The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๕๘ ขบวนปริศนา

            เบื้องหน้าเส้นทางของพวกเขาห่างไปประมาณสองกิโลเมตร หน่วยสอดแนมเห็นขบวนเดินทางของพวกมนุษย์ที่ดูคล้ายกับกลุ่มพ่อค้าพร้อมกับรถขนาดเล็กสองสามคันในขบวนที่ดูไม่ออกว่าหอบหิ้วอะไรมา กำลังเดินทางมาในสภาพระโหยโรยแรงคล้ายกับขาดแคลนเสบียงอาหารอย่างหนักดูท่าต่อให้ไม่เจอพวกเขา อย่างมากก็อยู่ต่อได้ไม่เกินสองสามวัน

            ทว่าก็สมกับเป็นหน่วยสอดแนมพวกเขาสังเกตว่าท่วงท่าการเดินของพวกนั้นแม้อ่อนแรงแต่ก็รัดกุมดูท่าคงมีฝีมือไม่ใช่ย่อย เกรงว่าจะไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา

            แต่ปัญหาก็คือพ่อค้าของพวกมนุษย์มาทำอะไรกันแถวนี้?

            เมื่อเกิดปัญหาขึ้นที่ชายแดนสิ่งที่ทั้งสองอาณาจักรทำเป็นอย่างแรกก็คือระงับการเข้าออกผ่านชายแดนทุกกรณียกเลิกใบผ่านทางทุกใบที่ไม่ได้ประทับตราจากกองทัพ

            ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีพ่อค้ามาเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวนี้

            แต่ปัญหาที่หนักใจพวกเขามากที่สุดก็คือฝั่งตรงข้ามมีอยู่ประมาณสองร้อยคนเกือบเท่ากับกองของเขาที่มีสามร้อยและถ้าเกิดการปะทะกันขึ้นมาจริง ใครจะอยู่หรือไปก็ยังไม่แน่

            สุดท้ายนวนันท์ก็สั่งทั้งหมดให้เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ไปยังเส้นทางด้านหน้าที่พวกมนุษย์กำลังจะเดินไปถึงและให้เตรียมซุ่มโจมตีเอาไว้ แต่ห้ามลงมือก่อนจะได้ยินเสียงสัญญาณและถ้ามีเหตุการณ์ผิดปกติ ให้ถอยหนีแล้วไปเจอกันอีกทีที่ชายแดนที่เป็นเป้าหมายเดิมของพวกเขาเลย เพราะบริเวณนี้อยู่ไม่ไกลจากจุดหมายของพวกเขาสักเท่าไหร่

            ทั้งกองร้อยเดินทางอย่างเงียบเชียบทหารทุกนายต่างขมวดคิ้วด้วยความตึงเครียด แม้แต่ทหารเก่าด้วยกันก็ยังรู้สึกไม่ค่อยปกตินัก

            ทั้งกองร้อยเข้าประจำที่ในเวลาไม่นานทหารทุกนายแม้ประหวั่น แต่ไม่ลนลาน

            ทหารในกองทัพยักษ์ทุกนายถูกฝึกมาด้วยหลักสูตรอันโหดหินทำให้แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันแรกที่เข้าสู่สมรภูมิรบของบางคน ก็ยังคุมสติไว้ได้ ไม่ถึงกับเหงื่อแตกเป็นลมล้มพับไปเพราะแรงกดดัน

            ทุกคนรอคอยโอกาสโจมตีอย่างนิ่งเงียบราวกับเป็นผีป่าสงบลมหายใจลงให้เบาที่สุด ทำตัวกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมสอดส่องสายตาพลางจับจ้องรอคอยโอกาสที่จะตะครุบเหยื่อ

            ส่วนตัววิฬาร์เองและฑิฆัมพรก็ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ต้นหนึ่ง กำลังประเมินสถานการณ์กันอย่างเคร่งเครียด แอบเสกมายาเวทสองบทเพื่อเสริมความสามารถในการหักเหแสงและพรางตัวคลุมกายเขาและฑิฆัมพรเอาไว้โดยไม่ให้เธอรู้ เพิ่มการป้องกันขึ้นอีกชั้นหนึ่ง

            แรงกดดันในการซุ่มโจมตีนั้นตัววิฬาร์เองนั้นไม่มีความกังวลอะไรนัก เพราะชินชากับเรื่องรบทัพจับศึกมาไม่น้อย

            แต่พอเหลือบไปมองดูคนข้างๆเขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความงุนงง เพราะสาวสวยข้างกายเขานั้นแม้จะมีท่าทีตื่นสนาม แต่กลับไม่ได้มาจากความหวาดเกรงการต่อสู้

            แต่เธอกำลังอยากจะเข้าไปต่อสู้!

