เส้นทางแห่งจอมราชัน

    มาเมืองหลวงแสงจันทร์อีกครั้ง

    หลังจากที่หยวนหมิงเย่ลงมาจากรถม้าแล้ว 

    หยวนหมิงเย่มองดูเฉิงชีด้วยความสนใจ 

    ทางด้านเฉิงชีเอง เมื่อนางเห็นหยวนหมิงเย่ นางก็ส่ายหน้าเบาๆ เพราะหยวนหมิงเย่ไม่ใช่ชายหนุ่มที่หล่อเหลา แต่เป็นชายหนุ่มธรรมดาเท่านั้น นอกจากนี้นางก็ไม่เคยเห็นชายหนุ่มคนนี้มาก่อน

    เฉิงชีก็นำทางหยวนหมิงเย่ให้มาที่รถม้าขององค์หญิงสาม

    “ องค์หญิงสามข้าพาตัวมาแล้วเจ้าคะ ” เฉิงชีกล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพ

    ทันใดนั้นองค์หญิงสามก็เดินลงมาจากรถม้า

    หยวนหมิงเย่เห็นองค์หญิงสามแล้วก็ต้องยอมรับว่า องค์หญิงสามมีเสน่ห์แตกต่างจากไป๋เหรินซี องค์หญิงสามให้ความรู้สึกเหมือนกับความเย็นเยือก ส่วนไป๋เหรินซีให้ความรู้สึกน่ารักสดใส

    แต่หยวนหมิงเย่ก็ต้องยอมรับว่าองค์หญิงสามนั้นงดงามจริงๆ สมกับฉายาหนึ่งในห้ายอดหญิงงามแห่งอาณาจักรแสงจันทร์ นอกจากนี้ความแข็งแกร่งขององค์หญิงสามก็อยู่ในระดับราชันยุทธ์ 

    องค์หญิงสามมองดูหยวนหมิงเย่ด้วยความสนใจ 

    แม้ว่าหยวนหมิงเย่จะไม่ใช่บุรุษที่หล่อเหลา แต่เขามีความอบอุ่นแผ่ออกมา ใครก็ตามที่อยู่ใกล้รู้สึกปลอดภัย นอกจากนี้นางยังไม่สามารถตรวจสอบพลังยุทธ์ของชายหนุ่มด้านหน้าได้ 

    “ ไม่ทราบว่าคุณชายท่านนี้คือ? ” องค์หญิงสามถามขึ้น

    “ ข้ามีนามว่าหยวนหมิงเย่ ” หยวนหมิงเย่ตอบ

    “ หยวนหมิงเย่? ” องค์หญิงสามพยักหน้ารับเบาๆ

    “ แล้วเหตุใดคุณชายหยวนจึงไม่หลบรถม้าของข้า? ” องค์หญิงสามถามด้วยความสนใจ

    “ ข้าไม่จำเป็นต้องหลบ อีกอย่างถนนเส้นนี้ก็มีขนาดใหญ่ องค์หญิงสามย่อมสามารถเคลื่อนผ่านได้โดยไม่ติดขัด ” หยวนหมิงเย่ตอบ

    องค์หญิงสามหรี่ตามองหยวนหมิงเย่จากนั้นนางก็พยักหน้ารับ 

    “ แล้วไม่ทราบว่าคุณชายหยวนมาจากที่แห่งใด? ” องค์หญิงสามถามขึ้น

    “ ข้ามาจากเมืองหลวงกุ่น ” หยวนหมิงเย่ตอบ

    “ ที่แท้คุณชายหยวนก็มาจากเมืองหลวงกุ่นนี้เอง ” องค์หญิงสามตอบ

    สำหรับป่าลู่กัง สามารถแยกเส้นทางไปได้ถึงสามแคว้นได้แก่ แคว้นกุ้น แคว้นเจียง และแคว้นชิง

    “ อย่างนั้นคุณชายหยวนย่อมไปเข้าร่วมงานชุมนุมแสงจันทร์ใช่ไหม?  ” องค์หญิงสามถาม

    หยวนหมิงเย่ส่ายหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ ข้าไม่เข้าร่วมหรอก ข้าแค่ไปพบสหายของข้าเท่านั้น ” 

