ท่ามกลางแสงที่ส่องสว่างแม้จะมองเห็นได้ไม่ชัดแต่กลับได้ยินเสียงชัดเจน
“ที่รักที่รักดูสิคะลูกเรามีพลังเวทย์มหาศาลเลยค่ะ” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นก่อนจะมีเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดว่า
“โอ้จริงด้วยที่รักแบบนี้สิถึงจะสมเป็นสายเลือดของตระกูลเฟย์ไรน์”
สักพักภาพก็ตัดไปเป็นภาพสนามหญ้าที่ไกลๆ นั้นมีหุ่นฟางมากมายตั้งอยู่ก็มองทางขวาก็เห็นดาบไม้เล่มหนึ่งพร้อมกับมือข้างหนึ่งที่กำลังกำดาบไม้นั้นอยู่ สิ่งนี้บ่งบอกได้ว่าคนที่กำลังมองสนามหญ้าก็คือคนที่ถือดาบไม้นั่นเอง ดาบแสงเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศแล้วทำการพุ่งเข้าใส่หุ่นฟางตัวหนึ่งจนมันแหลกไม่มีชิ้นดี ก่อนจะตามด้วยดาบแสงอีกหลายเล่มเข้าโจมตีหุ่นฟางเหล่านั้น ทันทีที่หุ่นฟางพวกนั้นถูกทำลายจนหมดสิ้นก็มีเสียงปรบมือจากรอบบริเวณ พอหันไปก็พบกับเหล่าสาวใช้และพ่อบ้านที่พากันปรบมือ ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความปราบปลื้มและชื่นชม ก่อนจะมีผู้หญิงคนหนึ่งเยื้องย่างมาหาเธอด้วยท่าทางแบบกุลสตรีที่ได้รับการอบรมมาดี
“ยอดเยี่ยมมากเลยจ๊ะคาทาริน่าสมกับเป็นสายเลือดของตระกูลเฟย์ไรน์จริงๆ” แล้วผู้หญิงคนนั้นก็หันไปพูดกับคนที่อยู่ด้านข้าง “คุณเองก็คิดเหมือนกันใช่ไหมคะฉันว่าลูกเราจะต้องมีตระกูลใหญ่ ๆมาสู่ขอแน่เลยค่ะ”
แล้วภาพก็หันไปที่ด้านข้างของผู้หญิงคนนั้นพบเป็นผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ใส่ล้วนถูกตัดเย็บอย่างปารีส ท่าทางเต็มไปด้วยการวางอำนาจเขายิ้มกลับมาก่อนจะพูดว่า
“นั่นน่ะสินะแต่ไม่คิดว่าลูกเราจะไปได้ไกลกว่างั้นหรือ”
“ไปได้ไกลกว่านี้” ผู้หญิงคนนั้นทวนคำ
ผู้ชายคนนั้นสบตากลับมาสายตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังและวาดฝันอันบรรเจิดก่อนจะพูดว่า
“ก็อย่างเช่นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ยังไงล่ะ เพราะลูกเราก็เป็นผู้มีความเข้ากันได้กับเวทย์ธาตุแสงไม่ใช่เหรอ ด้วยความสามารถของลูกเราการเข้าเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ต้องมาใช้เรื่องยากแน่ และนั่นจะส่งผลดีเป็นอย่างยิ่งต่ออาณาจักรเรา”
คำพูดของเขาทำให้พวกคนที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นรวมทั้งผู้หญิงที่มีท่าทีแบบกุลสตรีต่างพากันนิ่งค้างและหันมามองด้วยสายตาที่คาดหวังถึงอะไรบางอย่าง
แล้วภาพก็ตัดไปอีกครั้งคราวนี้เป็นห้องเล็กๆ โทรมๆ ที่มีเตียงผุๆ เตียงหนึ่ง บนเตียงนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ผมสีทองที่ตัดสั้นถึงแค่ไหล่ดวงตาสีน้ำทะเลลึก ผิวพรรณของเธอดูเปล่งปลั่งผิดกับใบหน้าของเธอที่ดูเศร้าหมอง ชุดของเธอนั้นก็ทำมาจากผ้าเนื้อหยาบเหมือนที่พวกชาวบ้านธรรมดาทั่วไปใส่กัน ผู้หญิงคนนั้นพูดว่า
“เธอนี่โชคดีจังเลยนะทั้งที่เราเป็นพี่น้องกันแท้ๆ แต่ไม่นึกเลยว่าจะต่างกันมากขนาดนี้”
มือของคนที่กำลังมองยื่นออกไปหมายจะกุมมืออีกฝ่ายแต่กลับมีเสียงดังขึ้น
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ตามด้วยเสียงผู้ชายบ่นว่า
“เยอะจริงแฮะนี่พวกเราหล่นมาทีรังของตัวอะไรกันแน่เนี่ย”
ก่อนจะมีเสียงดังขึ้นอีก 2 ครั้ง
ปัง! ปัง!
ภาพทุกอย่างก็ดับไปทันทีก่อนจะรู้สึกเหมือนกำลังหลับตาและเมื่อลืมตาขึ้นก็ยังคงพบกับความมืดมิด แต่ท่ามกลางความมืดมิดยังคงเห็นประกายไฟดังผสานกับเสียงดัง
ปัง! ปัง! ปัง!
พอลองขยับตัวดูก็พบว่าทั้งร่างถูกมัดอย่างแน่นหนานิ้วทั้งสิบถูกมัดให้ห่างจากกัน พอจะลองเป็นเสียงก็พบว่ามีผ้าอุดไว้อยู่ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ทำให้เกิดความรู้สึกสับสนและมึนงง ลองไล่ลำดับเหตุการณ์ในหัวคร่าวๆ จำได้ว่าเธออยู่ที่โรงแรม จากนั้นก็มีคนของเจคมาแจ้งและขอความช่วยเหลือเรื่องที่เนียถูกจับตัวไป จากนั้นเธอก็มุ่งหน้ามาเรื่อยๆ ซึ่งขณะที่มุ่งหน้ามานั้นเธอก็ได้ยินเสียงปืนดังคุ้นเคย และเมื่อเธอมาถึงเธอก็ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ ซึ่งเห็นตั้งแต่เออร์วินอาศัยตัวเพียงคนเดียวรับมือกับพวกโจรลักพาตัว ก่อนจะตามด้วยส่งพวกเจค คนที่ถูกลักพาตัว กับพวกโจรลักพาตัวกลับไป ซึ่งของที่ส่งนั้นเป็นสิ่งที่เธอเห็นแล้วไม่มีวันเข้าใจ เธอนั้นย่อมรู้ดีว่าของในมือเขาคืออะไรและมันมีความหมายยังไงรวมทั้งมีความสำคัญมากขนาดไหน แต่ที่เธอไม่เข้าใจก็คือทำไมเขาถึงมีมันและสามารถใช้มันได้
ขณะที่เธอกำลังสับสนอยู่นั้นก็พบว่าเออร์วินรับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และเมื่อเธอได้สู้กับเขาเธอก็ไม่สามารถสู้ได้อย่างเต็มที่ สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะเขายังคงครอบครองชิ้นส่วนที่เธอตามหาอยู่ แม้ว่าเธอจะมีวิธีที่รวบรัดกว่าโดยการสังหารเขาทิ้งแล้วก็ไปหาผู้ใช้เวทย์ถามวิญญาณ แต่เพราะตรากุหลาบสีทองที่เขามีอยู่ทำให้เธอลังเลและไม่กล้าลงมือจริงจัง และขณะที่สู้กันอยู่นั้นเธอก็ยิ่งรู้สึกทึ่งเป็นอย่างมาก แม้ว่าในเด็กคนนี้จะเป็นผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยแต่ทักษะการต่อสู้ของเขานั้นเรียกได้ว่าเกินเด็กไปมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความเร็วของปฏิกิริยาตอบสนองที่ถึงแม้เขาจะตามความเร็วเธอไม่ทัน แต่ทุกครั้งเขากลับสามารถลบการโจมตีของเธอได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งอาจจะดูเหลือเชื่อไปบ้างแต่เธอแทบจะกล้าฟันธงว่าในรุ่นราวคราวเดียวกับเขานั้น ต่อให้งัดอัจฉริยะของตระกูลใหญ่ตามอาณาจักรใหญ่ๆ คนที่จะสามารถรับมือกับเด็กคนนี้ได้เรียกได้ว่ามีน้อยยิ่งกว่าน้อย เพราะการโจมตีของเขานั้นไม่ได้เน้นวิธีการชนะแต่เน้นไปที่การจบชีวิต ซึ่งเธอก็รับรู้ด้วยตัวเองที่ถ้าหลบพลาดแม้แต่นิดเดียวเธอก็จบชีวิตได้ทันที
เมื่อคิดถึงตรงนี้เธอก็ยิ่งสงสัยเป็นอย่างมากเพราะทักษะและความสามารถที่เขาแสดงออกมามันไม่สมเหตุสมผลกับอายุของเขาเลยแม้แต่น้อย จากนั้นเธอก็นึกถึงเหตุการณ์ที่คิดว่าไล่ต้อนเขาจนมุม แต่ไม่นึกเลยว่าเขายังมีหมากอีกตัวซึ่งก็คือสาวใช้ที่อยู่ข้างกายเขาเสมอแท้จริงแล้วเป็นคนของตระกูลแบล็ควิง แม้เธอจะไม่เข้าใจว่าตระกูลแบล็ควิงที่อยู่ไกลจากที่นี่มากมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง แล้วหลังจากนั้นเธอก็พบว่าสิ่งที่เขาเหลือไว้ให้เธอคือแท่งไม้ที่ถูกตัดไว้จำนวนมาก แม้มันจะดูธรรมดาแต่ลางสังหรณ์ร้ายของเธอบ่งบอกว่าให้รีบหนี ซึ่งยังไม่ทันที่เธอจะได้ขยับแท่งไม้พวกนั้นก็พากันระเบิดโชคดีที่เธอสร้างดาบแสงมากันไว้ได้ทัน แต่แรงระเบิดก็ใช่ว่าจะกันได้ทั้งหมด ไม่เพียงแค่ตั้งแต่ที่เธอได้มาเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ถ้าพูดให้ถูกก็คือตั้งแต่ที่เธอเกิดมานี่จึงเป็นครั้งแรกที่เธอถูกเล่นงานจนตกมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ ด้วยความโมโหจนเลือดขึ้นหน้าเธอจึงพุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายพร้อมกับกำคอเสื้อเขาไว้
เธอยังตั้งสติได้ว่าไม่สามารถฆ่าเขาได้แต่อย่างน้อยเธอก็ตั้งใจจะสั่งสอนเด็กคนนี้ให้รู้สำนึก แต่กับเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเมื่ออยู่ๆ พื้นที่เธอกับเขายืนอยู่นั้นกลับทรุดลงอย่างต่อเนื่อง
เธอในตอนนั้นแม้ตกใจแต่ก็ไม่ลนลานตั้งใจจะใช้ความเร็วของเธอพุ่งออกไปพร้อมกับอีกฝ่าย แต่เด็กคนนั้นกลับทำสิ่งที่เธอต้องรู้สึกประหลาดใจเมื่อเขากลับใช้มือซ้ายที่ถือดาบรูปร่างประหลาดนั้นแทงเข้าที่มือของเธอ ก่อนจะเล็งปืนในมือขวามาที่หัวใจของเธอแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้มั่นใจคาทาริน่าก็จับกระบอกปืนให้หันไปทางอื่นได้อย่างรวดเร็วแต่กระสุนปืนก็ถากแขนซ้ายของเธอ จากนั้นทั้งเธอและเขาก็ตกลงไปพร้อมกัน ในตอนนั้นเธอที่ตกใจกับการกระทำของเขาจำได้ดีถึงสีหน้าของเออร์วินที่ตอนนั้นกำลังฉีกยิ้มอย่างเย็นชาโดยที่ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งความกลัวเลยแม้แต่น้อย
“อ้าวตื่นแล้วหรอครับหลับสบายดีไหมครับคุณคาทาริน่า” แม้จะไม่เห็นตัวแต่เสียงนั้นก็เป็นอะไรที่คุ้นเคยมา
คาทาริน่าที่ได้ยินก็ดิ้นพร้อมกับร้องอื้อๆ แต่เออร์วินกลับพูดว่า
“สักครู่นะครับ”
ตามด้วยเสียงปืนดัง ปัง! ปัง! ปัง! แล้วก็มีเสียงยิงปืนแบบนี้อีกพักหนึ่งก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบไป เออร์วินถอนหายใจ
“ฟู่ จบสักทีเล่นเอานิ้วแทบล็อคเลยนะเนี่ย”
แล้วก็มีเปลวไฟเล็กๆ ปรากฏขึ้น เผยให้เห็นเด็กชายอายุ 10 ขวบ ผมสีดำนัยน์ตาสีแดงเพลิงอันเป็นเอกลักษณ์ ในมือของเขามีสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่าไฟแช็คอยู่เขาหยิบคบเพลิงออกมาจากถุงผ้าขนาดเล็กทำการจอกับไฟแช็คจนมันติดไฟ เด็กชายทำการดับไฟแช็คแล้วเก็บลงกระเป๋าก่อนจะหันมายิ้มให้เธอ
“ในที่สุดคุณก็ตื่นสักทีนะครับเสียดายที่ต้องมีผ้าปิดปากคุณไว้เลยไม่ได้ยินเสียงร้องแจ๊บๆ ตอนคุณหลับ”
คาทาริน่าที่ได้ยินก็มองอีกฝ่ายด้วยความขุ่นเคืองแล้วก็ร้องอื้อๆ ออกมา
เด็กชายกวาดสายตามองไปรอบๆพบว่าพวกเขาอยู่บนอุโมงค์ยาวแถวผนังรอบด้านล้วนเป็นดินทั้งหมด
“ดูเหมือนว่าพวกเราจะหล่นลงมาที่รังของตัวอะไรสักอย่างนะครับ เมื่อกี้ที่ผมเจอส่วนใหญ่ก็เป็นหนูยักษ์ที่เป็นประเภทสัตว์กลายพันธุ์น่ะครับ เพียงแต่มันเยอะผิดปกติผมก็เลยสงสัยว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของรังนี้ แต่ว่านะครับไม่นึกเลยนะว่าพวกผมกับคุณจะบังเอิญตกลงมาในรังของพวกมันแบบนี้ ฮะฮะ เรื่องบังเอิญแบบนี้มันก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ นี่นะครับ”
คาทาริน่าถลึงตามองเขาร้องอื้อๆ ด้วยความไม่พอใจเพราะไม่สามารถพูดได้จึงได้แต่บ่นใจว่า
‘เรื่องบังเอิญกับผีน่ะสิถ้าไม่ใช่เพราะเธอเล่นอะไรบ้าๆ มีหรอพวกเราจะตกลงมาในรังแบบนี้’ แต่นั่นก็เป็นได้แค่การบ่นในใจ
ก็ได้เห็นสิ่งที่เขาทำต่อมานั่นก็คือเขาดึงเชือกเส้นหนึ่งแล้วก็เดินตามอุโมงค์ไป ขณะที่เธอกำลังสงสัยว่าเขากำลังทำอะไรกันแน่ตัวของเธอก็เริ่มขยับจากนั้นก็ถูกลากไปตามเชือกที่เขาดึง คาทาริน่าที่รู้ว่าตอนนี้เธอกำลังถูกอีกฝ่ายลากอยู่เหมือนกับเธอเป็นสิ่งของก็รู้สึกรับไม่ได้อย่างแรงพยายามดิ้นขัดขืน เออร์วินก็หันมาโวยวายว่า
“นี่คุณคาทาริน่าครับช่วยอยู่นิ่งๆหน่อยได้ไหมครับคุณดิ้นไปมาแบบนี้ผมลากลำบากนะครับ”
แต่คาทาริน่าก็ไม่ยอมเธอเธอถลึงตามองเด็กชายแล้วก็ร้องอู้อี้อยู่ในลำคอ เออร์วินที่เห็นก็ถอนหายใจออกมา
“คนพูดแบบนี้ผมไม่เข้าใจหรอกนะครับเอาแต่เราอู้อี้อยู่ได้”
คาทาริน่าที่ได้ยินก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจเพราะเป็นเขาที่จับมัดเธอจนอยู่ในสภาพเช่นนี้ แต่จึงยิ่งร้องอู้อี้หนักกว่าเก่าพร้อมใส่อารมณ์ไปด้วย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอคงกำลังบ่นใส่เขาไม่หยุด
“ก็บอกแล้วไงครับว่าคุณเอาแต่ร้องแบบนี้ผมไม่เข้าใจหรอกนะครับ แล้วก็ไม่ต้องหวังให้ผมแก้มัดปากคุณด้วยเงินปล่อยให้คุณร่ายคาถาได้คงเป็นผมนี่แหละที่จะเป็นฝ่ายเละซะเอง”
เมื่อได้ยินที่เขาพูดเธอก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมเขาถึงจับเธอให้อยู่ในสภาพเช่นนี้ ก็เพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะไม่สามารถร่ายคาถาเล่นงานเขาได้ ส่วนนิ้วทั้งสิบของเธอก็ถูกจับมัดให้แยกจากกันเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่สามารถใช้คีย์ลัด คาทาริน่านึกไม่ถึงเลยว่าเด็กตัวแค่นี้ไม่เพียงแค่แสบสันแต่ยังรอบคอบได้ขนาดนี้ ทำเอาเธออยากเห็นพระราชาและพระราชินีของเมืองนี้ขึ้นมาทันที ว่าเลี้ยงดูอีท่าไหนถึงทำให้เด็กผู้ชายหน้าตาดีกลายเป็นปีศาจได้ขนาดนี้
เออร์วินลงไปนั่งยองๆ จ้องหน้าอีกฝ่ายใบหน้าที่งดงามราวกับงานประติมากรรมชั้นยอดยิ้มให้เธอพูดกับเธอว่า
“คุณคาทาริน่าต้องหัดอยู่นิ่งๆ บ้างนะครับเดี๋ยวมันจะเสียความเป็นกุลสตรีเอา” ทันทีที่พูดจบคาทาริน่าก็รู้สึกเลือดขึ้นหน้าที่เขาบอกให้เธอเป็นกุลสตรีแต่กลับจับมัดเธอไว้แบบนี้ และด้วยความทนไม่ไหวเธอจึงโขกศรีษะเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายเป็นแรง เออร์วินหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้าเกือบทำคบเพลิงในมือหล่นพร้อมกับร้องโอ๊ยออกมา
เออร์วินเอามือแตะหน้าผากพร้อมกับบ่นว่า
“ผู้หญิงอะไรกันมีแต่ใช้กำลัง”
คาทาริน่าที่ได้ยินก็ยิ่งไม่พอใจเข้าไปใหญ่แต่เธอรู้แล้วว่าไม่ว่าจะพูดอะไรไปก็ไร้ความหมายเพราะตอนนี้เธอไม่สามารถพูดได้ จึงได้แต่ใช้สายตาถลึงมองอีกฝ่าย เออร์วินที่เห็นสายตาของเธอก็พูดว่า
“คุณคาทาริน่าครับอย่ามองผมแบบนั้นได้ไหมครับผมรู้นะว่าผมเสน่ห์แรงแต่ถ้าคุณมองผมแบบนี้ผมจะเผลอคิดว่าคุณหลงรักผมนะครับ”
คาทาริน่ารู้สึกเหมือนอยากจะถอดรองเท้าแล้วปาาใส่หน้าเด็กหวดดีตรงหน้าให้มันรู้แล้วรู้รอดแต่ติดที่เธอไม่สามารถทำได้
เออร์วินยิ้มให้เธอแล้วก็ลุกขึ้นถือปลายเชือกเดินไปพร้อมกับพูดว่า
“ตอนนี้คงจะผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วสินะครับท่านแม่กับท่านพี่แล้วก็เรเชลรวมถึงพวกคุณเจคคงกำลังเป็นห่วงผมอยู่แน่เลย ดังนั้นเราออกเดินทางกันเถอะครับจะได้จัดการธุระให้เสร็จเร็วๆ”
คาทาริน่าที่เริ่มขยับตามการลากของเขาก็ขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่าธุระที่เขาพูดถึงคืออะไร จนได้ยินเขาพูดเสริมอีกว่า
“เรามาจัดฉากกันเถอะครับจัดฉากอันน่าสนุกของอัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงผู้งดงามที่เสียชีวิตเพราะถูกกลุ้มรุมโดยฝีมือของพวกเผ่ามาร”
ในที่สุดคาทาริน่าก็รู้แล้วว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายคืออะไรกันแน่ ความจริงเธอก็สงสัยอยู่แล้วว่าการที่เขาตกลงมาที่นี่พร้อมกับเธอสิ่งแรกที่ไม่ควรทำก็คือขยับเคลื่อนที่ไปมาแต่ควรจะอยู่เฉยๆ รอรับการช่วยเหลือ จากคำพูดของเขาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่านี่คือรังของอะไรทำให้การเคลื่อนที่ไปตามอุโมงค์ใต้ดินเหล่านี้เป็นความคิดที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่ ดังนั้นการที่เขากำลังเคลื่อนที่อยู่นี้จะต้องมีจุดมุ่งหมายอะไรบางอย่าง และเธอก็ได้รู้ทันทีนั่นก็คือเขาต้องการจัดฉากการตายของเธอโดยโยนไปที่ฝีมือของพวกเผ่ามาร แต่เธอก็ไม่คิดว่าจะมีพวกเผ่ามารอยู่รังใต้ดินแบบนี้ดังนั้นก็หมายความว่าเขาต้องการให้เป็นฝีมือของพวกสัตว์อสูรหรือพวกสัตว์กลายพันธุ์ ซึ่งศาสนจักรก็คงไม่มีทางเชื่อว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์อย่างเธอจะเสียท่าให้กับพวกสิ่งเหล่านี้เป็นแม้แต่จะเป็นพวกเผ่ามารระดับสูง
คาทาริน่ารอบด่าทอว่า ‘เด็กร้ายกาจ’ ในใจพร้อมกับเริ่มคิดหาทางออกจากสถานการณ์นี้ จึงอยู่ที่ว่าเธอเป็นถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์แต่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้แบบนี้เธอก็เป็นได้แค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีใบหน้าสวยงามจนชวนให้หลงใหล ทว่าแม้จะเป็นอย่างนั้นเธอก็ยังใจเย็นเพื่อต้องการรอดูว่าเด็กคนนี้คิดจะทำอะไรต่อไป ถ้าถามว่าเธอกังวลต่อสถานการณ์นี้ไหมคำตอบก็คือไม่เพราะว่าเด็กคนนี้ยังประเมินถึงพลังของระดับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ต่ำเกินไป
สายวันนั้นเดซี่กับลูซี่รอเออร์วินอยู่ที่หัวบันไดด้วยใจที่กระวนกระวาย ทั้ง 2 คนย่อมรู้ดีว่าเออร์วินไปทำอะไรมาเมื่อคืน ความจริงแล้วทั้งสองต้องการตามไปด้วยแต่เออร์วินกลับสั่งให้เดซี่รออยู่ที่ห้อง แล้วให้ลูซี่คอยอยู่ดูแลอันนา จนเมื่อพวกคนที่โดนลักพาตัวไปกลับมาที่เมืองและอันนาก็ได้พบกับเนียลูซี่จึงกลับมาที่ปราสาท จนเช้าวันรุ่งขึ้นทั้งสองก็มารอที่ตีนบันไดเพื่อไปที่บ้านของพวกเจคเหมือนเช่นทุกวันแต่ทั้งสองที่รอมาพักใหญ่แล้วกลับยังคงไร้วี่แววของเจ้าชายคนนั้น