แสงแดดอ่อนๆยามสาย ทาบทาพื้นถนนในพระราชวัง พลเรือเอกองค์ชายมันตราก้าวเดินออกจากท้องพระโรงในท่วงท่าองอาจดังราชสีห์ พลันสายตาเขาก็เหลือบไปเห็นสตรีผู้งดงามแม้ในยามสวมใส่เครื่องแบบทหารเรือ กำลังยืนตรงในท่าวันทยาหัตถ์
“ว่าไงน้องปิ่น มารอเข้าเฝ้าฝ่าบาทหรือ…” เขายกมือวันทยาหัตถ์รับพร้อมกล่าวทักทายตามมารยาทของผู้บังคับบัญชา “สวัสดีค่ะ” นาวาเอกหญิงปิ่นหทัย ผู้บัญชาการกองเรือพิทักษ์สมุทร กล่าวจบก็เอามือลงอายม้วนด้วยจริตสตรีอย่างที่เธอเองก็ไม่เคยแสดงกับใครมาก่อน
“อ้าว…มัวแต่ยืนบิดอยู่นั่นแหละ” มันตรากล่าวสำทับ
“ฝ่าบาทมีคำสั่งให้ดิฉันย้าย มาเป็นต้นเรือ เรือเหาะประกายเทวัญ และเลื่อนยศเป็นพลเรือตรีหญิงปิ่นหทัยแล้วค่ะ ดิฉันจึงมาเข้าพิธีประดับยศในวันนี้ค่ะ” เธอกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“ยินดีด้วยนะ” มันตรากล่าว
“แล้วพี่มันตราจะไปร่วมพิธีกับหนูไหมคะ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มเขินๆ
มันตราชะงักด้วยตกใจเล็กน้อยในการกล่าวสรรพนามแทนตัวเองใหม่ของเธอ แต่ก็ตอบตามน้ำไป “ไม่ละพี่จะไปประชุมทหารประจำการเรือเหาะประกายเทวัญ น้องเข้าร่วมพิธีเสร็จแล้วก็รีบตามไปเข้าประชุมด้วยกันนะ”
“ได้ค่ะ พี่มันตรา” เป็นการตอบที่ตีสนิทอย่างมาก มันตราก็เริ่มพอจะเข้าใจในไมตรีที่เธอหยิบยื่นให้ แต่ภายในใจของเขาก็ไม่ได้มีใจให้กับเธอขนาดนั้น
ณ อาคารสำนักงานกองทัพเรือภาคที่ 3 บรรยากาศอบอวลไปด้วยไอแดดจางๆ และกลิ่นไอความชื้นของทะเลเบาบาง ลมพัดแผ่วและเสียงเบาๆของเครื่องยนต์ของเรือเหาะ จากลานบินลอยมากระทบโสตประสาททำให้จิตใจทหารทุกนายฮึกเหิมยิ่งนัก
เหล่านายทหารจากเรือเหาะหลวงต่างยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ ภายในอาคารเต็มไปด้วยทหารเรือในชุดยูนิฟอร์มสีขาวสะอาดตา ทหารเรือชายเด่นสง่าในชุดปกติขาวแขนยาวคอปิด ส่วนทหารเรือหญิงก็งดงามในชุดปกติขาวแขนยาวคอแบะผูกเนกไทสีดำ ทหารเรือนี้ต่างจากเหล่าอื่นตรงที่ชุดขาวจะสวมรองเท้าสีขาวด้วยไม่นิยมสวมรองเท้าสีดำ
บานประตูไม้โอ๊คบานใหญ่เปิดออก พร้อมฝีเท้าหนักแน่นและเปี่ยมพลังอำนาจของบุรุษในเครื่องแบบขาวสะอาด พลเรือเอกองค์ชายมันตรา ก้าวเข้าสู่ห้องโถง
“ทั้งหมด... ตรง!”
เสียงสั่งดังกระหึ่ม ทุกคนลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียงเหมือนเป็นร่างเดียว
มันตรายืนสงบนิ่ง ทว่าหัวใจพลันสะดุดในชั่วพริบตา เมื่อสายตาเขาหยุดอยู่ที่ร่างสองร่างที่ไม่น่าจะปรากฏ ณ ที่แห่งนี้ “ฟักแฟง... จีจี้?!” เสียงเอ่ยด้วยความตกใจพลันหลุดออกจากริมฝีปากของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ
หญิงสาวสองคนในเครื่องแบบทหารยศนาวาเอก ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่านายทหารอย่างไม่เก้อเขิน ใบหน้าอ่อนเยาว์ของพวกนางเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น จีจี้ ส่งยิ้มอย่างสดใส “ใช่แล้วค่ะพี่มันตรา พวกเราสมัครเข้าร่วมกองกำลังประจำการในเรือเหาะประกายเทวัญ!”
มันตราขมวดคิ้วเล็กน้อย ความวิตกบางอย่างพลันแล่นเข้ามาในใจ หากแต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยอะไรออกมา พระสนมฟักแฟง ก็พลันกล่าวด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบแต่หนักแน่น
“พี่มันตราไม่ต้องกังวล พวกเราฝึกอบรมและผ่านการทดสอบตามขั้นตอนทุกอย่างแล้ว ไม่ได้ลัดขั้นตอนใดๆ ดิฉันฟักแฟง ได้คะแนนสูงสุดของรุ่น และจีจี้ก็ติดอันดับหนึ่งร่วมในสายยุทธศาสตร์” จีจี้พยักหน้าด้วยแววตาร่าเริง “แม้พวกเราอาจเคยเป็นชาววังที่บอบบาง แต่ตอนนี้เราเป็นทหารแล้วนะคะ!”
มันตราหลุดยิ้มน้อยๆ จึงหันหน้าหนีเพื่อซ่อนความโล่งใจ “เอาละๆ จริงจังกันเกินไปแล้ว พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรพวกเธอสักหน่อย”
เขาก้าวขึ้นไปบนโพเดียมกลางห้องโถง แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องต้องเครื่องแบบสีขาวของเขาราวเทพสงครามจากท้องฟ้า เสียงรองเท้าบูทกระทบไม้เนื้อแข็งดังกังวานก่อนจะหยุดลง
เสียงของเขาเปล่งออกมาอย่างมั่นคงชัดถ้อยชัดคำ
“เรือเหาะหลวงประกายเทวัญ คือเรือเหาะประเภทประจันบาน ชั้นสยบนภา แห่งอาณาจักรสมุทรเมฆา และเราจะทำหน้าที่ผู้บัญชาการเพชรเม็ดเอกของกองทัพเรือลำนี้อย่างดีที่สุด!!”
พลเอกจีเส้าเทียน ก้าวขึ้นบนเวทีแล้วส่งคำสั่งแต่งตั้งให้กับมันตรา เขากวาดตามองเหล่านายทหารทีละคน ก่อนก้มลงอ่านหน้าที่ของนายทหารชั้นสูงอย่างคร่าวๆให้ทุกคนได้ฟัง
“ต้นเรือของเราคือ พลเรือตรีหญิงปิ่นหทัย ผู้เก่งกล้าในการบัญชาการ มีอำนาจรองจากผู้บังคับการเรือ มีหน้าที่ควบคุมเรือเมื่อผบ.เรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ต้นหน นาวาเอกหญิงฟักแฟง ผู้เชี่ยวชาญเส้นทางและการนำทางด้วยพลังเวท มีหน้าที่นำเรือเข้า-ออกท่า, วางแผนการเดินทาง, และคำนวณเส้นทาง
ต้นกล นาวาเอกไป๋เซี่ยนจื่อ ผู้แม่นยำในการควบคุมระบบเครื่องกล เป็นหัวหน้าวิศวกรประจำเรือ มีหน้าที่ดูแลรักษา ซ่อมแซมเครื่องจักรและอุปกรณ์ทั้งหมดของเรือ
ต้นปืน นาวาเอกหญิงจีรภา นักยิงอาคมที่แม่นยำระดับตำนาน เป็นนายทหารเรือที่มีหน้าที่จัดการดูแลเรื่องของอาวุธต่างๆ ที่อยู่บนเรือ ทั้งการรบ และการดูแลรักษา
นายทหารสื่อสาร นาวาเอกเซียวหยางเซิน ผู้สื่อสารพลังจิตระหว่างอาณาจักร มีหน้าที่วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และควบคุมการปฏิบัติงานด้านการสื่อสารทั้งหมดของเรือ เพื่อให้การติดต่อสื่อสารระหว่างเรือกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกกองทัพเรือเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
นายทหารเสนารักษ์ นาวาเอกหญิงพิมพ์พิชา มือเทพแห่งการรักษา มีหน้าที่หลักในการดูแลสุขภาพของกำลังพลบนเรือ, ป้องกันและรักษาโรค, ให้การปฐมพยาบาล, และสนับสนุนการปฏิบัติงานของเรือในด้านการแพทย์
นายทหารพลาธิการ นาวาเอกพิษณุ ผู้ควบคุมทรัพยากรและยุทโธปกรณ์ มีหน้าที่หลักในการจัดการและสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุง เสื้อผ้า อาหาร การบริการ และการจัดการสิ่งของต่างๆ ภายในเรือ เพื่อให้การปฏิบัติงานของเรือรบเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
สรั่งเรือ นาวาเอกไพศาล ผู้รักษาระเบียบวินัยและกำลังพล มีหน้าที่ควบคุม ดูแล และฝึกอบรมลูกเรือในฝ่ายเดินเรือ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่รับผิดชอบในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ รวมถึงดูแลความสะอาดและความเรียบร้อยของเรือ
ทั้งหมดนี้... คือนายทหารผู้เป็นดังเสาหลักของเรือเหาะประกายเทวัญ”
เสียงปรบมือดังกึกก้องตามมาด้วยแววตาชื่นชมจากเหล่าทหาร ทว่าจู่ๆ ประตูไม้โอ๊คหลังห้องประชุมก็ค่อยๆ เปิดออก พร้อมเสียงก้าวเดินอย่างหนักแน่น
“ยังมีอีก!”
เสียงกังวานทรงอำนาจของ ฝ่าบาทดังขึ้น ทำให้ทุกสายตาหันขวับกลับไปทางต้นเสียง
ท่ามกลางแสงสว่างจางๆ ที่สาดลอดจากช่องประตู คือเงาทะมึนของ นาวิกโยธินห้าร้อยนาย และนักบินกองทัพเรืออีกหนึ่งร้อยนาย ที่เดินเรียงแถวเข้ามาด้วยความสง่าผ่าเผย ฝีเท้าแน่นหนักเป็นจังหวะราวกับกลองรบ สะท้อนถึงการที่ได้ฝึกฝนมาอย่างโชกโชน
ฝ่าบาททรงก้าวขึ้นบนเวทีด้วยรอยยิ้ม “เรือเหาะลำนี้ช่างใหญ่โตนัก ใหญ่พอจะบรรทุกเครื่องบินได้ถึงพันลำ ดังนั้นจึงยังมีพื้นที่เหลืออยู่อีกมาก จึงควรมีกองพลรบพิเศษเก่งๆ ติดตามไปด้วย”
เสียงซุบซิบเริ่มกระเพื่อมขึ้นในห้อง ทว่าสิ่งที่ตามมา กลับเรียกความตกตะลึงในหมู่ขุนนางและนายทหารได้อย่างเฉียบพลัน “ขอแนะนำ... ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษ… พลเรือโทองค์หญิงไป๋เหยียนจื่อ”
ประโยคนั้นเปรียบดังสายฟ้าฟาดกลางใจใครหลายคน องค์หญิงรัชทายาทผู้เลื่องชื่อแห่งอาณาจักรเหมันต์? ราชธิดาผู้แกร่งกร้าในสนามรบ? บัดนี้ได้ปรากฏกายต่อหน้าทุกคนในฐานะนายทหารผู้หนึ่งแห่งอาณาจักรสมุทรเมฆา
“ไม่จริงน่า… ” เสียงรำพึงท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมายังร่างระหงที่ก้าวขึ้นสู่เวทีอย่างองอาจและเปี่ยมด้วยบารมี เธอไม่ได้อยู่ในฉลองพระองค์อันวิจิตรแห่งเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็น เครื่องแบบลายพรางเขียวดำน้ำตาลแบบนาวิกโยธิน เสื้อแขนยาวพับขึ้นเหนือศอก ข้อมือทั้งสองรัดแน่นด้วยแถบผ้า บนอกขวาติดป้ายชื่อ “ไป๋เหยียนจื่อ” อย่างคมเข้ม ติดกระดุมรัดกุมจากอกจรดเอว หมวกแก๊ปลายพรางแนบกับศีรษะ บังเงาทำให้ดวงตาดูเฉียบคมดุจมีดโกน รองเท้าบูทยุทธวิธีสีดำขัดมันเป็นเงาวับจนสะท้อนแสงไฟในห้องประชุม ผมสีดำถูกรวบไว้แน่น เรียบเนี้ยบอย่างที่ไม่มีเส้นใดหลุดรุ่ยออกมาเลย
ใบหน้างดงามเยือกเย็น และเปี่ยมด้วยความแน่วแน่ของผู้บังคับบัญชาที่เคยผ่านควันปืนและเสียงระเบิดมาแล้ว ขณะก้าวขึ้นสู่เวที เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นก้องเป็นจังหวะที่ทำให้เหล่าทหารใต้บังคับบัญชานิ่งเงียบราวต้องมนต์สะกด
เธอหยุดยืนตรงต่อหน้าฝ่าบาท และยกมือทำความเคารพอย่างเข้มงวด ก่อนหันไปเผชิญหน้ากับนายทหารทั้งห้องด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“ทุกท่านไม่ต้องตกใจ” ไป๋เหยียนจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ดิฉันได้ส่งหนังสือลาออกจากตำแหน่งรัชทายาทแห่งอาณาจักรเหมันต์แล้ว นับแต่นี้ ดิฉันคือคนขององค์ชายมันตรา และสังกัดกองพลรบพิเศษ อาณาจักรสมุทรเมฆาอย่างเป็นทางการ”
“กองพลรบพิเศษ ประกอบด้วย กองพันนาวิกโยธิน กองพันซีล กองพันยานใต้น้ำ และกองพันการบินทหารเรือ ดิฉันได้แบ่งกำลังนาวิกโยธิน 2 กองร้อย กองพันซีล กองพันยานใต้น้ำและกองพันการบินทหารเรือ อย่างละหนึ่งกองร้อย รวมจำนวนทั้งสิ้นหกร้อยนาย เพื่อเข้าร่วมจัดตั้งหน่วยรบพิเศษที่ 207 ประจำการบนเรือเหาะหลวงประกายเทวัญนี้ โดยมีดิฉันเป็นผู้บัญชาการ”