.............................
" แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก......"หรั่งโซซัดโซเซไปตามทาง ลมหายใจหอบถี่ เพราะเหนื่อยจากการหลบหนีสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ไม่รู้จัก แถมยังเจ็บหนักในบางจุด ด้วยถูกเหล่าปีศาจเล่นงานถึงหลายครั้ง
" ต้องสู้ เพียงแค่ยื้อให้ถึงเวลาเช้า เราก็จะรอดแล้ว "
ทว่าร่างกายของมนุษย์ก็มีขีดจำกัดที่ไม่ค่อยสูงนัก หรั่งเลยฟุบที่ทางเท้า ในใจรู้สึกอ่อนล้า
" ไปต่อไม่ไหวแล้ว เราจะต้องมาตายที่นี่จริงหรือ "
ขณะที่หรั่งเริ่มทอดอาลัย เสียงเคลื่อนที่ของบางสิ่งก็วิ่งมากระทบใบหูที่แนบชิดทางเท้า และจากประสบการณ์ เขาบอกได้ทันทีว่านั่นคือ.......รถยนต์
" บรืน....."
ไฟแห่งความหวังลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง และสิ่งนั้นก็บงการให้หรั่งรีบยันกายลุกขึ้นยืน ทำให้พบกับพาหนะสีเขียวเหลืองที่มีป้ายไฟติดด้านบนว่า......TAXI
" เฮ้ย รอดแล้ว ช่วยจอดรอดด้วยครับ " หรั่งตะโกนดัง พร้อมโบกไม้โบกมือเป็นการใหญ่ หวังให้รถรับจ้างจอด และพอพาหนะคันดังกล่าวเทียบท่า เขาก็รีบเปิดประตู พร้อมก้าวเข้าไปนั่ง ปากก็ออกคำสั่ง
" รีบไปจากตรงนี้ก่อนครับ ไปไหนก็ได้ เร็วๆด้วย "
พลขับวัยกลางคนถึงกับไปไม่เป็น เพราะไม่เคยเจอผู้โดยสารแบบนี้ สายตาส่องสำรวจอยู่ตลอด ทำให้พบกับสภาพที่ยับเยินพอๆกับแมวจร
" รีบออกรถสิครับ รออะไร อยากตายหรือไง มีบางอย่างไล่ล่าผม ถ้าชักช้า พวกเราจะไม่รอด "
แน่นอนว่าพลขับย่อมไม่อยากเจอเรื่องยุ่งยาก ด้วยเขาเป็นเพียงคนหาเช้ากินค่ำ แต่พอมาประสบกับเหตุการณ์ประหลาดแบบปุ๊บปั๊บ ก็ไม่อาจตั้งตัวติด จึงทำได้เพียงรับคำ
" ครับ....."
................................
แท็กซี่แล่นจากจุดเกิดเหตุได้ครึ่งนาที ก็มีหญิงสาวก้าวออกมาจากซอยมืด คนผู้นั้นก็คือ.....อลิซ แต่เธอดูเชื่องช้าลงพอสมควร ซึ่งนั่นเป็นเพราะดาเมจที่หรั่งเป็นคนก่อ ดวงตาคู่งามจ้องมองไปยังทิศทางที่หนุ่มหล่อจากไป ก่อนที่เจ้าหล่อนจะแสยะยิ้มชั่วร้าย
" หึ หึ หึ คิดหรือว่าจะหนีชั้นพ้น "
อึดใจต่อมา ปีกสีดำก็โผล่พรวดที่กลางหลังของปีศาจสาว และพอสิ่งนั้นกระพือแรง ก็บังเกิดสายลมที่พัดพาให้ร่างเพรียวบางลอยขึ้นมา ปิดท้ายด้วยการโผบินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
.............................
อัลเบิร์ตนั่งประจำอยู่ข้างคนขับ โดยมีวอนจองโดยสารเบาะท้าย ส่วนหน้าที่สารถีย่อมหนีไม่พ้นเด็กสาววัยใสอย่างยูมิโกะ
บรรยากาศในรถค่อนข้างเงียบ เพราะแต่ละคนล้วนมีเรื่องขบคิด พอเวลาผ่านไปประมาณ 10 นาที วอนจองก็เอ่ยปากเป็นรายแรก
"แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าควรไปทางไหน ใช้อะไรเป็นเรดาร์ "
" หึ หึ หึ พี่วอนจองอยากรู้เหรอ ลองถามตาแก่นั่นดูสิ "ยูมิโกะหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพยักพเยิดไปทางอัลเบิร์ต วอนจองรีบหันมามองชายฉกรรจ์ แต่เขากลับถอนหายใจ ก่อนจะตอบเรียบๆว่า......
"ข้ามีความสามารถทางด้านดมกลิ่น ขอเพียงได้ไปสำรวจที่จุดเริ่มต้น ก็จะล่วงรู้ว่าพ่อหนุ่มคนนั้นและปีศาจสาวเดินทางไปที่ไหน "
วอนจองทึ่งเหลือประมาณ เพราะเธอเป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์คนนึง เลยไม่เคยพบเจอสิ่งมีชีวิตใดที่มีศักยภาพสูงส่งขนาดนี้ ทว่ายูมิโกะกลับแทรกกลาง ด้วยถ้อยวาจาที่ดูเจ็บแสบ
" เป็นไงล่ะ ตาลุงนี่เก่งมั้ย ความสามารถระดับนี้ แม้แต่หมาตำรวจชั้นดียังทาบไม่ติดเลยนะ "
" อุบ คิก คิก " วอนจองรีบเอามือปิดปาก เพราะกลั้นขำไม่อยู่ ทว่าบุรุษผู้ถูกนินทาซึ่งหน้า กลับเอาแต่เมินเฉย
.............................
ทั้งสามใช้เวลาไม่นาน ก็มาถึงจุดเกิดเหตุ และทันทีที่ก้าวเข้าห้อง กลิ่นคาวเลือดก็ลอยตลบอบอวลอย่างรุนแรง วอนจองจึงรู้สึกคลื่นเหียน
" อื้อหือ......นะ.....นี่มัน.....โรงเชือดรึไงนะ" ยูมิโกะเปิดก่อนตามระเบียบ เพราะเธอคือสาวแก่นประจำกลุ่ม ดวงตาเรียวที่สดใสเหลียวมองรอบห้อง ทำให้พบกับเลือดกองโตที่เนืองนองอยู่หลายจุด แต่สิ่งที่ทำให้สองสาวตกใจที่สุด กลับเป็น.......ศีรษะของจ๊ะจ๋า
" ว้าย......" วอนจองกรีดร้องเบาๆ ส่วนยูมิโกะก็นิ่งไปถนัดตา คิ้วเรียวบนใบหน้าขมวดนิ่ว ปากก็บ่นพึมพำเบาๆ เป็นเชิงไม่พอใจ
" นี่ทำกันถึงขนาดนั้นเลยหรือ เธอยังเด็กอยู่เลยนะ ดีไม่ดี ก็อายุน้อยกว่าชั้น "
" ใช่แล้ว น้องคนนี้น่าสงสารจังเลย "วอนจองเดินเข้ามาดูศีรษะของเด็กสาว ดวงตาคู่งามฉายแววโศก ส่วนยูมิโกะกัดกรามแน่น พร้อมตะโกนถามเสียงดัง
" ลุงได้เรื่องหรือยัง จะได้ไปต่อซักที "
อัลเบิร์ตหันมามองแวบนึง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เพื่อเปิดโอกาสให้จมูกทำงานอย่างเต็มที่
" ใจเย็นๆ เด็กน้อย ข้ากำลังคำนวณทิศทางอยู่ "
ทว่าคำตอบนั้นก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ยูมิโกะอยู่เหมือนกัน เพราะเธอไม่ชอบให้ใครเรียกตัวเองแบบนั้น
" ชิ.....ตาแก่เลิกเรียกแบบนั้นซักที ชั้นไม่ใช่เด็กแล้วนะ "
อัลเบิร์ตสูดดมไม่ถึงอึดใจ ก็กลับคืนสู่ภาวะปกติ พร้อมกล่าวกับสองสาวที่ยืนรอ
" อืม........ข้ารู้แล้วว่าพวกนั้นไปหนใด เดี๋ยวจะบอกทางให้ "
" งั้นรีบไปกันเถอะ จะได้ตามไปโดยเร็ว " วอนจองเร่งเร้า เพราะเธอกลัวว่าหนุ่มหล่อที่ถูกพูดถึง จะกลายเป็นศพหัวขาดแบบเด็กสาวนางนี้ แต่กลับถูกยูมิโกะฉุดรั้งเอาไว้ พร้อมยิ้มให้นิดๆ
" พี่วอนจองยังไม่ต้องไปไหน ให้ลุงพาเราไปส่งดีกว่า จะได้ถึงรถเร็วหน่อย "
" เอ๊ะ! เธอหมายความว่าไง "วอนจองไม่เข้าใจ ยูมิโกะเลยเฉลยให้ฟัง
" ก็หมายความว่า......ปล่อยให้ลุงเขาโชว์เถอะ จริงมั้ยล่ะ ตาแก่ "
อัลเบิร์ตไม่กล่าวคำใดให้มากความ เขาเดินเข้ามาหา จากนั้นก็โอบเอวของสองสาวไว้ในวงแขนคนละข้าง แล้วยกขึ้นมาจนร่างบางลอยเหนือพื้น
" ว้าย.....คุณอัลเบิร์ตจะทำอะไรน่ะ " วองจองตกใจ ยูมิโกะเลยปลอบ
" ใจเย็นๆ พี่สาวเพิ่งออกภาคสนามครั้งแรก เลยไม่รู้ว่าลุงทำอะไรได้บ้าง ดังนั้นเบิ่งตามองให้ดีๆ ความมันกำลังมาเยือน "
" ความมันอะไร ไม่นะ พี่ขอลงลิฟต์ตามปกติไม่ได้หรือ " ถึงตอนนี้ วอนจองเริ่มรู้แล้วว่าตนเองจะต้องเจอกับอะไร จึงโวยดัง แต่อัลเบิร์ตไม่สนใจ แถมยังวิ่งไปที่ระเบียง ก่อนจะกระโดดลงจากตึกที่สูงหลายสิบเมตร
" กรี๊ด......." วอนจองหลับตาปี๋ ผิดกับยูมิโกะที่ฉีกยิ้มโรคจิต
" ฮ่า ฮ่า ฮ่า.....เยี่ยมไปเลย กี่ทีกี่ทีก็ยังสะใจ "
" ตึง......"
และแล้ว ช่วงเวลาหฤโหดก็จบลง เมื่อวอนจองรับรู้ได้ถึงการสั่นสะเทือนที่รุนแรง ไม่นาน เธอก็สัมผัสได้ว่าสองเท้ากำลังเหยียบพื้น จึงค่อยๆลืมตามอง ทำให้พบกับ.......รถทรงคลาสสิกที่จอดอยู่เบื้องหน้า
" ว้าย.....นี่คุณอัลเบิร์ตพาชั้นกระโดดทีเดียวมาถึงรถของเราเลยเหรอ "
" ฮะ ฮะ ฮะ ใช่แล้ว พี่สาว เจ๋งมั้ยเล่า " ยูมิโกะเป็นฝ่ายตอบแทน ก่อนจะส่งยิ้มยียวน
" เลิกพูดเล่นได้แล้ว รีบไปกันเถอะ "ทว่าอัลเบิร์ตไม่ได้กล่าวคำใด แถมยังเร่งให้พลพรรครีบขึ้นรถ ยูมิโกะเลยแลบลิ้นใส่ซะหนึ่งที ก่อนจะดันวอนจองที่กำลังช็อกขึ้นรถ ส่วนตัวเองก็ไปประจำหน้าที่พลขับ
" เชอะ ไปก็ได้ ตาแก่จอมเคร่ง "
.............................
" แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก......." หรั่งหอบถี่อยู่พักใหญ่ ดวงตาแอบมองกระจกมองหลังอยู่ตลอด เพื่อดูว่ามีอะไรติดตามมาหรือไม่ ส่วนพลขับที่นั่งข้างๆก็ยังอยู่ในอาการระแวง เพราะไม่รู้ว่าผู้โดยสารหนุ่มนายนี้ประสบเหตุใดมา
" น้องหน้าหล่อคนนี้เป็นอะไร ท่าทางงอมเหมือนเพิ่งถูกรุมสกัมมา แถมยังดูลุกลี้ลุกลน หรือว่าหมอนี่จะวิกลจริต "
ด้วยเหตุนี้ โชเฟอร์วัยกลางคนจึงไม่กล้าเอ่ยถาม แถมยังนั่งตัวเกร็งไปตลอดทาง ประมาณว่ากลัวหนุ่มที่คาดว่าจิตไม่ปกติ หันมาเชือดคอเล่นในยามว่าง
" อย่าเอ็ดตะโรให้มันตกใจ และพยายามชิ่งหนีไป "
พอโชเฟอร์วัยกลางคนได้คิด เขาก็เปิดปากเป็นครั้งแรกในรอบสิบห้านาที
" เอ่อ.....ถ้าคุณผู้โดยสารยังไม่รู้จะไปไหน ขอแวะห้องน้ำที่ปั้มข้างหน้าได้มั้ย พอดีผมปวดฉี่น่ะ "
" ไม่ได้ครับ อย่าทำแบบนั้นเด็ดขาด รีบขับไปเรื่อยๆ เพราะเรายังหนีมันไม่พ้น "หรั่งรีบร้องละล่ำละลัก สีหน้าฟ้องว่าเสียขวัญสุดขีด
ถึงโชเฟอร์วัยกลางคนจะตื่นกลัวต่อท่าทีที่เปลี่ยนไปของผู้โดยสาร แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าอยู่ชั่วขณะ แล้วเอ่ยถาม
" ที่พูดมาหมายความว่าไง คุณไปเจออะไรมา และเรากำลังหนีอะไร "
หรั่งดูสับสน เพราะไม่รู้จะอธิบายยังไง ด้วยสิ่งที่เพิ่งเจอมา มันเหนือธรรมชาติจนสาธยายเป็นคำพูดไม่ได้ จึงเสไปเรื่องอื่น หวังให้พลขับไม่เสียขวัญไปมากกว่านี้
" เอ่อ.....ผมโดนมาเฟียไล่ล่า และไม่แน่ใจว่าพวกมันขับตามมาหรือเปล่า เลยอยากให้พี่พาไปส่งในที่ห่างไกล "
คำตอบนั้น ทำให้โชเฟอร์วัยกลางคนกะพริบตาถี่รัว ก่อนจะสำนึกได้ว่าตนไม่น่ารับหนุ่มผู้นี้ขึ้นมาเลย แต่เมื่อเรื่องมันก็แล้วไปแล้ว เขาจึงเลิกสนในประเด็นนี้ พร้อมทุ่มทั้งใจและกาย เพื่อหนีให้พ้นภัยพาล
" แล้วทำไมเพิ่งมาบอก พี่ก็นักซิ่งเก่า รับประกันเลยว่าเรื่องแข่งความเร็วนั้นยืนหนึ่ง ไม่มีสอง " สิ้นคำกล่าว โชเฟอร์วัยกลางคนก็บิดคันเร่งสุดกำลัง ทำให้พาหนะโดยสารวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ไม่ต่ำกว่า 140 กิโลเมตร
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
