OSVALDO ผู้ปกครองทั้งสี่มิติ (ภาคโรงเรียนเวทมนตร์)

    การประทับรอยหมัดอันตราตรึงใจ ( 2 )

    9.21 นาที ณ โรงอาหาร

            “ ตอนนี้พวกนั้นจะเป็นยังไงบ้างนะ ” แม๊กเอ่ย ระหว่างกำลังจิ้มน่องเบบิราดซอสขาวเข้าปาก (สัตว์คล้ายจิงโจ้แต่ขนาดเท่ากับไก่) เงยหน้ามองพวกเพื่อนในแต่ละคนที่นั่งจัดการกับอาหารกันอยู่เงียบ ๆ  

            เคร้ง เสียงวางช้อนบนโต๊ะมาทางอมรา เด็กสาวรู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องเมื่อเช้านี้อย่างมาก ถึงอานนท์จะบอกว่ามันไม่มีอะไร แต่นางยังไม่ชอบใจอยู่ดี จนไบอาต้องยกมือขึ้นมาจับไหล่อมราเพื่ออยากให้ใจเย็นลง ส่วนยูที่นั่งข้าง ๆ ชำเลืองมองเพื่อนสาวด้วยสีหน้านิ่งเฉย แต่ภายในใจไม่ชอบอยู่เหมือนกัน

            “ เฮ้อ ! ” นัสถอนหายใจเสียงดังมาก จนโต๊ะคนใกล้เคียงต้องหันมามอง  เขารีบก้มหัว เป็นการขอโทษให้และกลับมาสนใจพวกเพื่อนตัวเองต่อ

            “ เมื่อกี้ข้าส่งข้อความไปบอกอานนท์แล้วนะ ให้มาเจอที่โรงอาหาร แต่ทำไมยังไม่โผล่มาสักทีเนี่ย ” เด็กหนุ่มบอกพวกเพื่อน ถอนหายใจอีกรอบอย่างรู้สึกอึดอัดแปลก ๆ ขึ้นมาที่ไม่ได้ยินเสียงฮารัสกับอานนท์เล่นแหย่กันเหมือนเวลารับประทานอาหารสามมื้อก่อนนอน

            “ เฮ้อ ข้าก็ตกใจจริง ๆ ไม่คิดว่าพวกนั้นจะเลือดร้อนแบบนี้ ” เฟร็ดเอาหนังสือภาษาศาสตร์วางลงบนตัก ถอนหายใจตามนัส

            “ ข้าไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เสียเลย ” จู่ ๆ เด็กสาวผมดำลุกขึ้น วางแก้วบนโต๊ะเสียงดัง นางรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจและหงุดหงิด แต่ทำอะไรไม่ได้เลย

            “ แอรีส นั่งลงก่อนเถอะ คนอื่นมองกันหมดแล้ว ”

            ยูกระตุกชายกระโปรงของเพื่อนสนิท ในเมื่อสายตาหลายคู่กำลังหันมาจ้องตรงโต๊ะพวกนางอยู่  แต่ทว่าระหว่างนั้นหางตาเห็นผู้ชายร่างสูงเด่นสองคนกับผู้หญิงอีกหนึ่งยืนด้านหลัง กำลังกราดมองหาพวกเพื่อนตัวเองอยู่ทางเข้าของโรงอาหาร นั่นก็คืออานนท์ ฮารัสและเอมม่านั่นเอง นัสรีบยกมือขึ้นเรียกพวกนั้นให้เดินเข้ามา อานนท์เห็นเลยพยักหน้าเดินนำเข้าไป

            หลังจากพวกเขานั่งลงเก้าอี้ยาวที่เพื่อนได้เว้นว่างให้อยู่เสร็จ แม๊กจัดแจงดีดนิ้ว ปรากฏอาหารวางอยู่ตรงหน้าอานนท์ ฮารัส และเอมม่าทันที 

            “ ว้าว ! ”

            เสียงร้องพร้อมกันจากอานนท์กับฮารัสดังขึ้น พวกเขารีบเอามือปิดปากลง เผยมีรอยช้ำตรงมุมปากของทั้งสองให้ทุกคนเห็น อมราถลาเข้าไปจับคางพี่ชายตัวเองอย่างรู้สึกเป็นห่วงและหันมองอานนท์ แต่รายนั้นได้ก้มลงจัดการกับเส้นสปาเก็ตตี้สีผักราดซอสดำด้วยความหิวไปเป็นที่เรียบร้อยและไม่แคร์สายตาใครเลยตรงโต๊ะใกล้เคียงอันกำลังมองมาอยู่อย่างเคลิ้มตาม

             “ โอ้ย เบา ๆ หน่อยอมรา พี่เจ็บ ” ฮารัสเอ่ยกับน้องสาวที่แลกไบอาย้ายมานั่งตรงด้านข้างพร้อมช่วยป้อนซุปใสเข้าปากให้

            “ หมั่นไส้ ” อานนท์พูดเปรยขึ้น คีบเส้นสปาเก็ตตี้ดูดเข้าปากด้วยท่าทางไม่รู้สึกเจ็บ  ส่วนฮารัสรีบยกมือห้ามอมรา กำลังยื่นช้อนเข้ามาป้อนให้ต่อและพูด

            “ ไม่รู้สึกเจ็บไง ” อานนท์ส่ายหน้าและตอบกลับ “ ชิน ”   

