เยี่ยนอ๋องพยายามข่มความรู้สึกแสนประหลาดนั้นไว้ก่อนจะรีบดึงเอาสลากออกจากมือเสิ่นเชียนเกออย่างรวดเร็ว เขาไม่ลืมถลึงตาคมดุใส่คนโอหังเป็การข่มขู่
…สายตามุ่งร้ายหมายโทษ
…สายตาที่ราวกับกำลังอยากบีบบี้คนตัวเล็กให้แหลกเป็ผุยผง
ฝ่ายเสิ่นเชียนเกอ เมื่อเห็นว่าสลากถูกรับไปแล้วก็ค่อย ๆ เก็บมือกลับมา สายตาอำมหิตที่จ้องเขม็งราวกับจะกินเืกินเนื้อนั้นทำเอานางไม่กล้าเงยหน้ามอง อย่างไรก็ตาม ในเมื่อวันนี้นางก็คว้าเอาโชคลาภวงเล็ก ๆ มาได้ถึงสองวงแล้ว ดังนั้นแม้ว่าจะถูกเยี่ยนอ๋องถลึงตาใส่เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ย่อมไม่เป็ไร
ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มกลับเป็ ‘เยี่ยนอ๋องกำลังพาลหาเื่เสิ่นเชียนเกอโดยไร้เหตุผล’
ณ ที่นี้เยี่ยนอ๋องคือผู้ที่มีสถานะสูงส่งมากที่สุด ทั้งบรรดาศักดิ์ที่เขาเป็ ทั้งความาุโที่มี ทั้งยังความเป็บุรุษของเขาอีก ทุก ๆ คนจึงคิดว่า การที่เสิ่นเชียนเกอจับสลากมาแล้วยื่นให้เยี่ยนอ๋องเป็ผู้เปิดก็ไม่ได้ดูเป็การกระทำเลวร้าย หรือเป็เื่ไม่สมควรแม้แต่น้อย ทว่าคุณหนูเสิ่นผู้น่าสงสารก็ยังถูกคนตัวโตกว่าข่มขู่คุกคาม
‘นางอุตส่าห์ไปเป็ตัวแทนจับสลากมาให้อย่างเชื่อฟัง แต่ท่านกลับใช้สายตาที่ดุดันเช่นนั้นมองนางอีกหรือ’ …ถึงยามนี้พวกเขาทั้งสามก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดบรรดาสตรีทั้งหลายในเมืองหลวงต่างพากันหวาดกลัวเยี่ยนอ๋องผู้นี้นัก
เหอะ สมควรแล้ว!
แม้กระทั่งองค์หญิงห้าเองก็ทนดูต่อไปไม่ได้ จึงพยายามเอ่ยคำประนีประนอมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่หก ท่านอย่าทำให้เสิ่นเอ้อร์ต้องลำบากใจไปเลยนะเพคะ เสิ่นเอ้อร์น่ะ น่าสงสารจะตายไป”
เมื่อได้ยินน้องสาวกล่าวเช่นนั้น ใบหน้าขมึงทึงของเยี่ยนอ๋องก็ยิ่งบูดบึ้งมากขึ้นไปอีก
‘สตรีไร้ยางอายที่ใบหน้าเสียโฉมนี่น่ะหรือน่าสงสาร?นางใจกล้าหน้าด้านถึงเพียงนี้ยังมีแต่คนอาทร พวกเ้าตาบอดกันไปหมดแล้วหรืออย่างไร?ผู้ที่ถูกลวนลามอย่างข้าต่างหากที่น่าสงสาร!’
นี่พวกเ้ายังมีสติปัญญาดีอยู่ใช่หรือไม่?
ในเมื่อทำสิ่งใดไม่ได้ก็จำต้องปล่อยผ่าน เยี่ยนอ๋องแกะเส้นไหมสีชาดที่ผูกมัดสลากใบนั้นด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์เป็อย่างยิ่ง ในสลากนั้นเขียนระบุด้วยตัวอักษรตัวเดียว ‘สาม’
โจวจื่ออวี้ที่คอยจับจ้องสลากในมือผู้เป็นายอยู่ตลอด เมื่อเห็นอักษรระบุเลขที่เขียนไว้ในสลากก็นึกออกทันทีว่ามันคือกลุ่มของกู้เฉินอวี้ พลางชี้ไปยังทิศที่กลุ่มของโหวหนุ่มอยู่ “กลุ่มกู้เฉินอวี้! โอ้โห ท่านอ๋อง ดวงท่านนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ!”
เพียงแค่เขาทำหน้าที่ ‘แกะดูสลาก’ ก็เจอกลุ่มที่ได้รับการยอมรับว่าแข็งแกร่งที่สุดเสียแล้ว โจวจื่ออวี้คิด ใบหน้าของเขามีเค้าลางแห่งความสยดสยองไม่ปิดบัง
เยี่ยนอ๋องสาดสายตาคมดุเข้าใส่ผู้ติดตามปากเปราะของตัวเองทันที เื่นี้จะมากล่าวโทษเขาได้อย่างไร! เสิ่นเอ้อร์ต่างหากที่เป็คนจับสลากใบนี้มาได้! ทั้งหมดเป็เพราะมืออับโชคของนาง คราวหน้าคราวหลังจะไม่มีทางให้นางได้ทำเื่แบบนี้อีกเป็อันขาด!
