"อืม...มากันครบแล้ว เริ่มประชุมกันเถอะ"
โดมินิคพูดกับบรรดาแขกชาวต่างชาติที่มาจากประเทศต่างๆ ทั้ง 23 คน
ซึ่งใน 23 คนนั้น มีประธานาธิบดีที่มาจากประเทศมหาอำนาจอยู่ถึง 2 ประเทศ (ไม่รวมไอโนว่ากับเซเซียร์)
ทว่า คำพูดของโดมินิคนั้นไร้การตอบสนองโดยสิ้นเชิง
สาเหตุคือตอนนี้ทุกคนกำลังเหม่อมองดูดาวหางสีแดงขนาดยักษ์ดวงเบ้อเริ่มอยู่ มันค่อยๆ ลอยผ่านศีรษะของทุกคนไปช้าๆ
โดมินิคได้แต่ถอนหายใจ ตอนมาโลกเสมือนใหม่ๆตนเองอาการไม่ต่างจากคนพวกนี้เลยสักนิด
ห้องประชุมอวกาศของอาณานิคมเอเทนีก้านั้นถือว่าเป็นหอประชุมที่สูงที่สุดของอาณานานิคมแห่งนี้
แน่ล่ะ! เพราะชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าอยู่บนอวกาศ จะมีที่ไหนสูงไปกว่าอวกาศอีกหรอจริงไหม?
ซึ่งห้องประชุมแห่งนี้นั้นมีอยู่จริงๆในอนาคต เฟรีสก็แค่จำลองมาแค่นั้นเอง
ปกติแล้วก็มักจะใช้สำหรับการประชุมในวาระสำคัญๆ เช่น งานประชุมระดับนานาชาติ เป็นต้น เนื่องเพราะค่าเช่าอันสูงลิบของมันนั่นเอง
ตัวห้องประชุมมีลักษณะราวกับโดมรูประฆังคว่ำ ผนังรอบด้านใสทั้งหมดรวมทั้งพื้นด้วยทำให้สามารถเห็นรอบด้านได้อย่างไม่มีอะไรปิดบัง
ด้านล่างของห้องจะถูกเชื่อมติดกับตัวอาณานิคมด้วยสิ่งที่ดูเหมือนเหล็กเพื่อไม่ให้มันหลุดลอยออกไปในอวกาศ
ถึงแม้ในห้องจะมีเฟอร์นิจเจอร์หรูหราทันสมัย รวมถึงอุปกรณ์บางอย่างที่ดูแปลกตา แต่สิ่งที่ทำให้น่าตื่นตะลึงกลับไม่ใช่สิ่งของพวกนั้นแต่อย่างใด มันกลับเป็นวิวที่อยู่ด้านนอกต่างหาก ซึ่งสวยงามจนเรียกได้ว่าน่าตื่นตะลึงเลยทีเดียว
ทั้งดวงดาวที่มีวงแหวนสีแปลกๆหรือแบบที่เป็นลูกไฟยักษ์คล้ายดวงอาทิตย์ก็มี ดาวหางต่างๆ รวมทั้งเนบิวล่าหลากหลายเฉดสี
เมื่อทั้งหมดถูกนำมารวมกันก็ทำให้ดูสวยงามราวกับอยู่บนสวรรค์
"นะ...นั่น มันมีตัวอะไรในนั้น" รัฐมนตรีคนหนึ่งขยี้ตาและชี้ไปทางกลุ่มของเนบิวล่า
ภายในนั้นมีบางอย่างซึ่งดูคล้ายกับปลากระเบนราหูที่กำลังแหวกว่ายไปมาอยู่ในเนบิวลา
พอเจ้ากระเบนนั่นว่ายเข้ามาใกล้ๆเท่านั้นแหละ พวกแขกชาวต่างชาติก็ตกตะลึงทันที เพราะเจ้าปลานั่นตัวมันใหญ่ขนาดเท่าสนามฟุตบอลเลยทีเดียว
"มันคือเนบีล่าสกายเรย์น่ะ แล้วก็ไม่ได้มีอยู่แค่ในโลกเสมือนด้วย" เฟรีสอธิบายราวกับเป็นมัคคุเทสก์
"ถึงแม้จะตัวใหญ่ก็จริง แต่ถ้าพวกคุณไม่ทำอันตรายพวกมันก็จะไม่มีปัญหาอะไร ที่สำคัญคือเมื่อเอารังสีที่เป็นพิษออกแล้ว เนื้อของเจ้านี่ก็จะอร่อยสุดๆไปเลย หาทานยากด้วยนะครับ แต่วันนี้เรามีเสิร์ฟให้ทุกท่านด้วย"
เฟรีสอดพูดอวดไม่ได้เมื่อเห็นประกายตาของแต่ละคนดูเหมือนเด็กๆ ที่อยากรู้อยากเห็น
"ส่วนนั่นก็....."
