แอบแซ่บ ผัวเพื่อน

    สาวโรงงาน ร่านสวาท 9: คลุ้งกลิ่นคาวกาม


    บรรยากาศภายในห้องแต่งตัวพนักงานหญิงของโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ช่วงหัวค่ำเต็มไปด้วยความเงียบเหงาและอับชื้น แสงไฟฟลูออเรสเซนต์ดวงยาวเหนือเพดานส่งเสียงหึ่ง ๆ แผ่วเบาคล้ายเครื่องจักรล้าแรง พัดลมระบายอากาศตัวเก่าที่ผนังด้านบนหมุนวนเชื่องช้าพัดพาเอากลิ่นแป้งฝุ่นราคาถูก กลิ่นเหงื่อไคลจากการตรากตรำทำงาน และกลิ่นสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นมะลิจาง ๆ ผสมปนเปกันจนชวนให้อึดอัด

    ก้อย สาวโรงงานร่างเล็กในชุดฟอร์มสีน้ำเงินเข้มทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ยาวหน้าแถวตู้ล็อกเกอร์เหล็กพ่นสีเขียวมะกอกอย่างอ่อนแรง ปลายเท้าในรองเท้าผ้าใบหัวเหล็กบีบรัดจนเจ็บระบมไปหมด หล่อนยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบา ๆ พลางถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าทางกาย ทว่าสิ่งที่เหน็ดเหนื่อยยิ่งกว่ากลับเป็นความว้าวุ่นใจที่สลัดอย่างไรก็ไม่ยอมหลุดพ้นจากสมอง

    ความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนกับชัย หัวหน้างานหนุ่มกะดึกผู้กุมหัวใจของหล่อนมานานเริ่มมีรอยร้าวที่มองไม่เห็นทว่าสัมผัสได้อย่างชัดเจน ชัยเริ่มทำตัวห่างเหินและมักจะอ้างเรื่องงานหนักเพื่อเลี่ยงการกลับห้องพักพร้อมกัน ทั้งยังมีสายตาคลุมเครือยามที่คุยกับพนักงานหญิงคนอื่น ๆ ในแผนกผลิตดึงรั้งความเชื่อใจของก้อยให้สั่นคลอนลงทีละน้อย

    เสียงฝีเท้าหนัก ๆ แสนคุ้นเคยดังใกล้เข้ามาทำเอาก้อนเนื้อในอกของก้อยสะดุ้งวาบ ชัยเดินก้าวเข้ามาในห้องแต่งตัวด้วยท่าทางรีบร้อน ใบหน้าคมคร้ามมีหยาดเหงื่อซึมตามไรผม เสื้อฟอร์มของเขาดูยับย่นผิดปกติจนหล่อนต้องขมวดคิ้วมอง ชายหนุ่มส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้ก้อยพลางยกมือขึ้นเกาหลังคอคล้ายคนมีความผิดติดตัว

    "อ้าว ก้อย... มานั่งทำอะไรตรงนี้ล่ะ ยังไม่ถึงเวลาเข้ากะเลยไม่ใช่เหรอ?" ชัยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสะดุดเล็กน้อย พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าดวงตาเรียวรีกลับกลอกกลิ้งหลบเลี่ยงการสบตาตรง ๆ กับคนรัก

    "ก้อยเหนื่อย ๆ น่ะค่ะ เลยล่วงหน้ามานั่งพักก่อน... แล้วนี่ชัยไปไหนมาเหรอคะ เสื้อผ้าดูยับเยินเชียว แผลที่คอก็ไปโดนอะไรมาน่ะ?" ก้อยเอ่ยถามน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าจงใจกวาดสายตาสำรวจร่างกายของคนรักอย่างละเอียดถี่ถ้วน

    หล่อนขยับตัวลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปใกล้ชิดชายหนุ่มตรงหน้า เอื้อมมือเรียวไปแตะคอเสื้อฟอร์มของชัยเพื่อจัดระเบียบปกเสื้อให้เข้าที่ตามสัญชาตญาณคนรักที่ดี แต่แล้วปลายนิ้วนุ่มก็ต้องชะงักงันแข็งทื่ออยู่กับที่ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยยามจับจ้องไปยังผิวเนื้อสีเข้มบริเวณหลังลำคอของชัยที่โผล่พ้นปกเสื้อขึ้นมา

