หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนผ่านพ้นไปในระหว่างการเดินทางทั้งวันที่ผ่านมาหลี่ฟางซิ่นนิ่งเงียบราวกับเป็นใบ้ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาอีกแม้จูเยว่จะสงสัยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับนาง แต่คงเป็นการไม่เหมาะสม หากไปกล่าวถามออกไปตรงๆ
เมื่อได้เดินทางมาถึงประตูเมืองแสงอรุณ จูเยว่ได้หยุดฝีเท้าลงพร้อมหันไปมองยังหลี่ฟางซิ่นด้วยรอยยิ้มอันสดใส แล้วจึงกล่าวออกมา
“เจ้าต้องการให้ข้า ไปส่งที่ตระกูลหลี่หรือไม่?”ดูเหมือนว่าบิดาของนาง จะไม่ชอบตนอย่างมากถึงขั้นอยากสังหาร ซึ่งหากเป็นไปได้จูเยว่ไม่ต้องการที่จะไปยังตระกูลหลี่กับนางนัก เพราะอย่างไรภายในเมืองแห่งนี้ย่อมปลอดภัยไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล
“ไม่ต้อง... ข้าจะกลับไปคนเดียวเจ้ากลับไปยังตระกูลเจ้าเถอะ ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ถึงอย่างไร...ข้าจะต้องตอบแทนเจ้าให้ได้” นางพยายามกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงปรกติ
เมื่อจูเยว่เห็นว่าไม่มีสิ่งใดแล้วจึงกล่าวขึ้นมา
“เช่นนั้น... ข้าขอตัวลา”พร้อมกับเดินเข้าไปในประตูเมือง
เฟยซิ่วที่กำลังเดินตามน้อยนายไป กลับหยุดหันมามองยังแม่นางน้อยตระกูลหลี่ตัวมันรู้สึกเสียดายที่นายน้อยไม่เลือกนางยิ่งนัก เพราะเมื่ออยู่ในป่าลมหวนทำให้ทราบว่าแม่นางผู้นี้ มีความเหมาะสมไม่น้อยกับนายน้อยของตนพร้อมส่ายศรีษะไปมาอีกครั้ง ก่อนที่จะติดตามนายน้อยของมันไป
เมื่อเห็นแผ่นหลังของบุรุษผู้นั้น หายเข้าไปท่ามกลางผู้คนในเมืองอารมณ์ที่เก็บเอาไว้กับพรั่งพรูออกมา น้ำตาเริ่มหยดลงมาจากดวงตาทั้งสองแต่นางรีบเช็ดมันออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปรับอารมณ์ของนางแล้วเดินเข้าไปภายในเมืองเพื่อกลับไปยังตระกูล
ณ ตระกูลหลี่ภายในห้องโถงตระกูล
ร่างของหลี่ฮุ่ยเหอที่แลดูซูบผอมกว่ายามก่อนพร้อมกับใบหน้าที่ดูเคร่งเครียดกำลังเอานิ้วมือนวดคลึงบริเวณหว่างคิ้วด้วยความกลัดกลุ้ม เพราะลูกสาวที่ตนรักกลับหายไปถึงหนึ่งเดือนครึ่งแล้ว ไม่มีวี่แววว่าจะเจอแต่อย่างใด
“ฟางเอ๋อร์..ลูกพ่อ... เจ้าอยู่ที่ใดกัน?” เสียงที่ออกมาสัมผัสได้ถึงความเป็นกังวลแต่ครู่ต่อมากลับมีเสียงฝีเท้าหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อนพร้อมกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น
“เรียนท่านผู้นำตระกูล! คุณหนูฟางซิ่น...กะกลับมาแล้วขอรับ!” มันมั่นใจว่าท่านผู้นำตระกูลต้องยินดีเมื่อได้ยินข่าวดังกล่าวอย่างแน่นอน
เป็นอย่างที่ทหารยามผู้นี้คิดใบหน้าของหลี่ฮุ่ยเหอที่และดูหม่นหมองเมื่อครู่ กลับเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นดีใจมุมปากเริ่มปรากฏรอยยิ้มมีความสุขขึ้นมา
“บุตรสาวข้า..บุตรสาวข้า!..ตอนนี้นางอยู่ที่ใดกัน?!!”
แต่หลังจากที่ตะโกนไถ่ถามออกไปไม่ทันที่จะได้ยินเสียงตอบรับจากทหารยามผู้นั้น กลับได้ยินเสียงของหญิงสาวดังขึ้นมาจากภายนอกห้องโถง
“ท่านพ่อ... ลูกอกตัญญู ได้กลับมาหาท่านแล้ว...”ร่างที่งดงามค่อยๆเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม แต่นัยน์ตากลับปรากฏความรู้สึกเศร้าเสียใจอยู่ภายในเมื่อได้เห็นร่างกายที่สูบผอมของบิดา
“พะ..เพียง... เจ้าปลอดภัยกลับมา ก็ดีมากแล้ว...ดี..ดีมากแล้วจริงๆ... ไม่เช่นนั้น เมื่อข้าตายไปคงไม่สามารถสู้หน้ามารดาของเจ้าได้...”หลี่ฮุ่ยเหอได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย พร้อมกับดวงตาที่เริ่มชื้นขึ้นมาด้วยความดีใจตอนนี้ราวกับภูเขาที่ได้ทับอยู่บนอก ได้ถูกยกออก
“ท่านพ่อ... อย่าได้กล่าวเช่นนี้อีกท่านยังคงต้องอยู่กับข้าไปอีกนาน”
เมื่อเห็นร่างกายของบิดา ที่แลดูซูบผอมแตกต่างจากยามก่อนนางจึงได้กล่าวออกมา
“ท่านพ่อดูผอมลงไปมาก...เป็นข้าที่ทำให้ท่านต้องลำบาก” เป็นน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความรู้สึกเสียใจ
“เจ้าอย่าได้เอ่ยเช่นนั้น...เป็นพ่อที่ดูแลเจ้าได้ไม่ดีพอ ถึงได้ทำให้เจ้า ต้องตัดสินใจกระทำเช่นนั้นลงไป”หลี่ฮุ่ยเหอกล่าวขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิด แต่ครู่ต่อมา น้ำเสียงดูมีความสุขได้ดังขึ้นมา
“แต่! ตอนนี้ลูกไม่ต้องกังวลสิ่งใดอีกต่อไปเพราะพ่อได้ไปเจรจายกเลิกเรื่องการแต่งงานของเจ้ากับเจ้าสารเลวน้อยผู้นั้นเรียบร้อยแล้ว!” เมื่อกล่าวจบหลี่ฮุ่ยคิดว่าต้องได้เห็นสีหน้ามีความสุข ของบุตรสาวอย่างแน่นอน
แต่ก็ไม่เป็นดั่งที่ตัวมันเองคาดคิดไว้เพราะใบหน้าของนางที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงก่อนหน้า กลับแปรเปลี่ยนเป็นเหม่อลอยคล้ายจิตใจไม่อยู่กับตัว
แม้หลี่ฟางซิ่นจะทราบเรื่องราวมาก่อน จากปากของจูเยว่แต่เมื่อได้ยินอีกครั้ง คล้ายมีเข็มเล่มหนึ่งได้ทิ่มแทงลงไปภายในใจนางแต่เมื่อนางรู้สึกตัว ก็ทราบได้ว่า ทำกริยาไม่เหมาะสมต่อหน้าบิดาจึงเร่งกล่าวตอบกลับไป พร้อมรอยยิ้มที่พยายามฝืนออกมา
“ข้าทราบแล้วท่านพ่อ...”
หลี่ฮุ่ยเหอเมื่อได้ยินน้ำเสียง ที่กล่าวตอบกลับมาของบุตรสาวถึงกับผงะไป เพราะน้ำเสียงนั้นหาได้มีความดีใจแม้แต่น้อยอีกทั้งตัวมันยังสัมผัสได้ ถึงความเสียใจที่ซ่อนเอาไว้ภายใน
แต่เมื่อคิดดูอีกทีคงเป็นตัวมันที่เข้าใจผิดเพราะมันจะเป็นไปได้เยี่ยงไร ที่บุตรสาวของตนจะคิดเช่นนั้น จึงคิดว่าอาจเป็นเพราะการเดินทางอันยาวไกลที่ยากลำบากคำพูดของตน อาจทำให้นางนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาเหล่านั้น
“ดูเหมือนเจ้า... จะเหนื่อยล้าจากการเดินทางเช่นนั้น... รีบกลับไปพักผ่อนเสียก่อน พ่อจะรีบเรียกข้ารับใช้ไปดูแลเจ้าทันที”สามารถสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงจากน้ำเสียงดังกล่าว
ตัวหลี่ฟางซิ่นเองก็รู้สึกว่าต้องการเวลาอยู่คนเดียวเพื่อครุ่นคิดในเรื่องราวที่ผ่านมาเช่นกัน
“เช่นนั้นลูกขอตัว...”พร้อมกับค่อยๆเดินจากไปจากห้องโถงเพื่อไปยังที่พักของนาง
หลังจากที่นางได้มาถึงห้องพักเพียงชั่วครู่ เสียงของลี่ซือก็ดังขึ้นมาด้วยความรู้สึกดีใจ
“คุณหนู! ท่านกลับมาแล้ว!”ด้วยน้ำเสียงอันสดใสพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เมื่อหลี่ฟางซิ่นเห็นดังนั้นก็หันไปยิ้มให้นางพร้อมกับพยักหน้ารับเล็กน้อย
เมื่อลี่ซือเห็นท่าทีที่ดูนิ่งสงบของคุณหนู ก็รู้สึกแปลกๆขึ้นมาแต่หาได้คิดสิ่งใดมากเกินไป กลับรีบกล่าวออกไปด้วยความยินดี
“คุณหนู! ท่านทราบรึยัง?! ว่าท่านไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับ...”
แต่ไม่ทันที่ลี่ซือจะได้กล่าวจบเสียงของฟลี่ฟางซิ่นก็ดังขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันหดหู่
“ลี่เอ๋อร์... เจ้าช่วยออกไปก่อนได้หรือไม่? ข้าอยากอยู่เพียงลำพัง...”
เมื่อเห็นสีหน้าและน้ำเสียง ที่ออกมาจากคุณหนูของนางลี่ซือก็ชะงักไปชั่วครู่ แม้นางจะติดตามคุณหนูมานานแต่ไม่เคยเห็นนางเป็นเช่นนี้มาก่อน
“อะเอ่อ... ถ้าเช่นนั้น..ข้าจะรออยู่ภายนอกหากคุณหนูต้องการสิ่งใด ท่านสามารถเรียกข้าได้ทันที” แม้ตัวนางจะรู้สึกสงสัยในท่าทีที่แปลกไปของคุณหนูแต่อาจเป็นเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง อย่างที่นายท่านได้แจ้งแก่นางเอาไว้จึงได้เดินออกไปตามที่คุณหนูสั่ง
“แค่มีคนเอ่ยถึงเขา..ข้ากลับไม่เป็นตัวของตัวเองถึงเพียงนี้...”
พร้อมส่ายศีรษะด้วยสีหน้าที่เศร้าหมองหลี่ฟางซิ่นค่อยๆเดินไปที่เตียง แล้วจึงเอนกายหลับลงไปคล้ายต้องการให้เรื่องต่างๆที่พบเจอ ในการเดินทาง เป็นเพียงดั่งความฝันตื่นหนึ่งเมื่อนางได้ตื่นขึ้นมา...