Part 3
ป่ารังอสูรร้าย แกรนนิกอน ทางขอบตอนใต้ถือเป็หนึ่งในเขตอันตราย
คำล่ำลือที่น่าพิศวงมากมายได้ถูกส่งต่อกันมาปากต่อปาก ไม่ว่าจะเป็ เมื่ออยู่ใกล้ป่าแห่งนี้ยามพระจันทร์เต็มดวง จะได้ยินเสียงราวกับบทสวดแห่งความตาย ใครได้ฟังก็คล้ายกับร่างกายนั้นเหี่ยวเฉาราวกับต้นพืช
แสงที่จะเกิดอยู่ใจกลางป่ายามวิกาลอย่างไม่มีสาเหตุ
บางครั้งยังได้ยินเสียงโหยหวน แลดูคล้ายกับเสียงของปีศาจที่กระสันเืเป็ชีวิตจิตใจ!
เื่เล่าขานยังมีอีกมายมายเกี่ยวกับป่ามรณะแห่งนี้ แม้กระทั่งอาณาจักรอิมเกตที่ตั้งห่างไกลจากสถานที่นี่เพียงไม่กี่สิบลี้ ก็ยังไม่กล้าส่งกองกำลังใดๆบุกรุกป่านานนับร้อยปี!
หลังจากการเปลี่ยนยุคสมัยาาแห่งอิมเกตเป็ยุคของาา [ เททามอน อิมเกต ]. อาณาจักรที่เคยตั้งตัวเป็เมืองการค้าขนาดเล็กก็ได้ตั้งตนใหม่เป็มหาอาณาจักรอิมเกต!!
และขึ้นแท่นเป็หนึ่งในอาณาจักรระดับสูงของทวีปใต้ ด้วยเวลาเพียงไม่ถึงสิบปี
นั้นเป็เหตุผลว่าเพราะเหตุใดทรัพยากรมากมายรวมถึงสมบัติเวทุที่อาจซุกซ่อนใน < ป่าแกรนนิกอน > แห่งนี้จำต้องเป็สวนหลังบ้านของพวกเขา อาณาจักรอิมเกตอันเกรียงไกร!
.
..
...
แสงไฟที่ลอดผ่านใบไม้ขนาดใหญ่ที่ปกคลุม ' กระท่อม ' มีคานเป็โครงไม้และใบไม้พอให้หลบแสง่เที่ยงวัน
" ตื่นได้แล้วเ้าโง่งม เ้าจะนอนถึงเที่ยงวันต่อไปเลยรึไง "
พร้อมกับเสียง โครม! กระท่อมโครงไม้อ่อนก็ได้ถล่มลงมา เผยให้เห็นร่างผู้ที่อยู่ภายใน
ตัวของเขาไม่สูงมากนัก อาจเป็เพราะยังไม่ถึงวัยที่จะเติบโตเต็มที่ ดวงตาของเขาใสสะอาดราวกับหยาดน้ำฝน ผมที่กระเซอะกระเซิงทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูแย่ไปกว่าที่ควรจะเป็อยู่มากนัก แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เขาที่งอกออกมาจากส่วนหน้าผากแม้จะมีเพียงหนึ่งเขาและดูไม่แข็งแรงนักแต่ก็ดูแปลกตาไปไม่น้อยสำหรับมนุษย์
" ริริน เบามือหน่อยเซ่เฟ้ยยยยย"
เสียงะโดังลั่นพร้อมกับคานไม้ที่ลอยผ่านเฉียดหัวของเธอไปเล็กน้อย
ริรินเธอมีลักษณะที่ไม่ต่างไปจากเ้าหนูที่นอนโว้ยวายข้างล่างแทบเท้าของเธอมากนัก หากแต่ด้วยเขาที่กลับงอกเงยทางฝั่งข้างๆหนึ่งคู่แทนและทรงผมที่ปล่อยสยาย นั้นทำให้ใบหน้าของเธอที่น่ารักอยู่แล้วราวกับอสูรปีศาจสาวตัวน้อย
" เ้าลืมไปแล้วรึไง เ้าต้องไปเข้าพิธีเป็นักรบในวันนี้ "
เธอไม่สนเสียงบ่นใดๆ พร้อมกับชี้มือขึ้นฟ้า ราวกับจะบอกว่า สายแล้วเ้าโง่!
เขามองขึ้นฟ้าตามนิ้วของเธอแล้วก็พบว่า อาทิตย์อยู่กลางท้องฟ้า! แม้จะมีเมฆบ้างแต่ก็เป็ที่แน่นอนว่าตอนนี้เป็่กลางของวันแล้ว!