    “ ไปพบสหาย? ” องค์หญิงสามพยักหน้ารับ

    “ นี้ก็สายแล้วเดี๋ยวข้าต้องรีบเดินทาง เช่นนั้นคุณชายหยวนไว้เจอกันที่เมืองหลวงแสงจันทร์ ” องค์หญิงสามกล่าวด้วยรอยยิ้ม

    “ แล้วเจอกันองค์หญิงสาม ” หยวนหมิงเย่พยักหน้าและเดินกลับไปที่รถม้าของตน

    องค์หญิงสามขึ้นรถม้าของนาง ไม่นานผู้คุ้มกันของนางก็ขี่ม้าเข้ามาและกล่าวเรื่องที่เขาเจอให้กับองค์หญิงสามฟัง

    “ ดูเหมือนว่าคุณชายหยวนท่านนี้จะมีความลับบางอย่างอยู่ ” องค์หญิงสามกล่าวด้วยความสนใจ

    “ องค์หญิงท่านหมายความว่ายังไงหรือเจ้าคะ? ” เฉิงชีที่อยู่ด้านข้างถามด้วยความสงสัย

    “ เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ยินที่อาเจียงกล่าวหรือ? ผู้คุ้มกันของคุณชายหยวนนั้นคือระดับเทพยุทธ์ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คุ้มกันของเขานั้นแข็งแกร่งพอๆกับอาเจียงหรือไม่ก็แข็งแกร่งกว่า การที่สามารถมีตัวตนระดับนี้เป็นผู้คุ้มกันได้นั้น นอกจากตระกูลใหญ่และตระกูลบางตระกูลของเมืองหลวงแล้วก็แทบจะไม่มีเลย อีกอย่างเมืองหลวงกุ่นนั้นอ่อนแอที่สุดในบรรดาหกแคว้น และแคว้นกุ่นก็แทบจะไม่มีตัวตนระดับเทพยุทธ์อยู่เลย ” องค์หญิงสามอธิบาย

    ดวงตาของเฉิงชีเปร่งประกายขึ้นมา

    “ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นิเอง ” เฉิงชีตอบรับ

    “ ดูเหมือนว่าเมื่อไปถึงเมืองหลวงแสงจันทร์ ข้าจะต้องสั่งให้คนจับตาดูคนๆนี้เอาไว้ ” องค์หญิงสามกล่าว

    ไม่นานรถม้าขององค์หญิงสามก็เคลื่อนตัวผ่านรถม้าของหยวนหมิงเย่

    เนื่องจากหยวนหมิงเย่สั่งให้รถม้าของเขาจอดรอก่อน และรอให้รถม้าขององค์หญิงสามเดินทางไปก่อน

    “ นายน้อยทำไมเมื่อครู่ไม่ให้ข้าสั่งสอนเจ้าสารเลวนั้น? ” เหมินจ้าวถามด้วยความไม่พอใจ

    “ เอาน่า เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่าไปคิดมากเลย เจ้าคิดมากไปเดี๋ยวหัวล้านเอานะ ” หยวนหมิงเย่หัวเราะ

    คนอื่นๆก็พากันหัวเราะออกมา

    หลังจากที่รถม้าขององค์หญิงสามไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว รถม้าของหยวนหมิงเย่ก็ค่อยๆเคลื่อนตัว

    สี่วันต่อมา

    เวลานี้หยวนหมิงเย่ใกล้ที่จะถึงเมืองหลวงแสงจันทร์แล้ว เพียงแต่ก่อนที่จะถึงเมืองหลวงแสงจันทร์ เต็มไปด้วยรถม้าจำนวนมากที่กำลังต่อแถวเข้าไปในเมืองหลวงแสงจันทร์

    “ เหมินจ้าว เจ้านำป้ายนี้ไปที่หน้าประตู ” หยวนหมิงเย่กล่าวพร้อมกับหยิบป้ายหยกสีขาวออกมาให้กับเหมินจ้าว

    เหมินจ้าวขี่ม้าไปที่หน้าประตูเมืองทันที

    การกระทำของเหมินจ้าวสร้างความสนใจให้กับทุกๆคน เนื่องจากพวกเขารู้ดีว่าการที่จะเข้าเมืองหลวงแสงจันทร์นั้นต้องผ่านการตรสจสอบอย่างละเอียด นอกจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงและกองกำลังชั้นยอดแล้วก็ไม่มีใครที่จะเข้าเมืองได้รวดเร็ว

