Side Story : ไอยรินทร์
...ยามค่ำสนธยามาเยือนอีกครา ข้าอยากพบเจ้า... ข้านั้นเป็นผู้มีสายเลือดขัตติยะของผู้ปกครองแผ่นดิน แต่เป็นของราชวงศ์ก่อน ในเพลานี้ที่เปลี่ยนวงศ์วานกษัตริย์แล้วครอบครัวของข้าจึงมีฐานันดรตกต่ำ ทว่าก็ยังเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์อละศักดินาอยู่ และทำงานรับใช้ใต้พระบาทของสมเด็ดพระองค์เจ้าผู้เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ณ เวลานั้นในวัยเยาว์ข้ามีความอยากรู้อยากเห็นมากนัก ใฝ่เรียนรู้อย่างยิ่ง บางคราความใฝ่รู้ของข้าก็นำพาความเดือดร้อนมาให้ผู้คนด้วยเหมือนกันหากจำไม่ผิดมีครั้งหนึ่งข้าอยากรู้อยากเห็นยิ่งนักว่าหากราดน้ำร้อนลงบนรังมดแล้วมดจะตายอย่างไร ลำบากบ่าวไพร่ต้มน้ำร้อนสิ้นเปลืองฟืนไฟเพื่อสนองความอยากรู้ของข้าแต่ไม่เป็นไร ครอบครัวของข้านั้นร่ำรวยนักหนา แค่ฟืนไฟเพียงเล็กน้อยไม่กระทบอันใดต่อทรัพย์สินของข้าหรอกข้าพูดภาษาฝรั่งได้ ด้วยความเฉลียวฉลาดตั้งแต่กำเนิด ข้าก็สามารถสื่อสารกับพวกเขารู้เรื่องภายในปีเดียว ผู้ใหญ่ชื่นชมข้านัก แม้ข้าจะยังเยาว์วัยแต่ก็สามารถทำงานให้กับผู้ใหญ่หลายๆ คนได้แล้วและเพราะต้องพบปะกับผู้คนมากมาย ข้าจึงต้องยิ้ม ยิ้มให้งดงาม ยิ้มให้อ่อนโยน ยิ้มให้น่าเชื่อถือ ข้ายิ้ม ยิ้มแล้วก็ยิ้มจนกลายเป็นความเคยชินที่ไม่อาจหยุดได้ จนใครหลายคนไม่อาจเห็นอารมณ์อื่นบนใบหน้าข้าได้อีกแล้วข้าไม่รู้ว่าตนเองเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร แต่ข้าก็ไม่ได้เบื่อหน่ายที่จะทำตัวตนของ ‘ไอยรินทร์ผู้อ่อนโยน’ เป็นที่จดจำของมนุษย์ทั่วไปตราบจนวันสุดท้ายของชีวิตข้าก็แค่มนุษย์ทั่วไปนะตัวข้านั้นมีความลับอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้บอกกล่าวแก่ผู้ใด เพราะมันจะสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนและบ่าวไพร่ รวมถึงบิดามารดาของข้านั่นคือข้า... สามารถมองเห็นภูตผีได้วิญญาณคนตายในรูปลักษณ์ต่างๆ นางไม้นางตะเคียน เจ้าที่เจ้าทาง หรือเทวดาที่ปกปักษ์คุ้มครองจากวัตถุปลุกเสกต่างๆ นาๆเหล่าภูตผีต่างชอบมาหาข้าเพราะความหิวโหย พอให้แล้วก็จะเรียกร้องมากขึ้น น่ารำคาญเล็กน้อย ข้าเลยไล่พวกนั้นไปด้วยสิ่งที่ออกมาจากร่างข้าสิ่งเหล่านี่เทวดาเรียกมันว่าพลังวิญญาณ เป็นพลังที่วิญญาณระดับสูงสามารถใช้ได้ ยิ่งมีพลังมันจะยิ่งควบแน่นเป็นรูปธรรมเหมือนกับที่เทพยดาบนชั้นฟ้าสามารถสร้างอิทธิฤทธิ์บนโลกมนุษย์ได้วิชาข้าก็เรียนกับเทวดาสัญจรนี่ล่ะ ทำให้พอรับมือกับพวกภูตผีได้มากขึ้น ทว่าก็ยังไม่มีใครรับรู้ถึงตัวตนอีกด้านของข้าเลยและวันหนึ่งข้าก็บังเอิญเจอกับลูกหนังกลมๆ อ้วนๆ สีดำๆ ในลังไม้มันเป็นลังสินค้าที่มาทางเรือของฝรั่ง ของภายในก็ควรจะเป็นผ้าสีสันหวานแหวว แต่พอเปิดมาก็ไม่ได้มีแค่กองผ้า พอดูดีๆ แล้ว ไม่ใช่ลูกหนังนี่นะเป็นค้างคาวที่ขนสีดำปุกปุยอืม ประหลาดดี แต่ก็น่ารักน่าชังไม่น้อยข้าตัดสินใจแล้วว่าจะเก็บไว้เลี้ยงดูเล่นและตั้งชื่อให้ด้วยก็แล้วกัน‘สาวน้อย’ คือชื่อที่ข้าตั้งให้ ซึ่งดูแล้วตัวนางน่าจะเป็นหญิงกระมัง เพราะอยู่ในลังผ้าสีสวยสำหรับสตรีนี่นะ และสาวน้อยตัวนี้ก็ช่างเป็นค้าวคาวอ้วนขี้เกียจที่นอนเป็นเวลานานจริงๆ ตั้งแต่รับตัวมาเลี้ยงก็สามวันถึงเพิ่งจะตื่นขึ้นมาตื่นมาก็เห็นข้ากำลังเอานิ้วจิ้มท้องกลมๆ ของสาวน้อยอยู่ สาวน้อยเอาปีกตีนิ้วข้า ถลึงตาใส่เสียดุร้ายจากนั้นก็พยายามกระพือปีกบินแต่บินไม่ขึ้น เพราะอ้วน...อ้วน อ้วน อ้วน อ้วน อ้วน อ้วน อ้วน... อุ๊บ กลิ้งตกโต๊ะไปเสียแล้วน่าเอ็นดูนักข้ายิ้มอ่อนพยายามระงับอาการขบขัน แต่ร่างกายกลับไม่เชื่อฟัง สั่นคล้ายแผ่นดินไหว แต่มันช่วยไม่ได้ ข้ารู้สึกเอ็นดูสาวน้อยกลมๆ นี่เหลือเกิน ข้าช้อนสาวน้อยตัวกลมขึ้นมาอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง เห็นหางตาเล็กๆ มีน้ำตาเอ่อคลอ แต่พอรู้ตัวว่าข้าจ้องน้ำตาก็หายไปเสียแล้วท่าทางจะฉลาดเฉลียวอยู่เหมือนกันนะ“สาวน้อย เจ้าอ้วนเกินไปเลยบินไม่ขึ้น ถ้าอย่างไรอยู่บ้านข้าก่อนประไร ไว้เจ้าผอมเมื่อใดค่อยบินกลับบ้านก็ได้กระมัง”ข้าพูดไปโดยไม่คาดว่าเจ้าค้างคาวตัวกลมจะเข้าใจ และต้องประหลาดใจหนักหนาเมื่อ ‘สาวน้อย’ ตอบข้ากลับมาเป็นภาษาฝรั่ง!“พูดอะไรไม่เห็นรู้เรื่องเลยเจ้ามนุษย์โง่เง่า”“อื้ม ค้างคาวต่างถิ่นสินะ” ข้ายิ้มกว้างขึ้น น่าสนุกโดยแท้ “ข้าสามารถพูดภาษาเดียวกับค้างคาวได้ด้วย ข้าไม่นับว่าโง่เง่ากระมัง?”“เอ๊ะ! เจ้าพูดภาษาข้าได้?”ค้างคาวน้อยดูตกใจนัก“ข้าก็พอพูดเรื่องเรื่องบ้าง แล้วลูกหนังมีขนเช่นเจ้าก็คงไม่ใช่ค้างคาวธรรมดากระมัง แต่เป็นภูตผีประเภทใดกันที่อ้วนกลมได้เพียงนี้? มีปีกก็บินไม่ขึ้น จุ๊ๆ”ข้าจุ๊ปากอย่างยียวน“ข้าไม่ได้เป็นลูกหนังเจ้าโง่ ไม่ได้อ้วนด้วย! แค่กินอิ่มเดินไปหน่อย... อะแฮ่ม! ข้าเป็นแวมไพร์ไม่ใช่ภูตผีชั้นต่ำอย่างที่เจ้าเจอมาแน่”“แวมไพร์รึ? หมายถึงผีดูดเลือดสินะ เข้าใจแล้ว... เจ้าเป็นเศษเสี้ยวของแวมไพร์ที่ออกหากินใช่หรือไม่”“ไม่ใช่! เจ้ามนุษย์โง่เง่า ตัวข้านี่แหละเป็นแวมไพร์”“แต่แวมไพร์มีร่างมนุษย์นี่”“ขะ... ข้าแค่ยังไม่โต! นี่ก็เพิ่งจะอายุเจ็ดปีเท่านั้นเอง เลยยังแปลงเป็นมนุษย์ไม่ได้”“เอ๋ อายุเท่าข้าเลยนี่นา ก็ไม่เด็กแล้วนะ”“อายุขัยเรามันต่างกัน สำหรับแวมไพร์ข้ายังเป็นเด็กทารกอยู่เลย”“...อ้อ”อายุขัยของปีศาจยืนยาวนัก แต่ข้าก็ไม่ได้อิจฉา เพียงมองอย่างขบขัน อายุยืนยาวก็สัมพันธ์กับการเจริญเติบโตด้วยนั่นเอง โตช้าก็แปลว่ายังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ถ้าจะหยอกเย้าด้วยความเอ็นดูบ่อยๆ คงไม่ผิดอะไรสินะ“แล้วเจ้าไม่กลับบ้านหรือ?”ข้าถามอย่างใคร่รู้ เมื่อไม่ใช่มนุษย์ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะถูกมนุษย์เล่นงาน แต่กับพวกภูตผีด้วยกันคงไม่เป็นไร อย่างไรผีดูดเลือดก็เป็นภูตผีชั้นสูง“เรื่องนั้น... เอ่อ...”ดูท่าทางจะกระวนกระวายด้วยเพราะกลับบ้านไม่ได้กระมัง แต่ไม่กล้าบอกข้าเพราะความทระนงของปีศาจชั้นสูง อืม... เพราะยังเด็กเลยดูออกง่ายเช่นนี้เอง ข้านั้นก็เป็นคนใจดีมีเมตตาต่อเด็กเล็ก แม้ว่าจะอายุเท่ากันก็ตาม ข้าก็ยังใจดี“ถ้าอย่างไรอยู่บ้านข้าก่อนดีหรือไม่ ข้าจะรับรองเลี้ยงดูเจ้าอย่างดีจนกว่าจะหาทางกลับบ้านได้เป็นอย่างไร?”ข้าเสนอความช่วยเหลือ ค้าวคาวกลมๆ มองข้าตาแป๋วเชียว“ได้รึ?”“ได้สิ ข้านั้นร่ำรวยมาก แค่เลี้ยงเจ้าไม่ทำให้หมดตัวได้หรอก”“ก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนข้าก็ไม่ได้อยากอยู่กับเจ้าหรอกนะ แต่ข้าไม่มีทางเลือกเท่านั้น”“อืม เป็นตามที่เจ้ากล่าวก็ได้” ข้าหัวเราะขบขัน นี่เรียกว่าปากไม่ตรงกับใจใช่หรือไม่ “ถ้าเช่นนั้นก็แนะนำตัวให้รู้จักกันอย่างเป็นทางการแล้วกัน ข้ามีนามว่า ไอยรินทร์ เจ้ามีนามว่าอันใด”ข้าไม่แนะนำยศถาบรรดาศักดิ์ อย่างไรภูตผีปีศาจก็ไม่สนใจของแบบนั้นอยู่แล้ว ค้างคาวกลมจ้องข้านิ่งนานก่อนจะเอ่ยนามของตนออกมา“ข้าชื่อ ซิเรน จำไว้ให้ดีล่ะไอยรินทร์”“นามก็ไพเราะนัก แต่ไม่คุ้นหูข้าเลย ขอเรียกว่า ‘สาวน้อย’ (Little Girl) ได้หรือไม่”“ไม่ได้!!”“ตกลงตามนี้นะสาวน้อย ยินดีที่ได้รู้จัก... โอ้ย!”แล้วข้าก็ได้แผลแห่งเกียรติยศมาประดับแขนสองสามร้อยจากการโดนค้างคาวอ้วนกลมข่วนและกัดดูดเลือดแล้วก็อ้วนยิ่งขึ้น ฮ่ะฮ่า ซิเรนหรือสาวน้อยกลมๆ ของข้านั้นน่าขบขันยิ่งนัก นอกจากกินกับนอนแล้วบางครั้งก็ออกไปตีกับแมวและสุนัขด้วย และด้วยความที่ยังเด็ก ระงับความอยากอาหารได้ลำบากนัก พอตบตีไปสักพักก็กัดแล้วดูดเลือดจนแห้งตายชาวบ้านแถวนั้นเล่าลือว่ามีปอบอาละวาดด้วยนะลำบากข้าต้องไปช่วยจัดการปัญหาและกลบเกลื่อนข่าว สุดท้ายก็กลับมาเอ็ดใส่สาวน้อยบ้าง“เจ้าทำให้เกิดข่าวลือมากมายเลยนะ ตอนนี้จากผีดูดเลือดกลายเป็นปอบไปแล้ว คราวหลังถ้าหิวก็กินเลือดข้าเถอะ”“กินเลือดเจ้าทุกวันเจ้าก็ตายก่อนน่ะสิ”“ห่วงข้าหรือ?”“ใครห่วงเจ้า คะ... แค่ถ้าไม่มีเจ้าอยู่ข้าก็ไม่มีที่อาศัยช่วยคราวเท่านั้นแหละ อย่าได้สำคัญตัวผิดไป”“ได้ๆ เจ้าเป็นห่วงข้าเพียงนี้ จะให้คนเตรียมเลือดไก่เลือดหมูไว้ทดแทนก็แล้วกัน... โอ้ย ไหนว่าห่วงข้าอย่างไรเล่า กัดอีกแล้วนะสาวน้อย!”“แง่มๆ หุบปากไปเลย!!!”ค้างคาวกลมกัดแขนข้าเสียสนุกสนานเหมือนคันเขี้ยว ข้ายิ้มอ่อนแต่ตัวสั่นเทา กลั้นหัวเราะเสียจนเจ็บซี่โครงและปวดข้อมือตุบๆ ไปด้วยโอย... เอ็นดูนัก... มีช่วงหนึ่งที่ค้างคาวย่างเป็นที่นิยมในมหานคร เหล่าลูกบ่าวไพร่ต่างออกไปจับค้าวคาวมาย่างขาย แล้วสาวน้อยบังเอิญไปได้ยินเรื่องนี้เข้าพอดี เลยเอาแต่ซุกตัวอยู่ในบ้านแล้วก้ตาทอมนุษย์เป็นระยะถึงจิตใจอันโหดเหี้ยมอำมหิตเวลานั้นข้าฉงนฉงายอยู่ครึ่งค่อนวันว่าเจ้าตัวกลมของข้าโกรธอันใด จนกระทั่งรู้เรื่องค้าวคาวย่างถูกซื้อขาย ข้าหัวเราะจนเจ็บซี่โครงเดินไม่ออกอยู่นานนัก แล้วค่อยไปปลอบใจสาวน้อย“โกรธอันใดแค่กินค้างคาว มนุษย์ก็ต้องการอาหารนะสาวน้อย”“แต่พวกเจ้ากินลูกหลานเผ่าพันธุ์ข้า!”“เจ้าเป็นแวมไพร์นะ”“แต่ก็มีร่างค้างคาวไหมล่ะเจ้าคนเลว” ค้างคาวกลมของข้าหันมาถลึงตาใส่ “เจ้ามีเงินกับอำนาจไม่ใช่หรือไง ไปบอกให้พวกเขาเลิกกินค้างคาวเดี๋ยวนี้”“เรื่องนี้เห็นที่จะเกินอำนาจข้าแล้ว เพราะดูผู้คนจะค่อนข้างติดใจในรสชาติความแปลกใหม่ อร่อยดีกระมัง”“รู้ได้ไงว่าอร่อย เจ้าเคยกินหรือไง!”“...”ข้ายิ้ม อืม... ยิ้มได้อย่างเดียวเท่านั้นแล้วสาวน้อยเหมือนจะได้คำตอบจากความเงียบของข้า ร่างกายสั่นทึมไปหมดก่อนจะพุ่งพรวดมากัดข้าด้วยความมีน้ำโหอย่างยิ่ง“เจ้าคนหยาบช้า บังอาจกินเผ่าพันธุ์ข้า ตายซะ! งั่ม!”“สาวน้อย จะกัดก็กัดในร่มผ้าเถอะ กัดนอกร่มผ้าเดี๋ยวบ่าวไพร่จะสงสัยเอาได้”ข้าตอบกลับอย่างสงบ โดนกัดเสียจนเคยชินแล้วเลยไม่รู้สึกรู้สากับการกัดแก้แค้นของสาวน้อย ทว่าการกัดนอกร่มผ้านั้นทำให้ถูกมองไม่ดี บ่าวไพร่ที่บ้านแทบจะไล่หมาแมวออกไปหมดเพราะคิดว่าข้าถูกหมาแมวกัด กลัวจะเป็นโรคถ้าข้าติดโรค... มันก็มาจากค้างคาวตัวกลมนี่แล้วล่ะไม่ใช่ใครอื่นเลย “กุมารีเจ้าอยู่ไหน Where are you? ยู้วหู้ว~”ข้าในวัยเริ่มเข้ารับราชการออกตามหา สาวน้อยด้วยความเคยชิน เพราะเป็นสหายที่อยู่ด้วยกันกับข้ามายาวนานที่สุด ข้าเห็นเด็กที่ใบหน้างดงามผู้หนึ่งกระโดดลงมาจากคาน ปรากฏตรงหน้าข้านี่คือสาวน้อยในร่างมนุษย์ ราวกับเด็กผู้หญิงในวัยเจ็ดขวบปี ข้าที่ตอนนั้นไม่รู้คันไม้กันมืออย่างไร เตรียมชุดเด็กหญิงเอาไว้มากมาย ทั้งเครื่องทองประดับที่เล่อค่าก็เอามาให้สาวน้อยใส่อย่างไม่เสียดายจำได้ว่าตอนนั้นถูกตบกลับมาด้วย ก็เจ้าตัวบอกว่าเป็น ‘ผู้ชาย’ นี่สิน่าเสียดายนัก แต่กระนั้นข้าก็ยังคงเรียกเหมือนเดิม และสาวน้อยของข้าก็ยังใส่ชุดที่ข้านำมาให้ อย่างไรความต่างชุดชายหญิงก็ไม่มากนัก แค่สุดของสตรีปกปิดร่างกายมิดชิดกว่า และเขาก็ไม่ใส่เครื่องประดับเหตุผลคือแสบตาเกินไปและก็กลายมาเป็นกุมารี หรือผีเด็กที่ถูกปลุกเสกขึ้นมา บ่าวไพร่คิดเช่นนั้นเพราะบางครั้งบางคราก็จะเห็นสาวน้อยในร่างนี้วิ่งเล่นในบ้าน และข้าเองก็สั่งให้เตรียมน้ำและขนมมาเซ่นไหว้ด้วย ข่าวลือออกไปกลายเป็นว่าข้าเป็นผู้มีวิชาอาคมไปแล้ว... ถึงจะมีจริงๆ ก็ตามเถอะนะคิดอะไรเพลินๆ แล้วก็ถูกเสียงของสาวน้อยเรียกสติ“เจ้าจะตะโกนร่ำไรทำไมกัน เพิ่งกลับมาจากเรียนเจ้าควรหาแม่เจ้าโน่น”เห็นใบหน้าน่ารักน่าชังนั่นแล้วข้าก็อดใจไม่ไหวยื่นมือออกไปจับอย่างรวดเร็ว แต่สาวน้อยตัวเล็กกลับหลบหนีไม่ยอมให้ข้าจับ“ทำไมกอดสักหน่อยไม่ได้ ทั้งที่ข้าสมยอมจะเป็นอาหารของเจ้าแต่โดยดีแล้วแท้ๆ”“หุบปากไปเลย”“ข้าแค่หยอกเย้าเจ้าเล่นเอง”“เจ้าอยากได้อีกแผลใช่หรือไม่ ข้าสามารถมอบให้ได้ตอนนี้เลย”“พ่อแม่ของข้าจะพาข้าไปหาคู่หมั้นในคืนพรุ่งนี้” ข้าเริ่มพูดเขาประเด็นทันที ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงมากนัก เพราะเรื่องนี้ทำให้ข้าค่อนข้างกระวนกระวายใจอยู่ไม่น้อยเลย “เจ้าว่าอย่างไร”สาวน้อยมองหน้าข้าอย่างครุ่นคิด“อื้ม โลกปีศาจก็มีเรื่องแบบนี้เหมือนกัน เขากลัวว่าเจ้าจะหาภรรยาไม่ได้ยังไงเล่า เจ้าน่ะสันดานหยาบช้า เจ้าคนหยาบช้า”“อย่าด่าเยอะ ข้าสำนึกไม่ทัน” ข้าบ่นอย่างเสียมิได้ ข้าออกจะเป็นคนดีทำไมในสายตาเจ้าถึงหลายเป็นสันดานหยาบช้าไปได้กันนะ “ข้าบอกพวกเขาว่าข้ามีคนที่รักอยู่แล้วพวกเขาก็ไม่เชื่อข้าเลย”“แม่หญิงคนนั้นแต่งไปก็เป็นได้แค่ภรรยารองเท่านั้นแหละ”“ก็คงเป็นเช่นนั้น” ข้าหัวเราะเบาๆ วางมือลงบนหัวของสาวน้อย ไม่กล่าวความในใจทั้งหมดออกไปเพราะรู้ดีว่าปีศาจเด็กอย่างเขาคงไม่เข้าใจ “เป็นเวลาร่วมสิบปีแล้วที่เจ้ามาอยู่ที่นี่ แต่ดูเจ้าสิ ยังไม่โตขึ้นเลยแม้แต่น้อย เตี้ยอย่างไรก็เตี้ยอย่างนั้น หรือจะแคระแกน?”“เพราะข้าเป็นปีศาจ สำหรับข้าคงสภาพนี้ได้นับว่าเป็นปีศาจที่มีเกียรติยิ่งเจ้ารู้ไหม?”“เล่นเอาทั้งบ้านเมืองร่ำลือว่ามีปอบอาศัยอยู่นี่หรือ สาวน้อย เจ้าช่างไร้รสนิยมจริงๆ”“ข้าไม่ได้กินไก่ของชาวบ้านนะ เจ้าโง่! โง่! โง่!”“อั่ก! คลื่นความถี่ของค้างคาวทำร้ายหูข้า เจ้าลูกหนังกลมโหดร้าย”เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดข้าจะกอดรัดเด็กน้อยนี่ให้บอบช้ำ!แต่แล้วเขาก็โดนมือเล็กๆ ตบหน้าด้วยความโมโห โวยวายเสียหูแทบดับ“ว่าใครลูกหนังห๊า...! ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้!”หึๆ เด็กเอาแต่ใจเอ๊ย อย่างที่กล่าวข้ามีคนรักอยู่แล้ว เป็นบุตรีของพ่อค้า ซึ่งเป็นอาชีพที่ต่ำต้อย ทว่าก็ยังมีฐานะทางสังคมมากกว่าบ่าวไพร่นัก ข้าเขียนบทกลอนเกี้ยวพาราสีอยู่ถึงสามเดือนเชียวนะเพราะเรื่องแต่งงานนี้เองทำให้ข้าต้องไปพูดคุยกับนาง เรื่องการแต่งงานของข้านั้นผู้หลักผู้ใหญ่มักกำหนดคู่หมายที่ฐานะเท่าเทียมกับไว้อยู่แล้ว และคู่หมายของข้าก็เป็นผู้มีเชื้อสายขัตติยะเช่นกัน ทำให้การเอ่ยปฏิเสธนั้นเป็นไปไม่ได้และเพื่อการนั้นข้าจำเป็นต้องมาจัดการเรื่องเหล่านี้เอง พูดคุยเสียให้รู้เรื่อง นางคนรักของข้านี่เป็นได้เพียงภรรยารอง ถ้าคิดตบแต่งให้ข้าจะได้รับความรักถนอมอย่างดีแต่สิทธิ์และทรัพย์สินไม่อาจเทียบเท่าภรรยาหลวงยุคสมัยของข้าจะหนึ่งสามีหลายภรรยาก็ไม่เป็นอันใด การสืบสกุลก็เป็นหน้าที่ของทายาทอยู่แล้วด้วย คงไม่มีใครคัดค้านหากข้าจะมีภรรยาน้อยเพิ่มสักคนสองคนแน่นอนว่าแม่หญิงผู้นี้ยอมแต่งกับข้า สีหน้าไม่ได้เสียใจอันใดที่ไม่ได้ตำแหน่งภรรยาหลวง ข้าก็ค่อนข้างเบาใจ แต่ก็แอบขบขันด้วยเหมือนกันอย่าทำเหมือนว่าข้าไม่รู้เสียสิว่าบิดาของนางหวังใช้ข้าปีนป่ายขึ้นที่สูง มีแอบมาเขม่นใส่ข้าเสียด้วยหลังเดินออกจากเรือนของเขา ทว่าข้ายังเพิกเฉยเพียงเพราะนางก็จริงใจกับข้าหรอกนะ ไม่เช่นนั้น... หึๆข้าใช้เวลาหลายวันกว่าจะจัดการงานมากมายให้เรียบร้อย เพราะทำงานในเขตเมืองท่าติดต่อกับชาวเรือต่างแผ่นดินอยู่ตลอด กว่าจะมีเวลาได้ไปพบแม่หญิงที่เป็นคู่กับข้า ซึ่งจะแต่งงานเมื่อนางอายุครบสิบหกปี ซึ่งก็คืออีกสองปีข้างหน้าก็ไม่นับว่ายาวนานอะไรและในระหว่างทำงานข้าพบกับของหายาก เป็นไม้ดำที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์สูงและแร่เหล็กไหล ซึ่งเหมาะกับนำมาทำเป็นไม้ตะพดอย่างยิ่ง และยิ่งเหมาะสมกับคนอย่างข้าที่มีพลังวิญญาณสูงส่งเหมือนเทวดาสัญจรจะเคยกล่าวว่าวัตถุศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาตินี้หากพกติดตัวเป็นเวลานานจะสามารถยกระดับพลังวิญญาณได้ แต่มันก็เป็นของหายาก หากไม่มีโชควาสนาและคุณความดีโอกาสได้พบนั้นน้อยนักแต่ข้ากลับพบถึงสองชิ้นด้วยกัน ช่างมีโชคดีเสียนี่กระไรทว่าดูเหมือนสาวน้อยของข้าจะไม่ค่อยชอบวัตถุศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ จ้องเสียตาเขียว ทำให้ข้าใจคอไม่ดีอยู่พักหนึ่งทีเดียวข้าและสาวน้อยอยู่ด้วยกันมาหลายปี ตั้งแต่ข้าแต่งงานคุณหญิงเข้าสกุล และรับภรรยาน้อยเข้าบ้าน และจนกระทั่งข้ามีบุตรคนแรก ข้ายังเห็นเขาอยู่... แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งการจากลาจะมาถึงรวดเร็วเพียงนี้ในวันที่ข้ากลับมาจากทำงานอย่างเหนื่อยล้าก็ได้รับข่าวการจากลาจากปากผู้อื่นแล้ว เจ้าค้างคาวกลม กุมารี สาวน้อยของข้า... ไปโดยร่ำลาผ่านผู้อื่นแบบนี้ช่างมารยาทแย่เสียเหลือเกิน ถ้าพบเจออีกครั้งจะตีให้ก้นเขียวช้ำเลยคอยดู“คุณท่านเจ้าคะ ท่าน...”