เจ้าพ่อมาเฟียย้อนเวลามาใช้ชีวิตสดใสในรั้วโรงเรียน!

    ตอนที่ 53 ไม่น่าเลย เจ้าชาละวันน้อย...

    "ทุกคนจับกลุ่มกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นขอเชิญพี่พายขึ้นมาแนะนำกิจกรรมต่างๆ ให้น้องได้เลยครับ" พี่บุญส่งยื่นไมค์ไปให้หญิงสาวข้างๆ


    หญิงสาวรับไมค์มาและเริ่มกล่าว "สวัสดีจ้าทุกคน กิจกรรมที่น้องๆ จะได้เล่นกันหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ จะเป็นกิจกรรม Walk Rally นะจ๊ะ ทุกกลุ่มจะได้สมุดเล่มเล็กกันไปคนละหนึ่งเล่ม ไว้ใช้ปั๊มตราสัญลักษณ์ประจำฐาน กลุ่มไหนที่ได้ปั๊มครบทุกฐานพวกพี่ๆ จะมีรางวัลให้ด้วยน้า~"


    พี่พายแนะนำกิจกรรมและรายละเอียดต่างๆ ของวันนี้ให้กับกลุ่มนักเรียนบ้านหนองจระเข้ฟัง


    มีทั้งคนที่ฟังอย่างตั้งใจ และคนที่ไม่ฟังอะไรเลย ซึ่งวินเทอร์ก็คือหนึ่งในคนพวกนั้น


    หลังจากฟังคำอธิบายต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็พากันไปรับประทานอาหารกลางวันที่ทางค่ายได้เตรียมไว้ ก่อนที่จะไปเล่นกิจกรรมช่วงบ่าย


    ระหว่างที่เดินไปโรงอาหารพวกเขาก็ได้พูดคุยเพื่อทำความคุ้นเคยกัน


    "พวกเธอสองคนรู้จักกันเหรอ?" วินเทอร์มองข้าวฟ่างสลับกับซัมเมอร์


    "ใช่ค่ะ พวกหนูเรียนห้องเดียวกันตอน ม.ต้น ข้าวฟ่างน่ารักมากๆๆๆๆ เลยนะคะ!!!" ซัมเมอร์โอบเอวข้าวฟ่างจากด้านหลัง


    "มะ...ไม่ขนาดนั้นหรอกจ้ะ" ข้าวฟ่างที่ถูกซัมเมอร์ทั้งชมทั้งกอดก็รู้สึกเขินไม่น้อย


    พอวินเทอร์มาถึงโรงอาหาร ก็ได้พบว่าหลังจากที่ทุกคนตักข้าวเสร็จและไปนั่งลงโต๊ะที่มีอาหารวางเรียงรายอยู่ แต่ไม่มีใครสักคนที่กำลังรับประทานอาหารอยู่เลย


    ทุกคนนั่งนิ่งเหมือนกับว่ากำลังรออะไรบางสิ่งกันอยู่


    วินเทอร์และคนในกลุ่มก็เดินไปตักข้าว และพากันเดินไปยังโต๊ะที่ว่างอยู่


    หลังจากที่พวกเขานั่งลงโต๊ะแล้ว วินเทอร์ก็สงสัยว่าทำไมถึงยังไม่มีใครเริ่มรับประทานอาหาร เขาจึงหันไปถามพี่ลูกเกดคนที่ดูอาวุโสและมีประสบการณ์มากที่สุด "ทำไมถึงยังไม่มีใครเริ่มกินข้าวเลยครับ? พวกเขากำลังรออะไรอยู่"


    พี่ลูกเกดจึงอธิบายให้ฟังว่า "ต้องรอทุกคนมาพร้อมกันครบทุกคนก่อนจ๊ะ จากนั้นก็จะเริ่มทำกิจกรรมที่พี่ๆ วิทยาการเตรียมให้ก่อน ยกตัวอย่างเช่น ทำมือตั้งฉากและตบลงแบบนี้!"


    วินเทอร์ที่เห็นพี่ลูกเกดยกแขนตั้งฉากและตบแปะๆ เขาก็พยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ


    แต่แล้วมันทำไมละ? ถ้าเขาอยากจะกินต้องรอใครมาบังคับมาสั่งด้วยเหรอ?


    วินเทอร์จึงเริ่มตักกับใส่จานกับข้าวให้ตัวเองและซัมเมอร์ ลงมือรับประทานอาหารโดยไม่สนใจใครหน้าไหนทันที


    เมื่อเมฆาเห็นว่าเจ้านายของตนเปิด ตัวเขาที่เป็นผู้น้อยก็ต้องทำตามอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เมฆาตักกับอาหารใส่จานให้หวานใจของเขาทันที


    ทุกคนในโรงอาหารอ้าปากค้าง มองมาที่วินเทอร์ด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ พลางคิดในใจ 'แม่งสุดในรุ่นวะ!?"


    พี่บุญส่งที่เห็นเช่นนั้น เตรียมที่จะเดินมาตักเตือนพวกของวินเทอร์ แต่เขาได้ถูกคณาจารย์จากโรงบ้านหนองจระเข้แม่น้ำไนล์ วิ่งเข้ามาห้ามปรามไว้ก่อน


    พร้อมขู่เตือนว่าอย่าไปยุ่งกับเด็กสองคนนั้น ไม่งั้นค่ายแห่งนี้จะไม่สงบสุขแน่นอน ถ้าอยากให้กิจกรรมราบเรียบไปจนจบ ก็อย่าไปกระตุกหนวดของพวกเขาทั้งคู่


    พี่บุญส่งที่ถูกคณาจารย์ขู่เตือน ด้วยความจริงจัง เขาก็อดที่จะผวาสั่นขึ้นมา ได้แต่คิดในใจว่าไอ้หนุ่มสองคนนั้นมันเป็นมหาเทพท่านใดกันละเนี่ย!?


    สุดท้ายพี่บุญส่งก็ได้ปล่อยฟรี ปล่อยให้ทุกคนเริ่มรับประทานอาหารได้เลย ไม่จำเป็นต้องทำกิจกรรมหรือสวดมนต์ กล่าวขอบคุณอะไรแล้ว


    ผ่านไปได้สักพักหนึ่ง บรรดานักเรียนที่รับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาพากันไปเล่นฐานต่างๆ เพื่อเริ่มเล่นกิจกรรมทันที


    เมื่อพี่ลูกเกดเห็นว่าทุกคนกินข้าวกันเสร็จแล้วเรียบร้อย เธอจึงพูดขึ้นมาว่า "พวกเราไปทำกิจกรรมกันเลยไหมจ๊ะ?"


    ทุกคนในกลุ่มเห็นด้วยกับคำพูดของลูกเกด พวกเขาจึงเริ่มออกเดินทางไปยังฐานกิจกรรมต่างๆ ที่ทางค่ายได้จัดเตรียมไว้


    "พวกเราจะไปเล่นอะไรกันก่อนดี?" ลูกชุบถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น พลางดูสมุดกิจกรรมไปด้วย


    "เริ่มจากอันที่ใกล้ที่สุดก่อนดีไหม?" เนมรุ่นพี่ ม.5 ได้แนะนำขึ้นมา


    "ทุกคนว่ายังไง" ลูกเกดได้ถามความคิดเห็นทุกคนในกลุ่ม


    ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นพวกเขาได้พากันไปเล่น ฐานที่อยู่ใกล้ที่สุด ก็คือสะพานเชือกสองเส้นข้ามน้ำ


    ถ้าเกิดตกน้ำลงไปรับรองว่าต้องได้ตัวเปียกเหมือนลูกหมาตกน้ำแน่นอน คงไม่อยากมีใครเปียกน้ำตั้งแต่ฐานแรกแน่นอน


    "น้องๆ กลุ่มนี้ไปต่อแถวนั่งรอกันตรงนั้นก่อนนะครับ เดี๋ยวให้กลุ่มที่มาถึงก่อนได้ข้ามกันไปให้เสร็จเรียบร้อยก่อน" พี่ที่คุมฐานพากลุ่มของวินเทอร์ไปนั่งรอด้านข้าง


    แต่วินเทอร์ได้เดินไปยืนที่ริมๆ ขอบ จ้องมองดูสะพานและกลุ่มที่กำลังข้ามอยู่ด้วยท่าทีที่ครุ่นคิด


    เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของภรรยาตัวน้อย เป็นห่วงว่าเธออาจจะข้ามไปไม่ไหว และก็กลัวว่าตัวสะพานจะไม่มีความมั่นคง


    แต่กลุ่มนักเรียนที่กำลังข้ามสะพานอยู่ไม่คิดอย่างนั้นสิ เมื่อพวกเขาได้เห็นวินเทอร์มายืนจ้องพวกเขาด้วยท่าครุ่นคิดแล้ว พวกเขาก็คิดว่าท่านเทพปีศาจองค์กำลังไม่พอใจที่พวกเขาเอาแต่ชักช้า มัวแต่โอ้เอ้ไม่ยอมข้ามไปกันสักที


    'บังอาจปล่อยให้ฉันรอเรอะ? พวกแกเตรียมตัวกันได้เลย ฉันจะตัดเชือกสะพานให้พวกแกจมน้ำตายกันให้หมด!!!'


    เหมือนกับว่าเสียงนี้ได้ไปดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผู้คนบนสะพานเชือก ทันใดนั้นเหตุการณ์สุดจะน่าเหลือเชื่อก็ได้เกิดขึ้น


    ผู้คนที่กำลังข้ามสะพานเชือก รวมถึงคนที่กำลังจะข้าม เหมือนถูกผีห่าซาตานเข้าสิง พวกเขารีบพากันข้ามสะพานกันอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ห่วงความปลอดภัยหรือระมัดระวังกันเลยแม้แต่น้อย


    ร่างของเด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อย ได้ตกลงไปในบ่อน้ำด้านล่างจนตัวเปียกปอน


    บรรดาอาจารย์และพวกพี่ๆ ที่คุมฐานเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกระโดดลงไปช่วยเหลือเด็กๆ ที่ร่วงกันระนาว


    บางส่วนก็รีบติดต่อประสานไปให้ทีมงานคนอื่นๆ มาช่วยเหลือ เพราะว่าจำนวนเด็กที่หล่นลงไปในน้ำไม่ใช่น้อยๆ และก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เด็กๆ ทุกกลุ่มที่อยู่ในฐานกิจกรรมต่างพากันรีบเร่งข้ามสะพานกันอย่างไม่ลืมหูลืม


    ยกเว้นแต่กลุ่มของวินเทอร์กับสาวๆ จากห้อง ม.4/4 ที่ปะปนอยู่ในกลุ่มเท่านั้น ที่พากันมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความงุนงง


    "ทำไมพวกเขาถึงรีบร้อนกันขนาดนั้น?" โบตั๋นถามขึ้นมาด้วยความสงสัย


    "ไม่รู้สิ..." ฟิล์มที่ยืนอยู่ข้างๆ ตอบกลับไป เธอก็งงงวยไม่ต่างอะไรไปจากโบตั๋น


    "สะพานว่างแล้ว พวกไปกันเลย!" พูดจบลูกชุบเดินนำขึ้นสะพานไปคนแรก


    วินเทอร์มองไปที่ภรรยาตัวน้อยของเขาด้วยความเป็นห่วง และเอ่ยว่า "ขี่หลังพี่ไปไหมครับ?"


    "ไม่เป็นไรค่ะ! หนูข้ามเองได้!!!" ซัมเมอร์เดินหนีไปที่สะพานด้วยความเขินทันที


    วินเทอร์ยิ้มจางๆ พร้อมเดินตามไปต้อยๆ


    กลุ่มของวินเทอร์และสาวๆ ม.4/4 ข้ามสะพานเชือกสองเส้นไปได้อย่างสบายๆ พร้อมรับตราปั๊มมาอย่างง่ายดาย และพากันไปฐานกิจกรรมถัดไปทันที


    ฐานกิจกรรมถัดไปที่กลุ่มของวินเทอร์จะไปเล่นนั้น เป็นฐานสิงห์ทะเลทราย


    ที่ทุกคนจะจับเชือกที่ผูกไว้กับต้นไม้ทั้งสองฝั่ง และเดินบนถังเล็กจากต้นไม้ต้นแรกไปยังต้นที่อยู่ปลายสุดของเชือกที่ผูกไว้


    สองหนุ่มที่ผ่านการฝึกระดับหน่วยรบพิเศษมาแล้ว การละเล่นที่เหมือนเด็กแบบนี้ ไม่ได้ยากอะไรสำหรับพวกเขาเลย


    ต่อให้ปล่อยเชือกและเดินบนถังเปล่าๆ ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ออกจะเป็นเรื่องง่ายๆ ด้วยซ้ำ


    แต่สำหรับสาวๆ แล้วกิจกรรมนี่ไม่ง่ายเลย พวกเธอผ่านด่านกันไปด้วยความทุลักทุเล บ้างหล่นจากถังก้นจ้ำเบ้า ทำให้พวกเธอก็ต้องไปเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น


    สถานที่ที่กลุ่มของวินเทอร์เล่นกิจกรรมนั้นอยู่ใกล้กับคลองไม่น้อย


    ทันใดนั้นจระเข้ตัวเขื่องก็ได้โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ ว่ายตรงดิ่งมาทางฝั่งที่เป็นสถานที่ตั้งกิจกรรมของพวกวินเทอร์


    ทันทีที่ร่างของมันได้ขึ้นมาบนบก จระเข้ยักษ์ขนาดราวๆ 5 เมตรก็ได้ปรากฏตัวสู่สายตาสาธารณชนทันที


    เมื่อกลุ่มเด็กที่อยู่ในฐานกิจกรรมนี้เห็นเจ้าชาละวันน้อยตัวนี้ พวกเขาพากันแหกกรีดร้องวิ่งหนีตายกันอย่างจ้าละหวั่น


    วินเทอร์กับเมฆารีบวิ่งไปหอบร่างสาวๆ ในกลุ่มไปหลบห่างออกไปไกลๆ ก่อนที่เขากับเมฆาจะเดินเคียงคู่กันไปประจันหน้ากับเจ้าชาละวันน้อยตัวนี้


    "แกว่าพวกเราควรฆ่ามัน หรือจับเป็นดี?" วินเทอร์หันไปถามเมฆาด้วยท่าทีสบายๆ เหมือนกับว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร


    "แล้วแต่คุณชายเลยครับ" เมฆาตอบกลับไปน้ำเสียงเรียบๆ


    ถ้าคุณชายของเขาปรารถนาให้จระเข้ตัวนี้ตาย มันก็ต้องตาย แต่ถ้าเขาต้องการให้มันอยู่ เจ้าจระเข้ตัวนี้ก็ต้องอยู่ แม้ว่ามันจะอยากตายมากแค่ไหนก็ตาม


    "แกจัดการส่วนหลัง เดี๋ยวฉันจัดการส่วนหน้าเอง" สิ้นเสียงของวินเทอร์ลง สองหนุ่มก็พุ่งเข้าใส่เจ้าชาละวันน้อยด้วยความบ้าระห่ำทันที


    เจ้าชาละวันอ้าปากกระโจนใส่วินเทอร์ แต่เขาหลบได้พร้อมกับกระโดดขึ้นคร่อมแล้วนำแขนทั้งสองข้างกอดรัดปากของมันเอาไว้


    เจ้าจระเข้ที่พยายามจะดิ้นสะบัดวินเทอร์ออกไปนั้นยากที่จะทำได้ เพราะตัวของมันได้ถูกสองหนุ่มขึ้นคร่อมจับกดเอาไว้


    วินเทอร์ที่กอดรัดปากของจระเข้เอาไว้อยู่ ได้กระซิบข้างหูมันเบาๆ ว่า "แกซวยแล้วไอ้หนูที่มาเจอพวกฉัน ฉันจะสอนให้แกรู้ว่าใครเป็นหมู่เป็นจ่า!"


    เจ้าชาละวันน้อยได้แต่อึ้งจนพูดไม่ออก เพราะว่ามันไม่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้นั้นเอง มันจึงไม่เข้าใจในสิ่งที่วินเทอร์พูดมาเลยแม้แต่คำเดียว


    แต่สัญชาตญาณสัตว์ป่าได้บอกและเตือนกับมันว่า มันได้ฉิบหายแล้วจริงๆ ตอนถัดไปมันอาจถูกมนุษย์สองคนนี้ทุบตีจนหมดสภาพหรืออาจจะตกตายอย่างน่าอนาถ หนังของมันอาจจะถูกนำเอาไปทำเป็นเครื่องแต่งกาย หรือกระเป๋าก็ได้ ใครจะไปรู้...

    คล้ายกับเรื่องเจ้าพ่อมาเฟียย้อนเวลามาใช้ชีวิตสดใสในรั้วโรงเรียน! ที่คุณอ่าน