หลงเฟยชายหนุ่มทะลุมิติ

    บทที่ 41

    “อาหารเย็นนี้ เป็นหน้าที่ของเจ้านะ” ครูฝึกบอกกับหลงเฟยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“อ่า...ครับ แล้ววัตถุดิบเป็นอะไร...หรือมีเมนูในใจ...อยู่แล้วหรือเปล่าครับ” หลงเฟยอึ้งไปเล็กน้อยกับงานแรกในหน้าที่ทหารของเขา ชายหนุ่มตั้งสติแล้วจึงค่อยๆนึกคำถามออกมา“เมนูเป็นอะไรขึ้นอยู่กับพ่อครัวเลย เพราะวัตถุดิบของเราค่อนข้างจำกัดนะ ฮะๆ ช่วยหน่อยละกัน” ครูฝึกกล่าวขึ้นตามตรง“ถ้าอย่างนั้นผมขอผู้ช่วยหน่อยได้มั้ยครับ ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน” หลงเฟยตอบกลับ“ได้สิ! งานนี้ข้าให้คนไปช่วยเจ้า 20 คนเลย แล้วต่อไปเรียกข้าว่าหัวหน้าฟลอยด์ก็ได้นะ” ครูฝึกแนะนำตัว และพาหลงเฟยพร้อมทหารใหม่อีก 20 นายไปยังโบสถ์ที่อยู่ใกล้กับป้อมทันที ณ ร้านอาหารของหลงเฟย 13.00 น.“เมื่อตะกี้ข้าไปถามเพื่อนบ้านแถวนี้มา เขาบอกว่าตั้งแต่เกิดมาจนตอนนี้อายุ 45 ปีแล้ว ยังไม่เคยเกิดสงครามขึ้นที่เมืองหลวงเลยสักครั้ง แม้แต่เหตุการณ์ที่เคยปิดประตูเมืองทั้งสี่พร้อมกันก็ยังไม่เคยเจอเลยสักครั้งในชีวิต” เควินกำลังเล่าเรื่องที่เจอมาให้แอน และวินเซนต์ฟัง“อืม...ข้าเคยศึกษาประวัติศาสตร์ของเมืองแอนวีนแห่งนี้มาเหมือนกัน เหตุการณ์ที่ต้องปิดประตูเมืองทั้งสามบานในอดีตนั้น ก็เพื่อคัดกรองคนร้ายที่แอบเข้ามาขโมยสมบัติในวัง แต่นั่นก็เพียงแค่ 3 วัน และการทำมาหากินของชาวบ้านก็ยังคงเป็นไปตามปกติ” วินเซนต์ก็บอกกล่าวเรื่องราวที่รู้ให้กับทั้งสองเช่นกัน“วันนี้นอกจากอาหารที่ทำถวายในวัง ก็ยังไม่มีลูกค้าเลยสักคน แม้แต่ของที่ทำแจกชาวบ้านก็มีคนมารับไม่มาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนเร่ร่อนที่หนีภัยสงครามมามากกว่า แล้ววันนี้เราจะทำยังไงกับอาหารพวกนี้ดีล่ะท่านวินเซนต์” แอนแม่ครัวประจำร้านถามชายหนุ่ม“ข้าว่าเราตั้งไว้อย่างนี้แหละ เดี๋ยวแจกเป็นมื้อเย็นไปด้วยเลย ยิ่งร้านค้าบ้านเรือนปิดอย่างนี้ พวกคนเร่ร่อนคงหาอะไรทานไม่ได้เลยจะทิ้งก็เสียของเปล่า ยังไงเราก็คงไม่ได้ขายอาหารอยู่แล้วล่ะวันนี้” วินเซนต์แสดงควาคิดเห็น ซึ่งทั้งสามคนที่ผ่านชีวิตเร่ร่อนหนีตายจากสงครามมาแล้วเข้าใจดี“ว่าแต่ท่านวินเซนต์จะไปวาดภาพเลยก็ได้นะ เดี๋ยวข้าดูข้าวสวยกับต้มแซ่บนี่เอง ได้ยินว่านายท่านจำเป็นต้องใช้ภาพวาดของท่านนี่” เควินกล่าว“ภาพที่วาดค้างไว้เมื่อวานต้องรอพระอาทิตย์ตกตอนเย็นเท่านั้น แต่จะให้ข้าวาดรูปใหม่ตอนนี้ก็ไม่มีอารมณ์ ไม่มีแรงบันดาลใจเลยนี่สิ” วินเซนต์ถอนหายใจออกมาทำหน้ากลุ้ม“เดี๋ยวข้าช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ท่านดีมั้ย อิอิ” เควินพูดจบก็ดึงนิ้วมือเสียงดังกร๊อบแกร๊บ พร้อมกับยิ้มเหี้ยม และส่งสายตาอำมหิตไปที่วินเซนต์“ตอนนี้ข้ารู้สึกมีอารมณ์วาดภาพขึ้นมาทันทีเลย งั้นขอตัวก่อนนะ ฟิ้ว!” วินเซนต์พูดจบก็วิ่งเข้าไปในบ้านทันที ณ หอสังเกตการณ์ ป้อมปราการดราก้อน“ท่านเซอร์คลีด ให้คนไปตามข้ามามีเรื่องด่วนหรือขอรับ” นายทหารวัยกลางคนเอ่ยกับผู้สูงศักดิ์“อืมใช่ ลีมูนเจ้าดูด้านนอกนั่นสิ” อัศวินชราหนวดขาวในชุดเกราะหนังชี้บางสิ่งที่นอกหน้าต่าง“นั่นมันทหารม้า! ไม่ใช่สิ น่าจะเป็นจอมเวทย์บนหลังม้านับสิบคน” ลีมูนมองไปทางยอดเขาทิศเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหินมีต้นไม้บ้างประปราย จึงเห็นเหล่าจอมเวทย์ที่สวมผ้าคลุมเรียงรายกันอยู่ได้อย่างชัดเจน“ข้าว่าเรื่องที่อาณาจักรทมิฬอยู่เบื้องหลังมอนสเตอร์พวกนี้น่าจะยืนยันได้แล้วล่ะ” เซอร์คลีดกล่าว“เคยได้ยินมาว่าจอมเวทย์สายควบคุมสัตว์อสูรสามารถควบคุมพร้อมกันได้ถึง 4 ตัว แต่ถ้าต้องการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพอาจจะได้เพียง 2 ตัวเท่านั้น แล้วข่าวที่กองทัพมอนสเตอร์บุกเมืองนับร้อยตัวมันใช้วิธีการใดกัน” ลีมูนยังคงคิดไม่ตกกับวิธีการของศัตรู“นี่คือจดหมายที่เซอร์อัลเบียนส่งมาจากชายแดน แจ้งมาว่าพวกมันใช้วิธีควบคุมจ่าฝูงของพวกมอนสเตอร์ โดยเลือกพวกที่ดุร้าย และมีจำนวนมาก จอมเวทย์แต่ละคนจึงควบคุมมอนสเตอร์เพียงแค่คนละสองตัวเท่านั้น ซึ่งเป็นการจัดการที่เพิ่มประสิทธิภาพกองทัพขึ้นมาอย่างมหาศาล”“แล้วเซอร์อัลเบียนจะกลับมาเมื่อใดกันเล่าท่าน”ลีมูนถามอย่างร้อนใจทันที“ทางนั้นสูญเสียคนไปเป็นจำนวนมาก ส่วนเซอร์อัลเบียนก็บาดเจ็บหนักไม่อาจต่อสู้ได้ แม้ว่าจะชนะแล้วก็ตาม ตอนนี้พวกเขาตั้งทัพอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งแถบชายแดนนั่นแหละ เฮ่อ!” เซอร์คลีดตอบแล้วก็ถอนหายใจออกมา“อะไรกัน! อัศวิน และกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งอาณาจักรมารีน เสียหายหนักถึงเพียงนี้ แล้วพวกเราจะต้านไว้ได้นานแค่ไหนกัน จอมเวทย์หลายคนก็ถูกส่งไปเวนนิส โดยเฉพาะจอมเวทย์รักษาในเมืองแอนวีนแทบจะไม่มีเหลือ หรือว่าโรคระบาดก็เป็นฝีมือพวกมัน” ลีมูนพูดออกมาอย่างโกรธแค้น ที่โบสถ์ใกล้กับป้อมปราการฟีนิกซ์“โทมัสเร่งไฟให้แรงขึ้นอีกหน่อยซิ” เสียงของหลงเฟยเอ่ยกับโทมัส“การปล่อยพลังเวทย์ออกมาต่อเนื่องนี่มันเหนื่อยนะเว่ย” โทมัสบ่นออกมา“ยิ่งใช้งานมากประสิทธิ์ภาพก็จะดีขึ้น มานาก็จะมากขึ้นด้วย นี่ถือว่าเป็นการฝึกฝนไปในตัวก็แล้วกัน” หลงเฟยพูดออกมายิ้มๆ เหมือนเขาจะหาทางแกล้งเพื่อนจอมโม้ของเขาได้แล้ว“ก็เล่นเติมฟืนเข้าไปเยอะแบบนั้น แล้วเมื่อไรน้ำมันจะร้อนเล่า นี่ต้องทำตั้งสองหม้อ” โทมัสยังบ่นอยู่“งั้นฟังให้ดีนะโทมัส ข้อแรกเราต้องใช้หม้อใหญ่ยักษ์ขนาดที่เอาคนลงไปต้มได้ 5 คนนี้เพื่อทำอาหารให้ทหารเป็นร้อยคนทาน ข้องสองหม้อใบใหญ่น้ำที่ใส่ก็เยอะ ไฟมันก็ต้องแรงไม่งั้นเมื่อไรจะเดือด และข้อสุดท้าย เนื้อมอนสเตอร์ที่อุตส่าห์ได้มาเนี่ยโคตรเหนียวเลย กว่าจะตุ๋นให้เปื่อยพอทานได้คงอีกนาน แล้วที่ต้องต้มสองหม้อ เพราะอีกหม้อต้องต้มซุปแยกไม่งั้นกว่าเนื้อจะเปื่อย ข้าวก็ไหม้พอดี” หลงเฟยสาธยายออกมาเป็นข้อๆให้เพื่อนฟัง“เฮ่! หลงเฟยทางนี้สับเนื้อเสร็จแล้วนะ” ทหารใหม่ที่มาเป็นผู้ช่วยงานครัวบอกกับชายหนุ่ม“ไหนๆดูซิ หั่นละเอียดแล้วก็ทุบซ้ำๆ อืม เละขนาดนี้ยังเหนียวอยู่เลย เนื้อตัวอะไรวะเนี่ย! เอาล่ะถ้าน้ำเดือดแล้วพวกนายก็ใส่มันลงหม้อได้เลยนะ แล้วค่อยมาหั่นผักทีหลังระหว่างรอตุ๋นเนื้อจนเปื่อย ระหว่างนี้ฉันขอเตรียมเครื่องปรุงก่อน”หลงเฟยหยิบเครื่องปรุงที่เขานำติดตัวไว้ออกมา ซึ่งก็มีไม่มากนักเพราะส่วนใหญ่เก็บไว้ที่ร้าน แต่ชายหนุ่มก็สะดุดตากับวัตถุดิบใหม่ที่เพิ่งซื้อมา และพวกมันมีจำนวนมากเลยทีเดียว

    คล้ายกับเรื่องหลงเฟยชายหนุ่มทะลุมิติ ที่คุณอ่าน