ตอนที่ 132 สมองบวมน้ำ
ตอนที่ 132 “ยู....” “ยู....มิ...” “ยูมิจัง !!” “อ๊ะคะว่ายังไง !!” ยูมิที่โดนเรียกชื่อตัวเองถึงสามครั้งกว่าจะรู้สึกตัวเธอหันไปหาคนเรียกก่อนจะเห็นว่าเป็นไซโต้ ทาเครุเพื่อนสมัยเด็กและเพื่อนร่วมงานใหม่ของเธอจากแผนกศัลยกรรมนั่นเอง “ผมผ่าตรงส่วนนี้เสร็จแล้วครับช่วยสแกนดูให้อีกทีเพราะมันมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น” ไซโต้บอก “ดะ...ได้ค่ะ” ยูมิพยักหน้าก่อนจะจัดการใช้เครื่องสแกนที่ไว้ใช้สำหรับในห้องผ่าตัดสแกนหาเซลล์มะเร็งที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อเยื่อของสมองซึ่งเซลล์มะเร็งที่แทรกซึมอยู่ในบริเวณเนื้อเยื่อของสมองนั้นเกิดจากเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้ายซึ่งเนื้องอกพวกนั้นสามารถผ่าตัดออกไปได้แต่ทว่าเซลล์มะเร็งมันผ่าตัดออกไปค่อนข้างยากมากเพราะมันมีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นจึงต้องพึ่งเครื่องมือสแกนจากแผนกรังสีวิทยา ยูมิใช้เวลาสแกนและรอผลอยู่เกือบสิบนาทีในที่สุดผลการสแกนก็ออกมา “ไม่พบเซลล์มะเร็งในเนื้อเยื่อค่ะ” ยูมิบอกผลการสแกน “ฟู่ว...ขอบคุณครับถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมากครับผมต้องรีบไปที่ห้องผ่าตัด 2 ก่อนมีคนไข้เส้นเลือดในสมองโป่งอีกคนต้องไปจัดการผมฝากคุณช่วยไปแจ้งผลการผ่าตัดให้ญาติคนไข้ด้วยนะครับ” ไซโต้พูดฝากให้ผู้หมอช่วยผ่าตัดของเขาฝากไปแจ้งญาติคนไข้ซึ่งเป็นหมอจากแผนกฉุกเฉิน “ได้ครับ” หมอผู้ช่วยพยักหน้าจากนั้นไซโต้ก็เดินออกไปส่วนหมอผู้ช่วยและพยาบาลก็เข็นพาคนไข้ออกไปพร้อมไปแจ้งผลการผ่าตัด ส่วนทางด้านยูมิและพยาบาลบางส่วนก็กำลังเคลียห้องผ่าตัด ยูมิจัดการม้วนเก็บสายไฟเตรียมเคลื่อนย้ายเครื่องสแกนสมองกลับไปที่ห้องแผนกรังสีวิทยาซึ่งใช้เวลาไม่นานยูมิก็เก็บเสร็จ “ไปก่อนนะคะ” ยูมิเข็นเครื่องมือออกจากห้องผ่าตัดไปและเมื่อออกไปจากห้องผ่าตัดยูมิก็กำลังจะเข็นเครื่องมือกลับไปที่แผนกแต่ทว่าเธอก็ชะงักไปเสียก่อนเพราะบทสนทนาของพวกพยาบาลที่ได้ยินจากในห้องผ่าตัดที่พึ่งจะเดินออกมา “นี่เธอว่าหมอดนัยกับคุณหมอทาเคนากะเขาไปถึงขั้นไหนกันแล้วอ่ะ” “ไม่รู้สิแต่เห็นกลับด้วยกันทุกวันตอนเช้าก็มาทำงานด้วยกันคงนอนด้วยกันแล้วล่ะมั้ง” “ว้าวงั้นเหรอเนี่ยถ้าอย่างนั้นหมอดนัยอนาคตก็จะเป็นเจ้าของโรงพยาบาลน่ะสิตกถังข้าวสารเลยนะเนี่ย” “ก็นั่นสินะจะสงสารก็แต่หมอยูมิแหละก่อนหน้านี้ก็เห็นหมอดนัยทำท่าทำทางเหมือนจะสนใจหมอยูมิขนาดแต่ก่อนไปกินข้าวกลางวันด้วยกันแทบทุกวันเลยนะแต่เดี๋ยวนี้เห็นมีแต่หมอยูมิคนเดียวที่ไปนั่งกินข้าวที่สวนส่วนหมอดนัยก็ไปกินที่โรงอาหารแทน” “เฮ้อ...ถ้าการคงอยู่ของเครื่อง VR-Life มันพูดออกไปได้ล่ะก็คงช่วยพูดตัวให้ไปแล้ว” ยูมิที่ได้ยินบทสนทนาของพวกพยาบาลทั้งหมดพูดออกมาซึ่งเธอพึ่งจะรู้เมื่อไม่กี่วันก่อนว่าดนัยไม่ได้กลับมานอนที่ห้องเลยและพอได้ยินเรื่องที่ดนัยขึ้นรถกลับไปพร้อมฮิคาริและมาทำงานพร้อมกันจึงทำให้เธอสงสัยแต่เมื่อได้รับฟังเรื่องราวจึงรู้ว่าดนัยนั้นไปขอใช้เครื่อง VR-Life นั่นเองแต่ก็นะใช่ว่ายูมิจะไม่คิดมากเรื่องที่ได้ยินมาเลยเธอนั้นเริ่มคิดมากและเป็นกังวลโดยไม่รู้ตัวจากการได้ยินเรื่องพวกนี้ทุกวันนั่นจึงทำให้เธอเหม่อและไม่มีสมาธิขณะอยู่ในห้องผ่าตัด ทางด้านดนัย พรึ่บ !! เสียงหน้ากระดาษหนังสือถูกเปิดซึ่งผู้ที่กำลังเปิดหนังสืออ่านอยู่นั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นดนัยนั่นเอง ซึ่งหนังสือในมือของดนัยที่เขากำลังอ่านนั้นก็คือหนังสือโรคหายากทางสมองซึ่งดนัยสั่งซื้อมาจากต่างประเทศในราคากว่าสองแสนเยนซึ่งเป็นหนังสือที่แพงมากๆ ภายในห้องพักศัลยแพทย์ตอนนี้นั้นเป็นเวลาพักกลางวันทำให้เหลือหมออยู่ในห้องเพียงแค่สองคนเท่านั้นนั่นคือดนัยและหมอมิโฮะที่ต้องอยู่เฝ้าห้องเผื่อมีคนติดต่อมาตอนนั้นเองโทรศัพท์ประจำห้องศัลยแพทย์ก็ดังขึ้นหมอมิโฮะจึงต้องลุกขึ้นไปรับโทรศัพท์ “ค่ะแผนกศัลยกรรมค่ะ” หมอมิโฮะรับโทรศัพท์เธอฟังสิ่งที่ปลายสายพูดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสีหน้าจะเริ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด “ติดต่อไปที่หมอไซโต้หรือยังคะ” หมอมิโฮะถามปลายสาย “งั้นเหรอคะถ้าอย่างนั้นคงทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะค่ะคงต้องส่งไปที่โรงพยาบาลอื่นเพราะหมออิจิโนเสะเองก็ไม่อยู่...ใช่ค่ะหมออิจิโนเสะไม่อยู่เขาไปกับหมอทาเคนากะที่จังหวัดฟุกิชิม่ากว่าจะกลับก็เย็นๆเลยค่ะลองโทรไปสอบถามโรงพยาบาลอื่นดูก่อนนะคะว่าพอจะรับตัวผู้ป่วยไปได้มั้ย” หมอมิโฮะพูดกับปลายสายก่อนจะวางไปตอนนั้นเองดนัยก็เงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับหมอมิโฮะ” ดนัยถามเพราะจากที่ฟังมีชื่อหมอไซโต้และหมออิจิโนเสะหลุดออกมาน่าจะเป็นการขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับการผ่าตัดทางสมอง “ทางห้องฉุกเฉินติดต่อมาค่ะพอดีว่ามีผู้ป่วยเพศชายจมน้ำและเกิดภาวะสมองบวมทางนั้นเลยโทรมาถามว่าพอจะมีหมอที่ช่วยผ่าตัดเคสนี้ให้ได้มั้ย” หมอมิโฮะบอก “หือภาวะสมองบวมงั้นเหรอผู้ป่วยหมดสติหรือเปล่าครับ” ดนัยได้ยินแบบนั้นก็รีบถาม “ค่ะผู้ป่วยหมดสติและมีอาการชักเกร็งทุกห้านาที” หมอมิโฮะตอบ “แบบนั้นก็แย่สิถ้าไม่รีบรักษามีโอกาสกลายเป็นเจ้าชายนิทราแล้วหมอไซโต้ล่ะครับอาการสมองบวมหมอไซโต้น่าจะรักษาได้ไม่ยาก !!” ดนัยพูด “ติดการผ่าตัดอยู่ที่ห้องผ่าตัดที่ 2 ค่ะกว่าจะเสร็จก็อีกสองชั่วโมง” หมอมิโฮะบอก “หมออิจิโนเสะเองก็ไปประชุมที่ฟุกุโอกะกับฮิคาริสินะ” ดนัยเริ่มกังวลกับอาการของผู้ป่วย กริ๊ง !! ทันใดนั้นเองเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้งหมอมิโฮะรีบรับสายก่อนจะมีสีหน้าเครียดยิ่งกว่าเดิม “บ้าจริงทำยังไงดีเนี่ย” หมอมิโฮะสบถออกมา “มีอะไรครับ” ดนัยวางหนังสือในมือทันทีเพราะจากสถานการณ์เขาคิดว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ “ไม่มีโรงพยาบาลไหนว่าเลยค่ะหมอดนัยนี่เราต้องปล่อยให้ผู้ป่วยนอนอยู่บนเตียงโดยช่วยรักษาอะไรไม่ได้เลยเหรอเนี่ย” หมอมิโฮะพูดออกมาอย่างเจ็บใจเพราะถ้าปล่อยไว้แบบนี้โดยไม่รีบรักษาล่ะก็ผู้ป่วยคนนี้กลายเป็นเจ้าชายนิทราแน่ ภาวะสมองบวมสามารถรักษาได้หลายวิธีซึ่งวิธีแรกคือการให้ยาแต่จากที่ทางห้องฉุกเฉินต้องโทรมาขอความช่วยเหลือแสดงว่าอาการหนักจนให้ยาไม่ได้ผลแล้วส่วนอีกวิธีคือการระบายน้ำที่ไขกระดูกสันหลังเพื่อระบายน้ำส่วนเกินมาจากสมองวิธีนี้ทางแผนกฉุกเฉินเองก็ทำได้แต่ที่ไม่ทำแสดงมันจำเป็นจะต้องใช้วิธีสุดท้ายนั่นคือการผ่าตัดสมอง ดนัยคิดในใจก่อนจะรีบลุกขึ้น “หมอดนัยจะไปไหนคะ” หมอมิโฮะถาม “ผมจะไปดูอาการผู้ป่วยที่แผนกฉุกเฉินครับเผื่อจะช่วยอะไรได้” ดนัยบอกก่อนจะรีบออกจากห้องพักศัลยแพทย์ไป ห้องฉุกเฉิน “ฮือ...เป็นเพราะหนู...มันเป็นเพราะหนูเองถ้าหนูไม่ลงไปเล่นในน้ำลึกหนูคงไม่จมน้ำจนพ่อต้องลงไปช่วย” เด็กผู้หญิงวัยประถมคนหนึ่งกำลังเกาะเตียงร้องไห้อยู่ซึ่งในตอนนั้นเองดนัยที่วิ่งมาจากแผนกศัลยแพทย์ก็ได้ยินพอดี ผู้ป่วยคนนี้สินะ ดนัยคิดในใจเพราะคนไข้บนเตียงนั้นเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปหมดแถมยังไม่ได้สติและกำลังชักเกร็งอยู่ซึ่งมันสามารถเดาได้เลยว่าผู้ป่วยคนนี้คือผู้ป่วยที่จมน้ำและมีอาการสมองบวมน้ำนั่นเอง “หมอสุกิยามะครับนี่คือผู้ป่วยสมองบวมน้ำใช่มั้ย” ดนัยเห็นหมอสุกิยามะยืนอยู่ไม่ไกล “หมอดนัยทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ !!” หมอสุกิยามะที่เห็นดนัยก็นึกแปลกใจที่ดนัยมาอยู่ที่นี่ “มาดูน่ะครับว่าช่วยอะไรได้บ้างผลสแกนสมองอยู่ไหนครับ” ดนัยถามถึงผลการสแกนสมอง “นี่ครับ” หมอสุกิยามะส่งผลการสแกนให้ดนัยดู “มีอาการบวมที่ก้านสมองเลยงั้นเหรอแถมยังตั้งสามจุด !!” ดนัยอุทานออกมาเมื่อเห็นผลการสแกน “ใช่ครับจากที่ลูกสาวผู้ป่วยเล่าให้ฟังดูเหมือนจะจมน้ำไปกว่าห้านาทีหัวใจหยุดเต้นด้วยดีที่คนแถวนั้นช่วยฟื้นขึ้นมาได้แต่ก็ไม่ได้สติเพราะจมน้ำนานเกินไปทำให้สมองขาดออกซิเจนอาการนี้ถ้าเป็นหมอไซโต้คงช่วยได้แต่เขาติดผ่าตัดอยู่อีกห้องจะหยุดการผ่าตัดไว้ก็ไม่ได้ด้วยเพราะทางนั้นก็เริ่มไปแล้วถ้าหยุดจะเป็นอันตราย” หมอสุกิยามะบอก “ครับอาการนี้ด้วยฝีมือหมอไซโต้เขาช่วยได้แน่แต่ตอนนี้เขาไม่ว่างแถมหมออิจิโนเสะเองก็ไม่อยู่ถ้าเขาอยู่คงช่วยแนะนำการผ่าตัดได้ไม่ยาก” ดนัยพูด “หมอคะโรงพยาบาลนอกเขตคันโตเองก็ไม่มีโรงพยาบาลไหนว่างรับผู้ป่วยเลยค่ะ” พยาบาลที่พยายามหาโรงพยาบาลผ่าตัดผู้ป่วยคนนี้ให้พูดเธอนั้นพยายามติดต่อกระทั่งนอกเขตคันโตเลยด้วยซ้ำ (โตเกียวอยู่ในเขตคันโตซึ่งเขตคันโตนั้นมีทั้งหมด 7 จังหวัด) “บ้าจริง !!” หมอสุกิยามะสบถออกมา “ฮือ...ขอร้องล่ะใครก็ได้ช่วยพ่อหนูด้วย” เด็กผู้หญิงวัยประถมที่เป็นลูกสาวของผู้ป่วยคนนี้ดูเหมือนจะฉลาดพอสมควรจึงรู้ว่าสถานการณ์ของพ่อเธอกำลังแย่เธอจึงร้องไห้หนักกว่าเดิม เด็กคนนี้ !! ดนัยมองเด็กผู้หญิงลูกสาวของผู้ป่วยที่กำลังร้องไห้ก็นึกถึงตัวเองในตอนนั้นที่เกิดอุบัติเหตจนต้องเสียพ่อและแม่เขาไปเขาเองก็ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังแต่ก็ไม่มีใครช่วยพ่อและแม่เขาได้เลยแต่นั่นเขาก็ยังเข้าใจเพราะในสถานที่ไม่มีหมอหรือใครที่พอจะช่วยได้อยู่เลย ต่างจากตอนนี้ที่รอบตัวเต็มไปด้วยหมอ พยาบาลและเครื่องมือที่สามารถช่วยได้เต็มไปหมดเพราะแบบนั้นมันจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ไม่สามารถช่วยผู้ป่วยคนนี้ได้กันล่ะ หมับ !! ดนัยกำหมัดตัวเองแน่นก่อนจะตัดสินใจ “เปิดห้องผ่าตัดครับผมจะผ่าตัดเอง !!” ดนัยพูดออกมาทำเอาพยาบาลและหมอสุกิยามะทำหน้าตกใจ “อะ...เอาจริงเหรอครับหมอดนัยถ้าพลาดเรื่องใหญ่เลยนะครับ” หมอสุกิยามะถาม “เอาจริงสิครับผมจะรับผิดชอบการผ่าตัดนี้เองเปิดห้องผ่าตัดได้เลยโทรตามวิสัญญีแพทย์และโทรตามหมอมิโฮะมาเป็นผู้ช่วยผมให้ด้วย” ดนัยพูดก่อนจะเดินไปหาลูกสาวของผู้ป่วย “ฮึก...ฮึก...พี่หมอจะช่วยพ่อหนูเหรอคะ” “ใช่พี่หมอจะช่วยเองเพราะฉะนั้นหยุดร้องเถอะนะพ่อหนูจะไม่เป็นอะไร” ดนัยยกมือขึ้นลูบหัวและยิ้มให้เธอซึ่งเธอก็พยักหน้าเบาๆและพยายามห้ามน้ำตาของตัวเอง เอาล่ะหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเราฝึกผ่าตัดสมองรักษาอาการเลือดคั่งกับเครื่อง VR-Life มาเกือบยี่สิบรอบแล้วถึงจะไม่เคยฝึกการผ่ารักษาอาการสมองบวมน้ำก็เถอะแต่เราก็มีพื้นฐานการผ่าสมองมาบ้างแล้วถ้าพยายามฝึกแล้วไม่ได้ใช้รักษาจริงเราจะฝึกไปทำไมล่ะ ดนัยคิดในใจก่อนจะลุกขึ้นและไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวเข้าห้องผ่าตัด จบ...