            รอยยิ้มอ่อนจางพร้อมสายตาพราวระยับแฝงแววมุ่งมั่นจับจ้องไปเบื้องหน้าด้วยความคาดหวังประสาทสัมผัสเปิดกว้างเตรียมรับทุกสถานการณ์ ทำเอาเขาต้องเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเธอไปไม่น้อย

            แต่พอย้อนนึกถึงความสามารถในการประสานงานของเธอที่เข้าขั้นติดลบวิฬาร์ก็เริ่มรู้สึกถึงเค้าแววแห่งหายนะ

            แต่แล้วในจังหวะที่ทุกคนกำลังกลั้นใจรอคอยสัญญาณโจมตีเสียงนกระวังไพรกลับดังขึ้นด้วยเสียงยาวแหลม ทำให้พวกเขาทั้งหมดตื่นตัวขึ้น

            นั่นเป็นสัญญาณอันตรายที่ส่งมาจากแนวหน้า

            “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”ทุกคนต่างถามตัวเองด้วยความรู้สึกสับสน

            ทหารในทัพต้องรู้จักสัญญาณระหว่างกันและกันเพื่อใช้ในการสื่อสารแบบต่างๆยิ่งโดยเฉพาะตอนนี้ที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก ก็ต้องใช้สัญญาณเลียนเสียงธรรมชาติอย่างเช่นพวกนก หรือแมลง ในการสื่อสารข้อความง่ายๆ ระหว่างกัน

            และสัญญาณที่ดังขึ้นเมื่อครู่ก็เป็นหนึ่งในสัญญาณที่พวกเขารู้จักกันเป็นอย่างดี

            อันตราย

            ไม่กี่อึดใจต่อมาพวกเขาก็ได้ยินเสียงสัญญาณสั้นสามจังหวะแทน

            ถอย

            คำสั่งถอยถ่ายทอดมาสามครั้งทำให้พวกเขาต้องค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากจุดซุ่มอย่างระมัดระวังที่สุด

            ทั้งหมดแม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ทุกคนก็มีความคิดอ่าน จึงพอคาดเดาได้ว่าอาจจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับขบวนของพวกมนุษย์ที่กำลังใกล้เข้ามา

            เป็นไปได้ว่าพวกนั้นอาจจะมีจำนวนมากกว่าที่ได้รับรายงานก็เป็นได้

            แต่ในขณะที่คนอื่นกำลังล่าถอยตัววิฬาร์เองกลับหยุดชะงักลงอย่างผิดปกติ

            เพราะพวกเขาทั้งสองเพิ่งจะได้รับคำสั่งเพิ่มเติมเข้ามาในหน้าต่างระบบ

            อัปเดตข้อมูลภารกิจเผ่าพันธุ์ยักษ์ขั้นที่1 ช่วงที่ 2

            ภายในรถบรรทุกสินค้าของพวกมนุษย์มีสิ่งสำคัญบรรทุกมา หากช่วงชิงมาได้ ผู้เล่นจะได้รับแต้มภารกิจคนละ 150 แต้ม

            ระบบจะประเมินแต้มภารกิจจากการมีส่วนร่วมในการต่อสู้

            ทหารยักษ์ทุกนายที่เสียชีวิตจะถูกหัก 1 แต้ม และแบ่งหักคะแนนโดยหารจากจำนวนผู้เข้าร่วมภารกิจ

            ข้อความสั้นๆไม่กี่ประโยค แต่กลับทำให้พวกเขาทั้งสองคนถึงกับไปต่อไม่ถูก

            กองกำลังพวกยักษ์กำลังเคลื่อนทัพถอยตามคำสั่งของนายกองแต่ภารกิจกลับบอกเป็นนัยๆ ว่า ถ้าพวกเขาอยากจะผ่าน ก็ต้องเข้าไปสู้แทนที่จะถอย ทำให้พวกเขาลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง

            แถมยังต้องมาถูกหักคะแนนจากจำนวนยักษ์ที่ตายในภารกิจอีกนั่นเท่ากับว่าถ้ามียักษ์ตาย พวกเขาทั้งสองคนก็จะถูกแบ่งคะแนนติดลบไปคนละครึ่งหักเอาจากคะแนนภารกิจ ที่ตอนนี้วิฬาร์เพิ่งจะมีแค่ยี่สิบแต้ม