    รอยเล็บแหลมคมยาวสามเส้นขนานกันลากผ่านผิวเนื้อจนขึ้นเป็นแนวปื้นสีแดงก่ำ ผิวบริเวณนั้นเริ่มบวมแดงรำไรและมีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่จาง ๆ มันไม่ใช่รอยครูดกว้างจากสิ่งของไม่มีชีวิตอย่างแน่นอน ทว่ามันคือรอยเล็บมือของสตรีที่จงใจจิกข่วนลากผ่านผิวเนื้อด้วยห้วงอารมณ์พิศวาสอันเร่าร้อนป่าเถื่อน

    "อ๋อ... อ๋อ แผลนี่น่ะเหรอ" ชัยสะดุ้งสุดตัวรีบดึงคอเสื้อฟอร์มขึ้นปิดรอยแผล ร่างสูงใหญ่ถอยหลังหนีหนึ่งก้าวแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนเสียงแหบพร่า "พอดีตอนเย็นฉันรีบเข้าไปเช็กยอดของในสโตร์หลังโรงงานน่ะ คลังมันแคบแล้วกิ่งไม้แห้งของต้นอโศกข้างหน้าต่างมันยื่นเข้ามาพอดี เลยครูดเข้าให้ แสบชะมัดเลยก้อย"

    "กิ่งไม้ครูด... งั้นเหรอคะ?" ก้อยทวนคำเสียงแผ่วเบา ร่างกายพลันรู้สึกเย็นเฉียบตั้งแต่หัวจรดเท้า ความคลางแคลงใจพุ่งสูงขึ้นลิบลิ่วเมื่อหล่อนไม่ได้เพียงแค่เห็นรอยแผลสวาทบนหลังคอเท่านั้น ทว่ายามที่ขยับเข้าใกล้ชิดกายของชัย กลิ่นอายรอบตัวของเขากลับสะกิดใจหล่อนอย่างรุนแรง

    มันเป็นกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงแนวหวานยั่วยวนชวนเคลิบเคลิ้มผสมผสานกลิ่นดอกไม้ป่าราคาแพง กลิ่นน้ำหอมยี่ห้อหรูหราที่หล่อนจำได้ขึ้นใจว่ามันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมธรรมดา ๆ ที่หาซื้อได้ตามตลาดนัด ทว่ามันคือน้ำหอมแบรนด์หรูราคาแพงระยับที่น้ำอ้อย เพื่อนรักเพื่อนสนิทร่วมแผนกของหล่อนเพิ่งจะนำมาอวดและใช้ประพรมเรือนร่างขาวสะพรั่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

    กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกแสนเย้ายวนสยิวใจของน้ำอ้อยลอยฟุ้งติดแน่นอยู่ตามเนื้อตัวและปกเสื้อของชัยอย่างหนาแน่น ราวกับว่าร่างกายของทั้งสองเพิ่งจะผ่านการกอดรัดฟัดเหวี่ยงบดเบียดเนื้อกายเข้าหากันอย่างรุนแรงจนกลิ่นคาวโลกีย์และกลิ่นน้ำหอมหรูเคลือบติดกายของชายหนุ่มออกมาด้วย

    ก้อยรู้สึกระทมร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับจะทะลุพ้นออกมาจากอก ความจริงที่หล่อนแสร้งหลับหูหลับตาเชื่อคำโกหกมาตลอดเริ่มแจ่มชัดจนแทบสำลัก ความเจ็บปวดรุมเร้าทำเอาขอบตาร้อนผ่าว หยาดน้ำตาอุ่น ๆ เริ่มเอ่อคลอเคลือบลูกตาดำจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน

    "ก้อย... เป็นอะไรไปน่ะ? ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เลย หรือว่าไม่สบายตรงไหน?" ชัยถามไถ่เสียงกระสับกระส่าย แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นกลัวว่าความลับชั่วร้ายที่แอบแซ่บกับเพื่อนรักของแฟนสาวจะถูกเปิดเผยออกมาก่อนเวลาอันควร

    "เปล่าค่ะ... ก้อยแค่เหนื่อย ชัยไปเตรียมตัวเข้ากะเถอะค่ะ ก้อยขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ" ก้อยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้เล็ดลอดออกมา หล่อนหมุนตัวเดินก้าวเร็ว ๆ ออกมาจากห้องแต่งตัวพนักงานทันที ทิ้งให้ชัยยืนงุนงงแกมหวาดหวั่นอยู่เบื้องหลังเพียงลำพัง

