ตอนที่สามสิบเจ็ด ช่องท้องกำหนดชีวิต
ช่องท้องกำนหนดชีวิตบอกกล่าวถึงโรคภัยนอกจากพวกซินแสจีนกล่าวแล้วอริสโตเติลยังเคยกล่าวเช่นกัน
ตามแนวประสาทวิทยา ช่องท้องก็มีเส้นประสาทเป็นอันดับสองรองจากสมอง
นับเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อีกประการหนึ่งที่มองว่าร่างกายของเราและเส้นประสาทนั้นเชื่อมต่อเนื่องสัมพันธ์กัน
สี่พันปีของจีนนั้นรวบรวมความคิดต่างๆไว้มากมายแต่หากคนปัจจุบัน ไม่พยายามพัฒนามากขึ้นก็เรียกว่าผิดต่อคนโบราณที่แผ้วถางทางให้กับเราแล้ว
เรื่องหนึ่งที่ได้ค้นพบคือการสันนิษฐานว่าเนื้อเยื่อของสมองและอัณฑะนั้นใกล้เคียงกัน
และฮอร์โมนเพศกับชีวิตนั้นเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก
คนที่หมดอารมณ์ความยากก็ราวกับธรรมชาติจะกดสวิตช์ ว่าเราไม่สืบพันธุ์ต่อแล้วได้เวลาตายและร่างกายเสื่อมสลาย
ผมพักก่อนครึ่งชั่วโมง ทานอาหารผลไม้ให้พลังงานสักพักยืดร่างกายเตรียมตัวหย่อนร่างกายลงไปในถังน้ำเย็น
เพื่อคำนวณว่าความร้อนต้องออกมาจากร่างกายมหาศาลแน่หากมีพลังงานหยางจำนวนมาก
ผมเลยค่อยๆเริ่มจากกระหม่อมที่ทำให้แค่มีผมขึ้นมาก่อนและค่อยๆแบ่งพลังครึ่งหนึ่งไปตรงกุ๊กกู๋จุดสำคัญที่สุดของร่างกาย
และเท่านั้นล่ะ
ขาที่ห้าของม้าของอ้าวป้าหม่าก็กระเด้งขึ้นมา
ผลลัพธ์ของตรงตันเถียนนั้นเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องเริ่มจากตรงนี้เพราะเพิ่มพลังได้มากที่สุด
พลังราวกับม้าป่าที่ห้อตะบึงที่ผมต้องกุมบังเหียนโดยการแบ่งพลังไปตรงกระหม่อม
นี่คือผลลัพธ์ของชีพจรตรงกระหม่อทำให้”รู้สึกเหมือนเดิม”
ในภาวะที่ชีพจรจะห้อตะบึงสติที่คุมร่างกายไว้ต้อง”รู้สึกเหมือนเดิม” ในทุกสถานการณ์
ทำให้ในระหว่างที่ร่างกายโลดแล่นราวกับเปิดเขื่อนอยู่ก็ทำให้มีสติพอที่จะควบคุมพลังได้
ผมค่อยๆผ่อนถ่ายพลังไปทางจุดชีพจรส่วนอื่นๆเพื่อลดพลังของตรงจุดตันเถียนลงทั้งก้นกบที่ทำให้ขาของผมอยู่ไม่สุขที่ต้องวิ่งไปมาจนกระทั่งลอยตัวขึ้นมาจากแท็งน้ำได้อย่างไม่รู้ตัวจนร่างกายชนกับเพดานดังปึงแต่กลับไม่รู้สึกเจ็บแต่ประการใด
จุดชีพจรที่ใบหู ทำให้ราวกับ”เห็น”เสียงที่วิ่งไปมา
ที่ดวงตาราวกับเห็นชีพจรต่างๆของคนรอบข้าง
ตรงหน้าอกทำให้หิวอย่างกลั้นไม่อยู่
ตรงลิ้นทำให้น้ำลายไหล
ผมต้องวิ่งย่ำไปมาบนอากาศอย่างช้าที่สุดและใช้พลังมากที่สุดเพื่อให้ร่างกายสงบลงและตรงกุ๊กกู๋ของผมสงบลงกว่าเดิม
หลังจากค่อยๆถ่ายทอดพลังไปตามจุดชีพจรต่างๆของร่างกายผมก็ค่อยๆสงบลง
เป็นอย่างที่ผมคิด
ลมปราณตรงจุดตันเถียนมีผลมากมายจริงๆด้วย
ผมมองใบหน้าไปในกระจอกที่สะท้อนออกมา
จากที่ผมอยู่ประมาณท้ายทอยกลายเป็นผมยาวถึงตรงบ่า
ใบหน้าจากเด็กหนุ่มที่ดูโอหังก็คมเข้มมากขึ้น
ลักษณะของม้าที่มีแผงคอปลิวสยาย
ไหล่บ้ากว้างขึ้น ขาก็มีกล้ามเนื้อเป็นมัดและขาที่ห้าก็มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง
ผมอยากจะร้องไห้ แต่ทำได้แค่ทอดถอนใจ
ผมควรจะรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วว่าฝึกวิชาสำนักนักษัตร มันต้องทำให้เราหน้าตาออกมาคล้ายกับสัตว์ป่านั่นล่ะ
“คร่อก ยินดีด้วยกับเจ้าสำนักฝึกถึงขั้นร่างสรรพสัตว์ได้อย่างรวดเร็ว สำนักของเราต้องยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน”
“เจี๊ยก กระต๊าก ยินดีด้วย”
พวกนี้ก็ฌสมกับเป็นลูกน้องมืออาชีพเข้ามายินดีด้วยตลอดไม่ว่าผมจะทำอะไร
ผมคิดว่าผมจะลองตั้งสติดีดีสักพักในการฝึกวิชาและตอนนี้คงถึงเวลาที่ผมต้องไปเคลียร์เรี่องไป่มู่หลิงให้เรียบร้อยเสียที