            “ ไอ... ไอ้คนชินชา  ไอ้ตายด้าน ” ฮารัสยกมือชี้หน้าว่ามัน เปลี่ยนมาเกาหัวตัวเองแทน เมื่ออานนท์เงยขึ้นมอง ยิ้มกวนประสาท หัวเราะใส่  “ ฮ่า ๆ ! ”  ส่วนเพื่อนคนอื่นมองทั้งสองทะเลาะกันไปมาเหมือนเคย จนสักพักยูลุกขึ้นพลางเอ่ย

            “  เดี๋ยวพวกข้ามานะ ” ตามด้วยแอรีส พวกนางเดินตรงไปยังหน้าร้านขายน้ำ โดยไม่รอให้พวกเพื่อนหันมาถามก่อน

            “ เออเอมม่า... ” จู่ ๆ เสียงของอานนท์เอ่ยขึ้น หันไปมองเพื่อนสาวด้านข้างกำลังตักข้าวเม็ดดำราดซอสเขียวเข้าปาก  

            “ มีอะไรเหรอ ? ” เอมม่าหันมาถาม ทำหน้าสงสัย วางช้อนลง

            “ ข้าต้องขอบคุณเจ้ามากนะที่ช่วยรักษาข้า ” อานนท์พูดและยิ้ม หันกลับมาจัดการกับเส้นสปาเก็ตตี้ต่อ 

            “ไม่เป็นไรเลย เรายินดี” เอมม่าตอบยิ้มเล็กน้อยก่อนจัดการกับอาหารตรงหน้าเช่นกัน

            หลังจากทุกคนรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว กำลังลุกขึ้นเดินออกไป จู่ ๆ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งแหวกทางจากผู้คนแถวหน้าโรงอาหาร ตรงมายังโต๊ะพวกเขาด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ

            “ เฮ้ย ! ใจเย็น ๆ เคลบีเจ้าวิ่งหนีอะไรมาวะ  ” ฮารัสเอ่ยปากถามก่อนพวกเพื่อน ทำหน้าชะโงกมองด้านหลัง สงสัยว่ามันวิ่งหนีอะไรมา

            แฮก แฮก แฮก !! เสียงหายใจถี่ด้วยความเหนื่อยของเคลบี รีบนั่งลงพักหายใจให้เป็นปกติ  เวลาผ่านไปกว่าสามนาที เด็กหนุ่มก็เงยขึ้นมองพวกนั้นและตอบ

            “ ไม่ได้วิ่งหนีอะไรมาฮารัส แต่ข้าวิ่งมาหาพวกเจ้านี่แหละ เพื่อจะบอกว่า... ” เขาหยุดพักหายใจอีกรอบ 

            “ ว่า ? ”  อานนท์ถาม ทำหน้าสงสัย

            “ ว่าศาสตราจารย์เนอริก้า ท่านยกเลิกคาบเรียนช่วงเช้าเมื่อกี้นี้เอง ข้าเลยวิ่งมาบอกพวกเจ้าได้รู้ ” เคลบีตอบ หยิบน้ำสีขาวขึ้นมาดื่ม เมื่ออานนท์ยื่นมาให้

            “ แค่นี้เหรอ ” อานนท์ถามต่อ  ส่วนเคลบีส่ายหน้า

            “ ยังไม่หมด รุ่นพี่ดาวินได้นัดเรียกรวมตอนช่วงบ่ายสองตรงลานอเนกประสงค์น่ะ ข้าว่าน่าจะเป็นเรื่องเลือกชมรมเป็นแน่ ”  เมื่อเคลบีพูดจบกวาดตามองบริเวณนี้ ที่มีคนยืนมองพวกเขาอยู่อย่างสนใจ

            “ อ๋อ ” ทุกคนร้องพร้อมกัน  ส่วนอานนท์ยิ้ม เพราะตอนแรกเขากำลังคิดว่าจะแอบงีบในห้องเรียนสักหน่อย อาการมึนงงยังคงมีอยู่

            “ เออว่าแต่ทำไมรุ่นพี่เขาไม่ส่งข้อความมาบอกทุกคนล่ะ ” แอรีสถามเคลบี หลังจากนางเอาไลมิวส์อาขึ้นมาอ่านดูกับไม่มีข้อความของรุ่นพี่หัวหน้าหอเลย ปกติแล้วถ้ามีเรื่องแจ้งอะไรจะส่งมาทางนี้ตลอด

            “ อ๋อ รุ่นพี่ซ่าร่าบอกว่าเครื่องพี่เขาทำพังไปเมื่อวานน่ะ ตอนนี้ยังไม่ได้ซื้อใหม่เลย  ” เคลบีตอบ มองมุมปากของอานนท์กับฮารัสสลับกันอยู่สักครู่ จนคนถูกมองต้องหันมา เลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

            “ มีอะไรเหรอ ?  ” อานนท์ถาม

            “ ปากพวกเจ้า... ? ” เคลบีเอ่ย ชี้ไปตรงมุมปากของทั้งสองและเอาลง

            “ อ๋อ มีเรื่องกันนิดหน่อย ” อานนท์ตอบสั้น ๆ หันไปหยิบน้ำมาดื่ม ปรายหางตามองฮารัสด้านข้าง ที่ดูนิ่งเงียบผิดปกติ แต่ความคิดนั้นต้องล้มเลิกลงในเมื่อ...

            “ นิดหน่อยบ้าอะไร ! เจ้าต่อยข้าไอ้นนท์ ! ” ฮารัสพูดใส่อารมณ์จนคนแถวนี้ต้องหันมามองพวกเขานับครั้งไม่ถ้วน   ส่วนอานนท์รีบเอานิ้วชี้จุตรงปากเลียนแบบมัน พูดโต้กลับไป “ ก็เจ้าชกข้าก่อนนิไอ้รัส อย่ามา... ! ” พร้อมทำหน้าทะเล้นใส่ให้ปิดท้าย  เคลบีนั่งอ้าปากค้างมองทั้งสองตรงหน้ายืนพูดโต้กันไปโต้กันมาอย่างไม่ยอมแพ้  จนเฟร็ดต้องเข้ามาห้ามยก พากันเดินออกไปจากโรงอาหารได้สำเร็จ


            +++++++++++++++++++++ 


            ‘ ลูซ ว่าแต่เรื่องเมื่อกี้นี้น่ะ... ที่เจ้าบอกว่าได้กลิ่น เสียงและการมองเห็นดวงจิต มันเป็นยังไงเหรอ ? ’

            อานนท์ถามภูตตัวเอง ระหว่างเดินไปยังหอพักของสายจอมช่างกล เพื่อคืนเสื้อชั้นในให้เอล่าและทำตามสัญญา โดยก่อนหน้านั้นหลังจากพวกเขาออกมาโรงอาหาร เด็กหนุ่มขอตัวแยกออกมาและบอกพวกนั้นไปว่าจะมาหาน้าชายเสียหน่อย เพราะด้วยเหตุผล... ถ้ามากันเยอะ ดูจะยุ่งยากและวุ่นวายไป ในบางครั้งตัวเขาเองชินกับการมาคนเดียวอยู่บ้าง

            ‘ ก็ได้กลิ่นดีกว่าจมูกของมนุษย์ เสียงและการมองเห็นก็เช่นกัน ’ ลูซตอบสั้น ๆ

            ‘ อ๋อ ’ อานนท์พยักหน้า เดินไปตรงแสงแดดใกล้ตาข่ายคล้ายสนามฟุตบอล แต่แปลกตรงที่ไม่มีคนมาเล่นกันเลย ทิ้งปล่อยว่างไว้

            ‘ รู้ใจนะเนี่ยเดี๋ยวนี้ ’ ลูซเอ่ยเสียงน่ารัก ในเมื่อนางไม่มีเวลาตอบก็เพราะกินพลังแสงแดดอยู่

            ‘ มันก็ต้องแน่นอนอยู่แล้วล่ะ เจ้าเล่นพูดกรอกหูข้าทุกวันเลยนิ่ ’ อานนท์ยิ้ม พูดประชด เงยหน้ารับแสงแดดอย่างเต็มที่ พลันรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่นขึ้นมา  อาการมึนงงหายไปหมดสิ้น

            “ น่าจะมานอนอาบแดดตั้งแต่แรก ” อานนท์งึมงำ เขาก้าวเดินต่อไปอย่างช้า ๆ ดูไม่รีบร้อนอะไร  เข้าแวะโน่นแวะนี่ซื้อของกินตามร้านใกล้ปลายทางเอของหอพัก จนกระทั่ง...

            “ เอ๊ะ... ! Oh my god !! ”

            เด็กหนุ่มอุทาน ในเมื่อสายตาเขาเห็นทะลุเข้าไปในเสื้อนอกของคนในบริเวณนี้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ตรงหน้าอกข้างซ้ายในแต่ละคนมีดวงจิตเล็กสีฟ้ากับชมพูตามเพศอยู่ด้วย ยิ่งเฉพาะพวกผู้หญิงแล้วเห็นหมดเลยทุกอิริยาบถ !  ทั้งกำลังยื่นออกไปรับไอติมจากคุณลุงมีหนวดดกประจำร้านหลังเขียวและตรงเก้าอี้ม้านั่งยาวมีกลุ่มเด็กสาวกำลังหยอกเย้าเล่นจับแขนดึงไปดึงมากันอยู่ด้วย อานนท์อ้าปากค้าง รู้สึกว่ามีของเหลวไหลมาตรงจมูก เขารีบเอามือแตะมันปรากฏว่าเป็นเลือด !

            “ นี่เราเลือดกำเดาไหลเหรอเนี่ย !! ตาย ! ตายแล้ว !! ” อานนท์รีบเอาผ้าเช็ดหน้ามาปิดตรงจมูกเกือบแทบไม่ทัน หันซ้ายหันขวาเห็นว่าทะลุเสื้อผ้าหมดทุกคนเลย  เขารีบหลับตาลง หายใจเข้าหายใจออกลึก ๆ ใบหน้ารู้สึกร้อนผ่าวไปยังถึงหู

            ‘ ลูซ !! ข้าเห็นมัน เห็นหมดเลย !! ’ อานนท์รีบถามภูตตัวเอง เปลือกตาข้างขวาแง้มออกดูนิดหนึ่งปรากฏว่ายังคงเห็นอยู่

            “ วันนี้มันเป็นอะไรวะเนี่ย ได้ยินทั้งเสียงแถมยังได้เห็นเต็มตาอีก ! ” เด็กหนุ่มบ่นลอย เขานั่งพักตรงเก้าอี้ม้านั่งยาวของอีกฝั่งหนึ่งจากกลุ่มผู้หญิงกลุ่มนั้น