    ก้อยเดินสาวเท้าตรงไปยังอาคารห้องน้ำหญิงส่วนรวมที่ตั้งอยู่ท้ายไลน์ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หัวใจของหล่อนสั่นระริกปนเปด้วยความโกรธเกลียดและความเสียใจอันแสนสาหัส มิตรภาพระหว่างหล่อนกับน้ำอ้อยที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานโรงงานแห่งนี้กำลังจะพังทลายลงเพราะตัณหาความร่านสวาทของคนรักและเพื่อนสนิท

    เสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะต่อกระซิบกระซาบจากพนักงานหญิงกะเช้าที่เพิ่งเลิกงานเดินสวนทางมาไม่ได้เข้าสู่โสตประสาทของก้อยเลยแม้แต่น้อย หล่อนก้าวเข้าไป in ห้องน้ำหญิงขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องสีขาวหม่นหมอง มีคราบน้ำด่างตามมุมห้องและกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนเงาที่เต็มไปด้วยรอยคราบสกปรกเหนียวเหนอะ

    ในห้องน้ำเวลานี้เงียบสงัดไร้ผู้คน มีเพียงเสียงหยดน้ำจากก๊อกน้ำที่ชำรุดหยดลงบนอ่างล้างหน้าดัง แหมะ... แหมะ... เป็นระยะ และกลิ่นน้ำหอมแนวหวานเอียนยั่วยวนอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำอ้อยลอยฟุ้งกระจายอยู่อย่างหนาแน่นสะกดประสาทสัมผัส ก้อยกวาดสายตามองและเห็นน้ำอ้อยยืนโดดเด่นอยู่หน้าเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า

    น้ำอ้อยในชุดฟอร์มพนักงานหญิงสีกรมท่ารัดรูปจนเห็นส่วนโค้งเว้าของสะโพกกลมกลึงและเอวคอดกิ่ว เสื้อฟอร์มถูกปลดกระดุมเม็ดบนออกกว้างเผยเนินเนื้ออกอวบอัดขาวโพลนสะดุดตากำลังใช้แป้งพัฟตกแต่งใบหน้าหวานจิ้มลิ้มอย่างประณีตเบามือ หล่อนแลดูมีความสุขเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในเสน่ห์เรือนร่างสาวของตน

    ก้อยเดินเข้าไปด้านหลังของเพื่อนสนิทอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเอื้อมมือไปกดล็อกลูกบิดประตูด้านนอกของห้องน้ำหญิงเสียงดัง แก๊ก! เพื่อป้องกันไม่ให้คนภายนอกเข้ามาขัดขวางการประชันหน้าครั้งสำคัญนี้ น้ำอ้อยสะดุ้งเล็กน้อยหันขวับมามองตามเสียงล็อกประตู พอเห็นว่าเป็นก้อยก็ส่งยิ้มหวานระรื่นใสซื่อให้ทันที

    "อ้าว ก้อย... เข้ามาเงียบ ๆ ตกใจหมดเลย ล็อกประตูทำไมเหรอจ๊ะ? มีความลับอะไรจะคุยกับฉันหรือเปล่าเอ่ย?" น้ำอ้อยเอ่ยเสียงหวานใสหยอกล้อพลางเก็บตลับแป้งลงกระเป๋าเครื่องสำอางใบน้อยอย่างใจเย็น

    "ฉันมีเรื่องจะถามแก... และแกต้องพูดความจริงกับฉัน น้ำอ้อย" ก้อยเค้นเสียงต่ำลึกเดินเข้าไปประชิดตัวเพื่อนรัก แววตาของหล่อนวาวโรจน์ไปด้วยโทสะปนความโศกเศร้า มือเรียวยื่นไปคว้าบีบข้อมือขาวเนียน of น้ำอ้อยเอาไว้แน่นจนเนื้อยุบลงไป

    "อุ๊ย! เจ็บนะก้อย... เป็นบ้าอะไรของแกเนี่ยมาบีบข้อมือฉันทำไม?" น้ำอ้อยอุทานเสียงหลงพยายามสะบัดข้อมือออกจากการจับกุม ทว่าก้อยกลับยิ่งออกแรงบีบกระชับแน่นหนาด้วยความเจ็บแค้นใจที่ปะทุขึ้นมาถึงขีดสุด

    "แกกับชัย... มีอะไรกันใช่ไหม?" ก้อยถามคำถามที่กรีดแทงหัวใจตัวเองออกไปตรง ๆ ดวงตากลมอิ่มสั่นระริกจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของน้ำอ้อยเพื่อจับสังเกตอาการผิดปกติ

    น้ำอ้อยชะงักงันไปเพียงวินาทีเดียว แววตาคู่สวยวูบไหวไปด้วยความตกใจทว่าเพียงครู่เดียวจริตมารยาหนาหลายชั้นก็เคลือบคลุมใบหน้าหวานไว้ได้อย่างมิดชิด หล่อนหัวเราะคิกคักเสียงใสแก้ตัวอย่างหน้าชื่นตาบานคล้ายมองว่าเรื่องที่ก้อยเอ่ยถามเป็นเพียงเรื่องตลกขบขันไร้สาระ

    "พูดบ้า ๆ น่าก้อย! แกคิดมากทำงานจนสมองเพี้ยนไปแล้วหรือไง? ชัยก็แฟนแกนะ ฉันจะไปมีอะไรกับเขาได้ยังไงล่ะ ฉันไม่ใช่คนไร้ยางอายแอบกินของเพื่อนตัวเองหรอกนะจ๊ะ" น้ำอ้อยจีบปากจีบคอพูดน้ำเสียงลื่นไหลปั้นน้ำเป็นตัวได้อย่างแนบเนียนไร้พิรุธ

    "อย่ามาตลบตะแลงน้ำอ้อย! แผลที่หลังคอชัยเป็นรอยเล็บข่วนลึกชัดเจนขนาดนั้น และกลิ่นน้ำหอมบนตัวเขา... กลิ่นน้ำหอมยี่ห้อแพง ๆ กลิ่นดอกไม้ป่าหวานเอียนแบบนี้ มีแกคนเดียวในโรงงานที่ใช้มัน! แกจะปฏิเสธยังไงห้ะ?!" ก้อยตวาดแผ่วต่ำบีบข้อมือน้ำอ้อยแรงขึ้นจนผิวเนื้อขาว ๆ เริ่มขึ้นรอยนิ้วมือสีแดงเข้ม

    น้ำอ้อยดึงข้อมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมของก้อยได้สำเร็จในที่สุด หล่อนขยับถอยหลังไปพิงขอบอ่างล้างหน้า ยกมือขึ้นลูบข้อมือตัวเองเบา ๆ พลางแสร้งทำสีหน้าบึ้งตึงไม่พอใจ ทว่าสมองกำลังหมุนเร็วจี๋หาทางดึงตัวเองออกจากสถานการณ์สุ่มเสี่ยงนี้อย่างลื่นไหลที่สุด

    "โธ่เอ๋ย... ก้อย น้ำหอมกลิ่นนี้ใช่ว่าจะมีแค่ฉันคนเดียวในโลกที่ใช้สักหน่อย ของพรรค์นี้ใคร ๆ ก็สั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตได้ทั้งนั้นแหละ อีกอย่างช่วงนี้แกรู้ไหมว่าชัยเขาชอบแวะเวียนไปแถวไหนบ่อย ๆ?" น้ำอ้อยโยนระเบิดความคลางแคลงใจกลับไปหาแฟนสาวของชัยเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น

    "แกรู้ใช่ไหมว่าช่วงนี้ชัยต้องคอยไปคุมยอดของในแผนกสโตร์น่ะ ยัยน้ำหวานแผนกสโตร์สิ ตัวดีเลยล่ะ ฉันเห็นยัยนั่นชอบประพรมน้ำหอมกลิ่นคล้าย ๆ แบบนี้อยู่เหมือนกัน แถมยังชอบส่งสายตายั่วยวนให้ชัยอยู่บ่อย ๆ ด้วยนะ แกไม่รู้เรื่องเลยเหรอ?" น้ำอ้อยตีหน้าเศร้าทำเป็นห่วงใยเพื่อนรักปั้นเรื่องตลบตะแลงป้ายความผิดให้หญิงสาวคนอื่นในโรงงานอย่างหน้าตาเฉย

    "แกอย่ามาปรักปรำคนอื่นเพื่อเอาตัวรอดเลยน้ำอ้อย! ฉันรู้ว่ารอยเล็บกับกลิ่นน้ำหอมนี่มันของแกแน่นอน!" ก้อยตวาดเสียงสั่นน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ความสับสนและเจ็บปวดบีบคั้นจนหล่อนแทบพูดไม่ออก ทว่าคำพูดโยนความผิดของน้ำอ้อยก็แอบสร้างความไขว้เขวในใจลึก ๆ ของหล่อนจนหน้าตาแสดงความลังเลออกมา

    "ถ้าแกไม่เชื่อฉันก็ตามใจนะก้อย... แต่ฉันเป็นเพื่อนแกนะ ฉันจะหักหลังแกทำไมล่ะ? แกนั่นแหละควรรู้จักจับตาดูแฟนตัวเองบ้าง ไม่ใช่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวโทรม ๆ ทำแต่งานจนแฟนเบื่อแล้วเที่ยวไปทอดสะพานให้สาวคนอื่นในโรงงาน แล้วสุดท้ายก็มาคอยระแวงเพื่อนตัวเองแบบนี้ มันน่าเหนื่อยใจแทนจริง ๆ" น้ำอ้อยถอนหายใจยาวเหยียดสะบัดหน้าอย่างแสนงอน

    หล่อนหมุนตัวกลับไปหากระจกเงา หยิบลิปสติกสีแดงสดคู่กายขึ้นมาเปิดฝาออกบรรจงทาริมฝีปากบางเฉียบของตัวเองต่ออย่างใจเย็น ราวกับความตึงเครียดเจ็บปวดของเพื่อนรักตรงหน้าไม่มีความสำคัญใด ๆ เลยแม้แต่น้อย จริตการลื่นไหลพูดคุยโยนความผิดให้ผู้หญิงคนอื่นในโรงงานทำเอาบรรยากาศในห้องน้ำตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก

    ก้อยยืนมองภาพเพื่อนรักที่ยืนทาปากอย่างไม่สะทกสะท้านด้วยหัวใจที่แตกสลายร้าวราน คำพูดตลบตะแลงของน้ำอ้อยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสมองของหล่อน ความคลางแคลงใจสับสนกระวนกระวายใจเริ่มแตกแขนง ก้อยไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใครดี ระหว่างรอยเล็บ กลิ่นน้ำหอม หรือคำยุแย่งเกี่ยวกับผู้หญิงในแผนกสโตร์ที่น้ำอ้อยป้อนให้

    หล่อนสะอื้นไห้ออกมาเบา ๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลนองใบหน้าหมองเศร้าพ่ายแพ้ต่อจริตมารยาของเพื่อนสนิทอย่างราบคาบ ความคลุมเครือปกคลุมจิตใจจนก้อยสับสนงุนงงไปหมด ขณะที่น้ำอ้อยแอบสบตาตัวเอง in กระจกเงาสะท้อนภาพริมฝีปากสีแดงก่ำฉ่ำวาว มุมปากหยักแสยะยิ้มบางเบาเย้ยหยันในความโง่เขลาของก้อยอย่างเย็นชาไร้ความปรานี

    ก้อยค่อย ๆ ปลดล็อกประตูห้องน้ำแล้วก้าวเดินสะอื้นไห้ออกไปผจญกับความเป็นจริงภายนอก ทิ้งให้น้ำอ้อยยืนแต่งหน้าต่ออย่างสบายอารมณ์ในห้องน้ำแคบ ๆ กลิ่นคาวความทรยศหักหลังและความคลุมเครือสลับซับซ้อนในโรงงานแห่งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

    กะการทำงานค่ำคืนนี้เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางเสียงเครื่องจักรขนาดใหญ่ในไลน์ผลิตที่ส่งเสียงดังครืน ๆ กระหึ่มกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วบริเวณ แสงไฟสีขาวสลัวจากหลอดนีออนยาวเหยียดสะท้อนลงบนชิ้นส่วนโลหะและเครื่องจักรมองเห็นละอองฝุ่นลอยฟุ้งกระจายในอากาศ สะท้อนถึงความอึดอัดร้อนอบอ้าวภายในโรงงานอุตสาหกรรม

    ก้อยยืนประจำตำแหน่งทำงานตรงโต๊ะประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ด้วยความปวดร้าวทรมาน มือเรียวขยับจับชิ้นงานประกอบเข้าหากันตามความชำนาญทว่าสมองกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย หยาดน้ำตาที่แห้งผากทิ้งรอยคราบจาง ๆ บนแก้มตอบ สายตาหม่นแสงคอยกวาดมองไปทั่วไลน์ผลิตอย่างกระวนกระวายใจ

    ในจังหวะช่วงต่อกะที่คนงานกำลังขยับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันอย่างสับสนวุ่นวาย ก้อยเหลือบสายตามองข้ามผ่านตู้ควบคุมเครื่องจักรขนาดใหญ่ไปยังฝั่งแผนกผลิตขั้นปลาย ที่ตรงนั้นหล่อนมองเห็นร่างสูงใหญ่ของชัยในชุดฟอร์มหัวหน้างานเดินตรวจตราความเรียบร้อยอยู่รอบ ๆ บริเวณตำแหน่งทำงานของน้ำอ้อย

    เสียงเครื่องจักรดังสนั่นทว่าความเงียบสงัดในใจของก้อยกลับขยายตัวกว้างขึ้น ก้อยมองเห็นภาพชัยเดินเข้าไปหยุดยืนเยื้องหลังน้ำอ้อย ชายหนุ่มส่งยิ้มกว้างสายตาหวานเยิ้มพยักหน้าให้หล่อนอย่างมีความนัยแฝงอยู่ และน้ำอ้อยก็เอียงคอมองส่งสายตายั่วยวนหยาดเยิ้มกลับไปให้โดยไม่มีท่าทีเกรงกลัวสายตาคนรอบข้าง

    ภาพที่เห็นถัดมาทำเอาหัวใจของก้อยหล่นวูบดิ่งพสุธา ชัยยื่นส่งขวดน้ำเย็นเฉียบขวดหนึ่งให้น้ำอ้อยอย่างห่วงใยละมุนละไม ยามที่น้ำอ้อยเอื้อมมือนุ่มไปรับขวดน้ำ ปลายนิ้วเรียวของทั้งสองจงใจเกี่ยวก้อยสัมผัสลูบไล้กันแผ่วเบาอย่างแสนรู้เหลี่ยมมุมเสน่หา แววตาของทั้งคู่เปล่งประกายชู้สาวคลุมเครือปิดบังซ่อนเร้นชัดเจน

    แม้การกระทำนั้นจะเกิดขึ้นท่ามกลางคนงานคนอื่น ๆ ที่เดินสวนกันไปมาวุ่นวายจนไม่มีใครสังเกตเห็น ทว่าสำหรับก้อยที่เฝ้าจับตามองอยู่ตลอดเวลากลับแจ่มชัดทะลวงลึกเข้ากลางหัวใจ ความคลางแคลงใจที่น้ำอ้อยเคยโยนความผิดให้ยัยน้ำหวานแผนกสโตร์พลันพังทลายลงในพริบตา มิตรภาพและชายคนรักแอบแซ่บกันต่อหน้าต่อตาหล่อนอย่างเลือดเย็นที่สุด

    ก้อยสะอื้นฮักในลำคอรู้สึกคลื่นไส้คลื่นเหียนปานจะอาเจียน กลิ่นอายราคะความทรยศหักหลังลอยโชยมาปะทะความรู้สึกจนร่างสั่นระริก หล่อนรู้แจ้งประจักษ์ชัดแล้วว่าภาพความใสซื่อมิตรภาพที่ดีงามที่น้ำอ้อยเคยแสดงใส่นั้น แท้จริงแล้วเบื้องหลังเต็มไปด้วยความทรยศชั่วร้าย สวมเขาให้หล่อนอย่างอำมหิตไร้เยื่อใย

    ช่วงเวลาพักครึ่งกะ น้ำอ้อยเดินเลี่ยงหลบความพลุกพล่านของพนักงานคนอื่น ๆ กลับเข้ามายังห้องล็อกเกอร์พนักงานหญิงที่เงียบสงัดอีกครั้ง หล่อนเปิดตู้ล็อกเกอร์เหล็กส่วนตัวออกช้า ๆ เผยให้เห็นของใช้ส่วนตัวและเสื้อผ้าลำลองที่แขวนไว้ด้านใน แววตาคู่สวยแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาเคร่งขรึมยามที่ส่องกระจกบานเล็กที่ติดไว้ในตู้ล็อกเกอร์

    น้ำอ้อยถอนหายใจยาวคิดทบทวนสถานการณ์ในใจอย่างรวดเร็ว ความลับเรื่องเธอกับชัยเริ่มปิดไม่มิดแล้ว ก้อยจับได้กลิ่นน้ำหอมและรอยเล็บอย่างจัง แม้ว่าหล่อนจะใช้มารยาตลบตะแลงโยนความผิดให้ผู้หญิงคนอื่นในโรงงานสลัดประเด็นออกไปได้ชั่วคราว ทว่าอีกไม่นานเรื่องราวชู้สาวแอบแซ่บนี้คงต้องแดงขึ้นมาเป็นแน่แท้

    "ชัยมันก็แค่ผู้ชายโง่ ๆ ไร้สมอง ไม่มีเงินทองหรืออนาคตอะไรให้ฉันตักตวงได้มากกว่านี้อีกแล้ว" น้ำอ้อยพึมพำกระซิบเสียงเบาหวิวใบหน้าสวยจิ้มลิ้มแสยะยิ้มหยันในโชคชะตา ชัยเป็นเพียงแค่บันไดเตี้ย ๆ และเครื่องมือระบายตัณหาชั่วคราวในโรงงานเท่านั้น หาได้มีค่าคู่ควรให้หล่อนตระหนักคิดถึงยาวนานไม่

    เป้าหมายสูงสุดของน้ำอ้อยคือการเกาะผู้จัดการธวัช หนุ่มใหญ่กระเป๋าหนาผู้กุมอำนาจเงินทองและเปย์คอนโดหรูหราให้หล่อนซุกหัวนอนต่างหาก น้ำอ้อยคิดในใจอย่างรวดเร็วว่าหล่อนต้องรีบตักตวงทรัพย์สินเงินทองชิ้นใหญ่จากผู้จัดการธวัชให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่เรื่องราวแอบแซ่บในโรงงานจะพังพินาศพ่นพิษใส่จนหล่อนต้องเผ่นหนีอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดร้อน ๆ แห่งนี้ไปเสวยสุขที่อื่น

    หล่อนต้องโกยเช็กเงินสดก้อนโต เครื่องประดับราคาแพง หรือสิ่งของมีค่าอื่น ๆ จากสมภารใหญ่ธวัชให้เรียบร้อยเสียก่อน เมื่อกวาดเงินเต็มกระเป๋าและตักตวงชิ้นใหญ่จนพอใจแล้ว หล่อนก็จะเผ่นหนีจากวงจรนรกสาวโรงงานนี้ทิ้งความเจ็บปวดร้าวรานทั้งหมดไว้เบื้องหลังอย่างผู้ชนะเหนือเกม

    จังหวะนั้นเอง เสียงประตูล็อกเกอร์เหล็กบานข้าง ๆ สั่นไหว ก้อยก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เยื้องด้านหลังของน้ำอ้อย ร่างบางสั่นเทาด้วยแรงสะอื้นไห้ หยาดน้ำตาใส ๆ ไหลพรากนองสองแก้มชุ่มน้ำตาจนเปียกชื้นคอเสื้อฟอร์ม ก้อยจ้องมองเพื่อนรักผ่านกระจกเงาบานเล็กด้วยแววตาปวดร้าวลึกแสนทรมาน ความสับสนปนเปกับความจริงทำให้หล่อนเจ็บจนพูดคำใดไม่ออก

    ก้อยร้องไห้สะอื้นฮักตัวโยนไร้หนทางสู้ หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโศกเศร้าปิ่มว่าจะสิ้นใจเจ็บปวดในความจริงที่ถูกเพื่อนสนิทและชายคนรักแทงข้างหลังทะลวงอก ทว่าน้ำอ้อยที่เหลือบสายตามองเห็นเงาของเพื่อนรักร้องไห้ผ่านกระจกเงากลับไม่ได้แสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจหรือรู้สึกผิดแม้แต่น้อย

    คล้ายกับเรื่องแอบแซ่บ ผัวเพื่อน ที่คุณอ่าน