เฟรีสกำลังอธิบายต่อ แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงแก่ๆยานๆเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ทำให้ชายหนุ่มหน้ามุ่ยหมดอารมณ์อวดทันที
"พอกันที รีบประชุมได้แล้ว คืนนี้ฉันต้องไปดูแข่งสปีดบอลกับหลาน ค่าตั๋วบัดซบนั่นแพงมากซะด้วย ไอ้คนใจดำแถวก็ไม่ช่วยเลย รวยมากแท้ๆ"
โดมินิคพูดพร้อมถลึงตามองเฟรีสด้วยความหงุดหงิด เมื่อคืนเขาที่เป็นถึงประธานาธิบดีประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 อุตส่าห์บากหน้าไปขอส่วนลดตั๋วจากไอ้หนุ่มกวนบาทาตรงหน้า แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดีแล้วบอกแค่ว่า
"มันเป็นกฏ อยากได้ก็ต้องหาเครดิตซื้อเอง" ทำให้ชายชราอยากจะตั้นหน้ายียวนนั่นสักหมัด (โดมินิคกับเฟรีสมักนัดเจอกันบ่อยๆในโลกเสมือน)
ถึงจะรู้ดีว่านั่นเป็นกุศโลบายให้เขาต้องทำภารกิจเพื่อฝึกฝนตัวเองในโลกเสมือน ชายชราก็อดที่จะโมโหไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ
ค่าเงินในโลกเสมือนนั้นไม่ได้หาได้ง่ายๆเลย บางวันโดมินิคก็ต้องขับยานบินขับไล่กระจอกๆของเขาไปสู้กับศัตรูที่ชื่อว่า"เพลก"จนตายแล้วตายอีกนั่นแหละถึงจะฆ่ามันลงได้ จากนั้นก็ถึงจะได้ค่าตอบแทนมา
หลังจากที่การชมวิวถูกขัดจังหวะการประชุมก็ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งประเด็นแรกที่ทั้งหมดมุ่งเป้าคือเรื่องหุ่นยนต์ของเฟรีส
"อืม...ถ้าเป็นหุ่นยนต์รุ่นดาวน์เกรดก็พอจะขายให้ได้อยู่ แต่ก็ต้องมีเงื่อนไขด้วย" เฟรีสพูดและจ้องไปที่คนทั้งหมด
ในสังคมที่ยังไม่ได้พัฒนาและเห็นแก่ตัวแบบในปัจจุบันนี้ เขาไม่มีทางขายหุ่นรบให้คนพวกนี้เด็ดขาด เพราะใครจะรู้ว่าพวกเขาจะเอาไปทำอะไรบ้าง
ส่วนหุ่นรุ่นดาวน์เกรดนั้น จะทำได้เพียงเป็นคนรับใช้สำหรับทำงานจิปาถะเท่านั้น
แต่ว่าก็ยังต้องมีเงื่อนไขกำกับเข้าไปด้วย เฟรีสไม่ต้องการให้หุ่นของตนเองถูกดัดแปลงใส่อาวุธเข้าไปโดยพลการ
"เงื่อนไขที่ว่าคือห้ามละเมิดต่อบทบัญญัติในประมวลกฎหมายสากลนิวอีร่า" เฟรีสพูดเสียงเรียบ
"กฎหมายสากลนิวอีร่า มันคืออะไรน่ะ?" ประธานาธิบดีเฒ่าคนหนึ่งขัดขึ้น ดวงตาพร่ามัวของเขาเป็นประกายนิดๆ
"มันเป็นกฎหมายของยุคใหม่ที่ผมได้ร่างขึ้น และจะใช้บังคับในเมืองของผมเร็วๆนี้ ถ้าพวกคุณจะซื้อหุ่นก็ต้องยอมรับมัน" เฟรีสพูดยิ้มๆ
"ไอ้หนู! เรื่องหุ่นช่างมันก่อน เรามาพูดเรื่อง"เมือง"ของแกกันดีกว่า" โดมินิคพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกเคืองๆ
ไอ้หนุ่มตรงหน้าเผลอแปปเดียวก็แอบไปสร้างเมืองแล้ว แถมพนักงานในอนาคตอย่างเขาก็ยังไม่รู้เรื่องเลยสักนิด ทำให้อดน้อยใจเล็กน้อยไม่ได้
"คือ...ผมกะว่าจะพาทุกคนไปดูวันนี้ทีเดียวไปเลยไง" เฟรีสที่จับน้ำเสียงน้อยใจของปู่ขี้งอนตรงหน้าได้รีบอธิบาย
"อืม...เอาเป็นว่าเรื่องหุ่นก็ชะลอไว้ก่อนแล้วกัน รอเธอส่งกฎหมายนั่นมาให้พวกเราก่อน จากนั้นก็ค่อยพิจารณาอีกทีว่ารับได้ไหม" น้ำเสียงทุ้มๆดังขึ้นตัดบทโดมินิคที่กำลังจะเริ่มบ่นใส่เฟรีส
เขาคือประธานาธิบดี เรมิงตัน โดมิงเกสแห่งสาธารณรัฐอาเรียเรน่า ซึ่งถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับสองรองจากไอโนว่า
เรมิงตันเป็นชายชรารูปร่างผอมบางราวกับกิ่งไม้แห้งกรอบ ผมของเขาขาวโพลน มองดูเผินๆก็รู้ว่าเหลืออายุอีกไม่มากแล้ว โดมินิคซึ่งอายุรุ่นราวคราวกันดูสุขภาพดีกว่าอย่างเทียบไม่ติด
แน่นอนว่าเป็นเพราะนาโนบอท ไม่เช่นนั้นโดมินิคก็คงอยู่ในโลงเรียบร้อยแล้ว
ก่อนเข้าประชุม เฟรีสได้สืบประวัติของแขกทุกคนมาแล้ว และก็พบว่าประวัติของประธานาธิบดีเรมิงตันผู้นี้นั้นน่าสนใจมากเลยทีเดียว
ในอดีตสมัย 50 ปีที่แล้ว ซึ่งอาเรียเรน่ายังปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ เรมิงตันผู้นี้เคยเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองมาก่อน
เขาเป็นคนแรกๆที่ลุกขึ้นมาปลุกระดมมวลชนให้ต่อต้านกษัตริย์
ทว่า การปฏิวัติครั้งแรกของเรมิตันกลับประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทางราชวงศ์ได้ปิดล้อมและปราบปรามอย่างรุนแรงและจับคนเห็นต่างเข้าคุก
ทำให้เรมิงตันต้องหลบซ่อนราวกับหนูตัวน้อยๆตัวอยู่หลายสิบปี วันเวลาของเขาผ่านไปด้วยความทุกข์ระทมและลำบากยากแค้น
ต่อมาเมื่อมีวิกฤติโรคระบาดเกิดขึ้นในประเทศ ผู้คนพากันล้มตายไปเป็นจำนวนมาก เศรษฐกิจของประเทศซบเซาหนักจนแทบล้มละลาย
ซึ่งกษัตริย์ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ไม่มีให้เงินชดเชย ไม่มีการบรรเทา ไม่มีการรักษา ไม่มีอะไรเลยที่พระองค์จะทำเพื่อช่วยประชาชน แถมยังเอางบประมาณภาษีไปผลาญเล่นสนองกิเลสตัวเองอีกต่างหาก ประชาชนจึงเริ่มเดือดจนร้อนขึ้นเรื่อย
เรมิงตันจึงอาศัยจังหวะนั้นปลุกระดมครั้งที่สอง และครั้งนี้เขาก็ได้ชัยชนะในที่สุด ไม่สิ! ถ้าพูดให้ถูกคือประชาชนเป็นผู้ได้ชัยชนะ
บรรดาราชวงศ์ถูกปลดให้กลายเป็นสามัญชนทั้งหมด คดีความมากมายที่กษัตริย์ได้เคยก่อเอาไว้ถูกรื้อขึ้นมาพิจารณาใหม่ สุดท้ายพระองค์ก็ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต
ตั้งแต่วันที่ประชาชนชนะ ประเทศแห่งนี้ก็ถูกเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยตลอดมา
จากประเทศที่ยากจนก็เจริญเอาๆจนกลายเป็นมหาอำนาจได้เพียงในเวลาไม่ถึง 10 ปี ซึ่งผู้ที่ทำให้มันเป็นเช่นนั้นได้ก็คือเรมิงตันคนนี้นี่เอง
จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าประชาชนอาเรียเรน่าจะพร้อมใจกันเลือกเขาเป็นผู้นำสองสมัยติดกันรวด แบบได้เสียงชนิดที่ว่าถล่มทลายเลยทีเดียว
ถ้าวัดกันเรื่องความสามารถสามารถ ประธานาธิบดีเฒ่านับว่าอยู่ในระดับเดียวกับโดมินิคเลยก็ว่าได้ เพียงแต่ทั้งสองเก่งกันไปคนละด้าน
โดมินิคจะเก่งเรื่องบริหารเศรษฐกิจ ส่วนเรมิงตันจะเก่งในเรื่องบริหารระบบราชการ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ระบบราชการในอาเรียอาน่านั้นการก้าวหน้ากว่าทางไอโนว่าเสียอีก คอรัปชั่นแทบจะไม่มี
ที่สำคัญเรมิงตันผู้นี้ยังเป็นคนมือสะอาดอีกด้วย ในอนาคตเฟรีสเองก็อยากจะร่วมงานกับคนแบบนี้เช่นกัน
เมื่อประธานาธิบดีเรมิงตันพูดจบ บรรดาบุคคลสำคัญทั้งหลายก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
"เอาอย่างนั้นก็ได้ เดี๋ยวออกไปผมจะให้หุ่นทุกคนไปใช้ฟรีๆ คนละตัวแล้วกัน จะได้ติดต่อกันได้ และก็จะส่งเอกสารให้ผ่านทางมันแล้วกัน"
"ต่อไป มีอีกเรื่องที่ผมอยากจะหารือทุกท่านน่ะครับ เกี่ยวกับยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง ยุคที่มนุษยชาติสามารถเดินทางระหว่างดวงดาวได้ ยุคที่ดาวเคราะห์นับร้อยนับพันเชื่อมต่อกัน"
"ซึ่งผมก็ไม่ได้พูดลอยๆ ก่อนเข้ามาทุกท่านคงได้เห็นยานอวกาศนั่นแล้ว"
พอเฟรีสพูดจบ ทั้งห้องก็เงียบไปทันที
ในความเงียบงัน ประกายตาของประธานาธิบดีเฒ่าทั้งสามคนกลับยิ่งเปล่งประกายมากขึ้น
"รีบพูดเร็วๆ เข้า"
ประธานาธิบดีเฒ่าคนหนึ่งที่เงียบมาตลอดพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
เขาคือ เจมินิด เฟธอน แห่งสหราชอาณาจักรบริทานอน
อันที่จริงประธานาธิบดีเฒ่าเคยเป็นประธานาธิบดีมาสมัยหนึ่งแล้ว สำหรับตำแหน่งในปัจจุบันตัวเขาเองนั้นไม่ได้ยินดีเลยสักนิด
ถึงขั้นนับวันเลยด้วยซ้ำว่าเหลืออีกกี่วันถึงจะหมดสมัย เพราะด้วยวัยของเขาและสุขภาพที่ย่ำแย่ ทำให้ผู้เฒ่าอยากอยู่บ้านเลี้ยงหลานเงียบๆ
ดังนั้น พอหมดสมัยแรกหมดลง เจมินิดจึงลาออกจากพรรคและกลับไปอยู่บ้าน
แต่พวกตัวภาระทั้งหลายก็ดันไม่ยอมให้เขาได้อยู่อย่างสงบเลยสักวัน
พอเริ่มเข้าสู่ฤดูการเลือกตั้งเท่านั้นแหละ พวกสมาชิกพรรคทั้งหลายก็มาขอร้องอ้อนวอนจะเป็นจะตายให้ลงสมัครเลือกตั้งอีกสมัย
พวกนั้นคอยเซ้าซี้อยู่ตลอด 3 เวลาหลังอาหารทุกวัน ไม่สิ! มีโทรมากวนก่อนนอนด้วย
ในที่สุดเพื่อความสงบสุขในบั้นปลายของตน ผู้เฒ่าจึงรับปากอย่างเสียไม่ได้ โดยมีข้อแม้ว่า ไม่ว่าจะได้รับเลือกหรือไม่ก็ตาม จะต้องห้ามมากวนเขาอีกเด็ดขาด
หลังรับปากเจมินิดก็กระหยิ่มยิ้มย่องนึกดูถูกเจ้าโง่พวกนั้น เพราะเขารับปากเพียงเพื่อให้พ้นตัวไปเท่านั้นแหละ และก็จะไม่ไปหาเสียงหรือช่วยพรรคอะไรทั้งนั้น
แต่พอผลเลือกตั้งออกมาเท่านั้นแหละประธานาธิบดีเฒ่าก็หน้าบูดเป็นตูดวัวทันที ขนาดไม่ได้หาเสียงยังได้เป็นประธานาธิบดีอีก
ผู้คนในประเทศนี้มันบ้าไปแล้ว!
