ขอแค่นักเลงพวกนี้ไม่ปล่อยให้อารมณ์โกรธครอบงำอีก ไม่เกิน 1 เดือนให้หลัง ลมปราณนั้นก็จะจางหายไปเอง พวกเขาก็จะยังมีชีวิตอยู่ต่อไป
ฉินลู่เองก็ยังให้โอกาสพวกเขาอยู่
ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอดูผลกรรมของตัวเองและการกำหนดของสวรรค์แล้วล่ะ
เมื่อเปิดประตูห้องคาราโอเกะออกมาก็เห็นพนักงานยืนอยู่ข้างนอก
“สวัสดีทุกคน” ฉินลู่กล่าวทักทาย
“สะ...สวัสดีครับ...” ผู้จัดการใหญ่ที่เป็นหัวหน้าโบกมือไปมาด้วยสีหน้าอึ้งๆจากนั้นก็ยืนมองฉินลู่เดินจากไปตาปริบๆ
“พี่ใหญ่! ปล่อยเขาไปได้อย่างไร” พนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งถามด้วยความสงสัย
“หา?” ผู้จัดการใหญ่สบัดหัวเบาๆ จึงได้สติกลับมาแต่ดวงตาก็ยังคงล่องลอยอยู่ “เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น ฉันเหมือนนอนหลับไปเลย”
พอฉินลู่เดินออกจากร้านคาราโอเกะเขาก็หัวเราะพลางหยุดใช้เนตรวงแหวน
ฉินลู่ฝึกเคล็ดวิชาได้ดีขึ้นเรื่อยๆวิชาลับบางอย่างเขาสามารถเรียกใช้ได้ดั่งใจนึก
และเนตรวงแหวนถือเป็นวิชาที่ใช้ได้ทุกงานจริงๆ
คำว่าเนตรวงแหวนอาจฟังดูน่ากลัวแต่ความจริงมันก็เป็นแค่การสะกดจิตทั่วไปนั่นเอง
ในชีวิตจริงก็มีคนไม่น้อยที่สามารถใช้วิชาสะกดจิตนี้ได้ตัวอย่างเช่น นักสะกดจิตและจิตแพทย์ที่แก่กล้าวิชาพวกเขาใช้สำนวนการพูดและท่าทางของมือร่วมด้วยเพื่อสะกดจิตคนที่สบตากับตัวเองอยู่
แต่เนตรวงแหวนของฉินลู่เหนือกว่าการสะกดจิตทั่วไปมากเพราะว่าใช้พลังวิญญาณเข้าช่วย ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
เดินออกจากร้านคาราโอเกะมาได้ไม่ไกลนักก็เห็นรถตำรวจคันหนึ่งจอดอยู่ที่ข้างถนนฉินลู่ขึ้นไปนั่งบนรถและปิดประตู
“เป็นยังไงบ้าง จัดการเสร็จแล้วเหรอ” ชุยฮุ่ยฮุ่ยหันมาถาม
ฉินลู่พยักหน้าและพูดว่า“เรียบร้อยแล้วล่ะเชื่อมือฉันได้เลย”
ชุยฮุ่ยฮุ่ยมองฉินลู่ตั้งแต่หัวจรดเท้าไม่ยักเห็นว่าบนร่างกายของเขาจะมีรอยแผลฟกช้ำใดๆ จึงโล่งอก จากนั้นก็ถามว่า “นายไม่ได้ตีจนพวกนั้นเจ็บหนักใช่ไหม”
ฉินลู่แกล้งทำหน้ากระอักกระอ่วนแล้วพูดว่า“ในสายตาเธอฉันดูใจร้ายและอำมหิตขนาดนั้นเลยเหรอ ถ้าตีจนคนพวกนั้นอาการสาหัสฉันก็คงต้องเข้าไปนอนในคุกน่ะสิ”
“นายรู้ด้วยเหรอเนี่ย” ชุยฮุ่ยฮุ่ยไม่สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆจึงสตาร์ทรถ “ฉันจะบอกนายไว้เลยนะถ้าหากว่าพวกนั้นมีใครที่อาการบาดเจ็บหนักหรือแม้กระทั่งเสียชีวิตล่ะก็ ฉันจะถือว่าตัวเองเป็นพยานปากเอกฉันจะแฉนายทันที”
“โอ้โห เธอนี่ใจร้ายจังนะ นี่เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ”
“ไม่เคยได้ยินคำว่าคุณธรรมอันใหญ่หลวงเหรอ”
ฉินลู่ยักไหล่เบาๆ“ก็ได้งั้นถ้าพวกมันตายของพวกมันเองก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันใช่ไหม”
ชุยฮุ่ยฮุ่ยถามด้วยความแปลกใจว่า“อะไรนะตายเองอะไรกัน”
“ก็อย่างเช่น เดินๆ อยู่จู่ๆ ก็ตายไปเลยงี้” ฉินลู่พูดด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
ชุยฮุ่ยฮุ่ยขมวดคิ้ว“นี่นายกำลังล้อฉันเล่นเหรอ”
“เอาเถอะ คิดซะว่าฉันไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน ตอนนี้ไปส่งฉันที่บ้านหน่อยคืนนี้ค่อนข้างดึกแล้ว พรุ่งนี้ฉันยังต้องไปเข้างานอีก” ฉินลู่พูดพลางชี้นิ้วไปข้างหน้า
“ได้!” ชุยฮุ่ยฮุ่ยพยักหน้าพร้อมเหยียบคันเร่งขับไปยังชุมชมฝานหวาทันที
“ไม่ใช่สิ!”
