Santianamarir เซนเทียน่ามารีอาร์ 1 (ผู้ฟูมฟักจากโลกต้องห้าม)

    สุสานนางฟ้า

    สุสานนางฟ้า

            ภาพหมุนเวียนบิดเบือนหนึ่งชายหนุ่มและสองเด็กชายอายุราวสิบสี่สิบห้าพวกเขาพ้นประตูมิติที่บิดเบือนผ่านกระแสเวลาและแรงบีบคั้นจากมิติตอนนี้พวกเขาออกมายืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะสีขาวสะอาดที่หนาวเย็นจับขั้วหัวใจในโลกมนุษย์พวกเขาถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย แต่โลกมนุษย์สำหรับพวกเขานั้นช่างแสนประหลาด

            สร้อยคอจันทร์เสี้ยวของเนย่าที่เป็นเข็มทิศนำทางพาบาร์ราม เซนดรินและฮาร์มมาถึงที่นี่ หุบเขาร้างไร้ผู้คนสลับกับทุ่งกว้าง

            “ขาวสุดลูกหูลูกตาเลยแฮะ” เซนดรินเอ่ยขึ้น เมื่อหันมองไปรอบ ๆก็ไม่พบสิ่งใดนอกจากสีขาวสะอาดของหิมะที่ปกคลุมไปถ้วนทั่ว

            “สร้อยนำทางเรามาที่นี่แสดงว่ามันต้องมีอะไรบางอย่าง” บาร์รามเองก็มองไปรอบ ๆ เช่นเดียวกันเวลาที่มาถึงนั้นเป็นยามดึกสงัดแล้ว แม้จะไร้แสงจันทร์หรือแสงดาวก็ยังพอมีแสงสะท้อนเลื่อมพรายบนท้องฟ้าราวกับผ้าม่านแห่งแสง สีเขียวสีน้ำเงินเป็นลอนคลื่นสลับกันไปมาช่างสวยงามนัก

            “โลกมนุษย์เป็นเช่นนี้รึ ช่างร้างไร้และหนาวเหน็บ” ฮาร์มใช้มือตักหิมะขึ้นมาแล้วลองขยี้มันจนเป็นเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ

            “ไปกันเถอะ สร้อยกำลังนำทางไป” ระหว่างที่ทั้งสามกำลังยืนลังเลอยู่สร้อยคอก็ลอยละล่องไปอีกทางจนทั้งสามต้องรีบวิ่งตามไปรอยเท้าพวกเขายุบลงไปในเนื้อหิมะที่ขาวสะอาดจนเป็นรอยทุกครั้งที่เหยียบย่างจะมีประกายแสงภายใต้รอยเท้านั้น ช่างดูประหลาด

            เดินฝ่าภูเขาหิมะมาได้สักระยะพวกเขากลับต้องประหลาดใจ เมื่อพบกับดอกไม้ขนาดเล็กที่ออกดอกบานสะพรั่งในสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้

            กลีบดอกของพวกมันคล้ายรูปหัวใจเล็ก ๆเรียงซ้อนกันห้ากลีบสีดำสนิทราวกับกำมะหยี่ แต่ก้านดอก ใบและเกสรกลับเป็นสีน้ำเงินเข้มแปลกตา พวกมันกระจายตัวอยู่เต็มทุ่งหิมะเบื้องหน้าของทั้งสามภาพดอกไม้สีดำกับพื้นหิมะสีขาว ราวกับพื้นที่พิธีงานศพ มีแสงจากฟากฟ้าประดับประดาให้มีสีสันสวยงามก็จริงแต่ก็ชวนให้หดหู่และเศร้าสร้อย

            “นี่ดอกอะไรสีดำสนิทพวกมันบานสะพรั่งท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้ช่างแปลกประหลาด” เซนดรินก้มลงสำรวจดอกไม่แปลกตาใกล้ ๆ 

