ตอนที่ 122
โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนทั่วไปไม่นิยมเดินทาง โดยการเหาะเหินเดินอากาศมากนัก เนื่องจากบนท้องฟ้ามีอสูรเซียนที่แข็งแกร่งบินเพ่นพ่านอยู่เต็มไปหมด รวมถึงแรงกดดันจากชั้นบรรยากาศ ยังทำให้รู้สึกถึงแรงกดทับที่มหาศาล ซึ่งคนที่จะสามารถใช้วิธีนี้ได้ คงมีแต่ผู้บ่มเพาะ ที่ตัดผ่านถึงขอบเขตเซียนสวรรค์เท่านั้น และอาจจะทีบางมหาอำนาจ ที่มีอสูรเซียนจำพวกสัตว์ปีก ที่มีพลังบ่มเพาะอยูในระดับสูง ก็สามารถเดินทางผ่านทางอากาศได้เช่นกัน
ชิงเทียน เดินผ่านพ้นเขตป่าพฤกษาไพรสวรรค์ มาทางทิศทิศตะวันตก ก็พบกับทุ่งโล่งที่กว้างใหญ่จนสุดลูกหูลูกตา ทั้งยังมีทิวเขาที่ทอดยาวอยู่ที่เส้นขอบฟ้า ก็ค่อนข้างที่จะรู้สึกถอดใจ ที่ต้องเดินเท้าไปยังเมืองที่ต้องอยู่ห่างออกไปนับหมื่นลี้
“ให้ตายสิ หากข้าขี่ไป๋ซาน คงจะทุ่นแรงได้มากกว่านี้แท้ๆ" ชิงเทียนบ่นพึมพำออกมา แม้ว่าในตอนนี้ไป๋ซานจะตัวโตเต็มวัย และมีขนาดใหญ่พอที่จะขี่ได้อย่างสบายๆ แต่ด้วยความที่หมาป่าไตรสวรรค์ล้ำค่ามากเกินไป ชิงเทียน จึงตัดสินใจที่จะปกปิดตัวตนของไป๋ซานไว้เป็นความลับ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต
ชิงเทียน วิ่งผ่านทุ่งกว้างตลอดทั้งวัน โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีบางครั้งที่เขาถูกอสูรเซียนจู่โจม แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก จึงเปรียบเสมือนว่า พวกมันวิ่งเข้ามาให้ชิงเทียนสังหารเสียมากกว่า จนกระทั่งเมื่อตะวันลับขอบฟ้า ชายหนุ่มก็ได้ใช้การเดินทางผ่านเงาเพื่อย่นระยะทาง แต่ทว่าด้วยพลังในปัจจุบัน ทำให้เขาสามารถใช้ได้เพียงสิบครั้งต่อวันเท่านั้น โดยแต่ละครั้งมีระยะทางจำกัดอยู่ประมาณหนึ่งร้อยลี้ ซึ่งจากที่คาดการณ์เอาไว้ เขาน่าจะไปถึงเมืองที่เป็นเป้าหมาย โดยใช้เวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
ชิงเทียนกางม่านพลัง พร้อมกับนำเนื้อของอสูรเซียนมาย่างบนกองไฟ จนเกิดกลิ่นหอมชวนน้ำลายไหล หลังจากที่แช่อยู่ในบ่อโลหิตเป็นเวลานาน จึงทำให้ร่างกายของเขา สามารถย่อยเนื้อของอสูรเซียนได้อย่างไม่มีปัญหา รวมถึงช่วยฟื้นฟูพลังปราณไปในตัว ซึ่งในขณะที่ชิงเทียน กำลังเพลิดเพลินกับรสสัมผัส ที่ไม่ได้ลิ้มลองมานานอยู่นั้นเอง ก็มีเสียงระเบิดดังมาจากที่ห่างไกล ซึ่งหลังจากที่ขยายประสาทสัมผัส ชิงเทียนก็มองเห็นกลุ่มคาราวานของพ่อค้า กำลังถูกฝูงหมาในนับร้อยรุมโจมตี จนมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก
“เฉิงเอ๋อร์ หลบเข้าไปด้านในก่อน ตอนนี้ด้านนอกยังไม่ปลอดภัย" ชายร่างท้วม ตะโกนไล่หญิงสาวกลับเข้าไปในรถม้า โดยที่ตัวเขาและผู้คุ้มกันอีกหลายสิบชีวิต ต่างพากันต่อสู้กับอสูรเซียนอย่างเต็มกำลัง
หญิงสาวที่อยู่ในรถม้า ได้แต่เฝ้ามองการต่อสู้ด้วยความเป็นห่วง แม้ว่าเธอจะตัดผ่านถึงขอบเขตเซียนขั้นต้นระดับที่สอง แต่ด้วยนิสัยของพ่อเธอที่เป็นห่วงลูกสาวจนเกินไป จึงไม่ต้องการให้เธอมาเสี่ยงอันตราย
“นายท่าน พวกมันมีมากเกินไป หากยังยื้อไว้อย่างนี้ เห็นทีพวกเราคงจะไม่รอดนะขอรับ!!" ชายที่มีระดับพลังบมเพาะแข็งแกร่งที่สุดในเหล่าผู้คุ้มกันกล่าวออกมา พรางใช้ดาบขนาดใหญ่ ฟันไปที่ลำตัวของอสูรเซียน แต่ก็สร้างบาดแผลให้มันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ชายร่างท้วม ขบฟันด้วยความคับแค้นใจ เพราะศิลาปราณทั้งหมดของเขา ได้ถูกนำไปลงทุนกับสินค้าแทบทั้งหมด หากหนีเอาตัวรอด ก็เปรียบเสมือนการละทิ้งทุกสิ่ง ที่สั่งสมมาตลอดหลายร้อยปี
“เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราจะถอยกันก่อน แล้วค่อยมาเก็บกู้สินค้ากันวันหลัง" ชายร่างท้วม กล่าวด้วยแววตาที่ดูอาลัยอาวรณ์ แม้ว่าทรัพย์สินที่หามาได้จะมีค่ามากแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจเทียบกับชีวิตของลูกสาวได้ แต่ทันใดนั้นเอง ก็ได้มีวิหคเพลิงขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ก่อนที่จะยิงเพลิงสีแดงเข้าใส่ฝูงหมาใน จนทิ้งไว้แต่เพียงกองขี้เถ้า โดยที่กองคาราวานที่ยังรอดชีวิต ไม่ได้ถูกเปลวเพลิงแผดเผาเลยสักคน
“ป...เป็นการโจมตีที่รุนแรงอะไรอย่างนี้!!"
ชายร่างท้วม รวมถึงผู้คุ้มกันอีกหลายสิบคน ต่างตะลึงลานกับเหตุการณ์ตรงหน้า พร้อมกับสติที่หลุดลอยไปไกล
“พวกเจ้ากำลังจะเดินทางไปที่ไหนกัน?"
ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากในมุมมืด ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่พวกเขายืนอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนที่ร่างของชายหน้าตาหล่อเหลาจะปรากฎออกมา พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร
ชายร่างท้วม เป็นคนแรกที่ตอบสนองต่อคำพูดของชายหนุ่ม จึงได้เอ่ยขึ้นมาว่า “ขอบคุณคุณชายที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ข้ามีชื่อว่าฉู่เจิ้งหลาน เป็นพ่อค้าจากเมืองสายธาร ที่กำลังจะขนส่งสินค้าไปยังเมืองฟ้าหอมขอรับ"
“เมืองฟ้าหอม นี่ใช่เมื่องที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตดินทมิฬใช่หรือไม่" ชิงเทียนเอ่ยถามออกมา
“คุณชายก็ต้องการเดินทางไปที่นั่นด้วยหรือขอรับ"
“ถูกต้องแล้ว ถ้าไม่รังเกียจข้าขอร่วมทางด้วยได้หรือไม่" ชิงเทียน รู้ข้อมูลมาเพียงว่าเมืองดังกล่าว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ห่างจากเมืองเมฆาล่องไปประมาณหนึ่งหมื่นลี้ ซึ่งระหว่างทางเขาอาจจะผลัดหลงเข้าไปยังเขตของอสูรเซียน ที่แข็งแกร่งจนเกินจะรับมือไหว ดังนั้นการร่วมทางไปกับกลุ่มของฉู่เจิ้งหลาน จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้
“ยินดีมากเลยขอรับ หากมีผู้แข็งแกร่งอย่างคุณชายร่วมทางไปด้วย ข้าคงเดินทางได้อย่างสบายใจ"
แม้ว่าฉู่เจิ้งหลานจะไม่รู้ว่าชิงเทียนใช้วิธีใด จัดการกับอสูรเซียนเหล่านั้น แต่บรรยากาศน่าเกรงขามรอบตัวชายหนุ่ม ก็ทำให้ทำใช้เขามั่นใจว่า ชิงเทียนต้องมีฝีมือไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“คุณชาย ข้าขอแนะนำให้ท่านรู้จักกับเนี่ยฟงและเตียอู่หยา ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้คุ้มกันในการเดินทางครั้งนี้" ฉู่เจิ้งหลาน ผายมือไปทางชายวัยกลางคนทั้งสองคน โดยชายที่มีพลังบ่มเพาะแข็งแกร่งที่สุด อยู่ในระดับเซียนขั้นต้นระดับหกมีชื่อว่าเนี่ยฟง และชายอีกคนที่มีแผลเป็นทั่วใบหน้า อยู่ในขอบเขตเซียนขั้นต้นระดับสี่คือเตียอู่หยา
ทั้งสองคน ประสานมือให้กับชายหนุ่มด้วยความสุภาพ ก่อนที่ชิงเทียนจะกล่าวว่า “ข้าชื่อว่าชิงเทียน เป็นเพียงนักเดินทาง ที่บังเอิญผ่านมาเท่านั้น"
ฉู่เจิ้งหลานและผู้ติดตามที่ได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าใจในทันทีว่าชิงเทียน ไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลของตนเองไปมากกว่านี้ จึงไม่ได้กล่าวซักไซร้ให้มากความ เพราะเกรงว่าชายหนุ่มอาจไม่พอใจเอาได้ จากนั้นที่ประตูรถม้าก็ถูกเปิดออก จนเผยให้เห็นหญิงสาว ที่งดงามราวกับเทพธิดา วิ่งเข้ามาดูอาการของฉู่เจิ้งหลานด้วยความเป็นห่วง
“ท่านพ่อบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่าค่ะ!?"