จู่ๆฉินลู่ก็โพล่งออกมาเสียงดัง ทำให้ชุยฮุ่ยฮุ่ยตกใจจนต้องกระทืบเบรกทันที “ฉินลู่มีเรื่องอะไร”
ฉินลู่ทำสีหน้าเคร่งเครียดและพูดว่า“ฉันเพิ่งนึกได้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุดน่ะ...”
“...”ชุยฮุ่ยฮุ่ยเอ๋อไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เอามือโบกหัวฉินลู่พลางพูดออกมาว่า “ฉินลู่!นายอยากตายเหรอ! ตกใจหมดเลย! เกือบชนเสาไฟฟ้าแล้วไหมล่ะ...”
“กริ๊งๆๆ !”
ในเวลานี้เองจู่ๆ มือถือของฉินลู่ก็มีสายโทร.เข้ามา เขาล้วงมือถือออกมาดูเห็นว่าชื่อที่แสดงบนหน้าจอคือซุนอิง
ชุยฮุ่ยฮุ่ยที่นั่งอยู่ข้างๆเห็นว่าเป็นสายจากซุนอิง เธอจึงพูดออกมาด้วยสายตาที่เหมือนจะเค้นความลับว่า “นี่เธอโทร.มาหานายดึกดื่นป่านนี้ ความสัมพันธ์ของนายกับเธอคงจะราบรื่นดีสินะ?”
ฉินลู่ทำตัวไม่ถูกเขาเอานิ้วชี้แตะที่ปาก เป็นการบอกให้เธอเงียบ จากนั้นก็กดรับสาย
“ฮัลโหล? ซุนอิง โทรมาซะดึกเลยนะ”
“นี่ยังไม่ดึกเท่าไรนี่ ตอนนี้นายว่างไหม” เสียงของซุนอิงดังมาจากปลายสาย
ฉินลู่หันไปมองชุยฮุ่ยฮุ่ยจากนั้นก็พยักหน้าและพูดว่า “ว่าง พรุ่งนี้ไม่ต้องทำงานคืนนี้ฉันเลยอยู่ดึกได้นิดหน่อย เธอโทร.มาเพราะอยากเลี้ยงข้าวฉันใช่ไหม”
“ฝันไปเถอะ ฉันโทร.มาเพราะอยากให้นายไปซื้อของกับฉันสักหน่อย”
“ซื้อของอะไรเหรอ”
“แน่นอนว่าต้องเป็นของโบราณน่ะสิ นายรู้จักของโบราณดี ถ้ามีนายไปด้วยล่ะก็ไม่มีทางได้ของปลอมแน่”
“ของโบราณเหรอ” ฉินลู่อึ้ง จากนั้นก็พยักหน้าพลางพูดว่า“ถ้าเป็นเรื่องของโบราณ ข้าน้อยก็พอรู้เรื่องอยู่บ้าง”
“ฉินลู่! ไม่ตอแหลสักวันนายจะตายเหรอ!” เสียงหัวเราะเอิ้กอ้ากของซุนอิงดังมาจากปลายสาย
“นี่ๆๆ พวกเธอพอได้แล้วนะ มาหวานกันต่อหน้าฉันแบบนี้มันจะดีเหรอ” ชุยฮุ่ยฮุ่ยที่อยู่ข้างๆ ทำหน้ามุ่ยและพูดโพล่งออกมา
“ใครน่ะ เสียงใครกำลังพูด” ซุนอิงได้ยินเสียงชุยฮุ่ยฮุ่ยอยู่ในสายด้วยจึงถามขึ้นมาอย่างแปลกใจ
“เป็นใครเดี๋ยวเจอกันก็รู้เองแหละ”
“โอเค งั้นให้ฉันไปรับนายไหม นายอยู่บ้านหรือเปล่า”
“ตอนนี้ฉันอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน พอเธอถึงที่นั่นฉันก็น่าจะใกล้ถึงแล้วเหมือนกัน” ฉินลู่ทำมือบอกชุยฮุ่ยฮุ่ยว่าให้ออกรถ
“รับทราบค่ะ! เจ้านาย...” ชุยฮุ่ยฮุ่ยชูนิ้วกลางใส่หน้าฉินลู่แล้วเหยียบคันเร่ง
“ตู๊ด!”