ขณะที่คนส่วนใหญ่ในกลุ่มต่างคอแห้งผากเมื่อได้ยินชื่อคู่ประลอง แต่องค์หญิงห้ากลับไม่ได้มีปฏิกิริยาใแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้องดงามหรี่แคบลงก่อนจะเหลือบมองสหายสนิทที่อยู่ด้านข้าง “เสิ่นเอ้อร์เอ๋ย ถูกเขาส่งหญ้าให้กินเสียแล้วล่ะ เลิกทำตัวเป็คนดีแบบโง่งมนั่นเสียที”
สิ้นวาจานั้น ใบหน้าของเสิ่นเชียนเกอก็เคร่งเครียดขึ้นมาฉับพลัน ดวงตาเมล็ดซิ่งทอดมองเสิ่นเจียวเจียวพี่สาวผู้แสนดีที่บัดนี้กำลังสนทนาอยู่กับกู้เฉินอวี้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน
‘องค์หญิงห้าไม่ได้กล่าวออกมาลอย ๆ เป็แน่ แต่เหตุใดนางจึงกล่าวออกมาเช่นนั้น?’ …มีความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียวคือ เมื่อครู่ที่จับสลาก เสิ่นเจียวเจียวต้องใช้เล่ห์กลอะไรบางอย่าง
ดูเหมือนนางจะปล่อยผ่านเื่นี้ไปเฉย ๆ ไม่ได้เสียแล้ว ในภพก่อน พวกนางทั้งสองคนก็มีปากเสียงกันตอนกลับไปถึงจวน ตอนนั้นเพราะเสิ่นเจียวเจียวเอาของรางวัลที่ได้รับมาโอ้อวดจนทำให้นางเกิดโทสะจึงพลั้งปาก และมันก็ส่งผลร้ายกับนางต่อไปจากนั้นไม่น้อยเลย
มาภพนี้ ในที่สุดนางก็เริ่มเข้าใจเื่ราว เพียงแค่การจับสลากเลือกคู่แข่งขันฉุยหวานธรรมดา ๆ อีกฝ่ายยังเล่นไม่ซื่อกับนาง …ไม่แน่ว่าเสิ่นเจียวเจียวอาจมีความข้องเกี่ยวกับจุดจบอันแสนรันทดของนางในภพก่อนก็เป็ได้
แต่ไม่ว่าอย่างไร ชะตาลิขิตของนางในภพนี้จะมีแต่นางเท่านั้นเป็ผู้กำหนด! ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเข้ามาแทรกแซงได้ทั้งสิ้น!
“องค์หญิงตรัสถูกแล้วเพคะ” เสิ่นเชียนเกอรับคำสหายสูงศักดิ์อย่างเห็นพ้อง มุมปากเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมยกขึ้นเป็รอยยิ้มบาง
เห็นชัดว่าองค์หญิงห้าคาดไม่ถึงว่าเสิ่นเชียนเกอจะกล่าวตอบมาเช่นนั้น ในใจของนางยังคงคิดว่าเสิ่นเอ้อร์ผู้นี้ยังเป็ ‘ตัวโง่งม’ ที่เอาแต่ปกป้องตระกูลเสิ่นอย่างไม่ลืมหูลืมตาคนนั้นอยู่!
คิ้วโก่งขององค์หญิงสูงศักดิ์ยกขึ้นสูงด้วยความประหลาดใจ ทว่ารอยยิ้มร้ายก็ปรากฏขึ้นบนมุมปากบาง “เสิ่นเอ้อร์ วันนี้ข้าว่าเ้าทำตัวน่ารักมากกว่าทุกวันเลยนะ”
เสิ่นเชียนเกอเพียงแค่ส่งยิ้มบางพลางค้อมศีรษะเล็กน้อยตอบกลับ หลังจากรับฟังวาจาของสหายนางก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกไปอีก
ในขณะที่องค์หญิงห้าและเสิ่นเชียนเกอกำลังสนทนากันอยู่นั้น โจวจื่ออวี้ก็ค่อย ๆ แอบขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเยี่ยนอ๋อง “ท่านอ๋อง ท่านคงจะไม่แพ้ให้จิ้งหย่งโหวหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ?”
เยี่ยนอ๋องสาดสายตาอำมหิตใส่ผู้ติดตามของตนวูบหนึ่งทันที ก่อนถามกลับด้วยน้ำเสียงอันเย็นเยียบ “เ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”
โจวจื่ออวี้ที่ได้ฟังวาจาสั้น ๆ แต่น่าขนลุกนั้น รีบยกยอผู้เป็นายสุดความสามารถ “ท่านอ๋องทั้งปราดเปรื่องและกล้าหาญ ไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้ให้โหวนั่นแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยนอ๋องแค่นเสียง ‘เหอะ’ ออกมาเบา ๆ
‘จิ้งหย่งโหวคิดจะเป็คู่แข่งของเขาอย่างนั้นรึ? ไม่คู่ควรด้วยซ้ำ!’
เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น กลุ่มผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดก็ทยอยก้าวเข้าสู่พื้นที่สนามประลอง หลังจากนั้น…การแข่งขันก็ได้เริ่มต้นขึ้น!
+++++++++++++++++++++
เนื่องจากทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ของกลุ่มตนเองไว้เป็ที่เรียบร้อย ดังนั้นเสิ่นเชียนเกอจึงไม่ได้มีท่าทีเคร่งเครียดหรือแสดงอาการกดดันให้เห็น อย่างไรเสียฝีมือการเล่นฉุยหวานของนางก็ไม่เอาไหนอยู่แล้ว ขณะที่ฝีมือของเสิ่นเจียวเจียวที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกลับถือเป็ระดับปรมาจารย์ในหมู่สตรีเลยก็ว่าได้ ยิ่งกว่านั้น ไม่ใช่แต่เพียงเสิ่นเจียวเจียวผู้เดียว แต่สมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มของนางนั่นก็ล้วนขึ้นชื่อว่าเป็ยอดฝีมือในการเล่นฉุยหวานทั้งสิ้น ไม่ต้องคิดให้เปลืองสมองก็รู้ว่าไม่เห็นหนทางเอาชนะได้ ยามนี้มิสู้นางเอาเวลามาขบคิดเื่ที่ว่าหลังจากกลุ่มของเสิ่นเจียวเจียวชนะเลิศแล้วนางจะไปขอซื้อต่อตำราเล่มนั้นมาได้อย่างไรจะมีประโยชน์มากกว่า
และด้วยเหตุผลที่ว่ามาเสิ่นเชียนเกอจึงเดินเข้าสู่สนามประลองด้วยอาการใจลอย โฉมงามครึ่งหน้าเอาแต่ถอนหายใจทิ้งอย่างคิดไม่ตก
เยี่ยนอ๋องที่ลอบมองนางอยู่ตลอดกัดฟันกรอด …จากแรกเริ่มที่มีท่าทีดูไร้กังวล จู่ ๆ ก็เปลี่ยนเป็ครุ่นคิดคร่ำเคร่ง… ‘นี่นางกลัวความพ่ายแพ้มากถึงเพียงนั้นเชียวรึ’ อ๋องหนุ่มรู้สึกผิดหวังอย่างฉับพลัน โทสะมากมายอันไม่ทราบที่มาเดือดปะทุอยู่ในอกแกร่ง
เยี่ยนอ๋องสบถในใจ... ‘หญิงใจกล้าบ้าบิ่นเช่นเ้าเหตุใดถึงยอมแพ้ง่ายดายนัก คิดว่ามีข้าอยู่ทั้งคน เ้าจะพบเจอความพ่ายแพ้ได้อย่างนั้นหรือ ได้!…วันนี้ข้าจะแสดงให้เ้าเห็นเองว่า ปรมาจารย์ด้านฉุยหวาน แท้จริงแล้วเขาเล่นกันอย่างไร!’
ด้วยเหตุนั้นเยี่ยนอ๋องผู้ที่เคยรู้สึกกึ่ง ๆ เบื่อหน่าย กึ่ง ๆ หมดอาลัยตายอยากในตอนเริ่มคาบเรียน ก็กลับรู้สึกประหนึ่งมีดวงไฟแห่งความมุมานะลุกโชนขึ้นภายในใจโดยไม่ทราบสาเหตุ
+++++++++++++++++++++
พื้นที่สนามประลองนั้น ถูกแบ่งออกเป็เขตสำหรับการประลองเล็ก ๆ มากมายหลายเขต ซึ่งเขตประลองของกลุ่มเยี่ยนอ๋องและกู้เฉินอวี้อยู่บริเวณส่วนขอบสนามด้านที่ติดกับป่าต้นหยาง
กลุ่มของกู้เฉินอวี้มาถึงพื้นที่สำหรับใช้ในการประลองก่อน ในเวลานี้คนทั้งกลุ่มกำลังยืนเรียงแถวรอคอยการมาถึงของฝ่ายตรงข้าม ด้วยความที่เป็กลุ่มตัวเต็งในการแข่งขันครั้งนี้ ท่าทีของคนทั้งห้าจึงดูน่าเกรงขามเป็อย่างยิ่ง หลินข้วงนั้นมิอาจบังคับให้มุมปากของตนเองหยุดยกยิ้มด้วยความกระหยิ่มใจได้เลย เขากล่าวด้วยเสียงก้องกังวานเพื่อส่งสารท้าทายไปยังอีกฝ่าย
“ข้าคิดว่าพวกเราสองกลุ่มไม่จำเป็จะต้องประลองฝีมือกันหรอก หากพวกท่านจะขอยอมแพ้เสียั้แ่ตอนนี้ก็ยังไม่สาย พวกเราทุกคนไม่ถือโทษแน่นอน ข้าขอแนะนำให้พวกท่านยอมแพ้เสียจะดีกว่า ไม่เช่นนั้น หากในตอนท้าย ผลคะแนนมีความแตกต่างกันมากจนเกินไปก็มีแต่จะเสียหน้าเอาเปล่า ๆ!”
“หลินข้วง หยุดพูดจาเหลวไหลเยิ่นเย้อแล้วกลับไปเตรียมตัวพ่ายแพ้ได้แล้ว! วันนี้พวกเ้านั่นแหละที่ต้องเสียหน้า!” โจวจื่ออวี้ไม่รอช้า รีบสาดวาจาตอกกลับอีกฝ่ายไปด้วยท่าทีที่ขึงขังไม่แพ้กัน
“ในเมื่อพวกท่านร้องขอความพ่ายแพ้มากมายถึงเพียงนั้น ถึงเวลานั้นอย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนก็แล้วกัน!” เมื่อได้ยินสิ่งที่โจวจื่ออวี้ตอบกลับมา หลินข้วงก็สาดวาจากลับไปด้วยความลำพองใจเช่นเดิม
กลุ่มของเยี่ยนอ๋องนี้ นอกจากโจวจื่ออวี้ที่มีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว คนอื่น ๆ ก็เปรียบดั่งเม็ดทรายที่ร่วงกระทบพื้นหิน แตกตัวกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง
ฝ่ายเยี่ยนอ๋อง…แม้ไม่รู้คิดเห็นอย่างไร แต่อากัปกิริยาที่เอาแต่ยืนนิ่งด้วยสีหน้าไร้อารมณ์นั่นไม่มีความน่ากลัวเลยสักนิด ฝ่ายองค์หญิงห้าและเสิ่นเชียนเกอ…เมื่อรู้ว่าคู่แข่งคือกลุ่มของพวกเขา พวกนางก็คงถอดใจไปั้แ่เห็นเลขบนสลาก ยามนี้สีหน้าของพวกนางมีแต่ความเรียบเฉย นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงความย่อท้ออย่างที่สุด ส่วนคนสุดท้าย–เหอิ…แม้เขาจะเก่งการต่อสู้แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การประลองกำลังภายใน เพียงดูใบหน้าก็รู้ว่าเข้าร่วมเพื่อความสนุกไม่คิดสนใจชัยชนะ เช่นนี้แล้วไม่ว่าจะมองอย่างไรคู่แข่งในรอบนี้ก็มิอาจเทียบรัศมีกับกลุ่มของพวกเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ขณะนี้กู้เฉินอวี้กำลังทอดสายตามองดูกลุ่มคู่แข่ง ทว่าเมื่อสายตาสะดุดเข้ากับคุณหนูรองเสิ่นที่ยืนอยู่ด้านหลังเยี่ยนอ๋อง ภาพกล่องอาหารงดงามที่อยู่ในมือโจวจื่ออวี้เมื่อเช้าก็พลันปรากฏขึ้น ทันใดนั้นความปรารถนาที่จะคว้าชัยชนะมาให้ได้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณ
เนื่องจากเวลาใน่บ่ายไม่ได้มีมากนัก อีกทั้งบรรดาศิษย์จากหอศึกษาก็ถูกแบ่งออกเป็หลายกลุ่ม ดังนั้นกฎกติกาการแข่งขันฉุยหวานครั้งจึงไม่ได้ซับซ้อน
กติกานั้นมีอยู่ว่า …ในเบื้องต้น ทุกกลุ่มจะมีแต้มทั้งหมดในมือสามสิบแต้มเท่ากัน และทุก ๆ คนจะมีสิทธิ์ตีคนละ ‘สามครั้ง’ หรือที่ถูกเรียกว่า ‘สามไม้’ ในภาษาของการเล่นฉุยหวาน สำหรับทำให้ลูกลงหลุมในแต่ละหลุมให้ได้
ในทุก ๆ ครั้งก่อนที่จะเริ่มเล่นหลุมแรก ผู้เล่นแต่ละคนจะต้อง ‘ขานแต้มที่จะใช้เดิมพัน’ เสียก่อน โดยแต้มเดิมพันดังกล่าวจะนำมาจากแต้มรวมที่คงเหลืออยู่ของกลุ่ม กลุ่มที่ชนะจะเป็ฝ่ายริบแต้มเดิมพันของฝ่ายตรงข้ามไป และวิธีจบการแข่งขันมีอยู่ด้วยกันสามวิธี
วิธีที่หนึ่ง… หากสามารถริบเอาแต้มของอีกฝ่ายได้จนหมดก่อนจำนวนการตีรวมทั้งกลุ่มจะครบสิบห้าหลุมก็ถือว่าการแข่งขันสิ้นสุดลง และกลุ่มที่ถูกริบแต้มจนหมดจะเป็ฝ่ายพ่ายแพ้
วิธีที่สอง… เมื่อสมาชิกในกลุ่มทั้งห้าตีครบคนละสามหลุมแล้วแต่ยังไม่มีกลุ่มใดที่แต้มหมดก็ให้ทำการนับแต้มรวมของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายใดที่ได้แต้มมากกว่าจะถือเป็ฝ่ายชนะ
วิธีที่สาม… วิธีนี้เป็วิธีที่ง่ายที่สุด นั่นก็คือการที่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งในกลุ่มสามารถ ‘ตีลูกลงหลุมด้วยแต้มสูงสุด’ หรือก็คือสามารถ ‘ตีลงหลุมได้ภายในไม้เดียว’ สามหลุมติดกัน เช่นนั้นก็จะถือว่าการแข่งขันได้สิ้นสุดลงในทันที โดยกลุ่มที่มีผู้เล่นดังกล่าวก็จะได้รับรางวัลชนะเลิศไปครอง
ซึ่งที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเล่นฉุยหวานของหอศึกษายังไม่เคยมีผู้เล่นกลุ่มใดสามารถจบการแข่งขันด้วย ‘วิธีที่สาม’ นี้มาก่อน
กู้เฉินอวี้รับไม้ตีฉุยหวานมาจากเด็กรับใช้พลางก้าวเข้าไปยังเขตพื้นที่ประลอง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความแน่วแน่และมุ่งมั่น “ข้าขอเป็คนประเดิมในคู่แรกเอง!” บุรุษผู้มีบรรดาศักดิ์โหวประกาศเสียงดังราว้าข่มขวัญศัตรู
กู้เฉินอวี้ผู้นี้ได้รับการยอมรับว่ามีฝีมือเป็อันดับหนึ่งในการเล่นฉุยหวานของหอศึกษา จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดโค่นล้มลงได้ การแข่งขันฉุยหวานครั้งใหญ่ของวังหลวงที่ถูกจัดขึ้นเมื่อปีกลาย เทียนหยวนจ่างกงจู่ก็ยังออกปากเอ่ยชมเขาด้วยตัวเอง
โจวจื่ออวี้ที่ทนดูท่าทางแสนเย่อหยิ่งของกู้เฉินอวี้ไม่ได้กำลังจะก้าวออกไปรับคำท้าเป็ผู้ท้าดวลในคู่แรก ทว่าเขากลับถูกเยี่ยนอ๋องปรามไว้เสียก่อน
เยี่ยนอ๋องก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว การกระทำของเขานี้ แม้ไม่ต้องเอ่ยสิ่งใดก็เข้าใจได้เป็อย่างดี การกระทำนี้เสมือนการประกาศชัดว่า ‘เขาจะเป็คู่ประลองของจิ้งหย่งโหวในยกนี้เอง’
ยิ่งได้ัั ยิ่งได้สังเกต เสิ่นเชียนเกอที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่า ‘เยี่ยนอ๋องผู้นี้ไม่ได้เป็คนต่ำช้าไร้ยางอายอย่างที่ผู้คนเขาร่ำลือกันในภพก่อน’ อย่างน้อยในตอนนี้เขาก็มีความรับผิดชอบและความกล้าหาญ ถึงแม้จะรู้ว่าหากประลองกับกู้เฉินอวี้แล้วจะได้รับความพ่ายแพ้แต่ก็ไม่คิดหลีกหนี
“เดิมพันแต้มเถอะ” เยี่ยนอ๋องเอ่ยเสียงเรียบ บุรุษหนุ่มในชุดขี่ม้าสีดำทมิฬยืนเอามือไขว้หลัง แม้จะกล่าวด้วยใบหน้าเ็าไร้ซึ่งอารมณ์ แต่กลับทำให้ผู้คนััถึงความหยิ่งยโสที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาได้ชัดเจน
กู้เฉินอวี้ยกยิ้มมุมปาก เยี่ยนอ๋องผู้นี้ไม่เคยเล่นฉุยหวานต่อหน้าผู้คนมาก่อน แม้จะไม่เคยเห็นฝีมือเป็ที่ประจักษ์ แต่จากการคาดเดาตาม ‘ข้อมูลที่ได้รับมา’ ถึงเยี่ยนอ๋องจะมีพร์เกินความคาดหมายแต่ก็ไม่มีทางเก่งไปกว่าเขาที่ฝึกฝนด้วยความยากลำบากมานานนับปีอย่างแน่นอน! อีกอย่างเขาก็ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าตัวเขาจะพ่ายแพ้คนโฉดที่วัน ๆ เอาแต่โดดเรียนและแอบหลับในเวลาศึกษาเช่นนั้น
กู้เฉินอวี้หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนลั่นวาจาออกไปด้วยท่าทางองอาจ “สิบห้าแต้ม!”
ในการประลองกันของทั้งสองกลุ่ม ผู้เล่นทุกคนสามารถเดิมพันแต้มได้มากที่สุดสิบห้าแต้มและน้อยที่สุดห้าแต้ม แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับแต้มที่เหลืออยู่ของแต่ละกลุ่มด้วย ทันทีที่กู้เฉินอวี้ก้าวเข้าสนามประลอง เขาก็เปิดประเดิมด้วยแต้มเดิมพันที่สูงที่สุดในทันที ส่วนหนึ่งในใจของจิ้งหย่งโหวคิดว่าวันนี้เขาต้องแสดงความน่าเกรงขามให้เยี่ยนอ๋องได้ประจักษ์ ขณะที่อีกในส่วนหนึ่ง ณ ซอกหลืบลึก ๆ เขากำลัง้าทำให้เสิ่นเชียนเกอตระหนักว่า การที่นางไม่ยอม ‘เป็ฝ่าย’ มาขอร่วมกลุ่มกับเขา แต่กลับไปเข้ากลุ่มกับเยี่ยนอ๋องแทน ถือเป็การตัดสินใจที่โง่เขลาเบาปัญญาที่สุด
เยี่ยนอ๋องหันมองผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังพลางเอ่ยคำสั่งสั้น ๆ “เดิมพันสิบห้าแต้ม!”
โจวจื่ออวี้ผู้ภักดีทำตามคำสั่งในทันที เขาก้าวมาข้างหน้า ก่อนนำแต้มสิบห้าแต้มยื่นให้ผู้ตัดสินในสนามอย่างไม่ลังเล
เมื่อเห็นว่าแต้มของกลุ่มนางลดหายไปกว่าครึ่ง เสิ่นเชียนเกอก็อดใไม่ได้ ดวงตาเมล็ดซิ่งเบิกโพลงพลางสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างไม่รู้ตัว … ‘นี่เยี่ยนอ๋องกล้ารับคำท้าด้วยการลงเดิมพันสิบห้าแต้มเชียวหรือ?’
ในบรรดาสมาชิกทั้งห้าเกรงว่าจะมีเพียงโจวจื่ออวี้ผู้เดียวเท่านั้นที่ยังเชื่อมั่นในตัวเยี่ยนอ๋อง ส่วนคนอื่น ๆ ที่เหลือ ถึงแม้จะเป็องค์หญิงห้าเองก็ยังแอบนึกหวั่นใจว่าพวกนางคงจะต้องพ่ายแพ้ั้แ่เพิ่งเริ่มเล่นในคู่แรกเสียแล้ว
นอกจากคู่ประลองทั้งสอง คนอื่น ๆ ในกลุ่มจะถูกผู้ตัดสินกันให้ออกห่างจากพื้นที่ประลอง ดังนั้นยามนี้จึงมีเพียงเยี่ยนอ๋องและจิ้งหย่งโหวยืนประจัญหน้ากันในเขตประลอง
ผู้เล่นฝ่ายสีแดงจะเป็ผู้ประเดิมหลุมแรกก่อน ดังนั้นผู้ที่เริ่มก่อนก็คือฝ่ายกู้เฉินอวี้
เขาค่อย ๆ ก้าวย่างไปยังจุดที่ผู้ตัดสินวางลูกฉุยหวานไว้ ในระหว่างนั้นก็พยายามวิเคราะห์สภาพสนามมาตลอดทาง เนื่องจากเป็การตีหลุมแรกผู้ตัดสินใจจึงเลือกสนามที่ไม่ยากมากนัก ในเขตประลองที่ใช้นี้มีจุดที่เป็พื้นที่เนินเพียงจุดเดียวเท่านั้น พื้นเนินนี้อยู่ไม่ไกลจากหลุมมากนัก ขณะเดียวกันบริเวณรอบหลุมจะมีหญ้าขึ้นสูงกว่าจุดอื่นเล็กน้อย หญ้าคือปัจจัยท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับการเล่นฉุยหวาน เพราะทำให้เกิดแรงเสียดทานที่ค่อนข้างสูง หากไม่สามารถควบคุมทิศทางและแรงตีให้ดีล่ะก็ ลูกฉุยหวานก็อาจจะตกห่างจากหลุมหรือไม่ก็หยุดลงก่อนถึงหลุมได้ง่าย ในทางกลับกันหากฝีมือดี ตีในมุมที่เหมาะและใช้แรงที่เหมาะสมก็สามารถตีลูกเข้าไปใกล้หลุมได้ในไม้เดียว
กู้เฉินอวี้ใช้ไม้ตีฉุยหวานเทียบเคียงมุมที่จะตีออกไปอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนัก เขาก็ก้าวเข้าไปยืนด้านข้างลูกฉุยหวาน ไม้ในมือถูกกระชับแน่น เตรียมพร้อมที่จะหวดลูกฉุยหวานออกไป
ณ บัดนี้ การแข่งขันคู่แรกได้เริ่มขึ้นแล้ว
เสิ่นเจียวเจียว หลินข้วงและสมาชิกในกลุ่มคนอื่น ๆ ต่างก็ส่งกำลังใจช่วยกู้เฉินอวี้ด้วยความเชื่อมั่น
กู้เฉินอวี้เหลือบมองไปยังกลุ่มสหายครั้งหนึ่งพลางพยักหน้าให้เป็สัญญาณ จากนั้นจึงก้มหน้ามองไม้ตีที่อยู่ในมือ ก่อนจะวาดวงแขนยกไม้ขึ้นเหนือศีรษะด้วยท่วงท่าสง่างาม
– พลัวะ –
ชั่วพริบตาลูกฉุยหวานก็ถูกหวดให้ลอยออกไปไกล
ลูกฉุยหวานลูกนั้นลอยทำมุมโค้งได้อย่างสวยงามและสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางสายตาที่พากันจับจ้องมองอยู่ มันได้ตกลงในหลุมที่ถูกกำหนดไว้อย่างพอดิบพอดี!
ถึงแม้จะรู้ว่าฝีมือการเล่นฉุยหวานของกู้เฉินอวี้อยู่ในระดับปรมาจารย์ แต่ก็ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า เขาจะสามารถตีลูกลงหลุมได้ด้วยการตีครั้งเดียว
ความเงียบงันเข้าครอบงำทั่วทั้งเขตสนามประลอง ทว่าเพียงชั่วพริบตาหลังจากนั้นมันก็เปลี่ยนเป็เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจของคนในกลุ่มทันที
สายตาที่เสิ่นเจียวเจียวใช้มองจิ้งหย่งโหวในยามนี้เปี่ยมล้นไปด้วยแววชื่นชมเทิดทูน ในหัวใจของนางราวกับมีเปลวเพลิงสว่างไสวลุกโชนอยู่ ก่อนหน้านี้เพลิงนั้นปะทุขึ้นเป็เพียงลูกไฟเล็ก ๆ สร้างความอบอุ่นผ่อนคลาย ทว่าขณะนี้ไฟนั้นกลับลุกโชติ่ สุกสกาวและร้อนแรง ให้แสงเจ้ดจ้า ประหนึ่งดวงตะวันในวันฟ้ากระจ่าง
แม้กระทั่งผู้ตัดสินก็ยังหยุดชะงักไปชั่วขณะ เขาเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าจะได้เห็นผู้เล่นฉุยหวานเยาว์วัยสร้างผลงานได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้
“แต้มสูงสุด!”
ผู้ตัดสินส่งสัญญาณมือที่สื่อว่าลูกฉุยหวานของกู้เฉินอวี้ลงหลุมไปเป็ที่เรียบร้อยพร้อมประกาศแต้มเสียงดังกังวาน จิ้งหย่งโหวจบการเล่นหลุมแรกของเขาด้วยการตีลูกลงหลุมได้ในไม้เดียว จากนั้นผู้ตัดสินจึงส่งสัญญาณอนุญาตให้เยี่ยนอ๋องเข้ามาเตรียมตัวในหลุมแรกของตนเองได้
การตีลูกฉุยหวานลงหลุมได้ภายในไม้แรกนั้น ถือเป็รูปแบบการทำแต้มที่ดีที่สุด และนั่นก็หมายความว่า เวลานี้กู้เฉินอวี้ได้ปิดประตูแพ้ในยกนี้ไปเรียบร้อยแล้วและไม่มีทางเสียแต้มให้ฝ่ายของเยี่ยนอ๋องอย่างแน่นอน
สำหรับฝ่ายเยี่ยนอ๋อง มีเพียงทางเดียวที่เขาจะไม่เสียแต้มเลยนั่นก็คือต้องตีลูกลงหลุมให้ได้ในไม้เดียวเช่นกัน
องค์หญิงห้าใช้สายตาเกรี้ยวกราดจ้องมองไปยังกู้เฉินอวี้และสมาชิกในกลุ่มที่กำลังแสดงความยินดีกับเขา ถึงแม้นางจะมีใจให้จิ้งหย่งโหว แต่ในเมื่อยามนี้เขาเป็คู่แข่งขันกับพี่ชายที่รักของนาง องค์หญิงผู้รักพี่ชายก็ไม่คิดลังเลที่จะยืนอยู่ข้างพี่หกของนางเลยแม้แต่น้อย
องค์หญิงห้าเอื้อมมือไปเขย่าแขนเสิ่นเชียนเกอด้วยความกังวลที่อัดอั้นอยู่ภายใน “เสิ่นเอ้อร์ เ้าบอกข้าที พี่หกของข้าคงไม่แพ้ราบคาบจนน่าเวทนานักใช่หรือไม่?”
เสิ่นเชียนเกอลอบถอนหายใจเงียบ ๆ นางเองก็ไม่รู้ถึงฝีมือการเล่นฉุยหวานของเยี่ยนอ๋องเช่นกัน แต่ถึงแม้จะอยู่ในระดับที่ดี ก็คงไม่อาจเทียบเคียงกู้เฉินอวี้ได้ จิ่งหย่งโหวผู้นั้นเปรียบเสมือนพระเอกในนิยายรักประโลมโลกเล่มนี้ ในโลกนิยายรัก ตัวพระ-นางอย่างไรก็คือลูกรักนักเขียน ไม่มีทางที่เขาจะถูกกำหนดบทให้พ่ายแพ้แก่ผู้ใดง่าย ๆ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ผู้เคยรับบทตัวประกอบมาก่อนก็ลอบเบ้ปากในใจ
ทว่าเพื่อปลอบประโลมองค์หญิงห้าที่กำลังเป็กังวล เสิ่นเชียนเกอจึงทำได้เพียงให้กำลังใจและเอ่ยคำปลอบโยน “ไม่เป็ไรหรอกเพคะองค์หญิง หม่อมฉันเชื่อว่าท่านอ๋องจะต้องคว้าเอาชัยชนะมาให้กลุ่มของเราได้แน่!”
ทันทีที่ได้ยินวาจาเช่นนั้นจากสหาย องค์หญิงผู้เป็กังวลก็เปลี่ยนสีหน้า ดวงตาดอกท้อจ้องเขม็งอยู่ที่อีกฝ่าย
เสิ่นเชียนเกอที่พบว่าองค์หญิงห้ากำลังใช้สายตาพิลึกพิลั่นมองมา รีบเอ่ยถามด้วยความสงสัย “องค์หญิง มีอะไรหรือเพคะ?”
“เสิ่นเอ้อร์ เมื่อก่อนข้าไม่ยักรู้ว่าเ้าปั้นน้ำเป็ตัวได้เช่นนี้”
เสิ่นเชียนเกอเงียบไปในบัดดล “…”
เวลานี้ สมาชิกของกลุ่มเยี่ยนอ๋องต่างก็ประจักษ์เป็อย่างดีแล้วว่า เหตุใดกู้เฉินอวี้จึงเลือกเดิมพันด้วยแต้มสูงถึงสิบห้าแต้มก่อนประเดิมหลุมแรก แม้กระทั่งโจวจื่ออวี้เองก็ยังลดทอนความมั่นใจลงไปหลายส่วน หากท่านอ๋องของเขาเกิดพลาดพลั้งไปแม้แต่ครั้งเดียว ความหวังของกลุ่มก็คงต้องดับมอดตามไปด้วย
ผู้ตัดสินนำลูกฉุยหวานมาวางไว้ในตำแหน่งที่กำหนด ในขณะที่เยี่ยนอ๋องกำลังเดินเข้าไปหยิบไม้ตีฉุยหวานนั้น กู้เฉินอวี้ก็กลับเข้าไปยืนรวมกับเหล่าสหายในกลุ่มแล้ว ใบหน้าของทุกคนชื่นมื่นสดใส หลินข้วงยังคงส่งเสียงเยินยอสหายสนิทไม่หยุดหย่อน
ผิดกับบรรยากาศในกลุ่มของเยี่ยนอ๋องลิบลับ เนื่องจากพวกเขาแต่ละคนต่างก็ไม่ได้มีความมั่นใจเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว มาตอนนี้ความเงียบงันจึงเข้าครอบงำโดยไร้การต่อต้าน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ ๆ ความสงสารก็พุ่งเข้าเกาะกินหัวใจของเสิ่นเชียนเกอ นางรู้สึกว่าเยี่ยนอ๋องที่ยืนอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสายตาดูแคลนถากถางช่างน่าเวทนายิ่งนัก
ทันใดนั้น ราวกับมีบางอย่างปะทุขึ้นในหัวของเสิ่นเชียนเกอ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก หันหน้าไปยังทิศที่เยี่ยนอ๋องอยู่พลางกู่ร้องออกมาด้วยเสียงก้องกังวาน “ท่านอ๋อง! สู้เขานะเพคะ!”
เยี่ยนอ๋องที่กำลังตั้งท่าเตรียมพร้อมได้ยินเสียงะโส่งกำลังใจจากสตรีโอหังของเขาเต็มสองหู! บุรุษผู้ถูกกล่าวหาว่าโหดร้ายหันขวับไปมองจุดที่เป็ที่มาของเสียงทันที! แน่นอนว่าเสิ่นเชียนเกอคนโอหังถูกสายตาคมดุจ้องเขม็งคาดโทษอีกครั้ง
แต่เพียงชั่วอึดใจ เยี่ยนอ๋องก็หันกลับมาตั้งสมาธิ กระนั้นปากบางก็มิวายบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เงียบเถอะน่า หนวกหูเสียจริง! เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว! ข้าจะคว้าเอาชัยมาให้เ้าเอง”
อย่างไรก็ตาม มีเพียงเยี่ยนอ๋องผู้เดียวเท่านั้นที่ััได้ว่า เสียงกู่ร้องที่ส่งกำลังใจมาให้เขานี้ กำลังกระตุ้นเืนักสู้ในร่างกายเขาจนล้นทะลักออกมาอย่างฉุดรั้งไว้ไม่อยู่
ในตอนนั้นเอง ดวงตาเรียวยาวที่แฝงด้วยแววอันตรายก็ค่อย ๆ หรี่เล็กลงอย่างช้า ๆ
ด้วยสายตาอันแม่นยำ กำลังแขนที่พอดี ท่าทางที่ถูกต้อง กอปรกับมุมโค้งของไม้ที่สมบูรณ์แบบ
– พัวะ –
ลูกฉุยหวานถูกหวดออกไปด้วยแรงมหาศาล
.
.
.