ราชันเพลิงผลาญพิภพ

    คำเชิญชวนของธิดาอสูร

    เมื่อได้ยินคำกล่าวของฟางเฉินธิดาอสูรก็หยุดชะงักและหันหลังมองไปทางฟางเฉิน นางยิ้มออกมา รอยยิ้มที่น่าหลังใหลของนางทำให้ชายหนุ่มต้องใจสั่นแต่ตอนนี้ทั้งฟางเฉินและถังเจี่ยต่างอยู่ในอารมณ์ที่สามารถสังหารคนได้อย่างไม่ลังเลจึงไม่สนใจความงามของธิดาอสูร“น่าสนใจ ความสามารถของเจ้านั้นน่าสนใจมาก สามารถสังหารเสวี่ยซินและเอาตัวรอดออกมาจากชั้นที่ 5 ได้อีกด้วย ใหนจะความฉลาดนั่นอีก ข้ายอมรับเลยว่าเจ้าเป็นคนที่โดดเด่นมากแม้แต่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ก็แทบจะไม่มีใครเทียบเจ้าได้เลยแต่จากที่ข้าสืบข้อมูลของเจ้ามา ตั้งแต่เล็กที่เจ้าโตมา เจ้าพบเจอแต่กับความโหดร้ายของมนุษย์ ทั้งการหักหลังจากคนในตระกูลซึ่งเป็นลุงแท้ๆของตัวเองแล้วในจะทางตระกูลเสวี่ยแม้แต่ ยายแท้ๆของเจ้าเองก็ยังไม่ยอมรับตัวตนของเจ้าและน้องสาวของเจ้าอีกฟางเฉินข้าว่าเจ้าในตอนนี้คงจะรับรู้ได้แล้วสินะถึงความน่ารังเกียจเหล่านั้น มนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจพวกมันทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและไม่สนใจแม้แต่สายสัมพันธ์ที่เรียกว่าครอบครัวด้วยซ้ำ” ธิดาอสูรกล่าว“เจ้าต้องการจะสื่ออะไร” ฟางเฉินกล่าว“ฟางเฉินมาอยู่กับพวกเราไม่ดีกว่าเหรอ ไม่สิมาอยู่กับข้ามาร่วมมือกับข้าบดขยี้เจ้าพวกสารเลวเห็นแก่ตัวพวกนั้นและเดินไปด้วยกันกับข้า” ธิดาอสูรยื่นมือไปทางฟางเฉินและกล่าวด้วยรอยยิ้มฟางเฉินกลายเป็นหวั่นใหว จริงอยู่ตลอดมาฟางเฉินพบเจอกับเรื่องเลวร้ายมามากมายเพราะฝีมือของมนุษย์แทนที่จะเป็นอสูร ฟางเฉินไม่รู้จริง ๆว่าตอนนี้ว่าระหว่างอสูรและมนุษย์ฝ่ายใหนเลวร้ายมากกว่ากันในขณะที่ฟางเฉินกำลังสับสนเย่เซียนก็กุมมือของฟางเฉินเอาไว้นางยิ้มออกมา ฟางเฉินได้สติก่อนที่จะยิ้มกลับไปทางเย่เซียน“ก็จริงอยู่ที่ข้าในตอนนี้รู้ซึ้งถึงความน่ารังเกียจของมนุษย์แต่ว่าในบรรดามนุษย์ใช่ว่าทุกคนจะน่ารังเกียจไปเสียหมด และข้าได้ตัดสินใจแล้ว ข้าไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเป็นอสูร หรือมนุษย์ ถ้าใครมันกล้าทำร้ายคนที่ข้ารักหรือคนในครอบครัวของข้า ข้าจะไล่ล่าทำลายล้างพวกมันให้สิ้น” ฟางเฉินกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา“งั้นเหรอ ถึงจะน่าเสียดายแต่แบบนั้นแหละดีเพราะเมื่อเจ้าออกจากเส้นทางวิญญาณเมื่อไหร่เจ้าก็จะได้พบกับความจริงของความน่ารังเกียจนั่นอีกครั้งและเมื่อถึงตอนนั้นถ้าเจ้าตกลงจงติดต่อหาข้าได้เสมอ” ธิดาอสูรกล่าวและจากไป“ฟางเฉิน!!!!” ศิษย์พี่ของเย่เซียนแสดงสีหน้ากังวลออกมา“ตอนนี้พวกเราไม่สามารถทำอะไรได้เพราะยังเหลือเวลาอีก 3 ปีเส้นทางวิญญาณถึงจะปิด เวลาที่เหลือนี้ข้าจะขอบ่มเพาะพลังให้แข็งแกร่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ฟางเฉินกล่าว“ถ้าเรื่องที่พวกนั้นกล่าวเป็นเรื่องจริง ข้าเองก็จะแจ้งเรื่องนี้ต่อทางนิกายและท่านน้าของข้าเองก็เป็นสหายที่ดีต่อกันกับราชาเซียนเฉิงอู่อีกด้วยเพราะงั้นพวกเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก” เฟยเหยากล่าว“ถ้างั้นข้าก็ขอขอบคุณล่วงหน้า” ฟางเฉินกล่าว“ไม่เป็นไรเพราะเจ้าได้ช่วยเหลือพวกข้ามาหลายครั้งแล้ว แต่ตอนนี้ที่ข้าอยากจะถามคือเจ้าสังหารเสวี่ยซินไปแล้วจริง ๆงั้นเหรอ” เฟยเหยากล่าว“ใช่แล้ว” ฟางเฉินตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์“ถ้างั้นก็คงจะยุ่งยากแล้วละเพราะเสวี่ยซินกำลังจะกลายเป็นศิษย์ของนิกาบผลึกเหมันต์ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์” เฟยเหยากล่าว“นั่นเป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ” ถังเจี่ยแสดงสีหน้าตื่นตระหนก“ใช่ ด้วยพรสวรรค์และจิตวิญญาณของนางทำให้นางถูกผู้อาวุโสของนิกายผลึกเหมันต์รับเข้าเป็นศิษย์” เฟยเหยากล่าว“แล้วมันยุ่งยากยังไง” ฟางเฉินกล่าว“ยุ่งยากมากเลยละ นิกายผลึกเหมันต์นั้นเป็นขุมอำนาจที่แข็งแกร่งทัดเทียมกับหอคอยศักดิ์สิทธิ์และนิกายผลึกเหมันต์ปกติไม่ค่อยเปิดรับสมัครศิษย์มากนักดังนั้นนิกายนี้จะให้ความสำคัญกับศิษย์ทุกคนและถ้าพวกนั้นรู้ว่าศิษย์ของพวกเขาถูกเจ้าสังหารไปละก็พวกนั้นจะต้องสังหารเจ้าทิ้งแน่” ถังเจี่ยกล่าว“ถ้านิกายผลึกเหมันต์ต้องการสังหารข้าจริง ข้าก็จะไม่เกี่ยงก็แค่มีศัตรูที่ต้องกำจัดเพิ่ม” ฟางเฉินกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์“นี่เจ้าคงไม่คิดจะเข้าร่วมกับพวกลัทธิเทพอสูรใช่ใหม” เฟยเหยากล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว“ไม่ใช่ แต่ข้าจะไม่เข้าข้างหรือปกป้องฝ่ายใด ข้าจะปกป้องเฉพาะคนที่ข้าอยากปกป้องเท่านั้นส่วนใครที่คิดจะเป็นศัตรูกับต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นมนุษย์หรืออสูรข้าก็จะขุดรากถอนโคลนให้เหมือนกับที่ข้ากำลังจะทำกับตระกูลเสวี่ย” ฟางเฉินกล่าว“เจ้าดูเหมือนจะเปลี่ยนไปนิดหน่อยนะ” ถังเจี่ยกล่าว“ข้าเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะในชีวิตของข้าถูกมนุษย์หักหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็เป็นได้ทำให้ข้าสิ้นหวังในตัวของมนุษย์แต่ข้าก็ไม่ได้คิดจะร่วมมือกับอสูรที่คิดจะสังหารพวกมนุษย์แบบข้าเช่นกัน” ฟางเฉินกล่าว“เอาเถอะไม่ว่าเจ้าจะคิดอยังไงข้าก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างเจ้า” เย่เซียนกล่าว“ใช่แล้วนายท่าน ตัวท่านที่เป็นแบบนี้แหละดีแล้วเพราะมนุษย์นั้นเชื่อใจได้ยาก” เสวี่ยหลิงกล่าวเสวี่ยหลิงที่ไม่มีที่จะไปย่อมต้องอยากให้ฟางเฉินเป็นเหมือนกับตนเอง เมื่อฟางเฉินพักฟื้นอยู่หลายวันฟางเฉินก็เริ่มปรุงยาอีกครั้ง ด้วยตอนนี้ฟางเฉินมีสมุนไพรเซียนอยู่มากมายทำให้ฟางเฉินสามารถใช้เม็ดยาในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้รวดเร็วขึ้นได้แต่ฟางเฉินก็ไม่ได้ประมาทและยังคงเรียนรู้กฎสายเซียนด้วยตัวเองซึ่งเพราะถ้าฟางเฉินพึ่งพาแต่พลังขอวงเม็ดยารากฐานของฟางเฉินก็อาจจะเสียหายในสักวันดังนั้นฟางเฉินจึงแบ่งเวลาที่จะใช่เม็ดยาและพักช่วงหลายเดือนเพื่อฝึกฝนด้วยตัวเองด้วยทางด้านนิกายพฤกษาคราม อย่างที่ธิดาอสูรได้กล่าวเอาไว้ นิกายพฤกษาครามได้ถูกทำลายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประมุขนิกายบาดเจ็บสาหัสและหลบหนีไปได้ รวมถึงผู้อาวุโสระดับราชาเซียนส่วนน้อยที่หนีไปได้เช่นกันในตอนนี้อำนาจทั้งหมดในนิกายได้ตกอยู่ในกำมือของตำหนักภารกิจและตำหนักปรุงยา ซึ่งเรื่องนี้ต้นพฤกษาครามไม่ได้ยืนมือเข้ามายุ่งเลยแม้แต่น้อย ตัวนางได้แต่ต้องมองมนุษย์เข่นฆ่ากันเองรวมถึงมนุษย์ยืมมืออสูรสังหารเผ่าพันธ์เดียวกันภายในสายตาของต้นพฤกษาครามมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่โง่เขลาและน่าหวาดกลัว“ประวัติศาสตร์กำลังจะย้อนกลับมาอีกครั้ง มนุษย์จะเริ่มก่อสงครามกันเองและเหล่าอสูรจะเข้ามาทำลายล้างเผ่าพันธ์อีกครั้ง” ต้นพฤกษาครามกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบและหลับตาลงเวลาผ่านไปอย่างรวกเร็วเวลาที่พวกฟางเฉินจะต้องออกมาจากเส้นทางวิญญาณก็มาถึง แต่ในเวลาเดียวกันมันก็เป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในช่วงชีวิตของพวกฟางเฉินเลยก็ได้  

    คล้ายกับเรื่องราชันเพลิงผลาญพิภพ ที่คุณอ่าน