            “ถอยเถอะ”วิฬาร์หันไปบอกคนข้างกาย

            ต่อให้เขาเก่งกล้าสามารถมาจากไหนก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเอาคนสองร้อยคนอยู่หมัดด้วยตัวคนเดียว อย่าว่าแต่ไอเทมที่ระบบบอกให้ไปแย่งชิงหน้าตาเป็นยังไงก็ไม่รู้เกิดมันเป็นแหวนวงเล็กๆ ขึ้นมา ต่อให้ทหารคุ้มกันพวกนั้นยืนหัวโด่อยู่เฉยๆสักสิบนาที เขาก็คงค้นรถสินค้านั้นไม่ทันอยู่ดี

            เจ้าของร่างบางหรี่ตาลงเพราะกำลังวิเคราะห์สถานการณ์อยู่

            ตั้งแต่พวกเธอเข้ามาในนี้ก็ยังไม่เจออะไรสักอย่างที่จะให้แต้มเพื่อผ่านภารกิจ ทำให้พวกเขาต้องเป็นกังวลมากขึ้นทุกทีที่เวลาผ่านไป

            แต่แล้วจู่ๆระบบกลับประกาศว่ามีแต้มให้ช่วงชิงอยู่ในขบวนข้างหน้าที่เขาเตรียมซุ่มโจมตี นี่เท่ากับบอกให้พวกเขาลุยเข้าไปชัดๆ

            ส่วนตัวของเธอฑิฆัมพรเชื่อว่า การบุกเข้าไปจะทำให้กองทัพยักษ์ไม่อาจถอยร่นได้อีกสุดท้ายก็จะถูกม้วนเข้ามาในการต่อสู้ไปด้วย และนั่นก็เท่ากับว่า พวกเขาสามารถล่าแต้มได้ตามข้อกำหนดของภารกิจทว่าการลงมือโดยไม่ตั้งตัวทั้งสองฝ่ายแบบนี้ ยากจะรับประกันความสำเร็จ และอีกใจหนึ่งเธอก็คิดว่าควรจะดูท่าทีไปก่อน สุดท้ายจึงคิดว่าควรถอยเช่นเดียวกัน

            ‘อย่างน้อย หมอนี่ก็มีหัวคิดเหมือนกัน ไม่ใช่สักแต่เอากำลังเข้าข่มอย่างเดียว’ เธอคิด

            ฑิฆัมพรมองดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นแล้วพยักหน้าให้เป็นเชิงเห็นด้วย

            ในสถานการณ์ที่ยังไม่รู้เหนือรู้ใต้อย่างนี้พวกเขาก็ไม่กล้าผลีผลามทำอะไรบุ่มบ่าม เพราะขบวนที่ทำให้พวกยักษ์ทั้งสามร้อยนายถอยหนีได้นั้นคงไม่ใช่อะไรที่เขาจะเข้าไปยุ่งด้วยได้ง่ายๆ

            ทั้งสองคนค่อยๆคืบคลานถอยออกไป โดยมีฑิฆัมพรจับตาดูวิฬาร์จากทางด้านหลังด้วยท่าทีครุ่นคิด

            จากการประลองวันก่อนหมอนี่แสดงให้เธอเห็นว่าวิธีการใช้เวทมนตร์ของเขาเหนือล้ำกว่าคนทั่วไปในระดับเดียวกันอย่างมหาศาลฝีมือเขาดีขนาดที่แม้แต่เธอที่มีเลเวลหนึ่งร้อย ก็ยังไม่เคยเห็นคนในช่วงเลเวลเดียวกับเธอใช้ธาตุเวทได้ทรงพลังขนาดนี้มาก่อนเลยบวกกับความใจเย็นในการซุ่มโจมตีครั้งนี้ที่หมอนี่รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ไม่บุ่มบ่ามเข้าไปแบบไร้หัวคิดมันก็ทำให้เธอเริ่มให้ความสนใจนายคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

            ‘ลองชวนเข้ากิลด์ดูดีมั๊ยนะ?’ เธอไม่แน่ใจ

            เท่าที่เธอรู้มาในสมัยเบต้าเทสต์ ก็มีเทสเตอร์อิสระฝีมือดีไม่น้อยเหมือนกันคนพวกนี้ชอบการลุยเดี่ยวหรือจับกลุ่มกันตามความจำเป็น ไปมาไร้ร่องรอยแต่ฝีมือกลับเป็นที่กล่าวขาน คนพวกนี้ต่างก็เป็นที่ต้องการของทุกกลุ่มกองกำลังถ้าหากเธอตีสนิทจนชวนเข้ากิลด์ได้ ก็จะมีค่ามหาศาล

            สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจรอดูท่าทีไปก่อนรอให้นายคนนี้ออกลายมาอีกสักหน่อย ถึงค่อยตัดสินใจขั้นต่อไป