ภรรยาคนงามของข้าดูสีหน้าไม่ค่อยดี คงเพราะในเวลานี้ข้าไม่ยิ้มแล้วกระมังซิเรน... การอยู่ร่วมกันมายาวนานเพียงนั้น ความสำคัญของเจ้าหยั่งรากลึกลงในจิตใจข้ามากกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีกนะ ถึงกับทำให้ข้าเปลี่ยนสีหน้าได้และลึกลงไปในใจ ข้าปรารถนาให้เราพบกันอีกในเร็ววัน สามสิบปีให้หลังซิเรนมาเยี่ยมข้าถึงนครกรุงศรี เขาเติบโตขึ้นเล็กน้อยในขณะที่ข้าแก่ชราลง ความต่างของอายุขัยของมนุษย์และปีศาจแสดงออกชัดเจนในเวลานี้เองพวกเราคุยกันหลายอย่างในช่วงหลายปีที่ผ่าน ซิเรนดูสุขุมขึ้นใจเย็นขึ้น... แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น ถ้ายังหยอกเย้าจนเขามีน้ำโหก็ยังหาเรื่องเล่นงานข้าอย่างไม่คิดจะระงับอารมณ์เลยยังคงเป็นสาวน้อยที่น่าเอ็นดูของข้าและมีสิ่งหนึ่งที่ข้าพอสังเกตได้ว่าเขาดูเหมือนจะลืมเรื่องสมัยก่อนไปบางส่วน โดยเฉพาะเรื่องที่ข้าหยอกเย้ากลั่นแกล้งเขา ทำราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนข้าคิดว่าถ้าปล่อยไปอีกไม่กี่สิบปี แม้แต่ชื่อของข้าเขาก็คงจำไม่ได้ข้าควรทำอะไรบางอย่างให้เป็นที่จดจำหรือไม่?แน่นอนว่าข้าย่อมต้องทำ ไม่รู้ว่าครั้งหน้าเราจะพบกันอีกเมื่อใดหรืออาจจะเป็นหลังจากที่ข้าตายจากโลกนี้ไปแล้ว และเขายังคงระลึกถึงตัวข้าอยู่บ้างจนหวนกลับมาอีกครา ก็ยังเหลือของดูต่างหน้าเอาไว้ให้จดจำข้าจึงเริ่มแผนการตะพดทองขัดเงาส่องแสงวิบวับ นั่นเป็นของชิ้นสุดท้ายที่ข้าจะทิ้งไว้ให้เจ้านะ สาวน้อย... แต่ตอนตายข้าดันไม่รู้สึกเหมือนตายเสียอย่างนั้น เพราะข้ามาอยู่ในสภาพของภูตผีที่ยังคงรูปลักษณ์ของมนุษย์ที่สมบูรณ์เอาไว้ได้ปกติวิญญาณจะเปลี่ยนลักษณ์ตามกรรม แต่ของข้ายังสภาพเดิมเพราะระดับพลังวิญญาณด้วยส่วนหนึ่ง ทำให้ไม่แค่คงรูปร่างเดิมแต่สามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้อีกด้วยจากชายชรากลับมาสู่วัยหนุ่มอีกครั้งหนึ่งตัวข้าไม่ได้ไปไหน เพียงเฝ้าเจดีย์บรรจุอัฐิของตนเอง รับไหว้และให้พรลูกหลานที่มาทำบุญให้ ซึ่งของเหล่านี้ก็พอได้กินบ้าง... แต่น้อยไปหน่อยนะข้าอยู่บนโลกอีกหลายปี ก็ไม่แน่ใจนักว่านานเท่าใดแล้ว ที่จริงข้าผู้วายชนม์ต้องเดินทางไปปรโลกเพื่อรับผลแห่งกรรมตามที่ผู้เก็บวิญญาณเคยกล่าว ทว่าด้วยพลังวิญญาณของข้าที่สูงส่งโดยกำเนิดก็สามารถฝืนวัฏสงสารได้ อยากจะอยู่บนโลกนี้นานเพียงใดก็ทำได้ ตราบเท่าที่พลังวิญญาณยังมีอยู่แต่ข้าไม่คิดจะอยู่นานเพียงนั้นหรอก เพราะอยากพบใครบางคนก่อน...โอ๊ะ นั่นมัน?ข้าเห็นเด็กหนุ่มเดิมาพร้อมกับลูกหลานที่หน้าตาเหมือนข้า เป็นเด็กที่หน้างดงามและคุ้นเคยเสียเหลือเกิน...“มนุษย์ทุกคนจะต้องตายสินะ?”ซิเรนกล่าวออกมากับลูกหลานข้า ตัวข้าที่แอบอยู่หลังเจดีย์เลิกคิ้วข้างหนึ่งพลางยิ้มอย่างขบขันในคำถามนี้“ถ้าคิดตามหลักการ ก็ใช่นะขอรับ”“ไม่มีสิ่งใดห้ามได้เลยอย่างนั้นหรือ?”“...ไม่ขอรับท่าน ไม่มีสิ่งใดจะหยุดมันได้เลย”ลูกหลายข้าตอบได้ดีนัก ใช่แล้วไม่มีสิ่งใดหยุดยังสังขารของมนุษย์ได้ เมื่อถึงวันหนึ่งสังขารจะโรยรา ทว่าความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดหรอกนะ...ลูกหลานของข้าปล่อยให้ซิเรนอยู่เพียงลำพังต่อหน้าเจดีย์บรรจุอัฐิของข้า เขาถือกล่องบรรจุตะพดที่ข้าให้แล้วยืนอย่างเงียบงัน บรรยากาศดูโศกเศร้าเหลือจะกล่าว เมื่อข้าชะโงกหน้าไปมองก็เห็นดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นมีน้ำเอ่อคลอไม่รู้อะไรดลใจ ข้ารีบพุ่งออกไปด้วยยิ้มทักอีกฝ่ายให้ตกใจเล่น“อะไรกันสาวน้อย โศกเศร้ากับการตายของข้าเพียงนั้นเชียวหรือ? เจ้าร้อง…!!!”เอ๊ะ!? แล้วภาพก็ดับวูบไปเสียอย่างนั้น...รู้ตัวอีกทีข้าก็มาอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นตาเสียแล้ว แถมกลายเป็นว่าข้ามาสิงอยู่ในไม้ตะพดเสียอย่างนั้น... ได้อย่างไรกันนะข้านั่งนึก แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก จำได้ว่าภาพสุดท้ายที่เห็นเป็นภาพของซิเรนที่ขยับมือ... แล้วข้าก็วูบไปเลย อืม... หรือจะเป็นการโจมตีของเขากันนะ?แต่ทำร้ายได้กระทั่งผีอย่างข้านี่ก็... สมแล้วที่เป็นสาวน้อยของข้า ฮ่ะฮ่าข้าศึกษายุคสมัยใหม่อยู่สองวัน ซึ่งห่างไกลจากยุคของข้าถึงหลายร้อยปีเชียว เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ระดับวิญญาณข้าก็เพิ่มขึ้นมากโขจากนั้นก็ถูกนำมาขายเพราะหัวตะพดทองคำ แต่ว่าข้าผู้สูงศักดิ์ด้วยเลือดขัตติยะจะยอมถูกขายดุจบ่าวไพร่ได้อย่างไร?ถ้าตักเตือนไม่ฟังก็จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อยอย่างไรก็ไม่มีมนุษย์คนไหนทำอันตรายข้าได้อีกแล้วนี่นะแต่ก็รู้สึกผิดคาดนิดหน่อยตรงที่ยุคปัจจุบันนี้มีผู้ที่สู้กับข้าได้ด้วย เป็นเจ้าหนุ่มที่ดูมีพลังสูงส่งไม่ธรรมดา ทว่าก็ไม่ได้จริงจังนัก ท่าทางการต่อสู้ก็ดูจะเกียจคร้านราวกับคนไม่ได้ซ้อมต่อสู้มาเป็นเวลานานข้าคิดว่าไม่เลวเลย ปล่อยถ้าให้มีชีวิตอยู่น่าจะดี ถ้าไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายอยากได้ตะพดของข้าล่ะก็...นี่ให้ไม่ได้ ก็มันเป็นที่สิงสถิตของข้าในเวลานี้ อีกทั้งครั้งหนึ่งมันยังเคยเป็นของดูต่างหน้าที่คิดจะมอบให้ไว้กับสหายวัยเยาว์เพียงหนึ่งเดียวของข้า... ข้า...โอ้ นั่นมัน...สายตาข้าที่เหลือบไปเห็นคนคุ้นเคยที่ไม่ได้พบกันเสียนาน ใบหน้าที่งดงามและดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้น ไม่ผิดอย่างแน่นอน...ข้ายิ้มกว้างขึ้นอย่างอดไม่ได้ ดูเหมือนว่ายามสนธยานี้ความปรารถนาของข้าจะเป็นจริงอีกครั้งเราพบกันแล้วนะ“อ้าว นั่น ‘สาวน้อย’ ไม่ใช่หรือ!”
END