    เพียงแต่พวกเขาคิดผิด เพราะเมื่อทหารเฝ้าประตูเห็นป้ายหยกในมือของเหมินจ้าว พวกเขาก็รีบวิ่งมาที่รถม้าของหยวนหมิงเย่และเปิดทางให้รถม้าของเขาเข้าไปในเมืองหลวงทันที ท่ามกลางสายตาที่อิจฉาปนสงสัยของผู้คนโดยรอบ

    บนกำแพงเมือง มีหญิงสาวสองคนยืนอยู่ โดยที่มีหญิงสาวคนหนึ่งถือร่มบังแดดให้หญิงสาวอีกคน

    ถ้าหากหยวนหมิงเย่เห็นสองคนนี้ก็รู้ได้ทันทีว่า ทั้งสองคนคือองค์หญิงสามและเฉิงชี

    “ องค์หญิงสามคาดการณ์แม่นยำยิ่ง พวกเขามาถึงตรงเวลาที่ท่านคาดเดาได้พอดีเลย ” เฉิงชีชื่นชม

    “ มาเถอะ ข้าอยากรู้นักว่าเขานำป้ายอะไรให้ทหารเหล่านั้นดู ” องค์หญิงสามกล่าวก่อนที่นางจะเดินนำไป

    รถม้าของหยวนหมิงเย่ไปจอดอยู่ที่โรงเตี๊ยมเล็กๆแห่งหนึ่ง

    โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีชื่อว่า โรงเตี๊ยมหวางโย่ว

    ภายนอกอาจจะเป็นโรงเตี๊ยมธรรมดาแต่ความจริงแล้วโรงเตี๊ยมแห่งนี้คือที่ซ่อนตัวของหอเฟิงเซียง

    เมื่อหยวนหมิงเย่เข้ามาในโรงเตี๊ยมแล้ว ผู้ดูแลก็รีบวิ่งมาทันทีพร้อมกับโค้งคำนับให้กับหยวนหมิงเย่ ด้านหลังของเขามีพนักงานโรงเตี๊ยมอยู่อีกแปดคน โดยแบ่งเป็นผู้ชายห้า ผู้หญิงสาม

    ผู้ดูแลเป็นชายหนุ่มอายุประมาณสามสิบปี ใบหน้าดูเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ชื่อของเขาคือโก่วเฟิง ส่วนความแข็งแกร่งของเขาก็อยู่ในระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นปลาย

    ส่วนพนักงานทั้งแปดคนนี้ต่างก็มีความแข็งแกร่งในระดับเทพยุทธ์ทั้งสิ้น

    “ นายน้อยยินดีต้อนรับขอรับ ” โก่วเฟิงและคนอื่นๆกล่าวพร้อมกัน

    “ ไปสืบมาว่าสาวใช้ข้างกายขององค์หญิงสามคือใคร?และตอนนี้เหรินซีกำลังทำอะไรอยู่ ” หยวนหมิงเย่กล่าวขึ้น

    “ รับคำสั่งนายน้อย ” พนักงานหญิงสองคนกล่าวก่อนที่จะหายตัวไปทันที

    โก่วเฟิงพาหยวนหมิงเย่ไปยังที่พักของเขา

    ที่พักของหยวนหมิงเย่เป็นจวนเล็กๆแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมหว่างโย่วสักเท่าไหร่

    จวนแห่งนี้นอกจากจะเงียบสงบแล้วก็ไม่ค่อยมีผู้คนเดินเท่าไหร่ 

    หยวนหมิงเย่นั่งพักอยู่ที่สวนดอกไม้เล็กๆโดยที่มีเหม่ยเจียงกำลังชงชาให้อยู่ 

    หยวนหมิงเย่กำลังเขียนตัวอักษรเพื่อเป็นการฝึกฝนลายมือของตัวเอง

    ผ่านไปราวๆหนึ่งเค่อ พนักงานหญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาหยวนหมิงเย่

    “ เรียนนายน้อย สาวใช้ที่อยู่ข้างกายขององค์หญิงสามมีนามว่าเฉิงชีเจ้าคะ ” พนักงานหญิงกล่าวขึ้น

    หยวนหมิงเย่หยุดเขียนตัวอักษรและกล่าวขึ้นว่า “ เช่นนั้นเจ้าจับตาดูพฤกติกรรมของนางให้ดี ถ้าหากนางติดต่อกับลัทธิมารสีชาดก็จับตัวนางเอาไว้ ” 