            แต่แล้วในขณะที่พวกเขากำลังถอยเข้าส่วนลึกของป่าอีกด้านหนึ่งยักษ์ในหน่วยของพวกเขาก็เจอกับยักษ์อีกฝั่งที่กำลังถอยร่นเข้ามาเหมือนกัน

            ทั้งสองแลกเปลี่ยนความคิดกันครู่หนึ่งในที่สุดก็ทำให้พวกเขาได้รู้ว่า ห่างออกไปอีกประมาณหนึ่งกิโลเมตรหน้าเส้นทางที่ขบวนมนุษย์กำลังมุ่งหน้าไป มีกองทัพมนุษย์อีกสองร้อยนายกำลังเดินทัพมาอย่างเงียบเชียบ

            และเมื่อพิเคราะห์จากสถานการณ์ดูถ้าใช้สมองคิดสักหน่อยก็จะเชื่อมโยงได้ทันทีเลยว่า พวกนั้นจะต้องมาเจอกับขบวนมนุษย์พวกนี้ที่กำลังเดินทัพมาตามเส้นทางนั้นแน่นอน

            ดวงตาต่างสีทั้งสองคู่ของเขาและเธอสบตากันด้วยความรู้สึกหนาววาบ

            นี่เท่ากับเป็นเครื่องยืนยันว่าเรื่องที่เขาตัดสินใจไปเมื่อครู่นับว่าเป็นการเลือกที่ถูกต้อง

            เพราะถ้าเกิดพวกเขาเลือกบุกเข้าไปแล้วละก็แม้ว่าจะได้คะแนนมาบ้าง แต่สุดท้ายก็คงต้องตายอนาถด้วยความแตกต่างของกำลังพลจากฝ่ายเขาและฝ่ายมนุษย์เป็นแน่สุดท้ายคะแนนไม่กี่แต้มที่ได้มา ก็คงถูกหักจนเหี้ยนเพราะกองทัพยักษ์ตายกันเป็นเบือ

            แต่แล้วจู่ๆก็มีเสียงสัญญาณเสียงนกอันใหม่ดังขึ้นมาในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมถอยต่อ

            เตรียมโจมตี

            หรือก็สามารถตีความได้อีกอย่างก็คือกลับไปที่เดิม

            ทั้งขบวนยิ่งสงสัยหนักกว่าเก่าแต่ก็ย้อนกลับไปตามคำสั่งนั้นอย่างงุนงง

            คำสั่งทหารหนักแน่นดุจขุนเขาคำกล่าวนี้ไม่ผิดนัก เพราะการออกคำสั่งย้อนไปย้อนมา จะทำให้ขวัญกำลังใจทหารลดต่ำลงเนื่องจากความสับสนดังนั้น จึงเป็นไปได้ยากมาก ที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริงๆแต่เพราะพวกเขาติดตามนวนันท์มาเป็นเวลานานทำให้เหล่าทหารยังคงทำตามคำสั่งได้เป็นอย่างดี

            นี่แสดงว่าสถานการณ์ข้างนอกน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝันขึ้น ถึงทำให้นายกองต้องเปลี่ยนใจกะทันหันแบบนี้

            พวกเขาย้อนกลับมาแล้วซุ่มอยู่ที่เดิม

            หลังจากรอคอยอย่างเนิ่นนานกว่ายี่สิบนาทีจนกระทั่งเริ่มได้ยินเสียงล้อรถลากที่มากับขบวนของมนุษย์พวกนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงบ่นงึมงำดังแผ่วๆคาดว่าพวกมันคงอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากการเดินทางเต็มที ทำให้พวกเขารู้ดีว่าโอกาสมาถึงแล้ว

            ทหารยักษ์ทุกนายกระชับอาวุธในมือแน่นนวนันท์เองก็เตรียมเรียกสัตว์อสูรคู่ใจออกมา พร้อมกับเตรียมสั่งการนายทหารคนสนิทให้จับจังหวะโจมตีขบวนเบื้องหน้า

            วิฬาร์เองก็ตั้งมือรอเตรียมร่ายเวทมนตร์เพื่อตัดจังหวะของศัตรู เตรียมให้ทหารแนวหน้าอย่างฑิฆัมพรที่ถนัดเล่นระยะประชิดบุกเข้าไปเป็นทีมแรก

            ทั้งหมดอดทนอย่างใจจดใจจ่อไม่ทำอะไรกระโตกกระตาก เพราะการกระเพื่อมของเวทมนตร์แม้แต่นิดเดียวก็อาจจะถูกจอมเวทของฝั่งนั้นรู้สึกได้เช่นกัน

            วาบบบ

            แสงวาบใหญ่ระเบิดขึ้นอย่างเจิดจ้าท่ามกลางขบวนของพวกมนุษย์ที่กำลังเยื้องย่างเข้าสู่กับดัก ดับภาพที่ส่งเข้านัยน์ตาของพวกมนุษย์จนมืดบอดไปกันกว่าครึ่งขบวน

            และนั่นคือสัญญาณที่พวกเขารอคอย

            วิฬาร์สาดบอลเวทน้ำเข้าไปที่ท้ายขบวนมนุษย์สิบกว่าลูกในคราวเดียวจากนั้น ก็ยิงศรสายฟ้าเข้าไปยี่สิบกว่าดอกเพื่อช็อกศัตรู

            ทหารยักษ์นายอื่นต่างก็กางอาณาเขตเวทเพื่อลดสถานะเป้าหมายบ้างก็เสริมพลังให้กับพวกพ้องที่กำลังเงื้อง่าอาวุธ ทั้งหอก ดาบ ทวน ง้าวถลาเข้าไปใจกลางขบวนศัตรู ตัวนวนันท์เองก็ไม่รอช้า สั่งให้สัตว์อสูรคู่ใจบุกเข้าไปตัดขบวนของศัตรูที่กำลังตั้งแถวรับมือพวกเขาพร้อมกับสัตว์อสูรจากทหารนายอื่นที่ประสานงานกันเป็นอย่างดี

            การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัวทำให้ฝ่ายมนุษย์สิบกว่าคนล้มลงไปในจังหวะแรกที่เวทมนตร์เข้าประชิดถึงตัวส่วนคนอื่นก็ถูกเงาอัญเชิญที่ผุดขึ้นมารอบด้าน รุมกระหน่ำโจมตีจนต้องร้องขอชีวิต คำสาปสายมืดบินว่อนไปทั่วทั้งสนามระคนกับเสียงโวยวายไม่เป็นส่ำ

            แต่พวกนั้นก็ไม่ใช่ชนชั้นกระจอกหลังจากที่ตั้งตัวได้ แม้จะทุลักทุเล แต่ก็เริ่มตั้งรับอย่างมั่นคงยิงเวทหลายอย่างสวนกลับมาจนทำให้พวกยักษ์เริ่มได้รับบาดเจ็บ

            และหลังจากร่ายเวทสนับสนุนจบวิฬาร์เองก็พุ่งเข้าสู่สมรภูมิเพื่อมีส่วนร่วมในการต่อสู้

             

    ฝ่ายหนึ่งโห่ร้องเข้าโรมรัน

    อีกฝ่ายนั้นก็ร้องว่าอ้าวฉิบหาย

    ทหารยักษ์กู่ร้องว่ามึงตาย

    ศรพาดสายไม่ทันนิ่งยิงออกไป

    พวกมนุษย์ตาเหลือกพาล้มกลิ้ง

    บ้างก็ยิงเวทต่อต้านลูกไฟใหญ่

    บ้างตะโกนด่าล่อพ่อพลางชิงชัย

    บ้างร้องไม่พ่อมึงสิไม่ใช่กู

    วิฬาร์เสกหอกเวทเข้าแทงสวบ

    จิกหัวรวบเอาเข่าแทงเข้าบ้องหู

    แล้วฟันศอกอาบสายฟ้าฟาดศัตรู

    เสกธนูเวทเร่งเร้าเข้าต่อกร

    อีกหนึ่งนางควงหอกเข้าประจัญ

    ดั่งจักรผันตัดผ่านเนื้อจนร้องหอน

    เลือดอาบร่างกลับตอบรับไม่เกี่ยงงอน

    แล้วฟันกรตัดคอขาดสิ้นชีวี

    เจอหนึ่งขวางก็ฆ่าหนึ่งจนล้มหาย

    สองคนหมายเข้าต่อตีต้องหลีกหนี

    สามถูกฟาดสิ้นสติสมประดี

    ส่วนอีกสี่ร้องหาแม่แพ้พ่ายไป

    เหล่าอสูรกางเขตเวทช่วยฟื้นฟู

    อีกฝ่ายรู้พลันเรียกสัตว์เข้าผลักไส

    บ้างก็เรียกภูตแมลงวิญญาณไพร

    บ้างร้องให้ช่วยฮีลด้วยเดี๋ยวกูตาย

    ทั้งอสนีบาตฟาดสายฟ้า

    ทั้งเมฆาระบัดซัดเป็นทิวสาย

    ทั้งส่ำสัตว์ร้องระร่ำสะบัดกาย

    เข้าขวิดหมายเอาชีวิตเป็นเดิมพัน


    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน