จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 117 ล้วนแต่ถูกบังคับ

            ในตอนกลางคืนเย่เฉินก็ออกมาจากหอโอสถวิญญาณ และรีบตรงไปยังหอหมื่นสมบัติ

            อีกสองวันก็จะต้องเข้าร่วมการทดสอบในป่าร้างแล้วเขาเข้าใจดีว่าหากมีเพียงเม็ดยาหุยเสวียนย่อมไม่เพียงพออย่างแน่นอนจึงจำเป็นจะต้องเตรียมสิ่งของอย่างอื่นด้วยเช่นกัน

            ทันทีที่เข้าไปในหอหมื่นสมบัติผางต้าไห่ก็กระโดดออกมามองสำรวจไปทั่วทั้งร่างของเย่เฉิน พร้อมทั้งทำเสียงจุปาก“เพิ่งจะผ่านมาวันเดียว เจ้าเด็กคนนี้ก็ออกมามีชีวิตชีวาอย่างเดิมแล้วกินอะไรถึงโตมาได้แบบนี้”

            “ผู้อาวุโสอย่ามัวแต่ล้อข้าเล่นอยู่เลยข้ามาซื้อของ” เย่เฉินพูดจบ ก็มองสำรวจเข้าไปในหอหมื่นสมบัติเมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใด เขาจึงกระซิบผางต้าไห่ “ผู้อาวุโสท่านมีระเบิดควันกับยาสลบไหม”

            เมื่อได้ยินสิ่งของที่เย่เฉินต้องการจะซื้อผางต้าไห่ก็เลิกคิ้วขึ้นทันที “เจ้าหนุ่ม เจ้าจะเอาของพวกนี้ไปทำอะไร”

            “ไปใช้ประโยชน์”เย่เฉินกระแอมขึ้นมา

            “ข้าว่าเจ้ากำลังคิดจะเอาไปทำอะไรไม่ดีแน่ๆ”ผางต้าไห่กลอกตาใส่เย่เฉิน หลายวันมานี้เขาได้เรียนรู้ตัวตนของเย่เฉินมาแล้วเขาจึงรู้จักนิสัยใจคอของเย่เฉินเป็นอย่างดีภายนอกมีร่างกายเป็นคนแต่นิสัยภายในเหมือนสุนัข จิตใจภายในของเขาจริงๆแล้วก็ไม่ใช่เด็กดีอะไรแต่ถึงเป็นเช่นนี้เขาก็ยังคงหยิบถุงเก็บของออกมาวางไว้บนชั้น “ลองดูสิ เท่านี้พอไหม”

            เย่เฉินยิ้มและเปิดถุงเก็บของออกแล้วหรี่ตามองเข้าไปด้านในในนั้นมีระเบิดควันอยู่ห้าสิบกว่าลูก และมียาสลบเพียงสามขวด

            “ไม่พอ”เย่เฉินส่ายศีรษะ แล้วมองไปยังผางต้าไห่อีกครั้ง

            “เจ้าหนุ่มของพวกนี้ราคาไม่ได้ถูกเลยนะ เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้ามีเงินมากมายขนาดนั้น?” ผางต้าไห่มองเย่เฉินด้วยความไม่เชื่อ และพูดด้วยน้ำเสียงแปลกไป

            “เจ้าต้องการระเบิดควันกับยาสลบมากมายขนาดนี้คงไม่ได้เอาไปปล้นใครใช่ไหม?”

            “ข้าจะเอาไปทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับท่าน”เย่เฉินกระแอมขึ้นอีกครั้ง และยื่นถุงเก็บของใบหนึ่งออกมาด้านในไม่เพียงมีหินวิญญาณเท่านั้น แต่ยังมีของจิปาถะอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง

            เมื่อได้ยินเย่เฉินพูดเช่นนั้นผางต้าไห่ก็คิดตามอย่างรอบคอบ ขอแค่ได้เงินมาก็พอแล้วจะไปสนใจทำไมว่าเย่เฉินจะเอาไปใช้ปล้นสะดมใครหรือไปลักขโมยใคร

            หลังจากหยิบถุงเก็บของออกมาอีกครั้งผางต้าไห่ก็ไม่ลืมที่จะถามเย่เฉินด้วยความสนใจ “เท่านี้พอหรือเปล่า หากไม่พอละก็ข้ายังมีอีก ขอแค่เจ้ามีเงิน ข้าก็มีให้ซื้อทั้งนั้น”

            “เอาเชือกเทวะมาสักหนึ่งมัดทุ่นระเบิดสักสองตะกร้า ผงหินขาวสามถุง...” เย่เฉินยื่นกระดาษขนาดเท่าฝ่ามือออกไปซึ่งเขียนรายการต่างๆ ไว้มากมาย มันเป็นรายการสิ่งของที่เขาต้องการจะซื้อทั้งสิ้น

            เมื่อรับแผ่นกระดาษมาหลังจากผางต้าไห่กวาดสายตามอง ก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปากขึ้นเพราะรายการสิ่งของที่เขียนไว้นั้นล้วนแต่เป็นของที่คนร้ายมักจะใช้กันอีกอย่างก็ดูมีความชอบกลจึงทำให้เขายิ่งสงสัยมากว่าเย่เฉินจะเตรียมไปปล้นอย่างแน่นอน

            “ผู้อาวุโสท่านรีบหน่อยสิ ข้ายังมีธุระต้องทำ” เย่เฉินมองไปยังผางต้าไห่ด้วยสีหน้าไร้พิษภัย

            ผางต้าไห่มองไปทั่วร่างของเย่เฉินและตบไหล่ของเย่เฉินเบาๆ ด้วยสีหน้าที่จริงจัง “เจ้าหนุ่ม ปล้นมาให้ได้เยอะๆ นะ”

            เอ่อ...!

            เย่เฉินอ้าปากของเขาและไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง

            “เรียบร้อยแล้วเอาไป” ผางต้าไห่นำถุงเก็บของขนาดใหญ่ยัดใส่มือของเย่เฉินจากนั้นก็ตั้งใจหยิบถุงเก็บของที่มีหินวิญญาณอยู่ด้านในจากมือของเย่เฉิน

            “ผู้อาวุโสผางคืนนี้ท่านก็อย่าเดินตกหลุมกับดักล่ะ”

            “เจ้าเด็กบ้านี่”ผางต้าไห่กำลังจะโมโห แต่เย่เฉินก็ได้เดินออกไปเสียก่อนแล้ว

            เมื่อออกมาจากหอหมื่นสมบัติเย่เฉินก็ตบถุงเก็บของสองสามใบอันพะรุงพะรังในอ้อมแขน

            เป็นจริงอย่างที่ผางต้าไห่กล่าวไว้สิ่งของที่เขาซื้อมาล้วนเป็นสิ่งที่คนร้ายใช้กัน แต่ก็ไม่มีทางอื่นทั้งหมดนี้ก็ล้วนแต่ถูกบังคับเพราะเขารู้ดีว่าในป่าร้างมีผู้ฝึกตนขั้นพลังหยางมากกว่าหนึ่งคนที่รอคอยเขาอยู่เขาจึงจำเป็นต้องเตรียมการทุกอย่างให้พร้อม

            “อย่ามาโทษข้านะทั้งหมดนี้ล้วนแต่ถูกบังคับทั้งนั้น” เย่เฉินพึมพำ ขณะที่โอบถุงเก็บของไว้ในอ้อมแขน

            เขาได้ตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าการทดสอบป่าร้างครั้งนี้เขาจะเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ที่แข็งแกร่งของเขาการเข้าสู่สำนักใน เขาตัดสินใจแล้วว่าจะยอมเสียหน้าสักครั้งในเมื่อต้องการเข้าสู่สำนักใน เขาก็จำเป็นจะต้องทำทุกวิถีทาง แม้ว่าจะต้องใช้วิธีการของคนร้ายก็ตาม

            ขณะที่เย่เฉินกำลังพึมพำอยู่นั้นกลิ่นหอมของหญิงสาวที่น่าหลงใหลก็โชยเข้ามากระทบกับใบหน้าของเขา

            เย่เฉินทำจมูกฟุดฟิดจากนั้นรีบวิ่งหนีไปโดยไม่คิดจะหันกลับมาวิ่งหนีอย่างรีบร้อนราวกับรู้ว่าคนที่กำลังมาคือผู้ใด

            “ศิษย์รักอาจารย์น่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ?” เสียงของหญิงสาวผู้นั้นมีความไพเราะมากฉู่ซวนเอ๋อร์ปรากฏตัวขึ้นมา โบกไม้โบกมือให้เย่เฉิน จากนั้นก็หิ้วเย่เฉินกลับมา

            ฮึๆ...!

            หลังจากที่ถูกหิ้วปีกกลับมาอย่างไก่ตัวน้อยเย่เฉินก็ยิ้มเบาๆ “อาจารย์คนสวย สวัสดี...สวัสดี!”

            “เจ้าหนุ่มเจ้าปีนขึ้นมาเร็วเหมือนกันนะ! หน้าผาสูงขนาดนั้นเจ้าใช้เวลาปีนขึ้นมาไม่ถึงหนึ่งวัน อาจารย์ดูเบาเจ้าเกินไปจริงๆ”ใบหน้าที่งดงามของฉู่ซวนเอ๋อร์ขยับใกล้เข้ามา กะพริบดวงตาอันสวยงามคู่นั้นการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะรอยยิ้มนั้น ทำให้เย่เฉินมองจนเริ่มขวัญอ่อนขึ้นมาในใจ

            ฮึๆ...!

            เย่เฉินทำแสร้งโง่อีกครั้งและยิ้มขึ้นเบาๆ

            “ก็ดีเหมือนกันวันนี้อาจารย์มีเวลาว่าง พวกเรามาคุยกันสักหน่อย” ก่อนที่เย่เฉินจะเอ่ยคำพูดใดๆออกไป ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ก้าวเข้ามาคว้าตัวเย่เฉินหิ้วขึ้นไปกลางอากาศแล้วและเหาะไปราวกับสายรุ้งเทวะมุ่งหน้าไปยังภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่

            โอ๊ย...!

            ไม่นานก็มีเสียงร้องไห้เหมือนผีสางหรือหมาป่าดังออกมาจากภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่

            เมื่อมองดูจากระยะไกลมันเป็นต้นไม้ที่มีความคดงอต้นเดิมเย่เฉินที่ถูกทุบตีจนจมูกเขียวหน้าบวมได้ถูกแขวนเอาไว้บนนั้นบางครั้งก็ไหวไปตามแรงลม ส่วนที่ใต้ต้นไม้ ฉู่ซวนเอ๋อร์กำลังนั่งอยู่นางนั่งแทะเมล็ดแตงโมอยู่ตรงนั้นอย่างสบายใจ

            “บอกมาสิ! เจ้าขึ้นมาได้อย่างไร” ฉู่ซวนเอ๋อร์นั่งแทะเมล็ดแตงโมอย่างเป็นจังหวะขณะเดียวกันก็ถามเย่เฉินออกไปด้วยความสนใจ

            “ผู้อาวุโสหลินแห่งสวนสมุนไพรวิญญาณพาข้าขึ้นมา”เย่เฉินสรรหาเหตุผลพูดออกไปอย่างส่งเดชเพราะไม่ต้องการให้ความลับของตนเองถูกเปิดเผย

            “อือเหตุผลฟังขึ้นมาก” ฉู่ซวนเอ๋อร์พยักหน้าอย่างสบายๆ และหันไปมองเย่เฉินด้วยรอยยิ้ม“วันหลังข้าจะไปลองถามศิษย์พี่หลินดูสักหน่อย หากข้ารู้ว่าเจ้าโกหกข้า ผลที่ตามมาก็ไม่ค่อยดีเท่าไร!”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นเย่เฉินก็กระตุกมุมปาก

            “เรื่องที่ข้าพูดกับเจ้าวันก่อนเจ้าคิดเห็นอย่างไรบ้าง” ฉู่ซวนเอ๋อร์ใช้ไม้เล็กๆ จิ้มไปยังเย่เฉิน

            “ข้ามีคนที่รักอยู่แล้ว”เย่เฉินทำสีหน้าร้องไห้อมทุกข์ เพราะรู้ดีว่าฉู่ซวนเอ๋อร์กำลังพูดถึงเรื่องอะไรก็ไม่มีทางเป็นเรื่องใดไปได้นอกจากจะให้เขาแต่งงานกับฉีเยว่!

            ก่อนที่ฉู่ซวนเอ๋อร์จะเอ่ยคำใดๆออกมา เย่เฉินก็รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอีกครั้ง“ข้าว่าเรามีเรื่องอะไรต้องคุยกันอีกนะ เรื่องนี้ยังไม่เร่งรีบ จากนี้อีกสองวันข้าต้องเข้าสู่การทดสอบในป่าร้างข้าได้ยินมาว่ามีคนสองสามคนในสำนักในกำลังจ้องจะสกัดกั้นข้า อาจารย์ต้องช่วยข้านะ”

            “ช่วยเจ้านะหรือ?” ฉู่ซวนเอ๋อร์ยักไหล่ “หรือจะให้อาจารย์เข้าร่วมการทดสอบแทนเจ้าเลยไหมล่ะ?”

            “แต่นั่นคือคนระดับพลังหยางถึงสามคนเชียวนะ”

            “แล้วจะทำไม”คำพูดของฉู่ซวนเอ๋อร์ทำให้เย่เฉินแทบจะสำลัก

            เย่เฉินแทบจะขอถอนตัวเขาดิ้นรนกระสับกระส่าย และส่งเสียงดังขึ้นมา“ผู้อาวุโสสวีมอบทั้งเม็ดยาวิญญาณและวิชาลับให้กับศิษย์พี่หญิงฉีเยว่ แล้วท่านล่ะแม้แต่ขนสักเส้นก็ยังไม่เคยมอบให้ข้า ข้าเห็นแต่ท่านคอยทุบตีข้าก็เรียกว่าอาจารย์แล้ว ทำไมมันช่างแตกต่างกันขนาดนี้?”

            ฮ่าๆ...!

            คาดไม่ถึงว่าหลังจากได้ฟังคำบ่นของเย่เฉินฉู่ซวนเอ๋อร์ผู้งดงามราวกับเทพธิดาก็หัวเราะดังลั่น “เจ้าหนุ่ม เจ้าคับแค้นใจอาจารย์มากเลยสินะ!”

            “เหลวไหล”

            “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็บอกมาเจ้าต้องการจะให้ข้ามอบอะไรให้กับเจ้า” ฉู่ซวนเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นดวงตาที่เป็นประกายดั่งหยดน้ำมองไปยังเย่เฉินที่ถูกแขวนอยู่บนต้นไม้ด้วยรอยยิ้ม

            เมื่อได้ยินคำที่ฉู่ซวนเอ๋อร์พูดเย่เฉินก็กระแอมขึ้นทันที “ข้าว่าอย่างน้อยท่านก็น่าจะให้วิชาลับกับข้าสักหน่อย!”

            “เจ้าก็ไม่รีบบอก! ถ้ารีบบอกข้าก็คงให้เจ้าไปนานแล้วไหมล่ะ!”

            เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้มุมปากของเย่เฉินก็กระตุกไปมาหลายครั้ง ให้ตายเถอะ เจ้าไม่รีบบอกถ้าบอกมาข้าก็คงให้ไปนานแล้วข้าจะเอาวิชาลับของเจ้าทำการฝึกตนร้อยแปดสิบหนและฟาดไปบนหน้าของเจ้า

            เขาได้แต่คิดคำพูดแบบนี้ไว้ในใจเท่านั้นซึ่งหากพูดแบบนี้ออกไป ฉู่ซวนเอ๋อร์คงจะทุบเขาตายแน่นอน

            “ถ่ายทอดวิชานี้ให้เจ้าเป็นอย่างไร”ฉู่ซวนเอ๋อร์ยิ้มหวาน จากนั้นหน้าตาและท่าทางของนางก็เปลี่ยนไปอย่างมากกลายเป็นบัณฑิตที่ดูสดใส และเมื่อนางหันตัวกลับมาอย่างสง่างามจากนั้นรูปร่างหน้าตาของนางก็เปลี่ยนไปอีกครั้งคราวนี้กลายเป็นนักพรตเฒ่าที่ดูปราดเปรื่องผู้หนึ่ง

            หลังจากนั้นรูปลักษณ์และรูปร่างของฉู่ซวนเอ๋อร์ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆสักพักก็กลายเป็นชายชราที่แก่มาก สักพักก็กลายเป็นหญิงชราที่มีรูปร่างง่อนแง่นสักพักก็กลายร่างอีกครั้ง เปลี่ยนเป็นหญิงสาวที่ดูงดงามและขี้เล่น

            “วิชาแปลงกายอยากจะเรียนไหม?” ครั้งนี้นางเปลี่ยนกลับมาเป็นรูปลักษณ์อย่างเดิมฉู่ซวนเอ๋อร์จึงมองเย่เฉินด้วยความสนใจ

            “ไม่อยากเรียน”เย่เฉินส่ายศีรษะราวกับกลองที่ถูกตี ไม่ใช่เขาไม่อยากเรียนจริงๆแต่ตอนนี้เขาได้เรียนรู้จากการแปลงกายของฉู่ซวนเอ๋อร์เมื่อครู่นี้แล้วเขาเรียนรู้และจดจำไปได้ทั้งหมดแล้ว

            นี่คือความทรงพลังของเนตรวงล้อเทวะแค่ไม่ใช่วิชาลับที่ลึกซึ้งเขาก็สามารถวิเคราะห์และคัดลอกทั้งหมดเอาไว้ให้ตนเองได้ใช้ไม่รู้ว่านางจะมีท่าทีอย่างไร หากฉู่ซวนเอ๋อร์รู้ว่าเย่เฉินมีความสามารถเช่นนี้

            คำตอบของเย่เฉินเกินความคาดหมายของนางไปมากจริงๆและเคล็ดวิชาลับนี้เป็นวิชาลับที่นางคัดสรรมาอย่างดีเพื่อมอบให้กับเขา

            จากมุมมองของเย่เฉินบางทีนางอาจจะเป็นอาจารย์ที่ไม่ค่อยได้ความแต่อันที่จริงนางก็ยังเป็นห่วงเย่เฉินผู้เป็นศิษย์ของนางนางพาเย่เฉินมาที่นี่ในค่ำคืนนี้ เพียงเพื่อจะพูดคุยกันเท่านั้นจริงๆ หรือ?

            คำตอบคือไม่ใช่นางรู้ดีว่าการทดสอบในป่าร้างครั้งนี้ เย่เฉินจะต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบไหนบ้างจึงเลือกเคล็ดวิชาลับการแปลงกายมาให้กับเย่เฉินเพื่อให้เย่เฉินใช้วิชาแปลงกายในการหลบหลีกการโอบล้อมจากพวกของข่งเฉา

            เพียงแต่สิ่งที่นางประหลาดใจก็คือ เย่เฉินไม่ต้องการจะเรียนมัน

            “วิชาแปลงกายเป็นวิชาลึกลับขั้นสูงในบรรดาวิชาลึกลับระดับง่ายเมื่อเข้าสู่ป่าร้าง การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ก็เพียงพอแล้วกับการหลบหลีกจากการโอบล้อมของพวกข่งเฉา อาจารย์มีความปรารถนาดีในเมื่อเจ้าไม่ต้องการจะเรียนรู้ คงจะหาเรื่องถูกทำโทษใช่ไหม”ฉู่ซวนเอ๋อร์เริ่มโมโห สองมือเท้าเอว มีท่าทีจะเริ่มตีเย่เฉิน

            “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะเรียน”เมื่อมองไปยังท่าทางของนาง เย่เฉินก็พูดอย่างรีบร้อน “วิชาแปลงกายนี้ข้าก็ทำได้!”

            “เจ้าก็ทำได้?” ฉู่ซวนเอ๋อร์ตกตะลึง สีหน้าของนางไม่อยากจะเชื่อคำพูดของเขา