    เมื่อได้ยินคำว่าลัทธิมารสีชาด เหม่ยเจียงและพนักงานหญิงก็แสดงสีหน้าจริงจัง เนื่องจากพวกนางรู้ดีว่าลัทธิมารสีชาดนั้นเป็นอันตรายต่อทวีปหมอกสวรรค์ นอกจากนี้วิชาบ่มเพาะของพวกมันก็ยังต้องสังหารผู้บริสุทธิ์และใช้เลือดในการฝึกฝนอีกด้วย ทำให้พวกนางเกลียดชังลัทธิมารสีชาดยิ่ง

    ตั้งแต่ก่อตั้งหอเฟิงเซียงมาสองปี พวกเขาก็ได้ทำลายฐานทัพของลัทธิมารสีชาดอย่างลับๆไปเป็นจำนวนมากแล้ว รวมไปถึงสังหารตัวตนระดับอาณาจักรสวรรค์ของลัทธิมารสีชาดไปไม่ต่ำกว่าห้าสิบคนแล้ว

    แม้กระทั้งที่ซ่อนตัวที่เปรียนเสมือนกับฐานบัญชาการหลักก็ถูกหยวนเฉิงนำคนไปทำลายแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็หนีรอดไปได้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสกันเป็นจำนวนมาก

    “ รับคำสั่งนายน้อย ” พนักงานหญิงกล่าวจบนางก็หายตัวไปทันที

    ผ่านไปราวๆสองเค่อ พนักงานหญิงอีกคนก็ปรากฏตัวขึ้น

    “ เรียนนายน้อย ตอนนี้คุณหนูไป๋กำลังฝึกฝนตัวเองที่ตำหนักหมื่นวิถีเพื่อที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมแสงจันทร์ ” พนักงานหญิงกล่าวขึ้น

    “ เข้าใจแล้ว ” หยวนหมิงเย่พยักหน้ารับ

    พนักงานหญิงโค้งคำนับและหายตัวไป

    “ นายน้อยต้องการไปพบคุณหนูไป๋หรือไม่? ” เหม่ยเจียงถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    “ ยังหรอก ข้าอยากจะทำให้นางตกใจ ” หยวนหมิงเย่หัวเราะ

    “ เช่นนั้นอาหารเที่ยง นายน้อยจะไปกินที่ภัตตาคารสุ่ยเย่หรือจะให้บ่าวไปซื้อกลับมาดี? ” เหม่ยเจียงกล่าว

    ภัตตาคารสุ่ยเย่ในเมืองหลวงแสงจันทร์ก็เป็นร้านอาหาที่โด่งดังอย่างมาก อาหารแต่ละอย่างนั้นอร่อยอย่างยิ่งจนทำให้มีลูกค้าเข้ามาอย่างเนืองแน่น แม้แต่เชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์เยว่ก็ยังมากินบ่อยๆแม้กระทั้งจักรพรรดิก็ยังให้ขันทีมาซื้ออาหารที่นี้ประจำ

    แน่นอนว่าเมื่อภัตตาคารสุ่ยเย่โด่งดังก็ย่อมมีปัญหามากมายตามมา เช่นลูกค้าที่อวดเบ่งว่าเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ หรือคนของราชวงศ์ที่ชอบทะเลาะกันในภัตตาคารสุ่ยเย่ 

    ในตอนแรกทุกๆคนคิดว่าภัตตาคารสุ่ยเย่จะยอมให้กับลูกหลานตระกูลใหญ่หรือคนของราชวงศ์เยว่ แต่ทุกคนคิดผิด เพราะผู้คุ้มกันภัตตาคารสุ่ยเย่ลากคอคนเหล่านั้นออกไปนอกร้านทันที พร้อมกับทุบตีสองสามทีอีกด้วย

    ด้วยเหตุนี้ทำให้ทุกๆคนกันอึ้งกับท่าทีที่รุนแรงของภัตตาคารสุ่ยเย่ พวกเขาไม่คิดว่าภัตตาคารสุ่ยเย่จะตอบโต้คนที่มีอำนาจเหล่านี้ด้วยวิธีการนี้

    ด้วยเหตุนี้ทำให้คนเหล่านั้นนำคนของตัวเองมาพังภัตตาคารสุ่ยเย่ แต่สุดท้ายก็พบว่าเพียงแค่ผู้คุ้มกันหน้าประตูก็มีความแข็งแกร่งในระดับเทพยุทธ์แล้ว แถมยังมีผู้ดูแลที่ทรงพลังและมีความแข็งแกร่งในระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นสูงอีกด้วย ทำให้ทุกคนในเมืองหลวงรู้แล้วว่าห้ามมีปัญหากับภัตตาคารสุ่ยเย่เด็ดขาด

    จนตอนนี้ก็ผ่านไปหนึ่งปีแล้ว ภายในภัตตาคารสุ่ยเย่ก็ไม่เคยมีใครกล้าที่จะทะเลากันภายในภัตตาคารอีกเลยและลูกค้าส่วนมากก็พยายามสร้างความสัมพันธ์กับผู้ดูแลภัตตาคารสุ่ยเย่ แม้กระทั้งเหล่าองค์ชายก็ยังคิดที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้ดูแลภัตตาคารสุ่ยเย่

    หยวนหมิงเย่ครุ่นคิดก่อนที่จะบอกให้ซื้อกลับมาแทน

    เหม่ยเจียงโค้งตัวและเดินไปด้านนอกทันที

    ผ่านไปราวๆหนึ่งเค่อ เหม่ยเจียงก็กลับมาพร้อมกับชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง 

    ชายวัยกลางคนในชุดคลุมหรูหรา ใบหน้าดูดุดัน ไว้หนวดเคราเล็กน้อย ชื่อของเขาคือ เฉียงกั่ว เขาคือผู้ดูแลภัตตาคารสุ่ยเย่

    “ เฉียงกั่วคาระวะนายน้อย” เฉียงกั่วกล่าวพร้อมกับโค้งคำนับให้อย่างเคารพ

    ถ้าหากทุกๆคนมาเห็นฉากนี้พวกเขาจะต้องไม่เชื่ออย่างแน่นอน เพราะเฉียงกั่วที่ดุดันและหยิ่งผยองจะโค้งคำนับให้กับชายหนุ่มคนหนึ่งด้วยความเคารพแบบนี้

    “ เจ้าอยู่ที่นี้เป็นอย่างไรบ้าง ” หยวนหมิงเย่ถามขึ้นในขณะที่เหม่ยเจียงกำลังวางจานอาหารลงบนโต๊ะไปด้วย

    “ ทุกอย่างปกติดีขอรับนายน้อย อีกอย่างข้าน้อยได้รับการติดต่อจากเหล่าองค์ชายเพื่อเชิญข้าน้อยไปรวมงานของพวกเขาด้วยขอรับ ” เฉียงกั่วกล่าว

    “ เรื่องของการชิงตำแหน่งรัชทายาทพวกเราไม่มีความจำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยว แต่นั้นก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าหากมันมีประโยชน์ต่อพวกเรา พวกเราก็สามารถให้ความร่วมมือกับพวกเขาได้ แต่มีแค่สองคนเท่านั้นที่พวกเราจะช่วยนั่นก็คือองค์ชายใหญ่และองค์ชายเก้า ส่วนที่เหลือไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือพวกเขา ” หยวนหมิงเย่กล่าว

    เฉียงกั่วประหลาดใจเล็กน้อย ถ้าหากเป็นองค์ชายใหญ่เขาก็พอเข้าใจได้ แต่นายน้อยบอกให้สนับสนุนองค์ชายเก้าด้วยทำให้เขารู้สึกสงสัย เพราะองค์ชายเก้านั้นอ่อนแอที่สุดในบรรดาองค์ชายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งของผู้ติดตาม รวมไปกับทรัพยากรก็น้อยกว่าองค์ชายองค์อื่นๆทั้งหมด ทั้งอายุก็น้อยที่สุดอีกด้วย 

    “ เฉียงกั่วรับคำสั่ง ” เฉียงกั่วโค้งคำนับ

    หลังจากที่พูดคุยเรื่องเล็กน้อยกับเฉียงกั่วแล้ว เฉียงกั่วก็ขอตัว ส่วนหยวนหมิงเย่ก็กินอาหารเที่ยง

    หลังจากที่กินอาหารเที่ยงเสร็จเรียบร้อยแล้ว จู่ๆโก่วเฟิงก็เดินเข้ามาพร้อมกับมีราชครูเหยียนเซิ่นและจักรพรรดิเยว่เทียนซานเดินตามหลังมา