สาเหตุที่ทำให้เจมินิดเป็นที่รักของประชาชนก็คือความสุข ใช่แล้ว! ความสุข เจมินิดไม่ได้เก่งเรื่องธุรกิจแบบโดมินิค ระบบราชการในบริทานอนก็สู้อาเรียเรน่าไม่ได้
แต่เมื่อผลการวัดระดับความสุขของประเทศต่างๆออกมา ประเทศบริทานอนกลับได้เป็นอันดับ 1
ผู้คนในบริทานอนล้วนแต่มีงานทำ มีค่าแรงที่เหมาะสม มีสวัสดิการที่แน่นปึก สาธารณสุขที่เข้าถึงได้ทุกคน กฎหมายที่เป็นธรรม ทั้งหมดนี่ก็เพราะเจมินิดส์ผู้นี้นั่นเอง
กลับมาที่ปัจจุบัน เฟรีสลุกขึ้นยืนและชี้ไปที่กระจกใสนอกห้องประชุม ซึ่งตรงนั้นมีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่สีน้ำตาลที่มีวงเเหวนแดงเข้มลอยละล่องอยู่
ปลายนิ้วของชายหนุ่มจิ้มไปที่กระจกเบาๆพลางกล่าวว่า
"เพื่อให้สอดคล้องกับยุคอวกาศ พวกคุณจะต้องปรับปรุงเพิ่มเติมกฎหมายสิทธิมนุษยชนเสียใหม่ มันจะต้องคลอบคลุมแก่เผ่าพันธุ์ต่างดาวด้วย บนนั้นน่ะ ไม่ได้มีแค่เราหรอกนะครับ"
ก่อนที่จะมีคนพูดแทรกเฟรีสก็พูดต่อ
"ส่วนอีกเรื่องคือค่าเงิน พวกเราจะต้องกำหนดสิ่งของมีค่าที่จะมาใช้ผูกค่าเงินเสียใหม่ เพราะบนอวกาศทองคำนั้นไม่ได้หายากเลย"
หลังพูดจบเฟรีสก็เงียบไป เขารู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นจึงให้เวลาคนในห้องค่อยๆย่อยความคิดเงียบๆ
หลังจากนั้นผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีก็เกิดการถกเถียงกันยกใหญ่และก็ดูเหมือนจะไม่จบง่ายด้วย
สถานการณ์ในตอนนี้แบ่งออกได้เป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนคือพวก 3 ประธานาธิบดีเฒ่ากับพวกกลุ่มประเทศรองๆลงมา
"คุณไม่รู้หรอกว่าพวกเอเลี่ยนสปีชีย์มันจะทำลายระบบนิเวศน์ขนาดไหน" ทูตใหญ่คนหนึ่งพูดขึ้น
"โรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศคุณน่ะยังไม่ปรับปรุงเลยนี่หว่า อย่าเพิ่งไปด่าคนอื่น" โดมินิคเถียงกลับด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ
"ค่าเงินมันไม่ได้นึกจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้" รัฐมนตรีคนหนึ่งพึมพำ
"ถ้าจะเปลี่ยนมันก็เปลี่ยนได้ทำไมจะไม่ได้ สมัยก่อนประเทศคุณก็ใช้หอยเบี้ยไม่ใช่หรอไง" เจมินิดสวนกลับ
"ว่าแต่ เธอคิดจะใช้อะไรเเทนทองคำล่ะพ่อหนุ่ม" จู่ๆเรมิงตันก็พูดขึ้นเสียงดัง ทำให้คนทั้งหมดพากันเงียบทันที เพราะคำถามนี้พวกเขาก็อยากรู้เช่นกัน
"อ๋อ ผลไม้น่ะ" เฟรีสตอบ
"...."
---------------------------
ภาคผนวก
1. ประเทศมหาอำนาจในเอิร์ทเทร่ามีดังนี้
สหพันธรัฐไอโนว่า มหาอำนาจอันดับ 1
สาธารณรัฐเอเรียเรน่า อันดับ 2
สหราชอาณาจักรบริทานอน อันดับ 3
2. ทองของคนโง่ หรือ fool's gold
ในสมัยก่อนมักจะมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าแร่"ไพไรต์"ที่มีสีเหลืองเหมือนทองคำว่าเป็นทอง แร่ชนิดนี้จึงมีอีกฉายาอีกอย่างว่าทองของคนโง่นั่นเอง ในนิยายเรื่องนี้จะเปรียบเทียบว่าทองคำมันไม่ค่อยมีค่าก็เลยยกสำนวนนี่มาใช้