            ‘ ฮ่า ๆ ! ’ ลูซหัวเราะเสียงดัง ‘ ก็เมื่อกี้เจ้าอยากรู้ไม่ใช่เหรอว่ามันจะเป็นยังไง ก็แบบนี้ไงที่ข้าเห็น แต่ยังเหลือกลิ่นและเสียงอีกนะ จะลองต่อไหม  ’ อานนท์อึ้ง ‘ นี่มันจะเรียกว่าสัมผัสที่เท่าไหร่ดีกันเนี่ย หกคงไม่ใช่แล้วมั้ง ’

             ‘ เดี๋ยวก่อน ใจเย็น ! ’ อานนท์ส่ายหน้านิดหนึ่ง แง้มดูอีกทีมันก็ยังเห็นอยู่ ! ‘ ลูซทำให้ข้าเป็นปกติก่อน เร็ว ๆ มันจะเริ่มไม่ไหวแล้ว ! ’ เด็กหนุ่มรีบเอาขาหนีบเข้าหากันในเมื่ออีกไม่ช้าน้องชายเขากำลังจะเริ่มผงาดชี้ฟ้าขึ้นมา

            ‘ ฮ่า ๆ มันจะขนาดนั้นเชียวหรือ  ’ ลูซเอ่ยแกล้ง แอบขำนิด ๆ กับท่าทางของเจ้านายนางกำลังนั่งส่ายตัวไปมาเหมือนกับหนอนชาเขียว

            ‘ เร็ว ๆ ยังมาขำข้าอีก  !! ’ อานนท์เม้มปากแน่น หลับตาอยู่ รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว แต่หูเด็กหนุ่มกับได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังวิ่งเข้ามาใกล้เขาทุกทีทุกทีแล้ว

            “ จ๊ะเอ๋ !! มาอยู่นี่นี่เอง   จับตัวได้แล้ว ! ”  เสียงฟังดูสดใสเอามากของผู้หญิงตรงหน้าอานนท์  สัมผัสได้ถึงมืออุ่น ๆ จับต้นแขนเด็กหนุ่มแน่น  เขายิ่งไม่กล้าลืมตาขึ้นมอง แต่ความรู้สึกถึงลมหายใจของนางเริ่มเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ  อานนท์ตัดสินใจเปิดเปลือกตาขึ้นในที่สุดและปรากฏว่า !!

            “ เฮ้อ ไม่เห็นแล้ว ! ” เด็กหนุ่มถอนหายใจเสียงดัง หงายหลังเข้ากับไม้พิงของเก้าอี้ม้านั่งอย่างรู้สึกโล่งใจ

            “ เอล่า ” อานนท์เรียกชื่อผู้หญิงตรงหน้ากำลังโน้มตัวเข้ามาใกล้ โดยนางดูไม่รู้สึกอายเลยที่มีสายตาหลายคู่หันมามองอยู่

            “ เจ้าคะอานนท์ ?!! ” เสียงหวานหยดย้อยของเอล่ารีบขาน เข้ามานั่งข้าง ๆ อานนท์เอาแขนแนบชิด

            “ อืมข้าว่ามันใกล้ไปแหละ  !  เจ้าเขยิบออกไปหน่อยเถิด ข้าอึดอัดน่ะ ” อานนท์พูด เขยิบออกถอยห่างแต่เอล่าก็เขยิบเข้ามาใกล้อยู่อีก จนเขาเริ่ม...

            “ ข้าบอกว่าให้เจ้าเขยิบออกไปไม่ใช่ให้เขยิบเข้ามา  ! ” อานนท์เน้นเสียงหนักตรงประโยคหลัง เขยิบออกห่างไปอีกครั้งจนเริ่มติดกับขอบวางแขนของเก้าอี้ม้านั่ง แต่เด็กหนุ่มรอให้จังหวะที่เอล่าไม่ทำตาม เขยิบเข้ามาอีก เขารีบลุกขึ้นออกไป จนเด็กสาวเซชนกับขอบวางแขนอย่างแรง

            “ โอ้ย ! ” เสียงร้องดังของเอล่าทำให้อานนท์รีบหันมามอง เขาเห็นนางเอามือปิดข้อศอกตัวเองปรากฏมีเลือดไหลลอดตรงช่องระหว่างนิ้วเล็กนั้น  แต่หากคนในบริเวณกับดูไม่ตกใจที่เห็นเลือดออกมาจากผู้หญิงคนนี้เลย

            เด็กหนุ่มทำตาโต ตกใจรีบเข้ามาดูเอล่าในทันที มันเลือดไหลออกมาไม่หยุด จนเริ่มผิดสังเกต ยิ่งไปกว่านั้นเสียงลูซก็เอ่ยเสริมขึ้น ‘ นางใช้เวทมนตร์อานนท์ ’  เด็กหนุ่มเลิกคิ้วมองผู้หญิงตรงหน้าและพูด “ สำออย ! ” เพียงเท่านั้นเอล่ารีบเบะปาก ทำแก้มป่อง น้ำตาคลอขึ้นมา นางยื่นมือจับปลายเสื้อขาวของอานนท์ กระตุกเบา ๆ   แต่เขาไม่ใจอ่อนกับผู้หญิงประเภทนี้อีกต่อไป เด็กหนุ่มปัดมือเอล่าออก รีบหมุนตัวกลับ ก้าวออกไปให้พ้นจากนางโดยเร็ว

            “ เดี๋ยว !! ”

            เสียงตะโกนของเอล่าไล่หลังเขามา เด็กหนุ่มไม่หยุด รีบเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น แต่ไม่สามารถหลุดพ้นจากนางไปได้ เพราะเด็กสาวได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าอานนท์แล้ว เขาชะงัก ก้าวถอยหลัง สูดลมหายใจเข้าลึก พ่นลมหายใจออกทางปาก เมื่อเด็กหนุ่มรู้สึกอึดอัดสุดที่จะทนจริง ๆ  ‘ อย่าให้ข้าหายตัวได้บ้างละกัน ! ’ เขาคิด กำหมัดแน่น จ้องผู้หญิงตรงหน้าด้วยแววตาเย็นชาใส่

            “ มีอะไรอีก ” อานนท์เอ่ยด้วยเสียงนิ่ง กัดริมฝีปากล่าง ถอยหลังไปอีกก้าวหนึ่ง ในเมื่อเอล่าเดินเข้ามาใกล้

            “ เจ้าลืม ” เอล่าเอ่ย ปรากฏรอยยิ้มหวานส่งให้ผู้ชายตรงหน้า

            “ ลืมอะไร ! ” อานนท์ถามเสียงแข็ง ถอยหลังไปอีกก้าวหนึ่ง

            “ ลืมทำตามสัญญาที่ให้ไว้ไง ข้าเป็นคนจำแม่นอยู่นะ ยิ่งกับเจ้าแล้วด้วย จำได้หมดเลยล่ะ  ” เสียงฟังดูยั่วยวนออกมาจากปากผู้หญิงตรงหน้า ทำให้อานนท์รู้สึกขนลุกซู่  ยกมือยื่นออกไปเพื่อห้ามไม่ให้เอล่าก้าวเข้ามาอีก

            “ งั้น... เจ้าก็เดินตามข้ามา แต่ขอให้ทิ้งระยะห่างหน่อยนะ คนอื่นจะได้ไม่สงสัย เพราะแถวนี้คงไม่เหมาะที่จะทำ...” อานนท์พูด กวาดตามองผู้คนที่เดินสวนกันไปมาอยู่เรื่อย ๆ เพราะบริเวณนี้คือปลายทางตรงเข้าไปยังหอพักทั้งหมด  เอล่ารีบพยักหน้าทำให้เขายิ่งรู้จุดอ่อนของนาง

            อานนท์เดินผ่านเอล่านำไปยังปากทางบี ในระหว่างนั้นก็เห็นกลุ่มเพื่อนของเขากำลังเดินเข้าไปในซุ้มประตูหอพัก  เด็กหนุ่มจำด้านหลังของเพื่อนสาวชื่อไบอาได้ เขาเลยส่งโทรจิตบอกนางไปว่า ‘ อย่าหันมาและพาพวกนั้นเข้าไปเลย ’ ซึ่งไบอาก็ชะงักนิดหนึ่ง พยักหน้าลอย ๆ  เพราะถ้าส่งให้ฮารัส รายนั้นคงจะหาเรื่องแกล้งเขากลับอย่างแน่นอน

            หลังจากอานนท์เดินมาหยุดตรงหน้าโรงฝึกร้าง มีเด็กสาววิ่งตามหลังมาติด ๆ เขาเดินนำเข้าไปข้างในและให้นางนั่งลงตรงเก้าอี้ไม้แก่

            “ อยู่นิ่ง ๆ นะและก็หลับตาลงด้วย ” อานนท์สั่ง มองเอล่ายิ้มนิด ๆ ให้

            “ ทำไมต้องหลับตาด้วยเล่า ถ้าหากข้าหลับ เจ้าก็หนีไปอีก ” เอล่าเงยหน้ามอง  ดวงตาสีนิลเริ่มสั่นไหว กลัวเด็กหนุ่มจะหนีนางไปอีก ส่วนอานนท์รีบส่ายหน้า ยื่นมือจับไหล่เล็กของนางเป็นเชิงว่า ไม่หนีหรอกน่า

            “ จริงนะ ! ไม่หนีข้าจริง ๆ นะ ” เอล่ายิ้มกว้าง ดวงตาสีนิลกับระยิบระยับปรากฏแทนที่ขึ้นมา มีเพียงแค่รอยยิ้มกระตุกตรงมุมปากซ้ายของอานนท์ส่งให้เท่านั้น เด็กหนุ่มพยักหน้า เห็นเอล่ายอมหลับตาลง  แต่มือเล็กยื่นจับปลายเสื้อของเขาไว้กันหนี

            “ ดีมาก รอแป๊บหนึ่งนะ ” อานนท์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ กระซิบทำเสียงหล่อใส่  จนเด็กสาวถึงกับพยักหน้ายิก  ๆ ขมวดคิ้วตรงคำ แป๊บหนึ่ง แปลว่าอะไร แต่นางไม่ได้สนใจอีกต่อไป นั่งรอสิ่งที่อานนท์ต้องทำตามสัญญาอย่างใจจดใจจ่อ

            “ อย่าแอบมองนะ ”

            อานนท์พูดเตือนเสียงหวาน  มือดึงเสื้อชั้นในของเอล่าที่เก็บไว้จากหินเวทห้วงกระเป๋ามิติตัวเอง พร้อมรีบถอดฟองน้ำออกมาทั้งสองข้าง ทำเป็นรูปโค้งคล้ายปากประกบเข้าหากัน เอานิ้วจิ้ม ๆ ทดสอบดูว่ามันนุ่มเหมือนริมฝีปากของคนไหม พอได้ที่เขาสั่งให้เอล่ายื่นแก้มนางออกมา เด็กสาวอมยิ้มรีบยื่นเข้าไป 

            “ พร้อมนะ ” เขาเอ่ย แอบขำในใจ เอล่าพยักหน้า เด็กหนุ่มเลยเอาไอ้เจ้าฟองน้ำนี่ บรรจงจูบแก้มผิวแทนของนาง

            “ เดี๋ยว ๆ อย่าลืมตาก่อนนะ สลับหอมกันบ้าง ”

            อานนท์พูดจบต้องปิดปากตัวเองกลั้นหัวเราะ มือรีบคลี่ฟองน้ำให้เป็นแผ่นโค้งเหมือนเดิม เอามันแนบกับแก้ม แตะเช็คดูอีกที  ชำเลืองมองเอล่านิด ๆ ว่าเปิดเปลือกตาขึ้นมาไหม  เมื่อแน่ใจว่านางยังคงหลับอยู่ เขารีบยื่นไปโดนริมฝีปากเด็กสาวแค่ช่วงวินาทีเดียวเท่านั้น พร้อมรีบใช้เวทมนตร์เข้ามาช่วย(นึกคิด)ให้มันยัดฟองน้ำใส่เสื้อชั้นในเหมือนเดิม ถือไขว้หลังหลบไว้

            “ อานนท์ !! ” จู่ ๆ เอล่าเอ่ยเสียงดังขึ้นพร้อมลืมตาพรึ่บ จนเจ้าของชื่อถึงกับสะดุ้งโหยงรีบก้าวถอยหลังไปตั้งหลัก  นางลุกขึ้นยืน เดินหนึ่งก้าวตามออกมา แววตาเริ่มขุ่นเคืองมองเด็กหนุ่ม

            “ ครับ !! ” อานนท์ขานกลับเสียงเข้ม  ปรากฏรอยยิ้มมุมปาก 

            “ เจ้าคิดว่าข้าโง่มากหรือไง !! ” เอล่าเริ่มตะคอกเสียงใส่เด็กหนุ่ม

            “ ใช่ !! ” อานนท์ตอบทันควัน ห้ามปากตัวเองไม่ได้ ส่วนเด็กสาวอึ้ง กำหมัดแน่น น้ำตาเริ่มคลอเบ้าอีกครั้งพร้อมเบะปากมองอานนท์ “ เจ้าทำผิดสัญญา ! ”  เอล่าเอ่ย บีบน้ำตาไหลริมข้างแก้ม หลุบตาลงต่ำ

            “ ข้าทำผิดสัญญาตรงไหน ?! ”

            อานนท์ถาม ทำให้เอล่าเงยหน้ามอง คิดย้อนไปเมื่อคืนกับคำพูดนั้น ‘ ถ้าเจ้ายอมให้ข้ายืมเสื้อชั้นในของเจ้าหนึ่งวัน แลกกับการหอมข้าหนึ่งที จะเอาไหม... ’ เด็กสาวกำหมัดแน่นยิ่งขึ้นในเมื่อนางรู้สึกว่าตัวเองโง่จริง ๆ  ที่หลงเชื่อกับข้อเสนอนั้น เจ็บใจที่ตอนแรกว่าจะใช้พิษลวงตาใส่อานนท์อีกครั้ง แต่กับล้มเลิกไปเพราะได้ยินข้อเสนอของอานนท์ยื่นมาให้ก่อน

            “ ข้าบอกว่าไงเล่า... แค่แลกกับการหอมข้าเพียงเท่านั้น แต่ไม่ได้ระบุว่าให้หอมตรงแก้มข้านิ่ นั่นก็ถือว่าข้าไม่ได้ทำผิดสัญญากับเจ้านะ ” อานนท์กระตุกยิ้ม เห็นว่าเอล่าเงียบไป เขารีบหมุนตัวกลับ แต่มันไม่ง่ายแบบนั้นในเมื่อ

            “ เอลบูไนดร๊าฟแบด ! ”

            เมื่อสิ้นเสียงดังของเอล่าอันร่ายคาถาบทด้านมืด พลันปรากฏวงแหวนสีเทาประกายดำล้อมรอบตัวอานนท์   เด็กหนุ่มรู้สึกชาทั้งตัวพร้อมเรี่ยวแรงหายไปหมด ปล่อยเสื้อชั้นในทิ้งบนพื้น แต่ประสาทสัมผัสทุกส่วนยังรับรู้ดีอยู่  เขาขาอ่อน กำลังทรุดลง  แต่เด็กสาวรู้อยู่แล้วเลยรีบปัดมือเรียกเก้าอี้ไม้พุ่งมารับอานนท์ไว้ได้ทัน

            “ หึ คิดว่าตัวเองฉลาดอยู่คนเดียวหรือยังไงจ๊ะอานนท์ของข้า ! ” เอล่ากระตุกยิ้มกลับ กวักมือให้เก้าอี้เลื่อนเข้ามา อานนท์เอนหลังพิงไปตามทางของมัน  เด็กหนุ่มมองผู้หญิงตรงหน้าปรากฏแววตาว่างเปล่าใส่ เขาจนปัญญาที่จะคิดต่อแล้วจริง ๆ

            ‘ ไม่น่าไปกระตุ้นต่อมความโรคจิตของนางขึ้นมาเลย และยิ่งแถวนี้ลับตาคนอยู่ด้วยสิ ’ อานนท์คิด มีสีหน้าซีดเซียว หลุบตาลงต่ำรอรับผลนั้น จนลืมไปว่าเขายังมีภูตทั้งสองตนอยู่กับตัว

            ‘ นี่ ! อยากหายไหมจ๊ะ เจ้านายข้า’ ลูซเอ่ยเสียงสดใส แต่ในใจกับรู้สึกโกรธเคืองที่เจ้านายลืมนางไปเสียได้ อานนท์รีบเงยขึ้น ระหว่างมีมือเล็กยื่นเข้ามาจับใบหน้าของเขาด้วยแววตาหื่นกระหายจากเอล่า นางไล่นิ้วลงมาปลดกระดุมเด็กหนุ่มทีละเม็ดอย่างช้า ๆ ดูใจเย็นลง

            ‘ ลูซ !!! ช่วยข้าด้วย ! ’ อานนท์ตะโกนเสียงดังในห้วงจิต จนทำให้ภูตอีกตนสะดุ้งตื่น แต่ยังไม่ทันที่โกทาลจะรีบออกไปช่วยเจ้านาย ลูซตะโกนห้ามพร้อมพูดขู่ภูตดาบเสียก่อน

            ‘ ไม่ต้องออกไปโกทาล!!! ข้าจัดการเองได้น่า อย่าริอาจแย่งตัดหน้าช่วยอานนท์ของข้าอีกสิยะ ! ’ อานนท์ได้ยินถึงกับอยากเอามือกุมขมับตัวเองจริง ๆ เวลาแบบนี้ยังมาเถียงกันอีกเนาะ ! ระหว่างนั้นเด็กหนุ่มมองลงเสื้อตัวเองที่มันถูกเปิดออกหมดแล้ว

            ‘ เราน่าจะใส่เสื้อกล้ามมาด้วย  ! น่าจะฟังไอ้รัสมันเตือน !! ’ เขากัดฟันพูดข่มอารมณ์โกรธตัวเองในห้วงจิต หันมาสนใจกับภูตตนต่อ

            ‘ ตกลงเอาไงครับ ลูซคนสวยจะช่วยข้าไหม ! มันเริ่มรู้สึกมีอารมณ์กับสาวโรคจิตด้านหน้าขึ้นมาแล้วนะ ! ’ ซึ่งมันจริง เอล่ากำลังเอานิ้วลูบลอนกล้ามท้องของเขาไล่ลงมาจนถึงบริเวณส่วนต้องห้าม  เพราะมันเริ่มใกล้จุดชนวนระเบิดได้ทุกเมื่อเข้าแล้ว ! อานนท์หายใจถี่  รู้สึกเสียวซ่าน แต่เสียงสวรรค์ก็มาโปรดได้ทันการ

            “ หยุดนะ ! เจ้ากำลังทำอะไรอานนท์น่ะ !! ถอยออกมาเลย !! ”  อานนท์เห็นเด็กสาวผมยาวสีขาวสยายโต้สายลม ยืนกางขา เอามือจับเอว เชิดหน้าอย่างกับเซล่ามูนมาเอง โดยมีกองหลังคือพวกเพื่อนของเขาพร้อมบนมือแต่ละคนปรากฏลูกไฟตามสายพลังยืนเรียงกันอยู่ด้วย  

            ฮารัสกับแอรีสปรากฏสายอัคคี(สีแดง)  

            นัสกับไบอาปรากฏสายธารา(สีฟ้า)

            แม๊กปรากฎสายปฐพี (สีน้ำตาล)

            อมราและเฟร็ดปรากฏสายวายุ (สีเทา)

            เอม่า ปรากฎสายพฤกษา (สีเขียว)

            ยูปรากฏสายธารา (สีฟ้าออกเข้ม) 

            ‘ ลูซ ไม่ต้องแล้วล่ะ เพื่อนข้ามาช่วยแล้ว  !  ’ อานนท์อยากยิ้มแก้มปริ แต่กล้ามเนื้อมันกับไม่ทำงาน  เด็กหนุ่มเห็นเอล่าเดินถอยห่าง หันไปประจันหน้ากับพวกนั้นตรงทางเข้าของโรงฝึก เขาเห็นได้เพียงแค่ข้างหลังนางเท่านั้น พลันรู้สึกถึง...

            ‘ ย่ะ ข้าเห็นแล้ว ! ’ ลูซเอ่ยเสียงหมั่นไส้ ‘ แต่เอาจริง ๆ นะ เจ้าก็สามารถทำลายอาคมของเด็กนั่นได้ง่าย ๆ เลย  ’ อานนท์ทำตาปริบ ๆ มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตื่นเต้นแทนที่จะฟังภูตตัวเองบอก 

            ‘ นี่ เจ้าฟังข้าอยู่หรือเปล่าเนี่ย ! ’ ลูซเริ่มโมโหคิดจะว่าต่อแต่อานนท์พูดก่อน ‘ ฟังอยู่ครับ ! ’ พร้อมลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ เรี่ยวแรงทั้งหมดคืนกลับมา เขาเดินออกไปอยู่ด้านหน้าเอล่า ท่ามกลางสายตาตกใจของทุกคน เมื่อเด็กหนุ่มลองคิดกลับคำของบทคาถาดูเล่น ๆ แต่มันฟลุ๊คกับทำได้จริง เป็น ‘ แบดดร๊าฟไนบูเอล ’ 

            “ ทุกอย่างย่อมมีกฎตายตัวของมันอยู่ ก็เหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ยังถูกล้อมรอบไปด้วยดาวเคราะห์ตามระบบสุริยะ... ” อานนท์เอ่ย เพราะเด็กหนุ่มได้ยินน้าเดลล์เคยบอกว่า ‘ แต่ทุกอย่างก็ไม่ใช่ว่าจะได้สมดั่งใจเราไปซะหมดหรอกนะ เพราะมันต่างก็มีกฎเกณฑ์ตายตัวอยู่ด้วยเหมือนกัน ’ ซึ่งเขาจำได้อย่างแม่นยำ เอาประโยคนั้นฝังลึกเข้าไปในสมอง แต่ทว่าทุกคนกับเงียบกริบ ยืนทำหน้าเงิบ มองอานนท์ตาปริบ ๆ  อย่างไม่เข้าใจ

            ‘ มันพูดเรื่องอะไรของมันวะ ’ เสียงความคิดของฮารัสดังขึ้น ทำให้อานนท์ได้ยินต้องขำออกมา พร้อมมองพวกเพื่อนรวมไปถึงเอล่าทำหน้างุนงงกับประโยคตรงคำว่าดาวเคราะห์ ระบบสุริยะของผู้ชายร่างสูง ใบหน้าหล่อโดดเด่นกำลังยืนคั่นระหว่างกลางอยู่

            “ อานนท์ ! เจ้าทำลายคาถาบทนี้ของข้าได้ยังไงกัน ! ” เสียงฟังดูสั่นของเอล่า ทำหน้าตกใจมองเด็กหนุ่ม กำหมัดแน่นยิ่งขึ้น ไม่คิดว่าจะมีคนทำลายอาคมของนางได้ง่ายดายเพียงนี้ ถึงมันไม่ใช่คาถาเวทบทขั้นสูงของด้านมืด แต่คนที่จะทำลายมันได้จะต้องมีพลังเวทสายรัตติกาลส่วนหนึ่งอยู่ด้วย

            “ ก็ไม่เห็นจะยาก แค่สลับกลับคำมันก็จบ ” อานนท์เอ่ยสั้น ๆ เดินเข้าไปยืนอยู่ข้างอมรา สายตาเด็กสาวกับไม่ได้มองที่หน้าเขา นางกำลังมองกล้ามเนื้อหน้าท้องของอานนท์อยู่

            “ อุ้ย ! ” เด็กหนุ่มอุทาน รีบเอามือติดกระดุมเสื้อปิดบังร่างกายตัวเอง

            “ มันเป็นไปไม่ได้ ! ” เอล่าตะโกน ส่ายหน้าแรง ๆ นางไม่อยากเชื่อว่าอานนท์จะทำลายคาถาบทนี้ได้จริง ๆ ก่อนหน้านั้นทำไมเด็กหนุ่มถึงไม่ใช้วิชาไร้พลังลมหนีนางไปตั้งแต่แรก หรือว่าเขาไม่อยากใช้เพื่ออยู่กับข้าต่อเหรอ

            “ นนท์ พวกเราไปกันเถอะ อย่าไปสนใจยัยผู้หญิงโรคจิตนั่นอีกเลย  ” ฮารัสพูดเสียงดัง เดินมากอดคอเพื่อนชาย เพื่ออยากออกจากโรงฝึกที่คลุ้งไปด้วยฝุ่นจนอัดรูจมูกเขาเต็มที  ส่วนอานนท์พยักหน้า หมุนตัวกลับเดินตามหลังฮารัสออกไป

            “ อย่าไปนะ !!!  โอ้ย !! ” เสียงตะโกนของเอล่าไล่ตามหลังอานนท์มา นางรีบกุมขมับตัวเอ ทรุดนั่งลงกับพื้น ในเมื่อยูได้ส่งกระแสจิตสังหารใส่ เดินตามเพื่อนชายออกไป ‘ อย่ามายุ่งกับอานนท์อีกเอล่า ! ’ นางส่งโทรจิตบอกผู้หญิงคนนั้นพร้อมแผ่ไอความเย็นแช่แข็งไว้ทิ้งท้าย

            “ ไม่ ข้าไม่หยุดแค่นี้หรอก ! ”

            แววตาเอล่าปรากฏความอาฆาตไว้เต็มเปี่ยม นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกลงบนอุ้งมือตัวเอง มีเลือดไหลออกมาซิบ ๆ แต่ยังไม่เจ็บเท่ากับใจนางที่บอบช้ำเพราะถูกปฏิเสธจากผู้ชายคนนั้นนับครั้งไม่ถ้วน เด็กสาวพยายามลุกขึ้นยืน นางเงยหน้ามองไอขาวปกคลุมไปทั่วโรงฝึกอยู่สักครู่ ยกมือปัดแรง ๆ จนไอพวกนั้นจางหายไปหมด  

            ..........................................................


    คล้ายกับเรื่องOSVALDO ผู้ปกครองทั้งสี่มิติ (ภาคโรงเรียนเวทมนตร์) ที่คุณอ่าน