“พวกหมายความว่ามันใช้ชีวิตกันยังไงกันนะ? แต่ละแห่งมันอยู่สู้ง สูง” เทพไทพูดขณะแหงนมองฟ้า
วิหารกุมภ์ที่เป็นจุดหมายปลายทางของทีมสองอยู่บนยอดเขาที่อยู่สูงเสียดฟ้า จะเรียกว่าภูเขาก็ใช่ที มันดูเหมือนเสาหินที่ตั้งสูงตระหง่านหรือไม่ก็ดูเหมือนเขาตะปูมากกว่า
หากไม่มีป้ายชื่อวิหารที่ปักอยู่ราวกับป้ายแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว พวกเขาทั้งหมดคงเดินผ่านไปแล้ว เนื่องจากภูเขารูปร่างประหลาดแบบนี้มีอยู่ทั่วเต็มไปหมด บางลูกมียอดที่เล็กเหมือนภูเขาทั่วไปเพียงแต่มันดูผอมเรียว มีบางลูกฐานภูเขากลับเล็กกว่าส่วนยอด จึงทำให้ดูเหมือนตะปูหรือไม่ก็ต้นเห็ดยักษ์เสียมากกว่า
“ว่าแต่ทำไมมันดูเงียบเหลือเกิน?” เทพไทถามอย่างสงสัย เขาไม่เคยเจอวิหารอสูรจักรราศีไหนเงียบเท่านี้มาก่อน
“คงไม่ใช่ว่ามีอสูรจักรราศีตัวอื่นเหมือนกับที่ศิขาหรอกใช่ไหม?” ธัญญ่าขมวดคิ้วมองไปยังวิหารกุมภ์อย่างสงสัย
“หัวหน้าหมายความว่าไง?” เทพไทมองอดีตหัวหน้าทีมของเขาขณะถาม
“ก็หมายความว่าที่ศิขามีอสูรจักรราศีธาตุไฟสองตัวไงล่ะ” ธัญญ่าตอบอย่างเย็นชา
เทพไทยิ่งสับสนมากกว่าเดิม เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าอดีตหัวหน้าทีมของเขาไปเจออะไรมากันแน่
“ตอนนั้นเธอยังแยกอยู่กับพวกเราก็เลยไม่รู้ว่าเราไปเจอกับวิหารธนูมา มันถูกทิ้งร้างไร้ผู้คนแบบนี้แหละ” ดารินช่วยไขข้อสงสัยให้เทพไท
“วิหารธนู? หมายถึงวิหารของอสูรจักรราศีธนูงั้นเหรอครับอาจารย์?” ในตอนแรกเทพไทคิดว่าไม่เห็นแปลกอะไร แต่เมื่อเขาลองคิด ๆ ดีเขาก็ตกใจทันที “เดี๋ยวกันนะ ตอนนั้นเราเจออสูรจักรราศีเมษใช่ไหม? แล้ววิหารที่พวกอาจารย์เจอจะเป็นของอสูรจักรราศีธนูไปได้ยังไง?”
“นั่นแหละคือปัญหา” ดารินยิ้มบิดเบี้ยวออกมาขณะพูด “อสูรจักรราศีประจำอาณาจักรศิขาคืออสูรจักรราศีธนู ไม่ใช่อสูรจักรราศีเมษอย่างที่เธอเข้าใจ”
“เป็นไปได้ยังไง? ศิขาไปหาอสูรจักรราศีอีกตัวมาจากไหนกัน?” เทพไทตกตะลึง
“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ เอาตอนนี้ก่อน ยังไงก็ระวังตัวไว้ก่อนแล้วกัน อาจมีทหารคอยคุ้มกันเยอะกว่าที่ตาเห็น” ดารินตัดบทพร้อมบอกให้ทุกเตรียมตัวให้พร้อม
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ” ทันใดนั้นเก้าก็แทรกบทสนทนาขึ้นมา
“เธอหมายความว่าไง? เก้า” ดารินหันมองเก้าขณะถาม ทุกคนก็หันมองเด็กชายเช่นกัน อย่างน้อยเขาก็เป็นคนในพื้นที่ เขาอาจจะมีข้อมูลอะไรที่คนอื่นไม่รู้
“ก็หมายความว่าไม่มีใครสนใจในวิหารนี่แล้วไงครับ” เก้าตอบราวกับเป็นสิ่งที่คนทั่วไปย่อมต้องรู้อยู่แล้ว
เมื่อเห็นสีหน้าที่สับสนของทุกคน เก้าจึงอธิบายเพิ่มเติม “ปกติชาวนภาเห็นวิหารนี้เป็นแค่แหล่งท่องเที่ยวเท่านั้นครับ แต่พอแพ้สงครามต่อศิขา จากที่คนไม่ค่อยสัทธาต่อวิหารนี้อยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่สัทธาเข้าไปอีก ถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวก็แทบจะไม่มีใครขึ้นไปเลยครับ”
ดิเรกค่อนข้างประหลาดใจกับสิ่งที่เก้าเล่าออกมา เขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามออกมาว่า “แล้วอสูรจักรราศีกุมภ์ละ พระราชาของนภาไม่ได้เอามาใช้เลยเหรอ?”
“พระราชา? พวกเราไม่มีหรอกครับ มีก็แต่ประธานาธิบดีเป็นผู้นำของอาณาจักร แต่ตอนนี้ใครเป็นอยู่ผมก็เลิกสนใจไปนานแล้ว” เก้ายักไหล่ขณะก่อนจะพูดต่อว่า “ส่วนอสูรจัก ๆ สี ๆ อะไรนั่นผมไม่รู้จัก แล้วก็เพิ่งเคยได้ยินด้วยครับ”
เมื่อทุกคนได้ยินแบบนั้นทุกคนต่างตกตะลึง ดารินคิดว่านี่คงเป็นผลกระทบของการที่กษาปณ์ติดอาคมอักขระจากทรราชธารโลหิต ผู้คนของนภาจึงลืมเลือนมันไปตามกาลเวลา
“แล้วเธอรู้จักกษาปณ์กุมภ์ไหม?” ดารินกำลังสงสัยว่าบางทีกษาปณ์อาจถูกขโมยไปแล้วก็ได้ ผู้คนจึงคิดว่ามีวิหารกุมภ์ไปก็ไร้ประโยชน์ก็เป็นได้
“ก็น่าจะยังอยู่บนวิหารนั่นแหละมั้งครับ ครั้งล่าสุดเมื่อราวห้าปีที่แล้วผมกับพ่อแม่แล้วก็น้องเกตตอนยังเล็กกว่านี้เคยขึ้นไปเที่ยวเพื่อไปดูกษาปณ์อะไรนั่นมา” เก้าพูดหลังพยายามนึกความหลัง “แต่ถ้าตอนนี้ผมก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่ามันยังอยู่อีกหรือเปล่า”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ทุกคนลอบถอนหายใจออกมาทันที พวกเขาคิดว่าจะมาเสียเที่ยวกันเสียแล้ว แม้ว่ามันมีโอกาสอันน้อยนิดที่กษาปณ์กุมภ์จะยังอยู่บนวิหาร แต่ยังมีโอกาสก็ย่อมดีกว่าไม่มีเลย
เมื่อมองถึงที่ตั้งของวิหารกุมภ์แล้ว มันก็อดไม่ได้ที่จะต้องปวดหัว ดูจากความสูงแล้ว คงใช้เวลาเป็นวันที่จะปีนขึ้นไปถึง
เมื่อคิดได้แบบนั้น มันอดไม่ได้ที่เทพไทจะต้องบ่นออกมา “แล้วจะขึ้นกันไปยังไงล่ะครับเนี่ย? เดี๋ยวผมรอข้างล่างนี่กับเด็ก ๆ เองครับ”