~ ท่านปู่นัดข้าไว้ตอน อืมๆ ก่อนรุ่งสาง ใช่ ก่อนรุ่งสาง! ~
" ปู่นัดข้าตอนรุ่งสางตั้งหากริริน เธอนี้ตื่นตูมชะมัด "
พร้อมกับเสียงที่หยุดโวกเวกโวยวาย การดีดตัวจากกองใบไม้อย่างรวดเร็วเสมือนเขาทำเป็กิจวัตรประจำวัน
เขาเดินไปเก็บคานไม้ที่โยนห่างไปไม่ไกลนัก และนั่งประกอบกระท่อมสุดรัก ของเขาใหม่อีกครั้งอย่างใจเย็น
ริรินมองคนตรงหน้า ด้วยความทึ่งในความสามารถบางอย่าง
ความสามารถที่จะโง่งมได้เช่นนี้!
" เรนคุ เ้าโง่เอ้ยยยย "
คราวนี้เป็เธอที่แหกปากแทน เธอไม่คิดว่าจะมีคนเช่นนี้บนโลกได้
บางที่.... เขาอาจเป็าาของตัวโง่งมในอนาคต
" ท่านปู่บอกรุ่งสางพรุ่งนี้ตอนเมื่อวาน นั้นก็หมายความว่า รุ่งสางของวันนี้ไงเล่า "
การพูดอธิบายคนโง่งมเหมือนกับบั่นทอนจิตใจดวงน้อยๆของเธอเสียไปด้วย
เด็กสาวเลือกที่จะไม่เสวนาใดๆต่อ เขา2ข้างที่งอนเรียบก็ชูตั้ง ใบหน้าเชิดพร้อมสูดหายใจฟืดฟาด กระทืบเท้าเดินออกไป
ทิ้งให้เ้าตัวที่ขณะนี้มือค้างอยู่ที่การประกอบคานอันสุดท้ายจน มันล่มโครม เละกว่าเดิม
~ หมายความว่าอย่างไร กลางดึก กลางคืน หัวค่ำ เที่ยงวัน รุ่งสาง ่สาย ข้... ข้าไม่เข้าใจ... ข้าไ... ม่ ~
" ริรินจังข้าไม่เข้าใจ อธิบายให้ข้าฟังที~~~"
" ลองไปถามท่านปู่เองสิ ข้าหมดปัญญากับเ้าแล้ว"
เสียงเจี้ยวจ้าวยังคงดังก้องในป่ากว้างใหญ่
เหล่านกส่งเสียงร้องแว่ว พร้อมกับฝูงผีเสื้อกองใหญ่ เริ่มบินมาเกาะเศษซากกระท่อมหลังน้อย พร้อมค้นเขี่ยไปมา ก็พบอาหารที่แอบซุกซ่อนอยู่
เสียงลมพัดอ่อนๆ ผ่านใบหญ้าและกิ้งไม้ใหญ่ ลำธารที่ไหลอยู่ข้างๆ ก็เริ่มไหลแรงขึ้น บ่งบอกว่ามีเมฆฝนมากมายกำลังลอยมากจากต้นน้ำ
หมู่บ้านอสูรไร้ชื่อที่ตั้งอยู่กลางป่าที่สงบสุข
กระท่อมโครงไม้ยักย์คงเป็สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดของที่แห่งนี้
อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาเติบโตและสืบทอดวัฒนธรรมบนพื้นเขียวชอุมที่ป่าแห่งนี้และไม่เคยออกมาภายนอกเลยนานนับร้อยปี
ั้แ่บรรพบุรุษของพวกเขาหนีจากการรุกรานของเผ่าพันธ์มากมายก็พบกับสถานที่ที่สงบสุขที่สุด
เมล็ดพันธ์พืชที่หลากหลาย สัตว์อสูรที่เป็มิตร พร้อมกับฤดูการที่ไม่ย่ำแย่
ทุกสิ่งมันราวกับสวน์บนดินสำหรับพวกเขา
เผ่าพันธ์ที่อยู่อาศัยในป่า....แกรนนิกอน แห่งนี้
.
..
...
" สองสอง 4 สองหก 12 ~ 1242*2414 ก็จะเท่ากับ สองเก้าเก้าแปดหนึ่งแปดแปด ผมคือหมายเลขสองเก้าเก้าแปดหนึ่งแปดแปด นี้เอง"
~ ความสุขุมเรียบร้อยที่ส่งผ่านน้ำเสียงที่อ่อนวัย ~
" เน้ เน้ โดมินิคคุง ไม่ใช่ นายคือหมายเลขสามแปดแปดแปดแปดแปดแปดแปด.แป.... ไม่ก็ หมายเลข สี่สองสองสองสองสอง... "
~ ความน่ารำคาญส่งผ่านน้ำเสียงที่ซุกซน ~
" พวกแกทั้งคู่หุบปากไปให้หมดซะ ก่อนที่ข้าจะกระชากปากที่น่ารำคาญนั้นออกมา"
~ โทสะและความโกรธแค้นสื่อผ่านน้ำเสียงที่ดุดัน ~
ลักษณะนิสัยที่เอกเทศเด่นชัดแบบนี้ไม่อาจหาได้ในโลกความจริง การที่จะรับรู้สิ่งใด แล้วแสดงผลสิ่งนั้นออกมาทันที
มันคือการตอบที่ส่งผ่านมาจากตัวตนไม่มีการปรุงแต่งใดๆ
ในทางปฎิบัติการตอบสนองเช่นนี้จะถูกขัดเกลาจนอยู่ภายใต้จุดที่ลึกที่สุดของจิตใจผ่านการศึกษาและประสบการณ์!
จะกล่าวได้ว่าการแสดงออกเช่นนี้มักมีแต่ในเชิงทฤษฏี
แต่การที่ตัวตนเ่าั้อยู่ข้างๆผมถึง 3 คนนั้นทำให้ผมแปลกใจไม่น้อย
ทันทีที่ม่านตาของผมเปิดออกราวกับทุกอย่างที่อยู่โดยรอบก็หมุนช้าลงไป..
~ ที่นี้ที่ไหน? เกิดอะไรขึ้น ~
" ฮืม "
คำที่ควรจะยืดยาวแตกตื่นของตัวผมกลับกลายเป็คำสบถสั้นๆ ที่ดูแปลกตาแทน
[ สกิล : การพูดคุยของาา สถานะ : ทำงาน ]
เพียงเสียงเอื้อนสั่นๆของเขา ตัวตนทั้งสาม ก็ล่มตัวคุกเข่าลงทันที
" เคารพท่านาา"
" เคารพท่านาา"
" เคารพท่านาา"
สมองผมว่างเปล่าไปสักระยะ การที่ไม่ได้ตื่นมาที่เตียงในโรงพยาบาลนั้นทำให้เขาสับสน
~ เชี้_ อะไรเนี้ย ~
"... "
ในตามจริงแล้ว ตัวเขาในตอนนี้พยายามที่จะลุกและอยากะโถามทั้ง 3 คน ว่าสถานการณ์ที่เข้าเผชิญอยู่มันคืออะไร
แต่ร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อนได้ตามที่ใจคิด แขนและขาเหมือนกับไม่ใช่ของเขา
ไม่ใช่
จะเรียกว่ามันไม่ขยับร่างตามที่ผมมักเคยทำมากกว่า คล้ายกับว่าการขยับร่างกายแบบยุ่มย่ามที่ผมเคยทำประจำ มันกลับเป็สิ่งที่ผมไม่เคยทำ!!
[ สกิล : กิริยาของาา สถานะ : ทำงาน ] - ได้ยกเลิกการขยับของผู้ใช้ที่ไม่เหมาะสม
[ สกิล : การพูดคุยของาา สถานะ : ทำงาน ] - ได้ยกเลิกคำพูดของผู้ใช้ที่ไม่เหมาะสม
ตัวอักษรสีฟ้าเข้มลอยอยู่ภายในห้วงความคิดของเขาทันทีที่พยายามลุก หรือ พูดอะไรสักอย่างออกไป
แต่ทุกสิ่งกลับไม่รู้สึกแปลกไปเลย ราวกับตัวเขานั้นผ่านสถานการณ์เช่นนี้เป็กิจวัตรปกติอยู่แล้ว!
เขาสับสนและงวยงงมากขึ้นหลังจากชำเรืองมองไปที่บุคคลทั้ง 3 ที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
เป็ที่แน่นอนว่าผมไม่เคยรู้จักพวกเขามาก่อน แต่ในจิตใจราวกับผมรู้จักอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพวกเขา
ผมรู้กระทั่งหน้าตารวมไปถึงสิ่งที่พวกเขาทำได้แม้ตอนที่หลับตาอยู่!
นั้นเป็เหตุผลว่าทำไมบุคคลที่ถูกทั้ง 3 เรียกว่า [ าา ] ยังไม่โต้ตอบใดๆ
บัลลังก์ขนาดใหญ่ที่สูงหลายเมตร ประดับประดาด้วยอักขระลายเส้นจำนวนมาก อัญมณีสีสดลอยละล่องด้านหลังบัลลังค์ราวกับภูติที่มีชีวิต
โดยรอบประกอบด้วยขั้นบันไดสูงชันหลายสิบชั้นทอดลงไปยังผู้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง
พรมแดงสีเื และ รูปปั้นแกะสลักอสูรกับเทพธิดาขนาดหลายสิบเมตรยื่นฝ่ามือออกมาประกบซึ่งกันและกันเหนือพรมทางเดิน
นิ่งเฉย, ยิ้ม, โกรธ และ โศกเศร้า อารมณ์ที่สื่อผ่านลวดลักษณ์ที่ผ่านการสลักของใบหน้ารูปปั้นทั้ง 4 ทำให้พวกมันราวกับมีชีวิต
ประตูสีดำทมิฬขนาดใหญ่สุดทางปูพรม รอยขอบประตูที่เรียบสนิท ทำให้คนที่รักในความสุดยอดเช่นเขา ร้อง จิจิ ในใจอย่างอดไม่ได้
แต่หากเขามองพิเคราห์ดีๆแล้ว เขาก็พบว่าประตูมีลวดลายที่เรืองแสงอ่อนๆออกมาเช่นกัน
พระอาทิตยํที่โศกเศร้า กับ ดวงจันทร์ที่แสยะยิ้มจนน่ากลัว ถูกสลักที่บานประตูทั้ง 2 ซีกจากซ้ายไปขวา นั้นทำให้ มันดูยิ่งใหญ่และขนลุกในคราเดียวกัน
แม้จะมีเพียงสองลวดลายแต่หากผู้ใดได้มองเพียงครั้งเดียว อาจจดจำได้จนวันสุดท้ายของชีวิต มันเรียบง่าย และ สง่างามเป็อย่างยิ่ง
หากเขาพบเจอผู้ที่ออกแบบสิ่งตรงหน้า เขาอยากจะจับมือกับอัฉริยะในหมู่อัฉริยะของอัฉริยะผู้นี้สักครั้ง มันคงทำให้เขาตายตาหลับ
แต่สิ่งที่หวังนี้มันคงไม่มีทางเป็ไปได้ในเมื่อเขาเพียงอยู่ในฝัน!!
สถาปัตยกรรมที่ดูหลุดโลกเช่นนี้ถ้าเขาไม่ได้อยู่ในฝัน บางทีเขาคงอยู่ในโลกกองกระดาษของตน
[ ประตูบานใหญ่สีดำทมิฬสู่ห้องโถง ] เขาจำได้ลางๆว่าตนเคยเขียนเกี่ยวกับมันอยู่บ้าง
หากนี้เป็โลกที่เขาเคยสร้างขึ้นผ่านน้ำหมึกปากกา พื้นที่ตรงนี้คงเป็ [ ห้องโถงของาา ] ทุกสิ่งมันช่างเหมือนที่เขาเคยเขียนเกี่ยวกับมันจนน่าใ
แม้จะไม่เคยเห็นรูปร่างของสิ่งที่ตนเคยเขียนสักครั้ง แต่ความรู้สึก.... จิติญญาของนักแต่งนิยายของเขามันก็บ่งบอกว่า นี้แหละ ใช่เลย
ไม่ว่าที่แห่งนี้จะเป็ที่ใด แต่การที่ได้มาอยู่ในห้องที่ดูโออ่าเช่นนี้เป็ครั้งแรกทำให้เขา ยิ้มบางๆออกมา
~ ฮืมมม ความรู้สึกของเพดานที่เอื้อมยังไงก็ไม่ถึง มันเป็แบบนี้เอง ~
เหมือนเขาจะได้สถานที่ของนิยายเขาอันใหม่แล้ว
สถานที่นิยายที่เขาเคยแต่งมา แต่เดิมตัวเขาคิดว่ามันเหนือจินตานาการไปไกลแล้ว
แต่เมื่อเห็นที่แห่งนี้ไป บางที สถานที่ที่เขาเคยสร้างมานับเป็แค่มาตรฐานทั่วไป!