            “คิวบิคเทียร์ ดอกน้ำตานิรันดร์” บาร์รามเป็นผู้ไขข้อกระจ่างให้

            “ชื่อเศร้าจังแฮะ” เซนดรินเอื้อมมือไปลูบกลีบดอกไม้อย่างแผ่วเบา

            “ว่ากันว่ามันจะงอกงามเพียงในสุสานนางฟ้าของภพเทวทูตพวกมันเบ่งบานเพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่นางฟ้าผู้ล่วงลับ ยิ่งมีมากยิ่งแสดงถึงความรักที่ผู้คนมีต่อนางฟ้าผู้นั้น เซนเทียก็มีแต่จะอยู่ในแถบแค้วนที่มีพวกครึ่งเทวทูตอยู่มากถ้าพวกนั้นตายไปก็จะได้เห็นดอกพวกนี้บานสะพรั่งเลยล่ะ การจากไปของคนๆ นี้คงทำให้ใครสักคนที่รักเศร้าเสียใจมากจริง ๆ พวกมันถึงเบ่งบานแข่งกับหิมะขาวเช่นนี้แต่ก็แปลกดังเช่นเจ้าว่าเพราะที่นี่คือโลกมนุษย์เหตุใดจะมีนางฟ้ามาสิ้นชีพอยู่ที่นี่” บาร์รามอธิบายอย่างใจเย็น พลางมองหาจุดที่พวกมันขึ้นมากเป็นพิเศษเพื่อเป็นจุดสังเกตว่าส่วนใดที่เป็นสุสานที่แท้จริงกันแน่แต่ก็ดูเหมือนจะยากเหลือเกิน เพราะพวกมันมีอยู่มากและบานสะพรั่งจนแทบจะกลบความขาวสะอาดของหิมะได้ 

            “นี่เรากำลังตามหาอะไรมาตามหาต้นกำเนิดดวงชีพของเนย่าในสุสานของนางฟ้าอย่างนั้นหรือ” ฮาร์มที่เดินตามอยู่เบื้องหลังเอ่ยพูดคุยกับสร้อยคอที่ยังคงลอยอย่างเชื่องช้านำหน้าพวกเขาไป

            “อาจเป็นเช่นนั้น” เมื่อสิ้นคำตอบของบาร์ราม จู่ ๆสร้อยคอก็ลอยเร็วขึ้นอีก จนพวกเขาต้องรีบถลาตามไป

            “สร้อยจะพาเราไปไหน” เซนดรินที่พยายามจะก้าวขาให้พ้นจากกองหิมะเอ่ยถามเมื่อพวกมันเริ่มมีขนาดสูงขึ้น

            “รีบตามไปเถอะ” ฮาร์มเร่งทั้งสามจึงพยายามที่จะเดินฝ่าหิมะที่ท่วมสูงและดอกคิวบิคเทียร์เพื่อให้ตามสร้อยนำทางทันแต่ก็ต้องแลกกับการเหยียบย่ำพวกมันจนจมกองหิมะไปหลายต้น

            “นั่นป้ายหินเหรอ” เซนดรินสะดุดตาเข้ากับแท่งหินขนาดกลางที่ตั้งตระหง่านอยู่เกือบสูงสุดของเนินลูกนี้ที่แปลกประหลาดคือมันไม่ถูกหิมะมากมายนี้กลบจนมิดหายไป มันมีสัญลักษณ์และอักขระบนป้ายที่มีแสงสีฟ้าเรืองแสงออกมา

            “สัญลักษณ์แบบนี้สัญลักษณ์ผู้ครองธาตุรึ” ฮาร์มสังเกตเห็นสัญลักษณ์บนป้ายรูปร่างคล้ายกับดวงตาเหยี่ยวปลายหางตาตะหวัดเป็นรูปลายคล้ายก้อนเมฆแปลกตาแต่ที่ทำให้รู้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของผู้ครองธาตุ เพราะลักษณะอักขระและสัญลักษณ์จะมีผลึกสะเก็ดดาวอยู่ในสัญลักษณ์ด้วย

            “ผู้ตายคือผู้ครองธาตุหรือ” เซนดรินเอ่ยถามด้วยความสงสัยเขาไม่ค่อยเข้าใจรูปร่างที่บ่งบอกถึงผู้ครองธาตุว่าเป็นผู้ใดรู้เพียงว่าถ้ามีผลึกสะเก็ดดาวในตัวอักขระ หรือสัญลักษณ์นั่นหมายความว่าผู้ครองธาตุคือผู้ทำขึ้น

            “ไม่ใช่” สิ้นคำของบาร์ราม จู่ ๆ ดวงตาสีน้ำเงินหลายร้อยคู่ก็ผุดขึ้นโดยรอบเฉียบพลันจนทั้งสามไม่ทันตั้งตัว

            “ดอกไม้พวกนั้น มันมีชีวิต” บาร์รามกวาดสายตามองไปรอบ ๆเขาพบว่าพวกดอกไม้เหล่านั้น เริ่มกลายสภาพคล้ายกับมนุษย์ขนาดจิ๋วแต่มีปีกดวงตาของมันเป็นสีน้ำเงินเข้มเปล่งประกาย ก่อนจะแยกเขี้ยวคมราวกับเขี้ยวของงูโค้งงุ้มแล้วกระพือปีกเล็ก ๆ ของพวกมันคล้ายกำลังข่มขู่ผู้บุกรุกทั้งสาม

            “กา ๆ ๆ ๆ” เสียงอีการ้องระงมไปทั่วบริเวณตล้ายกับเป็นระฆังสัญญาณเพื่อปุลกบางอย่างอีกาสีขาวล้วน พวกมันพรางตัวอยู่กับปุยหิมะหนาซึ่งพวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นแต่แรก เมื่อพวกดอกไม้ตื่นตัวฝูงอีกาก็แตกฮือ โผบินไปคนล่ะทิศล่ะทาง ก่อนพวกมันจะหายไปปล่อยให้พวกเขาเผชิญหน้ากับภูติจิ๋วจากดอกคิวบิคเทียร์ 

            เสียงร้องจิ้ด ๆ  ดังแสบหู ก่อนพวกมันจะบินขึ้นพร้อมกันรวมตัวเป็นฝูงใหญ่เพื่อโจมตีผู้บุกรุกอาณาเขต

            “หลบเร็วเข้า” บาร์รามคว้าคอเสื้อสองเด็กชายให้ก้มลงต่ำเพื่อหลบการจู่โจมของพวกภูติจิ๋วบาร์รามใช้พลังหยุดเวลาโดยรอบแต่ก็ทำได้เพียงชั่วครู่เวลาก็กลับมาเดินใหม่อย่างรวดเร็วจนทั้งสามต้องแยกกันเอาชีวิตรอด

            แม้จะมีขนาดเล็กดูน่ารักแต่พวกมันก็ดุร้ายมากหากหลบไม่พ้น พวกมันก็จะรุมเกาะสูบเลือดเนื้อจนตายได้

            “นี่มันพวกแวมไพร์จิ๋วรึไงทำไมมันกินเลือดฉันด้วย” เซนดรินปัดภูติจิ๋วตนหนึ่งจนกระเด็นกระดอนไปเมื่อมันกัดเข้าที่ใบหูของเขาอย่างเจ็บแสบจนรับรู้ได้ว่าถูกดูดเลือดเข้าเสียแล้ว

            พวกเขาใช้พลังที่มีปัดป้องอย่างสุดกำลังเมื่อภูติจิ๋วเห็นว่าไม่สามารถทำอันตรายทั้งสามได้ พวกมันจึงรวมตัวกันก่อเกิดภูตผีเสื้อยักษ์รูปร่างเป็นอิสตรีดวงตาทั้งสองข้างกลมโตจนคล้ายกับลูกแก้วขนาดใหญ่มีใบหูยาวเรียวแหลมลู่ขมวดม้วนอยู่ด้านหลัง และปีกสีดำลวดลายปีกคล้ายดวงตาปีศาจสีฟ้าน่าเกรงขาม ก่อนร่างนั้นจะโฉบเข้าโจมตี 

            ละอองจากขนปีกของภูตผีเสื้อทำให้ผู้สูดดมมีอาการเคลิบเคลิ้มง่วงงุนจนทั้งสามเริ่มทรงตัวไม่อยู่

            “อย่าสูดดมละอองขนปีกของมัน ถ้าเราหลับมันจะกินเราไม่เหลือแน่” บาร์รามร้องเตือนในขณะที่เรียกดาบคู่ออกมาถือไว้มั่น

            “โลกมนุษย์มีแบบนี้ได้ยังไงกัน” เซนดรินเองก็เรียกดาบจันทรคราสขึ้นมาบ้างก่อนจะขว้างออกไป เพื่อไล่ติดตามร่างผีเสื้อยักษ์ที่บินวนรอบ ๆ กำลังโปรยละอองที่สามารถทำให้หลับได้นี้

            “นี่ต้องเป็นสุสานนางฟ้าแน่การล่วงล้ำจึงมีกับดัก กลไก และผู้เฝ้าประตูน่ากลัวแบบนี้” บาร์รามว่าพร้อมกับยกมือขึ้นปิดจมูก

            “แต่เราไม่ได้จะมาสุสานนี่นา” ฮาร์มที่คว้าผ้าพันคอมาปิดจมูกได้ก็หันไปถามบ้าง

            “สร้อยนำทางมาแสดงว่ามีสิ่งสำคัญที่จะทำให้เนย่าฟื้นได้แน่แต่ก่อนอื่นเราต้องกำจัดผีเสื้อไปให้พ้นทาง” เป็นเซนดรินที่เอ่ยเตือนสติ แม้ร่างกายจะโงนเงนรู้สึกสายตาพร่าเลือนแต่เขาจะไม่ยอมแพ้

            “ฉันจะล่อมันไปอีกทาง นายโจมตีมันจากด้านหลังแล้วกัน” เซน ดรินให้สัญญานกับฮาร์มเพื่อล่อหลอกให้ภูตผีเสื้อตามไป

            “อย่าประมาทนะ ฉันจะช่วยระวังหลังให้สายสร้อยยังไม่ไปไหนแสดงว่าต้องมีอะไรอยู่แถวนี้แน่” บาร์รามเห็นว่าสองเด็กชายพอจะจัดการได้จึงคอยระวังและมองหาสิ่งที่จะทำให้นายของเขาฟื้นไปด้วย

            ทั้งฮาร์มและบาร์รามต่างช่วยกันสาดอาวุธโจมตีภูตผีเสื้อแต่ก็ทำอันตรายแม้แต่รอยละอองขนของมันไม่ได้จนทั้งคู่เริ่มจะหมดแรง 

            แต่แล้วจู่ ๆสายสร้อยของเนย่าก็พุ่งเข้ารัดเกี่ยวคอของภูตผีเสื้อแล้วพันกระหวัดรวบทั้งปีกและขาของมันจนร่วงลงมาคลุกอยู่กับกองหิมะ

             “จังหวะนี้ล่ะฆ่ามันเร็ว” เซนดรินรีบพุ่งเข้ามาเงื้อดาบสุดแขน

            “อย่า อย่าเพิ่ง!” บาร์รามร้องปรามร่างที่นอนขดคุดคู้ดิ้นทุรนทุราย ส่งเสียงร้องขัดขืน จนหิมะแตกกระจายเป็นหลุมใหญ่

            “ถ้าเราไม่ฆ่ามัน มันก็จะฆ่าเรานะบาร์ราม” เซนดรินที่ถูกห้ามถึงกับหัวเสีย

            “เราไม่ได้มาเพื่อฆ่าใครเราแค่มาขอผ่านทางไปนำบางสิ่งเพื่อช่วยท่านเนย่า มันเป็นเพียงแค่ภูตเฝ้าสุสานเราอาจทำมันตกใจก็ได้ที่บุกมาไม่บอกกล่าว” บาร์รามให้เหตุผลสายตาจ้องมองร่างที่ดิ้นขลุกขลักในหลุ่มอย่างนึกสงสาร

            “เจ้าใจดีเกินไป ติดนิสัยเนย่ามารึไง” เซนดรินส่ายหัวเมื่อเห็นว่าบาร์รามตุลาการผู้เคยโหดเหี้ยมกลายเป็นคนมีเมตตาต่อผู้ประสงค์ชีวิตเช่นนี้

            “ท่านเนย่าคงไม่ชอบใจนักหากต้องฆ่าใครเพื่อเธอ” สิ้นคำของบาร์รามร่างภูตผีเสื้อก็แตกสลายกลายเป็นกลีบดอกไม้สีดำลอยฟุ้งในอากาศก่อนจะกลับคืนร่างเป็นดอกคิวบิคเทียร์เช่นเดิม

            “แต่ข้ายังรู้สึกมึนงงอยู่เลย” เซนดรินถอนหายใจพร้อมกับทิ้งตัวลงนอนบนพื้นหิมะที่เย็นเฉียบ

            “ก็เพราะเจ้าไม่รู้จักป้องกันตนเอง” ฮาร์มส่งสายตาเหนื่อยหน่ายมาให้คนที่หมดแรงนอนแผ่

            “เจออะไรก็ไม่รู้ ปวดหัวชะมัด” เซนดรินยกสองมือขึ้นกุมขมับแล้วหลับตาลงเขาคือคนที่สูดดมละอองมากกว่าใคร จึงส่งผลกับร่างกายมากที่สุด

            “กา ๆ ๆ ๆ” เสียงอีการ้องดังเป็นสัญญาณอีกครั้งคล้ายกับจะบอกว่าสิ่งเลวร้ายใหม่จะเริ่มขึ้นพื้นหิมะปะทุขึ้นมันกลายเป็นแท่งน้ำแข็งพร้อมจะทิ่มแทงผู้ที่อยู่ตรงหน้า

            “หลบ!” ฮาร์มเข้ามากระชากคนที่นอนแผ่อยู่ให้พ้นจากคมน้ำแข็งที่แทงทะลุขึ้นมาได้อย่างหวุดหวิดก่อนจะหวดง้าวอนธการตัดคมน้ำแข็งเหล่านั้นจนขาดสะบั้นพร้อมกับลอยถอยออกห่างจากแท่งน้ำแข็งที่แตกกระจาย

            “อย่าประมาท ไม่รู้มันจะโผล่มาตรงไหนอีก” บาร์รามที่ลอยตัวขึ้นสูงจากพื้นเอ่ยเตือนแท่งน้ำแข็งเหล่านี้ทำให้ยากต่อการเดินเท้าเสียแล้ว

            “สร้อยนำทางล่ะ สร้อยไปไหนแล้ว” เซนดรินเอ่ยถาม เมื่อมองหาสร้อยของเนย่าไม่เจอ

            ฮาร์มยืนอยู่บนยอดแหลมของน้ำแข็งก็ช่วยมองหาด้วยฝั่งบาร์รามเหาะบ้างกระโดดบ้าง เพื่อมองหาตำแหน่งของสร้อยแต่ก็ไม่พบ

            “กา ๆ ๆ “ เป็นอีกครั้งที่อีการ้องขึ้น ทั้งสามหันหาต้นเสียงเพราะคิดว่าต้องมีสิ่งแปลกประหลาดขึ้นอีกเป็นแน่

            “จะมีอะไรโผล่มาอีกล่ะเนี่ย สร้อยยังหาไม่เจอเลย” เซนดรินบ่น

            “อยู่นั่น ยอดของป้ายสุสาน” ฮาร์มชี้ให้ทุกคนดูเมื่อเห็นว่าสายสร้อยของเนย่าหยุดนิ่งอยู่บนยอดของป้ายสุสาน

            “หมายความว่าเจ้าสิ่งนั้นคือสิ่งที่เราต้องนำกลับไปรึ” เซนดรินเอ่ยถาม

            “อะไร” ฮาร์มหันมาถามกับคนที่กำลังพูดถึงบางอย่างที่ต้องนำกลับไป

            “ป้ายไง” เซนดรินหันมาให้คำตอบคนที่รออยู่

            “ฉันหมายถึงของที่อยู่ใต้ป้ายนั่นต่างหากเล่า” ฮาร์มถึงกับถอนหายใจ ไม่คิดว่าคนฉลาด ๆแบบเซนดรินจะคิดนำป้ายสุสานกลับไปชุบชีวิตของเนย่า

            “มาเถอะ” บาร์รามตัดบท เอ่ยชวนให้ทั้งคู่รีบตามไปทั้งสามกระโดดลอยตัวพยายามเข้าไปใกล้กับป้ายสุสานแต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง

            “นั่นมันบ้าอะไรกันวะ” เซนดรินสบถเมื่อสิ่งที่โผล่ขึ้นมาใหม่ช่างน่ากลัวกว่าที่คิด

            “มังกรรึ” ฮาร์มสังเกตรูปร่างเจ้าสัตว์ประหลาดที่พยายามแทรกพื้นหิมะขึ้นมาก็ต้องอุทานเมื่อรูปร่างของมันคล้ายกับมังกร

            “แย่แล้ว” บาร์รามถึงกับนิ่งงัน เบื้องหลังของป้ายหลุมศพมีบางสิ่งผุดขึ้นมาจากใต้พื้นน้ำแข็ง โครงกระดูกของสัตว์ขนาดใหญ่ขยับกายเยื่องย่างโผล่ขึ้นมาจากหลุมใต้หิมะที่ฟุ้งกระจาย

            รูปร่างของมันลักษณะบ่งบอกถึงความเป็นมังกรชัดเจนเพียงแต่ว่ามันมีแต่โครงกระดูกเท่านั้น ขนาดของมันใหญ่โตจนกินอาณาบริเวณกว้างจนทั้งสามที่อยู่ในร่างอสุรเทวามีขนาดเท่านกน้อยในสายตาของมัน

            ดวงตาที่ลึกกลวงโบ๋สีนำเงินเข้มส่งแสงเรืองจ้องมองทั้งสามคนที่ตะลึงงันมันกวาดกรงเล็บเข้าหาพร้อมคำรามลั่นเมื่อทั้งสามได้สติก็ถอยร่นหาทางหนีเอาชีวิตรอด

            “ตัวใหญ่ขนาดนี้ ถ้าอยู่ในร่างนี้คงสู้ไม่ได้แน่” ว่าแล้วเซนดรินก็แปรเปลี่ยนสภาพร่างของตนเองกลายเป็นมังกรทองเข้าโจมตีกลับบ้าง

            “ถ้าเป็นตัวนี้ ก็คงต้องสู้กันสักตั้งล่ะฆ่าได้ก็ฆ่าเลย” บาร์รามร้องบอกพร้อมกับตนเองก็กลายร่างเป็นงูยักษ์เข้าโจมตีโครงกระดูกมังกรด้วยเช่นกัน

            ทางด้านฮาร์มยังคงยื้อเวลาเขาเกรงว่าถ้าหากกลายร่างไปก็จะไม่มีใครเข้าใกล้สร้อยคอได้จึงใช้ทั้งสองเป็นเหยื่อล่อเพื่อหาโอกาส

            แต่ดูเหมือนว่าเจ้าโครงกระดูกมังกรจะรู้ทันมันกวาดหางที่เต็มไปด้วยแท่งน้ำแข็งเข้าใส่ฮาร์มจนเขากระเด็นออกไปเมื่อคิดจะเข้าใกล้ป้ายหลุมศพ

            “ถ้าแบบนี้ก็คงจะต้องลงมือด้วยแล้ว” ฮาร์มรู้สึกจุกจนแทบลุกไม่ขึ้นแต่เห็นทีถ้าเขาไม่กลายร่าง ก็เกรงว่าจะสู้กับเจ้าตัวยักษ์นี่ไม่ได้เสียแล้ว 

    คล้ายกับเรื่องSantianamarir เซนเทียน่ามารีอาร์ 1 (ผู้ฟูมฟักจากโลกต้องห้าม) ที่คุณอ่าน