ตอนที่ 151 อ่านหนังสือภาษา
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เคล็ดวิชาทั้งสองไม่สามารถประเมินได้ว่าเป็นเคล็ดวิชาที่ผิดพลาดเพราะมันมีความโดดเด่นคนละด้านมากกว่า
“ขอผมคิดสักครู่ได้ไหมครับ?” มาร์เทลกล่าวอย่างใช้ความคิด
เมอร์ลินพยักหน้าแล้วจิบเครื่องดื่มอย่างเงียบๆ
แน่นอนว่าเขาดีใจที่ได้รับเคล็ดวิชาระดับสามมาฟรีๆ แต่นี่คือการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการบ่มเพาะของเขาจึงต้องคิดไตร่ตรองให้ดี
หากให้เลือกความเร็วในการดูดซับ กับการควบแน่น ทั้งสองย่อมเป็นตัวเลือกที่น่าหนักใจ
แต่ทำไมนะ ทำไมเด็กน้อยถึงไม่ทำให้มันโดดเด่นขึ้นทั้งสองอย่าง แต่ก็นะถ้ามันโดดเด่นทั้งสองด้านมันก็คงจะไม่เป็นเคล็ดวิชาระดับสามเป็นแน่
“ผมขอเลือกเคล็ดวิชาที่มีความควบแน่นโดดเด่นก็แล้วกันครับ”
ในที่สุดมาร์เทลก็ตัดสินใจได้
สำหรับผู้บ่มเพาะพลังเวทจุดที่ทำให้พวกเขาต้องใช้เวลานานมากที่สุดก็คือการควบแน่นพลังเวทให้กลายเป็นขุมพลัง แม้ว่าการดูดซับจะใช้เวลาไม่น้อยเช่นกัน แต่มันก็สามารถชดเชยได้ด้วยการดูดซับพลังเวทจากหินเวทหรือแกนอสูร
เพราะเหตุนี้นักเวทจึงเป็นทางเดินที่พัฒนาได้ง่ายกว่านักวิชาการ
“ได้ครับ” เมอร์ลินไม่ลังเลที่จะนำกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา แล้วบังคับมันให้ลอยไปด้านหน้ามาร์เทล
“อ่านเสร็จแล้วก็ช่วยทำลายมันด้วยนะครับ”
“แน่นอนครับ ผมต้องขอขอบคุณคุณอีกครั้ง” มาร์เทลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น
กระดาษแผ่นนี้บรรจุเคล็ดวิชาพลังสมาธิระดับสาม
ทันทีที่มาร์เทลอ่านมัน ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมา
เขาพบว่าข้อมูลที่เขียนในกระดาษแผ่นนี้สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายมาก ความรู้สึกนี้เหมือนกับตอนที่เขาอ่านธีสิสที่เด็กน้อยเคยสอนออกมาก่อนหน้านี้
แต่ถึงอย่างนั้นมาร์เทลก็ไม่ได้ทำลายมันทิ้งในทันที เพราะเขาไม่ได้สมองเหมือนอัจฉริยะที่สามารถจำทั้งหมดได้ในคราวเดียว
มาร์เทลแทบจะไม่ไหวที่จะฝึกฝนมัน การเปลี่ยนเคล็ดวิชาพลังสมาธิในการฝึกฝนทำให้เขาสามารถบ่มเพาะได้เร็วขึ้น ไม่แน่ว่าภายในปีนี้เขาอาจสามารถบรรลุคุณสมบัติทะลวงวงเวทที่สาม นั่นคือการสะสมขุมพลังเวทยี่สิบจุดนั่นเอง
ส่วนเมอร์ลินในตอนนี้เขายังหยุดอยู่ที่พลังเวทสี่จุดเท่านั้น อีกเพียงแค่จุดเดียวเขาก็จะมีคุณสมบัติบรรลุวงเวทที่สองได้ แต่น่าเสียดายที่ความเร็วในการบ่มเพาะของเขาต้องช้าลงเพราะในตอนนี้เขาได้ให้ความสนใจไปกับการบ่มเพาะพลังอักขระมากกว่า เหตุผลย่อมเป็นเพราะว่าการบ่มเพาะลังลี้ลับใหม่นี้ สามารถขัดเกลาพลังจิตของเขาให้เพิ่มขึ้นไปด้วย แม้ว่าพลังจิตของเขาจะไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรมากก็ตาม
แต่พลังอักขระนั้นช่างยั่วยวนความอยากรู้อยากเห็นเด็กน้อยผู้เป็นนักเวทยาศาสตร์มาก
เขาต้องการรู้ว่าหากจารึกอักขระลงบนวิญญาณให้มากกว่านี้สีของพลังอักขระจะเปลี่ยนไปอีกหรือไม่ และขอบเขตของพลังอักขระจะขยายออกไปหรือไม่เช่นกัน
หลังจากทานอาหารเช้า เมอร์ลินยังคงทำกิจวัตรประจำวันเช่นเดิม นั่นคือการไปมหาลัย แม้ว่าเขาจะไม่ได้นอนมาทั้งคืน แต่การโคจรพลังเวทไม่กี่ครั้งก็สามารถช่วยให้เขาลดความเหนื่อยเมื่อยล้าลงได้
“เย็นนี้ให้ผมมารับเวลาเดิมใช่ไหมครับ?” มาร์เทลกล่าวอย่างกระตือรือร้นหลังจากที่มาส่งเด็กน้อยที่มหาลัย
“ครับ” เมอร์ลินพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปด้านใน
มาร์เทลรีบปั่นจักรยานออกจากตรงนั้นอย่างแล้วรีบกลับบ้านไปฝึกฝนเคล็ดวิชาพลังสมาธิใหม่ในทันที
ส่วนเมอร์ลินยังคงใจเย็นและทำทุกอย่างเป็นปกติ แม้ว่าในใจของเขาจะตื่นเต้นกับการค้นพบห้องลับในบ้านของตนเองก็ตาม
เขาไม่ได้สนใจเคล็ดวิชาพลังสมาธิระดับสามที่มอบให้มาร์เทลเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่เคล็ดวิชานั้นเขาสามารถมอบให้กับมหาลัยเพื่อแลกเป็นแต้มวิชาการได้ แต่เขาก็คิดว่าเคล็ดวิชาระดับสามนั้นยังไม่มีคุณค่ามากพอ เพราะถึงยังไงธีสิสทั้งสี่เล่มที่พึ่งถูกตีพิมพ์คงจะสามารถทำให้เขาได้รับเข็มกลัดนักวิชาการสองดาวได้อยู่แล้ว
ส่วนเข็มกลัดนักวิชาการสามดาวนั้นคงจะไม่ได้ในเร็วๆ นี้ เพราะนั่นคือผลจากแต้มวิชาการอ้างอิง มันต้องรอเวลาให้นักวิชาการคนอื่นๆ เกิดความสนใจแล้วนำธีสิสของเขาไปใช้ ซึ่งมันต้องใช้เวลา และมันไม่แน่ว่าเขาจะได้รับแต้มวิชาการจนถึงระดับสามดาวอย่างที่วิวเกอร์ฟอร์ดพูด
แต่ถึงอย่างนั้นต่อให้เมอร์ลินไม่ได้เข็มกลัดนักวิชาการสามดาวด้วยธีสิสทั้งสี่เล่มนั้น หากในปีนี้เขาตีพิมพ์ผลงานเพิ่มเข้าไป ยังไงเขาก็ต้องได้รับตำแหน่งนั้นมาครอบครองอยู่แล้ว
วิวเกอฟอร์ดไม่เชื่อว่ามันจะสมองของเด็กน้อยจะไม่สามารถตีพิมพ์ผลงานอื่นให้ได้แต้มวิชาการได้ ไม่เช่นนั้นตำแหน่งนักวิชาการสามดาวที่เด็กน้อยควรจะได้คงจะเป็นแค่เสือกระดาษ และสิ่งที่เด็กน้อยได้รับเป็นแค่โชคที่ดีเท่านั้น
ซึ่งเหตุผลนั้นแน่นอนว่าไม่ใช่
เมอร์ลินตรงไปที่ห้องสมุด เขาแหงนหน้ามองแผ่นตราผลึกข้างบนที่มีมากมายเหมือนดวงดาวบนทางช้างเผือก
‘น่าเสียดายที่พวกมันไม่มีหนังสือเกี่ยวกับศาสตร์วิญญาณ’ เขาได้แต่คิดในใจ
เมื่อเขาได้พบห้องทดลองลับเกี่ยวกับโฮมุนคูสเขาก็เกิดสนใจมันขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นวันนี้เขาก็เลือกที่จะอ่านหนังสือเกี่ยวกับภาษา
“มันต้องมีหนังสือภาษาสักเล่มที่เกี่ยวข้องกับอักขระวิญญาณ” เด็กน้อยเอ่ยพึมพำแล้วเดินไปโซนหนังสือที่เกี่ยวกับภาษา
แม้ร้อยประเทศจะใช้ภาษาเดียวกันเป็นสากล แต่หนังสือเกี่ยวกับภาษากลับมีจำนวนที่น่าตื่นตะลึง
เมอร์ลินพบว่าโซนภาษานั้นมีหนังสือนับแสนเล่ม ซึ่งมันบันทึกเรื่องราวเกี่ยวภาษาทั้งของปัจจุบันและในอดีต
เขาพบว่ามันมีภาษาโบราณอยู่จำนวนมาก
ด้วยหนังสือมากมายจำนวนนี้ เกรงว่าคนคนหนึ่งจะใช้ทั้งชีวิตก็ไม่สามารถเรียนได้ไหว
แต่น่าเสียดายที่คนคนนี้คือเมอร์ลินผู้มีความสามารถของดวงเนตรสีเงิน
ความสามารถในการจดจำที่น่าทึ่งนี้ทำให้เมอร์ลินได้เปรียบในการเรียนภาษา เพราะสิ่งที่เขาได้อ่านทั้งหมดจะไม่มีวันลืม นั่นหมายความว่าเขาสามารถเรียนรู้ภาษานั้นๆ โดยที่อ่านมันเพียงครั้งเดียว
มิหนำซ้ำการอ่านนั้นยังรวดเร็วจนน่าอิจฉา
เวลานี้ภาพของเด็กน้อยที่คว้าแผ่นตราผลึกหนังสือมากมายนับสิบลงมาในครั้งเดียวแล้วคืนพวกมันกลับไปที่เดิมอย่างรวดเร็วกลายเป็นภาพที่น่าตะลึง
ท่าทางของเมอร์ลินดูจริงจังกับการอ่านหนังสือในครั้งนี้เป็นอย่างมาก
นั่นเพราะว่าหากเขาสามารถจับแก่นของภาษาเหล่านี้ได้ บางทีเขาอาจจะสามารถแปลความหมายของอักขระวิญญาณที่ฝังอยู่ในกระดูกได้เช่นกัน
ใช่แล้ว ในตอนนี้เมอร์ลินต้องการศึกษาอักขระวิญญาณ!
ขณะเดียวกันนั้นเองที่หอคอยค่ายกลเคลื่อนย้ายเมืองเจเฮริส
ชายชราผู้มัดผมเปียได้ก้าวเดินออกมาจากค่ายกล ทันทีที่ออกมาจากที่นั่น เขาได้นำพรมสีดำผืนหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บของ ก่อนจะกระตุ้นหินเวทที่ฝังอยู่บนตัวพรมแล้วโยนมันขึ้นไปกลางอากาศ
เขาลอยตัวขึ้นไปเหยียบบนพรมแล้วคำรามเสียงต่ำพร้อมกับกระทืบเท้าครั้งหนึ่ง
“ไป!”
พรมสีดำผืนนั้นแล่นฉิวขึ้นไปตามถนนทันที