ถ้าเขาตื่นมาไม่ว่าที่ใด สิ่งแรกที่เขาจะทำคงเป็การเขียนเกี่ยวกับที่แห่งนี้สัก 10 หน้า
ความคิดที่โลดแล่นพลั่งพลูออกมามากมายในตอนนี้ แต่ดูเหมือนเขาจะลืมอะไรบางอย่างไป
บุคคลทั้ง 3 คนที่อยู่ตรงหน้า เบื้องล่างของบันไดสูงชัน ยังคงนั่งในท่าคุกเข่าพร้อมมือขวาที่ยันกับพื้นราวกับรอบางสิ่งบางอย่างอยู่
ใช่สิ ผมในตอนนี้ยังรับบทเป็ [ าา ] ของพวกเขาอยู่ และ การที่ตัวเอกเช่นเขายังเงียบอยู่แบบนี้มันทำให้ บรรยากาศดูอึดอัด
เราคงต้องพูดอะไรบางอย่างออกไป
ในครั้งนี้ สติของเขาก็ได้กลับมาอีกครั้ง สมองผู้ที่สรรค์สร้างตัวละครนิยายที่เก่งกาจ ผู้สร้างมันล้วนต้องไม่ธรรมดา
คตินี้เขาคิดขึ้นมาเอง
สาระสำคัญคือ เขาเพียงจำลองตัวเองว่าาาของสถานที่อันยิ่งใหญ่ ผู้ที่นั่งบนบัลลังค์อันยิ่งใหญ่นี้
ประโยคแรกที่พูดหลังจากการฮึมในลำคอควรเป็เช่นใด
~~ ดูยากเข้าถึงและรวบรัดเป็ทางเลือกที่ดี
~~ ไม่สิ เราควรจะบอกตัวตนในบทสนทนาในครั้งแรกด้วยน่าจะดีกว่า มันคล้ายกับการบ่งบอกว่า เราได้ขานตอบรับการเคารพนั้น
~~ หรือเรา....... ควรที่จะเพิ่มความหยิ่งทะนงไปด้วยดี.... ไม่ๆๆ มันดูแปลกไป
เคยมีผู้คนเคยกล่าวไว้ว่า สิ่งตรงหน้ายากที่สุด
เขาคิดบทพูดได้มากมาย แต่คำกล่าวใดที่เหมาะที่สุดกับตอนนี้กันเล่า
เราควรจะกล่าวเช่นไรดี แม้ทั้งหมดนี้อาจเป็เพียงแค่ฝัน
แต่าาของโลกแห่งความฝัน เมื่อเขาได้รับบทบาทนี้ เขาไม่อาจพูดอะไรพล่อยๆ ไร้ค่าออกไปได้
มันเหมือนกับว่า หากเขาพูดอะไรที่มันไร้ค่าไปเขาจะเสียใจที่สุด แม้ยามที่เขาตื่นจากที่แห่งนี้ไปแล้ว
~ข้า.... ข้...า.... ~
"..."
เอ็ะ
ราวกับนึกบางสิ่งมาได้ พวังครุ่นคิดในจิตใจก็พลันหยุดลง
ความสับสนบางอย่างที่เขาลืมไป สิ่งหนึ่งที่เขานึกเสียไม่ได้ตลอดการไตร่ตรอง
" ตัวเรา" ในตอนนี้ คือใครกันหล่ะ
ผู้ที่มองเบื้องล่างจากบัลลังค์ ผู้ที่เป็เ้าของสถานศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่เป็นายของเหล่า [ อสูร ] นั้นมีนามว่าอะไรกัน
โดยไม่รู้ตัว อสูร กลับเป็สิ่งที่เขานึกได้จากภายใน
เผ่าพันธ์ที่มิใช่เผ่ามนุษย์ล้วนเป็ อสูร.
เป็ที่แน่นอนคำที่แพร่หลายนี้ล้วนบัญญัติขึ้นเอง และ ถูกยอมรับ โดยมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว
ความคิดที่แผ่พุ่งสูงสุดของเขาราวกับเข้าถึงห่วงแห่งความเข้าใจ
มีนามหนึ่งที่เขาจดจำได้ ก่อนที่สติและความคิดสุดท้ายของ " นิริน ตันตสิน" จะจดจำได้
นามที่เป็าาของเหล่าตัวละครทั้งหมดของเขา
นามที่เพียงเอยออกมา ทุกสรรพสิ่งก็ต้องก้มกราบ สายลมจำต้องโหมกระหน่ำและท้องฟ้าเร่งต้องสั่นคลอนคำราม
ในที่ซึ่งเงียบสงบเหนือพื้นพรม ตรงกลางของเหล่าประติมากรรมอัครทูตทั้ง 4
บุคคลเบื้องหน้าสถานที่ของาา แสงที่ส่องประกายจากมณีรอบข้าง ยกบทกล่าวขานของบุคคลที่เป็าาให้กึงก้องทั่วทั้งโถงใหญ่แห่งนี้
" ข้า [ เทพอสูรเรเวี้ยน ลาเปีย ] , มีสิ่งใดที่พวกเ้า้า ? "
.
..
...