ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่351 ดวงหน้า ท่ามกลางแสงจันทร์

    อี้เฉิน ที่เห็นภาพยี่ผิง บาดเจ็บหนัก กำลังจะถูกปลิดชีพ เขาถึงกับหน้ามืดทะมึน 'พอเป็นที ไอ้เวรหลานเอ๋อร์ จะถูกฆ่าสังหารเทพสวรรค์กลับสอดมือเข้ามายุ่ง ทว่าเมื่อเป็น  คราวของผู้อื่น พวกเขาดันไม่ปรายตามองมาแม้แต่น้อย นี่สินะที่ เป็นอย่างมากฉินไม่คิด รับคำท้า' ฝ่ามืออี้เฉิน กำหมัดไว้จนแน่น อยากจะเข้าไปตบหัวเทพสวรรค์ผู้นั้นเสียจริง แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้น



     ในเสี้ยววินาทีอี้เฉินไม่รอช้า สำแดงทักษะเคลื่อนที่ วิชามังกรทะยานนภา เคลื่อนที่หายออกไปจากโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ ราวกับหมอกควันในฉับพลัน มาปรากฏอยู่ด้านข้าง ยี่ผิงในทันที ก่อนอี้เฉินจะส่งหมัดที่แฝงไปด้วยพลานุภาพทำลายล้าง อัดกระแทกออกไปด้านหน้า สวนกระบี่ เล่มนั้น ลอยกระเด็น ออกไปในชั่วพริบตา เสียงปัง!! ดังออกมากู่ก้อง


    กระบี่พุ่งเข้าหา หลานเอ๋อร์ อย่างรุนแรง เสียงแหวกอากาศ ดังหวีดแหลม แม้แต่คอน้อยๆ ของเขายังรู้สึกแสบผิวหนัง ราวกับถูกบางอย่างเฉือนร่าง เฉียดคอเขาไปไม่มากชนิดที่มองไม่ทัน เหตุการณ์นั้นเกิดเพียงเสี้ยววินาที ฝูงชนที่เห็นภาพเบื้องหน้า ถึงกับอ้าปากออกกว้าง


 

หลานเอ๋อร์ ยกฝ่ามือขึ้นมาจับลำคอของเขาทันที นึกว่าหัวของเขาหลุดออกจากบ่าไปเสียแล้ว เลือดน้อยๆ ไหลซึมออกมา ตามลำคอ "เจ้า! เจ้า! ช่างใจกล้าห่อฟ้านัก" หลานเอ๋อร์ คำรามออกมาด้วยความเดือดดาล บ้าคลั่ง จ้องมองอี้เฉิน ราวกับจะดื่มเลือดกินเนื้อ



...ทว่าเมื่อได้ยินน้ำเสียง มู่เฉิน มายืนอยู่ไม่ห่างจากตัวเขามากนัก เอ่ยเตือนสติเขาไว้ "เจ้าทำอะไรลงไป หลานเอ๋อร์ เจ้าถอยออกไปเสีย อย่าทำให้เป็นเรื่องยุ่งยาก เลยดีกว่า"


 

     หลานเอ๋อร์ กำหมัดจนแน่น อยากจะก่นด่าออกไปเสียให้ได้ 'หากไม่เป็นเพราะเอง มีหรือมันจะเป็นเช่นนี้ ไอ้มู่เฉิน' ก่อนเขาจะเก็บโทสะกลับไป พลิ้วกายา เข้าไปนั่งภายในโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ดั้งเดิม ประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ใบหน้านั้นบึ้งตึง ดำทะมึนเป็นอย่างมาก วันนี้ตัวเขาเสียหน้าไปไม่น้อย แถมยังเกือบจะถูกหญิงสาวผู้นั้นลูบคม ปากกัดกรามกอด จนเสียงฟันดังกระทบกัน กึกๆ! จ้องเขม็ง มองอี้เฉินอย่างไม่วางตา ไม่กล้าดูถูกดูแคลนคนผู้นั้นอีกต่อไป



     ท่ามกลางแสงจันทร์ ที่สาดส่องกลางผืนน้ำ อี้เฉิน มองใบหน้าหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาในทันที ครั้นเมื่อเห็นความวุ่นวายพลันสลายหายไป เมื่อตรวจร่างกาย มอง ช่วงหน้าอกขาว ของนางมีเกาะอ่อน ปกป้องร่างกายไว้ อี้เฉินตกตะลึงเป็นอย่างมาก หากไม่ได้เกาะอ่อนล้ำค่า เกรงว่าชีวิตน้อยๆ ของยี่ผิง คงถูกเทพสวรรค์ชราผู้นั้น ฆ่าสังหารไปแล้วเป็นแน่



    "เจ้าเป็นเช่นไรบ้างยี่ผิง"อี้เฉินกล่าวออกมา แววตาทอประกายเป็นห่วงนาง ภายในอ้อมแขนเขาอยู่ไม่น้อย


ทว่าเมื่อ ยี่ผิง จ้องมองเส้นผมของชายหนุ่มอัปลักษณ์ อยู่หลายชั่วอึดใจ ครั้นเห็นเส้นผมสีขาว อี้เฉินในยามนี้ ปลิวไสว ไปกับแสงจันทร์สีทอง ภาพทับซ้อนกับชายหนุ่มภายในโลกปราณจิตที่นางพบเจอ ก็ผุดพลายขึ้นมาในหัวสมองของนาง ดวงตาของนางเบิกกว้างตกตะลึงอยู่ไม่น้อย ปากกระอักเลือดเอ่ยพูดออกมา ด้วยความยากลำบาก "เจ้า! เจ้า! เป็นเจ้าจริงๆ ใช่ไหม ชายหนุ่มที่อยู่ภายในโลกปราณจิตพร้อมกับพวกข้า"

 


อี้เฉินเพียงยกยิ้มให้ตัวนางเท่านั้นไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา ครั้นเห็น มู่เฉินเดิน เข้ามาหาพวกเขา ช้าๆ


 

ทว่าเมื่อ เห็นหญิงสาว หางตาแดง น้อยๆ ในอ้อม อก เอ่ยคำพูดออกมาอีกคราด้วยความยากลำบาก เลือดฝาดไหลออกมาเปรอะเปื้อนใบหน้า "นามของเจ้า แค่นามของเจ้าก็ยังดี" หากยี่ผิง นางไม่ไต่ถาม ในยามนี้ ชายหนุ่มผมขาว ผู้นี้จะหายออกไปจากชีวิตของนางในอีกไม่ช้า นางรู้สึกเช่นนั้น


 

   อี้เฉินที่ได้ยินคำพูดของยี่ผิง เอื้อมฝ่ามือเช็ดเลือดเปรอะเปื้อนออกจากริมฝีปากให้นาง ประหนึ่งเป็นการบอกนางกลายๆ ไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดออกมา    ก่อนอี้เฉินจะ ปรายตาขึ้นไปจ้องมองด้านบนท้องฟ้า ถอนหายใจยาวออกมา "หากบอกชื่อนางไป ก็คงไม่เสียหายอันใดหรอกมั้ง"



    ทว่า จู่ๆ อี้เฉินที่เหลือบไปเห็น ชั้นที่7ของโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ เห็นหญิงสาวผู้หนึ่ง งามเพริศพริ้ง จับจ้องสายตามาที่เขาเขม็ง อี้เฉินเองก็จ้องมองนางด้วยความประหลาดใจ ทั้งๆ ที่เห็นนางอยู่ในสายตา แต่กลับให้ความรู้สึกที่ห่างไกล ไม่อาจเอื้อมสัมผัสได้ มันทำให้อี้เฉิน เลือดในกายเดือดพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรง ประหนึ่งถูกบางอย่างกระตุ้นให้ฟื้นตื่น

 


อี้เฉินหลบเลี่ยงสายตานางผู้นั้นในทันที ก้มลงส่งรอยยิ้มทอประกายให้ยี่ผิง "นามของข้า นามว่าอี้เฉิน"ก่อนเขาจะกล่าวมันออกไปอย่างไม่ลังเล แล้วนำตัวนางมอบให้มู่เฉิน ไปดูแล

 


สายตาของยี่ผิง ที่เต็มไปด้วยความอิดโรย เว้าวอน อี้เฉินอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่อาจขวางความตั้งใจของอี้เฉินได้ แม้เพียงเอ่ยปากส่งคำพูดให้ชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้ายังยากลำบาก อยากจะไต่ถามอะไรตัวเขาหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องที่สภาพของเขา เหตุใดร่างกายถึงเต็มไปด้วยบาดแผล

 


"พี่มู่เฉิน ข้าต้องไปจากสถานที่แห่งนี้แล้ว โปรดท่าน ดูแลแม่นางยี่ผิง แทนข้าด้วย"อี้เฉินเอ่ยเสียงเรียบออกมา แต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความยึดมั่นของเขา

 


      มู่เฉิน ครั้นได้ยิน เขาพยักหน้ารับคำชายหนุ่มอัปลักษณ์ในทันที แต่ก็รู้สึกแปลกใจกับชายหนุ่มไม่น้อย เหมือนว่า เขากำลังหวาดกลัวบางอย่างอยู่ ครั้นเห็นกายาที่สั่นขึ้นมาน้อยๆ ของอี้เฉิน

 