ฉู่เจิ้งหลาน เผยยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “เฉิงเอ๋อร์ มาแนะนำตัวกับคุณชายชิงเทียนสิ หากไม่ได้เขาคอยช่วยเหลือ สภาพของเราคงจะย่ำแย่มากกว่านี้"
“ฉู่ชิงเฉิง ขอขอบคุณคุณชาย" หญิงสาวประสานมือให้กับชายหนุ่ม
ชิงเทียนพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปหยิบแก่นปราณของอสูรเซียน ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ โดยที่ฉู่เจิ้งหลานไม่ได้คิดที่จะเข้าไปขอส่วนแบ่งเลยแม้แต่น้อย เพราะทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของชิงเทียนเพียงคนเดียว
หลังจากที่ดวงอาทิย์โผล่พ้นขอบฟ้า กลุ่มของฉู่เจิ้งหลาน ก็สร้างหลุมศพให้กับผู้เสียชีวิต แล้วออกเดินทางอีกครั้ง โดยมีชิงเทียนขี่ม้าปะปนไปกับผู้คุ้มกัน แม้ว่าฉู่เจิ้งหลานจะชวนให้ชิงเทียนขึ้นไปนั่งบนรถม้าอยู่หลายครั้ง แต่ชายหนุ่มก็ยังคงปฏิเสธด้วยความสุภาพ
“ท่านพ่อ ชายหนุ่มคนนั้นแข็งแกร่งจริงๆเหรอค่ะ" ฉู่ชิงเฉิงเอ่ยถามออกมา ในขณะที่เธออยู่ในรถม้ากับฉู่เจิ้งหลานเพียงแค่สองคน
“พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่พลังทำลายขนาดนั้น อย่างน้อยก็ต้องมีพลังบ่มเพาะ ไม่น้อยกว่าเชียนขั้นต้นระดับแปด หากชิงเทียนที่อยู่เพียงขอบเขตครึ่งก้าวเซียนขั้นต้น มีพลังระดับนั้นจริง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากเลยทีเดียว"
แม้ว่าประวัติของชิงเทียนจะเต็มไปด้วยปริศนา แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าชิงเทียน เป็นผู้มีพระคุณต่อตระกูลฉู่ ดังนั้นฉู่เจิ้งหลาน จึงไม่ลืมที่จะกำชับให้ลูกสาว ปฏิบัติกับชายหนุ่มด้วยความเคารพ
หลายชั่วยามผ่านไป ในที่สุดกองคาราวานก็ได้หยุดพักเพื่อประกอบอาหาร โดยมีผักและเห็ดเป็นวัตถุดิบหลัก ก่อนที่ทุกคนจะรีบทานกันอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการหยุดพักเป็นเวลานาน อาจมีโอกาสถูกลอบโจมตีได้
“เตียอู่หยา วันนี้เจ้ากินน้อยผิดปกตินะ ทุกครั้งข้าเห็นเจ้าสวาปามซะจนพุงกางเลยไม่ใช่รึไง" เนี่ยฟงเอ่ยถาม ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม จริงอยู่ว่าเขาและเตียอู่หยา เป็นผู้คุมกันที่ถูกว่าจ้างมาจากคนละที่ แต่ด้วยประสบการณ์ที่เดินทางร่วมกันมา ก็ทำให้ทั้งสองคนสนิทกันพอสมควร
“ข้าแค่ไม่รู้สึกอยากอาหารหน่ะ"
“หืม? คงไม่ใช่ว่าเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ จะทำให้คนที่เคยผ่านสนามรบมาแล้วอย่างเจ้า รู้สึกหวาดกลัวจนกินอะไรไม่ลงหรอกนะ" เนี่ยฟง กล่าวพรางตบบ่าเตียอู่หยา ด้วยความสนิทสนม แต่ทว่าทันใดนั้น การมองเห็นของเนี่ยฟงก็เริ่มพร่ามัว พร้อมกับร่างกายที่รู้สึกอ่อนแรง ก่อนที่เขาจะถูกของมีคมแทงผ่านช่องท้อง จนทะลุถึงแผ่นหลัง
“เพราะข้าต้องสังหารเจ้ายังไงล่ะ" เตียอู่หย่า เคลื่อนตัวเข้ามากระซิบ ที่ข้างใบหูของเนี่ยฟงด้วยน้ำเสียงเย็นชา แล้วดึงดาบที่แทงทะลุร่างของเนี่ยฟงออกมา จนเลือดสีแดงสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
-----------------------------------
ขอแก้คำว่าไป่เป็นไป๋ และคำว่าหยุนเป็นอวิ๋น เพื่อการออกเสียงที่ถูกต้องนะครับ