เล่มที่ 3 บทที่ 5
“ไอ้หนู รอข้าที่นี่ก่อน”ผู้อาวุโสที่เฝ้าชั้นที่หนึ่งของตำหนักศาสตรากล่าวกับหยางอี้ก่อนหมุนตัวจากไป ภายในเขาโรงหลอมแห่งนี้ยังคงมีอยู่คนหนึ่งที่ไม่สลักชื่อลงในศาสตราที่ตนหลอม และยังกล่าวได้ว่ามีความสนิทสนมกับผู้อาวุโสเหล่ยโหลวไม่น้อย ‘ท่านเจ้าเขาหั่วโพ่ง’ยอดเขาทั้ง 48 ลูกจะถูกดูแลโดยเจ้าเขาทั้ง 48 คน โดยแบ่งออกเป็น เขตนอก 30 ลูก เขาทั้ง 30 ถูกดูแลโดยเจ้าเขาคลุมเงินทั้ง 30 คน สำหรับเขตนอกนั้นคือเขตที่เหล่าศิษย์สามารถเดินทางไปมาได้โดยอิสระ ทั้ง 30 เขาในเขตนอกนี้มีไว้เพื่อช่วยในการฝึกฝนและจัดการศิษย์ของสำนักวิหารสวรรค์ สำหรับเขตในนั้นประกอบด้วยเขา 14 ลูก ถูกดูแลโดย เจ้าเขาคลุมทองทั้ง 14 คน ภายในเขตนั้นคือสถานที่ที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะเข้าไปได้ ประกอบไปด้วยสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของสำนัก และสุดท้าย เขตหวงห้าม ประกอบไปด้วย 4 ยอดเขาซึ่งเป็นที่พำนักของ 3 ผู้อาวุโสสูงสุด และเจ้าสำนักวิหารสวรรค์ โดยท่านเจ้าสำนักจะฝึกตนอยู่ที่เขาบรรพชนซึ่งเป็นที่อยู่ของบรรพชนรุ่นก่อนเช่นกันหยางอี้รอไม่นานมากนัก ผู้อาวุโสคนเดิมก็เดินกลับมาพร้อมกับนำทางให้หยางอี้เดินตามเข้าไปภายในเขตส่วนในของเขาโรงหลอม“เจ้าหนู ดูเหมือนดาบของเจ้านั้นจะถูกสร้างขึ้นโดยท่านเจ้าเขาแห่งนี้”ผู้อาวุโสพูดขึ้นมาระหว่างนำทางหยางอี้เข้าไปเขตใน“ท่านเจ้าเขา”“ใช่แล้ว ท่านเจ้าเขาคลุมเงิน ผู้ดูแลยอดเขาโรงหลอมแห่งนี้ หั่วโพ่ง”หยางอี้เดินตามเข้ามาจนถึงเขตโรงหลอมด้านในสุด ผู้อาวุโสจึงจากไป ที่แห่งนี้เป็นเพียงเรือนขนาดกลาง ด้านหน้าถูกกองไปด้วยวัสดุมากมายจำพวกแร่หินต่างๆ หยางอี้ค่อยๆเดินเข้าเรือนไป ตลอดทางก็จะได้ยินเสียงกระทบกันของโลหะอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เข้ามายังเรือนแห่งนี้ภายในเรือนประกอบไปด้วยโต๊ะมากมายที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบวางเรียงรายระเกะระกะ ด้านข้างเป็นเตาหลอมขนาดใหญ่ 5 เตา และในสุดเป็นแท่นตีที่ตอนนี้กำลังมีชายชราร่างเล็กสูงเพียง 150 เซนติเมตรยืนฟาดค้อนลงไปยังดาบเหล็กดำอยู่“คารวะท่านเจ้าเขา หั่วโพ่ง”หยางอี้กล่าวทักทายเรียกให้ชายชราร่างเล็กหันมามองเขาและหยุดการตีดาบเอาไว้ หั่วโพ่งเป็นคนที่หมกมุ่นอยู่แต่กับศาสตร์การหลอมอาวุธโดยมิสนใจสิ่งอื่น ชายชราร่างเล็กใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าจนดำไปหลายส่วน ทว่าร่างกายเล็กๆนั้นกลับเต็มไปด้วยมัดกล้าม ผิวหนังเพียงมองดูก็รู้ว่าแข็งแกร่งราวหินผา“เจ้าเองเรอะ เด็กที่ตาแก่เหล่ยพูดถึง”หั่วโพ่งมองสำรวจหยางอี้เล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าแล้วนำหยางอี้ไปยังห้องรับรอง“เอ้า มีอะไรก็ว่ามา ข้าไม่มีเวลามากนัก”ได้ยินเช่นนั้นหยางอี้ก็นำดาบพยัคฆ์เมฆาออกมาให้หั่วโพ่งดูทันที“ท่านเจ้าเขาพอจะซ่อมมันได้หรือไม่”“เป็นดาบเล่มนี้”หั่วโพ่งมองดูดาบเล่มนี้ด้วยสายตาคิดถึงชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวกับหยางอี้“ข้าพูดตามตรง แก่นของดาบเล่มนี้ถูกทำลายโดยสมบูรณ์แล้วไม่สามารถซ่อมได้”หยางอี้ได้ฟังก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเงียบแล้วจ้องมองดาบด้วยอารมณ์“แต่หากหลอมใหม่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”“หลอมใหม่?”หยางอี้ถามออกไปอย่างงุนงงก่อนที่หั่วโพ่งจะอธิบายออกมา“เมื่อหลายปีก่อน ตาแก่เหล่ยต้องการให้ข้าตีดาบระดับสวรรค์ขึ้นมาเล่มหนึ่ง ข้าจึงได้ตีดาบเล่มนี้ขึ้นมา ดาบเล่มนี้หากจะให้พูดแล้ว อาจเรียกได้ว่าเป็นผลงานที่ไม่สมบูรณ์ เดิมทีมันควรจะเป็นศาสตราวุธระดับสวรรค์ แต่ว่าในตอนที่ข้ากำลังจะหลอมนั้นเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นทำให้ไม่สามารถรวบรวมวัตถุดิบได้ครบ และมีวัตถุดิบสำคัญหนึ่งอย่างที่ขาดไป นั่นคือดวงจิตของพยัคฆ์สวรรค์”“หลังจากนั้นข้าจึงตัดสินใจหลอมออกมาตามแปลนเดิม ซึ่งควรจะเป็นดาบระดับสวรรค์แต่พอขาดวัตถุดิบหลักไปมันจึงออกมาไม่สมบูรณ์ กำลังของมันลดลงเหลือเพียงสามส่วนจากที่ควรจะเป็น”หยางอี้ยังคงตั้งใจฟังและคิดตาม“ดังนั้นในตอนนี้หากจะหลอมดาบเล่มนี้ขึ้นมาใหม่ที่จำเป็นมีสองอย่าง หนึ่งคือดวงจิตระดับสวรรค์ และสองคือ แร่ธาตุที่มีความบริสุทธิ์ระดับ 5 ขึ้นไป หากเจ้าหามาได้ข้าจะหลอมให้เจ้าโดยไม่คิดแต้มถือเป็นการชดเชยที่สร้างดาบเล่มนี้ออกมาไม่สมบูรณ์”“ดวงจิตระดับสวรรค์? แร่ธาตุที่มีความบริสุทธิ์ระดับ 5? ผู้อาวุโสท่านช่วยอธิบายหน่อยได้หรือไม่”หยางอี้กลายเป็นโง่งม ทั้งสองสิ่งนี้เขาไม่รู้จักจริงๆ เรื่องอาวุธที่มีจิตวิญญาณนั้นเขาเคยได้ยินมาบ้าง และทวนโลหิตทมิฬก็เป็นศาสตราวุธที่มีจิตวิญญาณเช่นกัน แต่ดวงจิตคือะไร หรือจะเป็นดวงจิตสัตว์อสูร? แต่ตำนานของทวนนั้นบอกไว้ว่าจิตวิญญาณของทวนเกิดขึ้นจากการอาบโลหิตของศัตรูมากมาย และด้วยความเข้าใจเดิมในร่างของสัตว์อสูรนั้นมีแก่นธาตุที่เป็นแหล่งพลังปราณเท่านั้นมิใช่หรือ?“เพ่ย! ไอ้หนูข้าไม่ว่างขนาดจะมานั่งสอนเด็กอย่างเจ้าหรอกนะ ไสหัวไปได้แล้ว หากได้ของแล้วก็มาหาข้า หากไม่มีก็ไม่ต้องพูดถึงอีก” หั่วโพ่งไล่ตะเพิดหยางอี้ออกจากเรือนก่อนกลับไปเริ่มตีดาบเหล็กดำต่อ หยางอี้นั้นทำอะไรไม่ได้ จึงเดินเข้าไปภายในตำหนักศาสตราอีกครั้ง เพื่อถามผู้อาวุโสเกี่ยวกับวัตถุดิบทั้งสองอย่างที่หั่วโพ่งต้องการ ก่อนจะเดินทางกลับเขาทดสอบดวงจิตนั้นคือ จิตวิญญาณของสัตว์อสูร การจะได้มานั้นเป็นเรื่องยาก และยิ่งระดับสูงยิ่งทวีความยากมากยิ่งขึ้น ในร่างกายของสัตว์อสูรนั้นจะมีแกนธาตุที่เป็นแหล่งพลังงานและจิตวิญญาณของสัตว์อสูรตัวนั้นอยู่ สำหรับแก่นธาตุนั้นเพียงสังหารมันและนำออกมาจากร่างก็เพียงพอ แต่กับดวงจิตนั้นจำเป็นต้องสยบสัตว์อสูรตัวนั้นลงให้ได้และทำการกลั่นมันออกมา และการกลั่นดวงจิตนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายผู้ที่จะทำได้ต้องมีความแข็งแกร่งที่มากพอและมีความรู้ในการกลั่นวัตถุดิบระดับสูง การกลั่นดวงจิตคือการกลั่นจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตให้ออกมาอยู่ในรูปแบบของวัตถุ และสิ่งที่ทำให้มันมีความยากนั้นคือผู้กลั่นต้องกำราบจิตวิญญาณนั้นให้ได้ ซึ่งนับว่ามีโอกาสต่ำมากที่จะสำเร็จ ยิ่งสัตว์อสูรระดับสูงนั้นล้วนมีความฉลาดและเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง การจะกำราบมันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากฝืนบังคับกลั่น พวกมันจะยอมสลายวิญญาณทันทีเพื่อไม่ให้ถูกมนุษย์ควบคุมส่วนแร่ธาตุบริสุทธิ์นั้นยังนับว่าหาได้ง่ายกว่าดวงจิตมากนัก แต่ปัญหาที่ทำให้หยางอี้ปวดหัวคือหั่วโพ่งต้องการระดับ 5 ขึ้นไป จากคำกล่าวของผู้อาวุโสที่เฝ้าตำหนัก แร่ธาตุบริสุทธิ์เป็นวัตถุดิบสำคัญในการหลอมอาวุธ สามารถหาได้จากยอดเขาแลกเปลี่ยน สำหรับระดับ 1-3 นั้น สามารถซื้อได้จากร้านค้าแลกเปลี่ยนภายในยอดเขาแลกเปลี่ยน แต่ระดับ 4 ขึ้นไปต้องหาเอาจากโรงประมูลสวรรค์ และราคาของระดับ 4 นั้นก็ราวๆ 3000 - 4000 แต้ม ระดับ 5 นั้นต้องสู้เอากับผู้ที่ต้องการคนอื่นและยังมีไม่บ่อยนักที่จะมีแร่ธาตุบริสุทธิ์ระดับ 5 เข้ามาประมูล“ดวงจิตระดับสวรรค์นั้น ก็เคยมีเข้ามาประมูลเป็นระยะเช่นกัน แต่ราคาของมันนั้นสูงจนน่ากลัว ส่วนธาตุบริสุทธิ์ระดับ 5 นั้น ก็มีราคาสูงเช่นกัน โชคดีที่ผู้อาวุโสหั่วโพ่งไม่คิดค่าหลอม มิเช่นนั้นแล้วเรื่องนี้ข้าคงได้แต่ฝันกลางวันเท่านั้น”หยางอี้คิดไม่ตกกับปัญหาพวกนี้ ไหนจะเรื่องที่ต้องหาแหล่งพลังงานเพื่อปลดผนึกตามที่เสียงลึกลับเคยบอกไว้อีก “จริงสิ”หยางอี้พลันนึกได้ทันทีว่าภายในตัวเขายังมีอีกสิ่งที่อาศัยอยู่ เสียงลึกลับนั่นดูเหมือนจะรู้เรื่องของโลกนี้มิใช่น้อยเสียด้วย“ผู้อาวุโส ผู้อาวุโส ท่านตื่นอยู่หรือไม่”หยางอี้ร้องตะโกนขึ้นในจิตใจก่อนจะมีเสียงลึกลับตอบกลับมา“เพ่ย! ถึงข้าจะบอกว่าตื่นจากการหลับใหล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะมาเรียกหาเอาตามใจเช่นนี้”“เรื่องนั้นช่างเถอะ ว่าแต่ท่านรู้หรือไม่ข้าจะหาธาตุบริสุทธิ์ได้จากที่ไหน”หยางอี้ถามออกไปอย่างคาดหวัง เรื่องดวงจิตนั้นตอนนี้ยังคงยากเกินความสามารถของเขา หยางอี้ย่อมรู้ดี แต่สำหรับแก่นธาตุนั้นยังคงมีหวัง หากโชคดีอาจจะไม่ต้องรอให้เสียเวลาแถมยังอาจจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเสียด้วยซ้ำ“เฮอะ ไอ้หนู เดี๋ยวนี้ชักเอาใหญ่แล้วนะ เรื่องนี้ข้าจะแนะนำเจ้าสักหน่อย จงเร่งตามหาแหล่งพลังปราณให้ได้ก่อน เมื่อปลดผนึกได้แล้วเรื่องอื่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก”หยางอี้ได้ฟังเช่นนั้นก็ประหลาดใจเล็กน้อยของทั้งสองอย่างนั้นเกี่ยวอะไรกับการปลดผนึก“ที่ท่านพูดคือเรื่องจริง?”“เพ่ย ! แล้วข้าจะโกหกเจ้าเพื่ออะไร”