องปรุงแล้วล่ะเจ้าค่ะ”

     

    ดวงตาใสกระจ่างของเสี่ยวเฉาดูเหมือนจะมองทะลุแผนการเล็กๆ ของหัวหน้าซุน เขาตอบแบบละอายใจเล็กน้อย “เยี่ยงนั้นเจ้าก็ไปเถิด ส่วนนี่เงินค่าอาหาร...”

     

    วันนี้ไม่ใช่วันพิเศษของตลาดที่ท่าเรือจึงมีคนเดินซื้อของไม่มากนัก ร้านค้าส่วนใหญ่ก็เปิดอยู่และร้านเนื้อของคนขายเนื้อหวังก็เป็นหนึ่งในนั้น

     

    “เสี่ยวเฉา มาซื้อหัวหมูกับเครื่องในหมูอีกแล้วรึ? วันนี้ขายของเป็นเยี่ยงไรบ้าง ? ลุงได้ยินว่าอาหารจานเนื้อ 1 อีแปะของเจ้ากำลังเป็นที่นิยมมากเลยนี่ที่ท่าเรือ”คนขายเนื้อหวังยิ้มอย่างใจดีพลางเอ่ยทักทายเสี่ยวเฉา

    คล้ายกับเรื่องนิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน