สวี่ตงรู้สึกเสียใจระคนผิดหวัง กระทั่งว่าอยากเดินหนีไปให้พ้น!
แต่เมื่อคิดทบทวนดูแล้วสวี่ตงก็ตัดสินใจที่จะอยู่ต่อและตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่ว่าอย่างไรหนิวเซี่ยงตงก็อ้าแขนรับเขาเอาไว้ในยามที่เขาตกต่ำที่สุดและเขาเองก็ไม่มีสิทธิ์ไปขอให้หนิวเซี่ยงตงยุติการทำธุรกิจกับลุงโจวเทียนฉี
ยิ่งไปกว่านั้นหนิวเซี่ยงตงก็ไม่ได้ขับไล่ไสส่งเขา อีกฝ่ายยังอนุญาตให้เขาอาศัยอยู่ที่นี่ได้คนเราต้องรู้จักบุญคุณคน แน่นอนว่าเมื่อมีความแค้นก็ต้องสนองคืนเช่นกันมีบุญคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ แบบนี้ถึงจะเรียกได้ว่าแบ่งแยกบุญคุณกับความแค้นออกจากกันอย่างชัดเจน!
หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วสวี่ตงก็ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเงียบๆไม่แม้แต่จะไปเงี่ยหูฟังบทสนทนาระหว่างหนิวเซี่ยงตงกับโจวเทียนฉี
โจวเทียนฉีกับหนิวเซี่ยงตงพูดคุยกันพร้อมส่งเสียงหัวเราะร่าประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา โจวเทียนฉีก็กล่าวลาหนิวเซี่ยงตง และนำขวดล้ำค่าที่เขาจ่าย‘เงินงวดแรก’ หนึ่งแสนหยวนกลับไปด้วย
โจวเทียนฉีจากไปโดยไม่สนใจสวี่ตงที่มีสีหน้าอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวในใจของเขาคิดเพียงว่าธุรกิจของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป
หลังจากที่โจวเทียนฉีขึ้นไปนั่งบนรถมาลิบูคันใหม่เอี่ยมของเขาแล้วเขาก็ค่อยๆ วางกล่องที่บรรจุขวดหยกไว้บนเบาะที่นั่งของรถยนต์อย่างระมัดระวังเขาเองก็นับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งในธุรกิจนี้ เปิดโรงรับจำนำมาสองปีกว่าเรื่องอื่นอาจมีความรู้แค่เพียงผิวเผิน แต่มีแค่ ‘หยก’ เท่านั้นที่เขาเชี่ยวชาญลึกซึ้ง
ขวดหยกของหนิวเซี่ยงตงคือของดีเขาดูออกว่าขวดหยกใบนี้คุณภาพดีมาก ประกอบกับการลงนามในแบบสมัยราชวงศ์ซ่งถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่ผลงานชิ้นเอกที่มีชื่อเสียงโด่งดังอะไร แต่ราคาสามแสนหรือสี่แสนหยวนก็นับว่าคุ้มค่าแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงสองแสนห้าหมื่นหยวนที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ขาดทุน!
วันนี้หนิวเซี่ยงตงนัดเขามาคุยธุระที่ร้านเดิมทีอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการให้เขาซื้อขวดใบนี้ แต่เมื่อเห็นมันแค่แวบแรกเขาก็นึกอยากได้ขึ้นมา สุดท้ายหนิวเซี่ยงตงก็ยอมขายให้เขาอย่างใจกว้างหนำซ้ำยังเรียกราคาแค่สองแสนห้าหมื่นหยวน!
ความจริงแล้วตอนที่หนิวเซี่ยงตงยังไม่เสนอราคาโจวเทียนฉียังนึกว่าหนิวเซี่ยงตงจะเรียกราคาสี่แสนหยวนเป็นอย่างต่ำแต่นึกไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะเรียกราคาน้อยกว่านั้นมาก!
เขามาวันนี้ได้นำเงินสดที่มีในร้านเกือบทั้งหมดติดตัวมาด้วย หรือก็คือเงินสดจำนวนหนึ่งแสนหยวนนั่นเอง
โดยพื้นฐานแล้วโจวเทียนฉีดำเนินกิจการเพื่อให้พอประทังชีวิตไปเรื่อยๆและอยู่รอดได้โดยที่ไม่อดอยาก เขาเปลี่ยนมาใช้รถมาลิบูคันนี้ ยังต้อง ‘ฮุบ’ เอาเงินสามแสนแปดหมื่นหยวนของสวี่ตงไปไม่อย่างนั้นเขาคงไม่อาจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์คันใหม่ในฝันให้ตนเองดูมีหน้ามีตาแบบนี้ได้!
เงินจำนวนสามแสนแปดหมื่นหยวนก้อนนั้นโจวเทียนฉีแบ่งเก็บไว้กับตัวสองแสนห้าหมื่นหยวน โดยนำเงินจำนวนหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวนไปซื้อรถยนต์และผ่อนชำระไปแล้วส่วนหนึ่งเงินสดที่เหลืออีกหนึ่งแสนหยวนก็ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในร้าน ส่วนเงินอีกก้อนจำนวนหนึ่งแสนสามหมื่นหยวนนั้นเขายกให้โจวหลินผู้เป็นลูกสาวแปดหมื่นหยวนเพื่อให้เธอไปซื้อเชฟโรเลต เซลคันใหม่และให้ภรรยาห้าหมื่นหยวน ซึ่งนับว่านี่คือการ ‘ยกผลประโยชน์’ ให้แก่เธอ ตอนนี้เงินจำนวนสามแสนแปดหมื่นหยวนจึงถูกแบ่งสันปันส่วนจนหมด!
ตอนที่ไปถึงร้านของหนิวเซี่ยงตงโจวเทียนฉีเองก็ไม่คาดคิดว่าตนจะได้ควักเงินออกมาใช้เร็วถึงเพียงนี้สาเหตุที่เขานำเงินหนึ่งแสนหยวนติดตัวมาด้วยทั้งหมดก็เพื่อแสดงให้เห็นถึง ‘หน้าตา’ ว่าเขามีเงินสดติดตัวตลอดเวลาเท่านั้นเอง
ราคาขายของขวดหยกใบนี้คือสองแสนห้าหมื่นหยวนโจวเทียนฉีควักเงินทั้งหมดออกมาจ่ายรวดเดียวไม่ได้โชคดีที่หนิวเซี่ยงตงไม่ได้ต้องการให้เขาจ่ายเงินทั้งก้อนเพื่อแลกกับของ กระทั่งยังบอกให้เขานำของไปโดยที่ไม่ออกใบแจ้งหนี้แม้แต่ฉบับเดียวดูเหมือนว่าหลังจากกลับไป เขาต้องรีบขายขวดหยกใบนี้ให้คนอื่น ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีเงินจ่ายค่าขวดหยกที่เหลืออีกหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวนให้หนิวเซี่ยงตง
การได้ขับรถคันใหม่ทำให้รู้สึกดีเสียจริงๆเดิมทีโจวเทียนฉีไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขับรถมาที่นี่เลยโรงรับจำนำของเขากับร้านของหนิวเซี่ยงตงนั้นตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกันห่างกันไม่ถึงห้าร้อยหรือหกร้อยเมตรด้วยซ้ำ เดินไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว แต่ในตอนนี้รถมาลิบูคันนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงฐานะของเขา ต่อให้เดินแค่ก้าวเดียวถึงก็ยังต้องขับรถไป
ถึงแม้ว่าจะขับรถออกไปแล้วโจวเทียนฉีกลับไม่ได้ตรงไปที่ร้าน แต่ขับไปบนถนนสายอื่น ระหว่างที่กำลังรอสัญญาณไฟจราจรโจวเทียนฉีเห็นหญิงสาวที่แต่งตัวสวยพริ้งจำนวนไม่น้อยเดินผ่านไปผ่านมาอยู่บนทางเท้าด้านนอกรถยนต์จึงอดไม่ได้ที่จะลดกระจกรถลงและผิวปาก แต่สาวๆ เหล่านั้นไม่สนใจเขากระทั่งว่าไม่เหลียวแลด้วยซ้ำ
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้โจวเทียนฉีรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างมากสัญญาณไฟเป็นสีเขียวแล้ว เขาก็ยังลืมขับรถจนกระทั่งรถคันข้างหลังบีบแตรเสียงดังสนั่น เขาถึงได้สติกลับมา และรีบบึ่งรถออกไปอย่างว่องไว
โจวเทียนฉีจอดรถไว้ที่หน้าโรงรับจำนำของตัวเองและก้าวลงจากรถ เขาหยิบกล่องที่บรรจุขวดหยกขึ้นมา ใช้เข่าปิดประตูรถยนต์จากนั้นกดปุ่มล็อกรถบนกุญแจด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจเสียงล็อกรถทำให้เขารู้สึกว่าตนเองดูมีหน้ามีตาขึ้นมาเป็นพิเศษ!
พนักงานผู้มีหน้าที่เฝ้าร้านคือโจวอู่หลานชายของเขาทันทีที่โจวเทียนฉีก้าวผ่านประตูเข้าไปก็ตะโกนเรียกอีกฝ่ายโดยที่ไม่แม้แต่จะเหลือบมอง“โจวอู่ มาทำความสะอาดโต๊ะกาแฟ ฉันต้องวางของ!”
โจวอู่ร้องอุทานออกมาแต่ไม่ได้ตรงไปทำความสะอาดโต๊ะกาแฟตามคำสั่ง กลับรีบเดินเข้ามากระซิบว่า “อาสาม มี...มีแขกมาครับ...”
โจวเทียนฉีสะดุ้งเฮือกก่อนที่จะเงยหน้ามอง เขาเห็นคนสองคนกำลังนั่งอยู่บนโซฟาข้างโต๊ะกาแฟในร้านทั้งคู่ล้วนเป็นชายชราที่มีอายุประมาณห้าสิบถึงหกสิบปีซึ่งเขารู้จักหนึ่งในนั้นเป็นอย่างดี หลงชิวเซิงนั่นเอง!
“ผู้เฒ่าหลงเป็นคุณนี่เอง...” โจวเทียนฉีเกิดอาการลนลาน รีบวางกล่องไว้บนเคาน์เตอร์ จากนั้นจึงก้าวเท้าไปข้างหน้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและหันศีรษะไปสั่งโจวอู่ “เจ้าอู่ รีบไปชงชาเร็วเข้า...”
หลงชิวเซิงส่ายหน้าพลางยิ้มกล่าวว่า “ไม่ต้องหรอกๆ เสี่ยวอู่เสิร์ฟชาให้แล้วเถ้าแก่โจวเพิ่งกลับมาเหรอ”
“ใช่ครับๆคือผม...” โจวเทียนฉีคลี่ยิ้มพลางพยักหน้า จากนั้นก็เอ่ยถามหลงชิวเซิงว่า “ผู้เฒ่าหลงมาเยือนร้านเล็กๆของผมได้อย่างไรกันครับ ฮ่าๆ ส่วนท่านนี้คือ...”
หลงชิวเซิงกล่าวแนะนำชายชราอีกคนในทันที“นี่คือบอสอู๋ อู๋จื๋อเหริน เป็นเพื่อนที่เมืองหลวงของฉันเอง เขาคือผู้มีอิทธิพลในวงการของสะสมมาเยือนเมืองถงเฉิงคราวนี้ ฉันเองก็ไม่มีของดีเด่อะไรมาแนะนำเลยพาเขามาเดินดูที่ร้านขายของเก่ากับโรงรับจำนำในเมืองถงเฉิงถูกใจของชิ้นไหนจะได้ซื้อไปเลย!”
“โอ้...บอสอู๋สวัสดีครับๆ ผมชื่อโจวเทียนฉีนะครับ โจวเทียนฉี...”โจวเทียนฉีรีบกุลีกุจอไปจับมือกับอู๋จื๋อเหริน ผู้ชายคนนี้เป็นเพื่อนกับหลงชิวเซิงไม่จำเป็นต้องพูดถึงสถานะของอีกฝ่ายต้องสูงส่งกว่าโจวเทียนฉีมากกว่าหนึ่งระดับแน่นอน!
อู๋จื๋อเหรินแย้มยิ้มบางและกล่าวนิ่งๆ “สวัสดี เถ้าแก่โจว”
คำพูดนี้ฟังดูไม่ยินดียินร้ายและยังทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความ ‘เย่อหยิ่ง’ แต่โจวเทียนฉีไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองคนที่มีเงิน มีสถานะทางสังคมย่อมมีทุนที่จะ ‘เย่อหยิ่ง’ เป็นธรรมดา หากเป็นเขาเขาก็จะอวดเบ่งใส่คนที่เขาเห็นว่าด้อยกว่าตนเองเหมือนกัน!
โจวเทียนฉีนึกอยากจะเอ่ยปากพูดอีกสองสามคำแต่เมื่อเหลือบไปเห็นกล่องที่ตนเพิ่งจะนำมาวางไว้บนเคาน์เตอร์ก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทันควันเขาลุกขึ้นไปหยิบมันขึ้นมา และวางลงบนโต๊ะกาแฟอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เปิดกล่องไปพลางพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไปพลางว่า“โอ้ ผมลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ผู้เฒ่าหลง บอสอู๋ครับเมื่อครู่นี้ผมเพิ่งซื้อขวดหยกสมัยราชวงศ์ซ่งมาจากเพื่อนนักสะสมในราคาสูงลิ่ว ผู้เฒ่าหลงกับบอสอู๋ลองดูสิครับว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง!”
“โอ้ได้สิ” หลงชิวเซิงกล่าวตอบ เขาหยิบแว่นสายตาขึ้นมาสวม และเพ่งมองขวดหยกที่โจวเทียนฉีนำมาวางบนโต๊ะ
โจวเทียนฉีเองก็รู้สึกกังวลใจอยู่เหมือนกันถึงแม้ว่าเขาจะมีความรู้เรื่องหยกค่อนข้างดีแต่ก็ไม่นับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูง เมื่อเทียบกับคนอย่างหลงชิวเซิงแล้ว ความห่างชั้นย่อมไม่ใช่แค่แปดหรือสิบลี้ถ้าหากหลงชิวเซิงบอกว่าขวดหยกใบนี้เป็นของปลอมถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ได้จ่ายเงินที่เหลืออีกหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวนให้หนิวเซี่ยงตงต่อให้เขาจะเบี้ยวหนี้หนึ่งแสนห้าหมื่นหยวนก้อนนั้น เขาก็เสียเงินไปแล้วตั้งหนึ่งแสนหยวนเพราะแบบนั้นเขาจึงรู้สึกกังวลอย่างมาก!
บนใบหน้าของหลงชิวเซิงปรากฏชัดถึงความ‘เคร่งขรึมจริงจัง’ เรียกได้ว่า ‘ตั้งใจ’ อย่างยิ่งในยามที่กำลังพินิจพิเคราะห์นอกเหนือจากความจริงจังแล้วก็แทบจะมองไม่เห็นกระแสอารมณ์อื่นบนใบหน้า ก็ยิ่งทำให้โจวเทียนฉีรู้สึกกังวลใจ
ทว่าเมื่ออู๋จื๋อเหรินที่นั่งอยู่ด้านข้างเห็นขวดหยกที่อยู่ในมือของหลงชิวเซิงก็อดร้องอุทานออกมาไม่ได้และกล่าวขึ้นในทันทีว่า “ผู้เฒ่าหลง เอาขวดใบนั้นมาให้ฉันดูหน่อย”
หลงชิวเซิงคลี่ยิ้มและยื่นขวดหยกให้อีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง
ดูจากสีหน้าของหลงชิวเซิงแล้วโจวเทียนฉีก็สามารถ ‘สงบจิตสงบใจ’ ขึ้นมาได้บ้าง แต่เขายังไม่กล้าวางใจจนกว่าจะได้ข้อสรุปตอนนี้จึงยังคงรอดูสถานการณ์ด้วยความกระวนกระวายใจ ยิ่งไปกว่านั้นเขาเองก็ไม่สะดวกใจที่จะถามหลงชิวเซิงตรงๆ ว่าขวดหยกใบนี้เป็นของแท้หรือของปลอมเพราะการถามเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการแสดงให้เห็นว่าตนมีสายตาและความรู้ที่ตื้นเขินเพียงใด!
เขาจึงทำได้แค่รอในเวลาแบบนี้ ความเงียบมีค่าดุจทองคำ!
สีหน้าและท่าทางของอู๋จื๋อเหรินดูจริงจังยิ่งกว่าหลงชิวเซิงเสียอีกการแสดงออกทางใบหน้าของเขาทำให้โจวเทียนฉีคิดว่า นี่คือ ‘นิมิตหมายอันดี’
อู๋จื๋อเหรินนิ่งเงียบอยู่นานก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยถามโจวเทียนฉีว่า “เถ้าแก่โจว ขวดหยกใบนี้ฉันจะพูดว่าอย่างไรดี...”
โจวเทียนฉีผงะนิ่งไปหัวใจของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ทำไมเหรอครับ คง...คงไม่ใช่ว่ามันเป็น...ของปลอมหรอกใช่ไหมครับ”
“ฉันไม่ได้จะบอกว่ามันเป็นของปลอม”อู๋จื๋อเหรินตอบกลับไป พร้อมทั้งคลี่ยิ้มบาง “ฉันกำลังจะบอกว่าขวดหยกใบนี้จัดอยู่ในประเภทหยกมันแพะแต่ไม่นับว่าเป็นหยกที่มีคุณภาพดีที่สุด ถือว่าอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงฝีมือการแกะสลักเองก็ประณีตเป็นผลงานประติมากรรมของปรมาจารย์ผู้เลื่องชื่อในช่วงปลายราชวงศ์ซ่งพูดได้ว่าฝีมือการแกะสลักได้ชดเชยข้อบกพร่องด้านคุณภาพของตัวหยกแล้วไม่รู้ว่าเถ้าแก่โจวสนใจที่จะขายต่อไหม”
โจวเทียนฉีถอนหายใจเฮือกใหญ่ในทันทีเขาระบายลมหายใจยาวเหยียด จากนั้นถึงได้จ้องมองไปที่อู๋จื๋อเหริน“บอสอู๋สนใจขวดใบนี้เหรอครับ ผม...เดิมทีผมไม่สมควรพูดจาวางท่ากับเพื่อนของผู้เฒ่าหลงเลยแต่ว่า...แต่ว่าผมเองก็เสียเงินไปไม่น้อยเพื่อให้ได้ขวดใบนี้มา...”
“พูดกันตรงๆเลย!” อู๋จื๋อเหรินโบกมือพลางแย้มยิ้ม และกล่าวออกมาว่า “พูดมาเลยว่าจะขายที่ราคาเท่าไหร่การทำธุรกิจต้องยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่ายถึงจะทำให้สำเร็จได้เถ้าแก่โจวบอกราคามาได้เลย!”
“เอ่อ...”โจวเทียนฉีพลันรู้สึกประหม่าขึ้นมา เขาจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการตั้งราคาให้ดีหากเรียกสูงเกินไปเกรงว่าอู๋จื๋อเหรินจะตัดใจยอมแพ้ เรียกต่ำเกินไปก็ไม่สมควรเขาไม่อาจปล่อยให้ตนเองขาดทุนหรือไม่ได้กำไร หลังจากขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวออกมาว่า“บอสอู๋ครับ ผมเสียเงินไปมากกว่าจะได้ขวดหยกใบนี้มาผมคิดว่า...ควรให้บอสอู๋เสนอราคาเองดีกว่า!”
โจวเทียนฉีคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนสุดท้ายเขาก็ไม่ตั้งราคา แต่บอกให้อู๋จื๋อเหรินเป็นฝ่ายเสนอราคาเองเขามั่นใจว่าตนเองจะไม่เผยธาตุแท้ให้ใครเห็นหากใช้วิธีนี้!
อู๋จื๋อเหรินเองก็ไม่ขอคำอธิบายใดๆเขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยออกมาว่า “งั้นก็ได้ เถ้าแก่โจว เอาอย่างนี้สิฉันให้เถ้าแก่โจวสี่แสนห้าหมื่นหยวน เถ้าแก่โจวคิดว่าราคานี้พอไหวไหม”
“สี่แสนห้าหมื่นหยวนเหรอครับ”
โจวเทียนฉีผงะนิ่งไปแต่แล้วสีหน้าของเขาก็กลับคืนสู่สภาพ ‘ปกติ’ อีกครั้งเขาแสร้งพูดด้วยสีหน้าสงบเยือกเย็นว่า “เอ่อ...ผมคิดว่าสี่แสนห้าหมื่นหยวนยังน้อยไปสักหน่อย...ผมว่า...ผมว่าอย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่าห้าแสนหยวน!”
เมื่อได้ยินอู๋จื๋อเหรินออกปากพูดว่าสี่แสนห้าหมื่นหยวนโจวเทียนฉีก็ทั้งตกตะลึงทั้งดีใจ แต่เขายังคงอดทนอดกลั้นไม่แสดงสีหน้า ‘มีความสุข’และเพิ่มราคาอีกห้าหมื่นหยวน
ไหนๆอีกฝ่ายก็เสนอราคาที่สูงเกินความคาดหมายของเขาแล้ว แล้วทำไมเขาถึงจะไม่คว้าโอกาสนี้เอาไว้และพยายามเรียกร้องอีกสักหน่อยล่ะ
ลำพังราคาที่อู๋จื๋อเหรินเสนอก็ทำให้เขาดีใจจนเนื้อเต้นแล้วซื้อของมาในราคาสองแสนห้าหมื่นหยวน แต่ยังไม่ถึงชั่วโมงเมื่อนำมาขายต่อราคาก็เพิ่มขึ้นเป็นสี่แสนห้าหมื่นหยวน ได้กำไรเหนาะๆ สองแสนหยวนในชั่วพริบตาเดียวจะไปหาเรื่องดีๆ แบบนี้จากที่ไหนได้อีก
มิน่าวันนี้ตาข้างซ้ายของเขาถึงกระตุกตั้งแต่เช้าตรู่ ดูท่าทางคำกล่าวที่ว่าตาซ้ายกระตุกรับเงินตาขวากระตุกบอกลางร้ายจะเป็นความจริง!