สิ้นคำพูด อี้เฉินก็พลิ้วกายาออกไปด้วยความร้อนรน เขาไม่ได้เอ่ยคำพูด กล่าวลาผู้ใดแม้แต่น้อย รู้สึกหวาดกลัว หญิงสาวที่อยู่บน โรงเตี๊ยมแสงจันทร์ ภายในชั้นที่7เป็นอย่างมาก มันให้ความรู้สึกที่อันตรายและใกล้ชิดในเวลาเดียวกัน

 



...ฉับพลัน ที่อี้เฉิน ออกมาจากสถานที่ วุ่นวายแห่งนั้นมาได้ไกล อยู่ไม่น้อย เขาถอนหายใจออกมายาวด้วยความโล่งอก เมื่อสัมผัสได้ว่าไม่มีใครสะกดรอยตามเขามา 'หญิงสาวบนชั้น 7 ผู้นั้นนางเป็นใครกันแน่ เหตุใด จู่ๆ กายาของข้าก็เดือดพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรง มันเดือดพล่านยิ่งกว่า ยามที่ตัวเขา เจอคนของราชวงศ์ชิงเสียอีก ประหนึ่งเลือดภายในกายาเต้นตอบสนองบางสิ่ง มาพร้อมการกดข่มของนางผู้นั้น'

 


'นางผู้นั้นจะต้องมีขั้นพลังที่สูงล้ำอย่างแน่นอน เพียงนางจ้องมอง ก็เหมือนเป็นการบ่งบอกว่า สามารถฆ่าสังหาร เขาได้ด้วยสายตา เพียงการจ้องมองแค่ปรายตา'



     ก่อนอี้เฉินจะเลิกคิดฟุ้งซ่าน เดินลัดเลาะเข้าไปภายในนครกลางน้ำ หมายมั่นหาข้อมูลต่างๆ ภายในหอสมุดโลก การเดินของเขาไม่ได้เร่งรีบมากนักผู้คนภายในนครเองก็ ยังคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน เดินบนท้องถนน ในยามค่ำคืน เพิ่มสีสันให้นครแห่งนี้ไม่น้อย โคมไฟที่ประดับประดา ตามทางเดินส่องสว่างไปทั่วทิศ ประหนึ่งเป็นแรงขับเคลื่อน ให้เมืองแห่งนี้ มีชีวิตชีวา

 


      ครั้นเมื่ออี้เฉินเห็นที่ตั้งของ หอสมุดโลก อยู่ในสายตา ตั้งตระหง่านสูงเด่น เหนือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ เขาไม่รอช้าเดินซอยเท้าไปเร็วจี๋ เข้าไปในทิศทางนั้น ด้วยความกระตือรือร้น


...เมื่ออี้เฉินเห็น หอสมุดโลก เป็นเหมือนสิ่งปลูกสร้างคล้ายๆ ศาลาเก่าทรุดโทรมหลังหนึ่ง ทั่วสิ่งปลูกสร้างล้วนเต็มไปด้วยตะไคร่เขียว เกาะจนหนา เนื่องด้วยถูกลมพัดพาเอาความชื้นจากแม่น้ำเข้ามา ไร้การบูรณะจนไม่น่ามอง แต่ก็แฝงไปด้วยความเก่าคร่ำครึ ที่ไม่อาจดูแคลนได้

 


    อี้เฉิน ถอนหายใจออกมายาว ประหนึ่งสถานที่แห่งนี้ มันเป็นซากโบราณของ อารยธรรมที่เหลือรอด ผู้คนที่มายังสถานที่แห่งนี้ มีอยู่เพียงหยิบมือ ส่วนใหญ่จะเป็นเหล่าอนุชนรุ่นเยาว์อายุไม่มาก เหมือนว่าพวกเขาเหล่านั้นเอง ก็มาหาความรู้เฉกเช่นเดียวกับอี้เฉิน

 


    ประตูทางเข้าเองก็เปิดต้อนรับ แม้จะอยู่ในยามวิกาลก็ตาม ฉับพลัน ที่อี้เฉินเหยียบเข้าไปภายใน ศาลาหอสมุดโลกภาพภายในกับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แถมยังมีค่ายกลแข็งแกร่งคุ้มกันไม่อาจดูถูกดูแคลนได้ มองไปรอบๆ โถงใหญ่ เต็มไปด้วยชั้นวางตำรา ตั้งเรียงรายออกไปเป็นทางยาว ทุกๆ ชั้นล้วนเต็มไปด้วยตำรา ไม่เหลือที่ให้ว่างเว้น อี้เฉินถึงกับเบิกตาออกกว้าง หากคิดจะอ่านตำราทั้งหมดเกรงว่าคงใช้เวลาหลายสิบปีเป็นแน่ ถึงจะอ่านตำราเหล่านั้นหมด

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน