“ได้” ฝูเย่วฟางไม่คัดค้านสตรีนามเฉินซูซูสั่งการได้รวดเร็วทั้งยังเด็ดขาดแบ่งหน้าที่ตามสายพลังและความถนัดได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งนางก็น่าจะรู้ความสามารถของพรรคพวกได้ดีกว่านางไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องคัดค้าน
“เรียกเย่วฟางก็ได้ เจ้าดูชำนาญในการออกคำสั่งนะ”
ซูเจินยิ้มมุมปากน้อยๆ “ข้าเคยออกรบมาก่อนน่ะ”
ฝูเย่วฟางขมวดคิ้วลง นางบอกว่าเคยออกรบ?เป็นไปได้อย่างไร ทั้งห้าแคว้นไม่เคยสู้รบกันจริงๆมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้วด้วยอายุของนางไม่น่าจะทันสงครามครั้งสุดท้าย แม้ฝูเย่วฟางจะสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มนางกำมีดสั้นในมือแน่นขึ้น ใช้ไฟห่อหุ้มมีดทั้งสองเล่มเอาไว้
นางเป็นผู้ฝึกยุทธ์วิชามีดสั้นร่วมกับวิชาเพลิงนางไม่เชี่ยวชาญการต่อสู้ระยะประชิด แต่เชี่ยวชาญการลอบสังหารเป็นวิชาที่ไม่เหมาะกับคุณหนูตระกูลใหญ่อย่างยิ่ง นางถึงไม่ค่อยแสดงพลังออกมาสักเท่าไหร่คนภายนอกรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ไม่เช่นนั้นจะกระทบกับการคัดเลือกฮองเฮาได้อีกทั้งตระกูลของนางจะต้องถูกเล่นงานแน่
ฟ่อ!
อสรพิษม่วงทำลายวายุลงได้สำเร็จมันเดือดดาลเต็มที่ พุ่งตัวเข้าใส่ซูเจินที่ยืนอยู่หน้าถ้ำทันทีอ้าปากกว้างเผยเขี้ยวคู่คมที่มีน้ำสีม่วงเข้มหยดออกมาน้ำสีม่วงหยดลงบนพื้นก็เกิดควันขึ้นพวยพุ่ง ที่พื้นดินกลายเป็นรูลึก
พิษกัดกร่อน?
ซูเจินกระโดดตัวลอยตีลังกาข้ามหัวอสรพิษม่วงไปจังหวะที่ลอยตัวอยู่เหนือลำตัวของมันนางกางพัดเหล็กวายุออกเฉือนเข้าที่ลำตัวอย่างแรง แต่เกล็ดของมันแข็งเกินไปการโจมตีของนางทำให้เกิดรอยแผลตื้นๆเท่านั้น เป็นเพราะนางลอยตัวอยู่ ทำให้ไม่มีแรงส่งจึงสร้างบาดแผลเพียงเล็กน้อย
ฟุบ!
อสรพิษม่วงสะบัดหางใส่ซูเจินจากทางด้านหลังนางโบกพัดให้เกิดแรงลมหลบไปอีกทาง
สองสาวใช้เข้ามาสู้ต่อในระยะประชิดไม่ให้มันตามนายหญิงไปซื้อเวลาให้นางถอยออกมา แล้วตัวเองก็หลบไปตามเสียงร้องของไห่จินจู
ไห่จินจูที่ได้เลื่อนขั้นแล้ว ใช้วิชาธาตุดินสร้างหนามแหลมพุ่งขึ้นมาจากดินด้านล่างของอสรพิษม่วงมันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด อ้าปากพ่นพิษละลายดินแหลม แล้วใช้หางตบพื้นพุ่งเข้าหาไห่จินจูอย่างรวดเร็ว
ซิ่นจงใช้ลูกศรเวทยิงใส่อสรพิษม่วงเพื่อช่วยไห่จินจูทันทีแต่พลังของลูกศรไม่พอที่จะหยุดอสรพิษม่วงมันยังคงพุ่งเข้าหาไห่จินจูด้วยความรวดเร็วไห่จินจูสร้างกำแพงดินขึ้นมากันเอาไว้แต่ก็ถูกทำลายลง ไห่จินจูถูกเศษดินกระแทกใส่ปลิวถอยหลังไปหลายก้าว
ซูเจินเข้ามาขวางไว้ใช้พัดเหล็กวายุกันหุบพัดลงฟาดมันลงกับพื้น ฝูเย่วฟางได้โอกาส กระโดดขึ้นไปที่หัวที่ถูกกระแทกลง ใช้มีดสั้นทั้งสองเล่มปักเข้าที่ดวงตาอย่างแรง
ฟ่อ!
อสรพิษม่วงสะบัดหัวไปมาอย่างเจ็บปวดหางที่โบกสะบัดโดนเสวี่ยซูที่กำลังจะเข้ามาช่วยโจมตีจนกระเด็นไปด้านหลัง ซิ่นทงเข้ามารับเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะกระแทกต้นไม้
อสรพิษม่วงอ้าปากกว้างเงยหน้าขึ้นฟ้าพ่นพิษเข้มข้นออกมาโปรยปรายไปทั่วบริเวณเหมือนฝนพิษซูเจินกับฝูเย่วฟางถอยออกมาได้ทัน แต่หนิงจูโดนฝนพิษที่แขนเล็กน้อยนางทรุดลงทันทีที่ถอยออกมาพ้นรัศมีของฝนพิษ
ซูเจินรีบเข้าไปดู เห็นรอยที่โดนพิษกลายเป็นสีม่วงเป็นวงและยังขยายออกไปรอบๆ คราวนี้ไม่ใช่พิษกัดกร่อนน่าจะเป็นพิษอีกชนิดที่รุนแรงไม่น้อย ใบหน้าของหนิงจูเริ่มเขียวคล้ำเล็กน้อยซูเจินช่วยส่งปราณเข้าไปสกัดกั้นพิษเอาไว้ก่อนอย่างรวดเร็วแล้วส่งให้ซิ่นทงพานางถอยออกไปก่อน
อสรพิษม่วงดวงตามืดบอดแล้ว เป็นโอกาสดีที่จะปลิดชีวิตมันแต่เพราะมันรับรู้ได้ถึงอันตรายจึงได้พ่นพิษออกมารอบๆ
“เอาอย่างไรต่อ?” ฝูเย่วฟางถามนางไม่สามารถฝ่าพิษเข้าไปสังหารมันได้หรอกนะนางคงล้มลงก่อนที่จะไปถึงตัวมันด้วยซ้ำ
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะจัดการเอง” ซูเจินบอกก่อนจะใช้สายลมให้พัดเป็นเสมือนเกราะบางๆบังฝนพิษที่จริงพิษเท่านี้ไม่มีผลกับนาง นางสามารถรักษาตัวเองได้เรื่อยๆแต่มันจะทำเช่นนั้นผู้อื่นผิดสังเกต ใช้วิธีอ้อมค้อมเสียหน่อยดีกว่า
ฝูเย่วฟางมองอีกฝ่ายที่เดินเข้าไปสังหารอสรพิษม่วงได้อย่างง่ายๆโดยใช้ตัวพัดฟันจนคอของมันขาด กระชากเอาแก่นอสูรออกมาก่อนจะเก็บมันไปเขี้ยวและเกล็ดถูกนางใช้วิชาลมเก็บมาได้กองหนึ่ง
“ของพวกนี้ให้เจ้า”ซูเจินแยกชิ้นส่วนให้กับฝูเย่วฟางนางไม่ปฏิเสธเพราะนางก็ยังไม่ได้อสูรที่จะสอบผ่านอสรพิษขั้นห้ามากเกินพอที่จะทำให้นางสอบผ่านการสอบครั้งนี้
เขี้ยวของมันก็เหมาะที่จะเอาไปทำอาวุธอาวุธที่ทำจากเขี้ยวพิษก็น่าจะมีคุณสมบัติพิษเหมือนกันฝูเย่วฟางเก็บพวกมันไว้ในอุปกรณ์มิติระดับกลางรูปต่างหูที่บิดามอบให้
มองสตรีนามเฉินซูซูที่กำลังดูอาการของสตรีอีกสามคนนางก็ขมวดคิ้วน้อยๆวิชาธาตุลมที่นางใช้เหมือนของพวกใช้เวทธาตุลมมากกว่าผู้ฝึกยุทธ์ธาตุลมเสียอีกหากไม่ได้เห็นที่นางทดสอบคุณสมบัติก่อนหน้านางก็คงจะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใช้เวทธาตุลม
“พวกนางเป็นอย่างไรบ้าง?”ฝูเย่วฟางเข้ามาถามอาการ เห็นอีกสองคนเพียงบาดเจ็บเล็กน้อย กินโอสถบางอย่างก็ดีขึ้นส่วนอีกคนแม้จะหน้าซีดแต่ก็ไม่มีร่องรอยของพิษแล้ว
“ไม่เป็นไร ข้าพอมีโอสถถอนพิษอยู่บ้างนางเพียงแค่สลบไป ซิ่นทงเจ้าแบกหนิงจูหน่อยนะ”
“ได้” ซิ่นทงเข้ามาแบกหนิงจูไว้บนหลังทันที
ซูเจินลุกขึ้นแล้วเข้าไปในถ้ำนางแอบรักษาในตอนที่ทุกคนไม่ทันสังเกต ใช้เวลาเพียงแวบเดียวไม่น่าจะมีใครเห็นหลังถอนพิษแล้วก็ทำทีว่าให้หนิงจูกลืนบางอย่างลงไปแต่เป็นเพียงเม็ดยาบำรุงร่างกายเท่านั้น
“เหลียงจือ! เจ้าหยุดก่อน!”จือเหลียงที่ตามเหลียงจือตามคำสั่งของนายหญิงร้องตะโกนบอกคนที่วิ่งอยู่ด้านหน้า
เหลียงจือหันมองด้านหลังเห็นเพียงจือเหลียงวิ่งตามมาคนเดียวก็ชะลอความเร็วลงเขานึกว่าเป็นซูซูที่ตามมาเสียอีก
“เหตุใดเจ้าถึงเข้ามาคนเดียว”เหลียงจือหลบสายตาไปทางอื่น ไม่ต่อปากต่อคำ
“...”
“ถ้าคุณหนูตามมาทันเจ้าตายแน่”จือเหลียงพูดตามความจริง
เหลียงจือสะท้านเฮือก “นาง...นางโมโหมากหรือไม่?”
“แทบจะพ่นไฟเลยทีเดียว”จือเหลียงนึกภาพที่นายหญิงโมโหจนตัวสั่น ตอนที่เห็นเขาวิ่งฝ่าเข้ามาคนเดียวแล้วก็นึกหวั่นใจหากนายหญิงตามมาทัน คงตบตีเขาจนกลายเป็นหัวหมูแน่ๆ
เหลียงจือราวกับเห็นภาพที่นางพ่นไฟออกจากปากได้ความทรงจำที่อีกฝ่ายตบตีเขาก็หลั่งไหลเข้ามา เขาใจกล้าฝ่าเข้ามาคนเดียวตอนที่เห็นจังหวะเหมาะโดยไม่บอกนางก่อนมีหวังได้โดยนางตบตีอีกแน่ๆ
“พี่ชาย ท่านต้องช่วยข้านะอย่าปล่อยให้นางตบตีข้าจนเกินไป ท่านต้องเข้ามาขวางนางไว้หน่อยนะ”เหลียงจืออ้อนวอนอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงจริงจัง ปล่อยให้นางตบตีระบายโทสะได้ แต่อย่าให้นางตบตีเขามากเกินไปไม่อย่างนั้นเขาต้องตายแน่ มือนางหนักเสียยิ่งกว่าอะไรยามลงมือก็รุนแรงไม่เคยออมมือเลย
โดนนางตบเข้าที่หัวสองครั้งคราวก่อน ยังเจ็บแปลบๆไม่หาย
“อย่าหวังกับข้านักเลยหากคุณหนูต้องการจะตบตีเจ้าจนตาย ข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะ” ถึงอีกฝ่ายจะยอมเรียกเขาว่าพี่ทั้งๆที่อายุน่าจะไม่ได้ห่างกันมากเท่าไหร่เขาก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้จริงๆ
ไม่เห็นตอนเดินทางที่นายหญิงใช้เขาเป็นเครื่องรางนำโชคหรือหากเขายื่นมือเข้าสอด มีหวังคราวหน้านายหญิงต้องใช้เขาหนักกว่านี้แน่หากนายหญิงต้องการกลั่นแกล้งจริงๆ คงหนักกว่าที่เจ้านายเก่าเขาใช้ทดสอบกับดักไม่รู้กี่เท่า
เขายังรักตัวกลัวตายอยู่นะ!
“เจ้าไม่น่าหาเรื่องเลย” จือเหลียงบ่นเบาๆ
“ก็ข้าต้องทำตามสัญญา...”
จือเหลียงมองเขาหนึ่งครั้งช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย นายหญิงถือว่าเป็นคนที่ใจกว้างกับคนของนางอย่างถึงที่สุดตลอดเวลาที่ผ่านมานางให้ของกับเขามากมายอย่างไม่เคยตระหนี่แม้สองสาวใช้จะยังไม่เป็นที่ไว้วางใจของนายหญิง แต่ก็ได้สิ่งของไปไม่น้อย
ดูสองพี่น้องซิ่นทง ซิ่นจงนั่นสินายหญิงเมตตาพวกเขาเพียงใด กับเหลียงจือผู้นี้ก็เหมือนกันทั้งๆที่นายหญิงโมโหให้เขาตั้งหลายรอบ ก็ยังอดทนกับเขาจนถึงตอนนี้ไม่ใช่หรือ?
นายหญิงยังไม่เอ่ยปากสักคำว่าจะไม่ช่วยเหลือหากนางไม่ช่วยก็จะบอกตรงๆว่าจะไม่ช่วยแต่นางไม่พูดแสดงว่าในใจนายหญิงคงมีแผนที่จะช่วยอยู่ในใจแล้วเขาทำอย่างนี้ไม่รู้ว่านายหญิงจะเอาคืนเขาอย่างไรหากนายหญิงตัดสินใจทอดทิ้งเขาไม่สนใจอีก ตัวจือเหลียงก็จะทำเช่นนั้นเหมือนกัน
“ถ้ำนี้ลึกชะมัด” จือเหลียงพูดเบาๆเมื่อเข้ามาลึกพอสมควรจนภายในถ้ำแสงแทบจะส่องไม่ถึงแล้วแต่ทางก็ยังทอดไปอีกเรื่อยๆ