ฉินลู่กดวางสายแล้วหันมาพูดกับชุยฮุ่ยฮุ่ยว่า “ซุนอิงจะพาฉันไปซื้อของโบราณน่ะเธอจะไปด้วยกันไหม ถ้าเธอไม่อยากไปด้วย งั้นส่งฉันแล้วเธอกลับเลยก็ได้”
“นี่ๆๆ กลัวว่าฉันจะไปเป็นก้างขวางคอพวกนายหรือไง!” จู่ๆชุยฮุ่ยฮุ่ยก็พูดอย่างไม่พอใจว่า “ฉันต้องไปกับพวกนายอยู่แล้วเรื่องน่าสนุกแบบนี้จะขาดฉันไปได้อย่างไร! เข้าใจหรือเปล่า ถ้านายไม่ยอมให้ฉันไปด้วยฉันจะขับรถพานายไปชานเมืองนู่นเลย”
“...”ฉินลู่เหงื่อแตกพลั่ก
ชุยฮุ่ยฮุ่ยขับรถตำรวจไปถึงปากทางเข้าชุมชนฝานหวาที่ฉินลู่พักอยู่จากนั้นก็เดินลงรถมารอเงียบๆ
“วืด!”
กระจกรถเลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้าอันงดงามที่สวยจนใจเจ็บของซุนอิง “ที่แท้ก็เป็นฮุ่ยฮุ่ยนี่เอง!ตอนอยู่ที่บ้านฉันได้ยินเสียงจากปลายสายว่ามีคนอยู่กับฉินลู่ด้วยก็เลยขับคันนี้ออกมาเพราะรถสปอร์ตนั่งได้แค่ 2 คน”
ชุยฮุ่ยฮุ่ยรีบขึ้นไปนั่งที่ตำแหน่งข้างคนขับจากนั้นเธอก็ยิ้มและพูดว่า “ถือว่าพี่สาวมีน้ำจิตน้ำใจนักรถคันนี้นั่งสบายจังเลยนะ ฉันจะนั่งตรงนี้แหละ ฉินลู่ นายนั่งข้างหลังก็แล้วกัน”
ฉินลู่พยักหน้าอย่างจำใจแล้วขึ้นไปนั่งข้างหลัง
“พี่สาว ฉันมาด้วยแบบนี้จะเป็นก้างขวางคอพวกเธอไหม” ชุยฮุ่ยฮุ่ยพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ซุนอิงหน้าแดงทันทีชกชุยฮุ่ยฮุ่ยเบาๆ “เธออย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ ยัยเด็กคนนี้นี่”
“แบร่ๆๆ” ชุยฮุ่ยฮุ่ยแลบลิ้นใส่ซุนอิงจากนั้นก็พูดว่า “คืนนี้จะไปซื้อของโบราณที่ไหนเหรอ ตลาดโบราณเมืองจิงเฉิงน่าจะปิดกันหมดแล้วนะเพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว”
“ไม่ได้จะไปที่ตลาดนั้นหรอก ไปตลาดกลางคืนเมืองจิงเฉิงต่างหาก” พูดจบ ซุนอิงก็สตาร์ทรถทันที
“ตลาดกลางคืนเมืองจิงเฉิงเหรอ!” ฉินลู่เอามือเกาหัวอย่างแปลกใจ“มันที่ไหนกัน ฉันอยู่ในเมืองจิงเฉิงมาหลายปีไม่ยักจะเคยได้ยินว่ามีที่แบบนั้นด้วย?”
ซุนอิงหัวเราะพลางพูดอธิบายว่า“ตลาดกลางคืนเมืองจิงเฉิงเป็นตลาดที่รวบรวมศิลปะและวัตถุโบราณมาให้เลือกซื้อและจัดขึ้นโดยพวกเศรษฐีกลุ่มหนึ่งน่ะ”
“อ้อ” ฉินลู่ถึงบางอ้อทันที